เกิดใหม่เป็นไดอารี่ [yaoi]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 105,346 Views

  • 3,736 Comments

  • 5,888 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,938

    Overall
    105,346

ตอนที่ 31 : หน้าที่30 ตกต่ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6466
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 743 ครั้ง
    12 พ.ค. 61

ความคิดทั้งหมดนี้แล่นเข้ามาในหัว ระหว่างที่เขากำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายอยู่ด้วยกันตลอดไป



เขาอยากให้ตะวันเป็นเพียงแค่ของเขา เป็นพระอาทิตย์ที่หันหลังให้กับคนทั้งโลก แต่ให้แสงและโคจรรอบเขาแค่คนเดียวเท่านั้น



ต้องทำยังไงตะวันถึงจะไม่ไปไหน?



เด็กหนุ่มใช้เวลาไปกับการคิดทั้งวัน เขาคิดจนกระทั่งย้อนลึกลงไปถึงตัวตน นิสัย และเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาของอีกฝ่าย



เขาสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าตะวันเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ว่าจะจากประวัติการเลี้ยงดูของครอบครัวหรือดูจากคำพูดที่ว่า ‘ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีค่าขนาดนั้น’



ในเมื่อตะวันรู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีค่ามากมาย ไม่มีความมั่นใจ เขาเลยฉวยโอกาสนี้ให้ความรัก ความมั่นใจกับอีกฝ่ายมากๆ จนกระทั่งตะวันรู้สึกว่าขาดเขาไปไม่ได้ หากขาดไปเมื่อไรจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าอีก



ตอนที่ขังตะวันนั้นเป็นเพียงความคิดชั่ววูบ แต่หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็คิดขึ้นมาได้ว่าในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รังเกียจก็ควรใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์



ตะวันผูกพันกับเขามาก แต่ยังไม่ถึงขั้นรัก เขาเลยใช้ประโยชน์จากตรงนั้นแล้วทำดีกับอีกฝ่าย



ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำให้ หรือมุมมองที่ไม่เคยเห็น ในตอนนั้นเด็กหนุ่มให้ตะวันได้รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา แล้วดูแลอีกฝ่ายเป็นอย่างดี



จนกระทั่งตะวันไม่มองประตูทางออกเหมือนวันแรกๆ อีกฝ่ายเมินให้กับประตูทางออกนั้นอย่างไม่คิดมอง และไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องขอออกไปข้างนอกอีก



เขาคิดอยู่ว่าควรจะปล่อยตะวันออกไปดีไหม จนอีกฝ่ายโน้มใบหน้าเข้ามาจูบแล้วพูดความในใจให้ฟังว่า ‘ต้องการพิสูจน์เพราะไม่แน่ใจว่ารักหรือต้องการความรักมาถมเฉยๆ’



ตอนนั้นเขามองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกดีใจเพราะทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน



เขาใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อรั้งให้ตะวันอยู่กับเขา ทั้งการจงใจให้ถูกทำร้ายโดยภูมิ ทั้งการบอกว่าตนเองไม่เก่งคณิตเพื่อไม่ให้ไปติวกับกรณ์ ทั้ง..จงใจไปเจอกับตะวันในวันที่อีกฝ่ายไปเที่ยวกับเกรซ



ตอนนั้นเขาไม่พอใจมาก ทว่าสิ่งที่ทำกลับมีเพียงแค่นิ่งเฉย ให้ตะวันรู้สึกผิดที่โกหกจนไม่กล้าหนีไปอีก



ต่อให้มีคนห้อมล้อมหรือเข้าหาตะวันมากแค่ไหน



แต่ตะวันเป็นได้แค่ของเขาเท่านั้น



ฉะนั้นใครที่เข้ามาตีสนิทกับตะวัน เขาจะค่อยๆ ทยอยลบทุกคนออกไปจากชีวิตตะวันให้หมด



จากนั้นตะวันจะเป็นแค่ของเขาคนเดียวตลอดไป



…………………………………………………….



…………………………………



หลังจากที่กวีเข้ามากอดผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมก็ยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขานานมาก มือข้างหนึ่งก็เอื้อมไปสวมกอดกลับก่อนจะลูบแผ่นหลังนั้นอย่างทะนุถนอม



บางครั้งผมก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อมาอยู่ในอ้อมกอดของผม ในหัวได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมตอนนั้นผมถึงตัดสินใจทิ้งเขาให้อยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่รู้ว่ากวีเป็นโรคซึมเศร้าและต้องการหาที่พึ่งพิง



ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องในตอนนั้นขึ้นมาทีไร ผมจะรู้สึกเกลียดตัวเองที่ตัดสินใจทำแบบนั้นตลอด



พวกเราไม่ได้พูดอะไรกันเป็นเวลาหลายนาที จนผมหวนนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าช่วงนี้กวีจะเมินหรือไม่ได้ทำดีกับผมอย่างที่เคยเป็นเหมือนเมื่อก่อน สุดท้ายผมถึงรู้ว่าตัวเองชอบอีกฝ่ายแล้วมาสารภาพรักกับเขา



โอเค ถ้าอย่างนั้นผมควรจะเริ่มถามขึ้นมาก่อนหรือเปล่าว่ากวีโกรธเรื่องอะไร



ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองให้ตั้งสติเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงติดสั่นๆ ไม่มั่นใจสักเท่าไรนัก “แล้ว..ช่วงนี้นายโกรธอะไรหรือเปล่า?”



“เปล่า แค่ช่วงนี้มีเรื่องให้คิด”



ตอนแรกผมนึกว่ากวีเกลียดผมไปแล้ว ที่แท้ก็เขากำลังเครียดกับเรื่องอื่นอยู่นี่เอง ผมรู้สึกอายจนแทบอยากจะแทรกดินหนี



ยิ่งพอนึกถึงตอนที่ร้องไห้ยิ่งรู้สึกอายเข้าไปใหญ่



“เรื่อง?”



“พ่อฉันมาหา”



“หะ” ผมหลุดเสียงอุทานออกมาก่อนจะเงียบไปพักใหญ่ “ทำไม..?”



“ขอเล่าตั้งแต่แรกให้ฟังนะ” ทันทีที่กวีเอ่ยจบผมก็พยักหน้ารับ “ฉันเคยเจอเขาครั้งสุดท้ายตอนอยู่ประถมต้น เลยจำหน้าไม่ค่อยได้..แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้ว่าพ่อยังไม่ตายคือเงินที่ถูกส่งมาให้”



ผมกะพริบตาตอนฟังเรื่องของเขา อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าเรื่องน่าจะซับซ้อนหรือมีอะไรมากกว่าที่คิด “แล้ว..?”



“อยู่ๆ เขาก็กลับมาหาฉันเพราะเหมือนคิดขึ้นมาได้ว่าเป็นวันเกิดลูกล่ะมั้ง ทีนี้พอเขารู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่หายตัวไป เขาก็รู้สึกผิดมาก..ถึงขั้นชวนให้ฉันไปอยู่กับเขา”



ฟังๆ ดูแล้วเหมือนพ่อกวีจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดแฮะ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยกลับมาดูหน้าลูกเลยสักครั้งก็เถอะหลังจากผ่านมาหลายปี “แล้วยังไงต่อ?”



“แล้วหลังจากนั้นพ่อก็ตั้งใจว่าจะส่งฉันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่อเมริกาด้วย”



หะ?



“พ่อนายรวยขนาดนั้นเลยเหรอ?” ผมถามเขาด้วยความรู้สึกประหลาด ตอนแรกผมนึกว่าพ่อแม่กวีน่าจะไม่ได้รวยอะไรมาก ทว่าเขากลับไม่ยอมบอกอะไรไปมากกว่านั้นนอกจากพยักหน้ารับ



“แต่ฉันลังเลอยู่ว่าควรจะไปหรือไม่ไป”



“ไปสิ” ผมพูดด้วยความตื่นเต้นจากเรื่องที่ได้ยิน การที่จะได้ไปเรียนต่อนอกเป็นเรื่องดีออก ตอนที่เป็นเด็กผมยังเคยมีความฝันว่าอยากจะลองไปเรียนต่อสักครั้งเลย แต่พอโตขึ้นไฟนั้นก็มอดดับหายไป “นั่นน่ะเป็นอนาคตของนายเลยนะ”



“ไม่ใช่”



ผมงุนงงกับคำพูดของเขา ก่อนจะถามกลับ “ไม่ใช่อะไร..?”



“อนาคตของฉันจะต้องมีนายอยู่ในนั้นด้วย”



ผมถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก อยู่ๆ ก็รู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าขึ้นมาเสียเฉยๆ “นายไปเรียนต่อแค่สี่ปีเอง เดี๋ยวหลังจากนั้นเราก็ได้เจอกันแล้ว”



“แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าระหว่างนั้นนายจะไม่หนีฉันไป?”



กวีเอ่ยคำพูดนั้นออกมาด้วยสีหน้าที่น่ากลัวมากกว่าเดิม ตอนหลังๆ ผมเพิ่งมาระลึกได้ว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่เงามืดที่ทาบมาบนใบหน้าของเขาเลยดูน่ากลัวหรอก แต่เพราะพอกวีพูดเรื่องทำนองนี้ทีไรน้ำเสียงของเขาจะเย็นเยียบลง สายตาของเขามองผมด้วยใบหน้าและแววตาเรียบเฉยราวกับถ้าตุกติกเมื่อไรก็พร้อมจะล่ามข้อเท้าผมไว้ได้ทุกเมื่อ



ผมรู้สึกหนาวหลังขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่ผมทิ้งกวีตอนเป็นสมุดนั้นจะทำให้เขาฝังใจลึกถึงขั้นกลัวผมหนีจนอยากครอบครองหรือไม่ก็กักขังไปเลย



“ฉันอยู่ข้างนาย คอยช่วยมาตั้งถึงขนาดนี้แล้ว ฉันจะทิ้งนายไปได้ยังไง?”



“แต่ตอนนั้นนายก็ทิ้งฉันไว้” กวีพูดด้วยน้ำเสียงเบาลงราวกับกำลังกระซิบ “นายยื่นมือเข้ามาช่วยฉันจากโลกที่ไม่มีแสง แต่วันหนึ่งแสงสว่างอย่างนายก็หายไป แล้วนายคิดว่าฉันจะกลับไปอยู่ในโลกที่ไม่มีแสงได้อีกหรือเปล่า?”



ผมรู้สึกหนักอึ้งกับคำพูดของเขาจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เบิ่งนัยน์ตากว้างในขณะที่กุมมือที่เย็นเยียบเพื่อให้ตนเองใจเย็นลง



ยอมรับว่าตอนนั้นผมรู้สึกผิดและโทษตัวเองมาตลอด จนเหตุการณ์นั้นมักตามมาหลอกหลอนในความฝันเสมอ หลายครั้งผมเลยมักจะฝันถึงเรื่องราวเหล่านั้นเพราะความรู้สึกเสียใจ



ไม่รู้ว่ากวีกำลังโกรธผมอยู่หรือเปล่า แต่ปกติผมไม่ค่อยเห็นเขาโกรธสักเท่าไรนัก ยิ่งคิดแบบนั้นผมก็ยิ่งกระอักกระอ่วนขึ้นมา



“ขอโทษ” ผมพึมพำด้วยน้ำเสียงเบาลง ขณะที่เบือนสายตาหนีไปทางอื่นอย่างไม่กล้าสบตามอง “โกรธฉันหรือเปล่า..?”



“เปล่า” กวีตอบผมกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ปกติฉันไม่ค่อยโกรธใครเท่าไร ฉันแค่รู้สึกผิดหวังและเสียใจเท่านั้น”



“แบบนั้นให้นายโกรธฉันไปเลยยังดีกว่า” ผมหลุบตาลงขณะที่เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ปกติแล้วความโกรธคนเราอยู่ได้ไม่นานหรอก แต่ความรู้สึกเสียใจ ผิดหวังจะตรึงลึกลงไปในความทรงจำจนยากจะลืมเลือน



กวีโน้มใบหน้าเข้ามาประทับริมฝีปากที่ข้างแก้มของผมอย่างนุ่มนวล สัมผัสนั้นนุ่มละมุนเหมือนกับปุยสำลี แต่รับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนและรักใคร่ผ่านไออุ่นอย่างชัดเจน



“ตอนนั้นฉันผิดหวังก็จริง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกแย่ถึงขั้นนั้นแล้ว”



“แต่..นายก็ไม่ปฏิเสธว่ายังกลัวฉันหนีไปเหมือนเดิมใช่ไหม?”



กวีพยักหน้ารับคำพูดของผมอย่างง่ายดาย



“โอเค..” ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจว่าจะค้างประเด็นนี้เอาไว้ก่อน “แล้วทำไมพ่อถึงตั้งใจจะส่งนายไปเรียนเมืองนอกล่ะ?”



“คงเพราะอยากให้ฉันมารับช่วงที่บริษัทต่อ”



“แล้วนายเคยมีความฝันหรืออาชีพที่อยากเป็นไหม?”



“...เคยมีเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว”



ผมฟังแล้วรู้สึกหดหู่นิดหน่อย เหมือนกวีอยู่บนโลกที่ไม่มีความฝัน ไม่มีความหวัง ไม่มีแม้กระทั่งสีสันอะไรแบบนั้นเลย “งั้นทำไมนายถึงมาเลือกเรียนสายนี้”



“ฉันเองก็จำไม่ค่อยได้ ..แต่น่าจะเพราะอยากช่วยคน”



“แสดงว่าอยากเป็นหมอ?”



“เคยอยาก แต่ตอนนี้..ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตตัวเองควรจะเป็นอะไร”



ผมกลั้นหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กวี.. นายไม่มีความฝัน ไม่มีสิ่งที่ชอบกิน ไม่มีอะไรที่ชอบทำบ้างเลยหรือไง?”



ผมตั้งใจจะพูดต่อว่า ..แล้วที่ผ่านมานายทนใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง ทว่าท้ายที่สุดแล้วผมก็เลือกที่จะเงียบไปด้วยรู้ดีว่าคำถามนี้มีแต่จะทำให้ผมกับอีกฝ่ายรู้สึกแย่ลงเท่านั้น



“มีสิ” กวีพูดด้วยจังหวะที่ช้าลง “..นายไง ฉันชอบนาย นายเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันยังอยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้”



ผมมองเขาด้วยความรู้สึกที่พูดอะไรไม่ออก ตอนที่กวีสารภาพรักกับผม ผมคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่ภาระหรือเรื่องวุ่นวายที่เพิ่มขึ้นมาในชีวิตเท่านั้น ขณะที่กวีพูดออกมาด้วยความรู้สึกจริงจัง ผมกลับรู้สึกอยากหนีถอยห่างออกไปจากเขา



ผม...ผม..รู้สึกแย่มากจนอยากจะร้องไห้ การกระทำก่อนหน้านี้ไม่ต่างอะไรจากการที่ผมฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็นเลย แต่ก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาลง “แล้วตอนนี้ระหว่างสืบทอดงานบริษัทกับเป็นหมอ ตอนนี้อยากทำอะไรมากกว่า?”



“..อะไรก็ได้ที่ทำให้ฉันได้อยู่กับนาย”



ผมมองใบหน้าเขาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ดูเหมือนว่ากวีจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้สักเท่าไร เขาเอาแต่กลัวว่าผมจะหายไปอย่างเดียวเลย “..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็ยังอยู่ข้างนาย ฉันไม่มีทางทิ้งนายไปไหนอีกแล้ว”



กวีไม่ได้พูดหรือตอบอะไรกับประโยคนั้น แต่กลับเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว



“แล้วนายล่ะอยากเข้าอะไร?”



พอถูกถามกลับผมถึงกับไปไม่ถูก ตอนชาติที่แล้วผมเรียนบริหารสาขาการตลาดมาก็จริง แต่ถ้าถามว่าชาตินี้ผมอยากเรียนอะไร..ผมตอบได้แน่นอนว่าจะไม่มีวันกลับไปเรียนซ้ำคณะเดิมอีกแน่ๆ!



“ก่อนหน้านี้ฉันเรียนบริหารมา ดังนั้นคงเป็นคณะพวกภาษาหรือคำนวนมั้ง”



“แล้วคิดไว้หรือยังว่าอยากเข้าที่ไหน?”



“ฉันเป็นพวกติดเมืองหรือห้างอะไรทำนองนี้ ก็คงจะเป็นมหาลัยเดิมกับที่เคยเรียนนั่นแหละ” ผมพูดลอยๆ ไม่บอกว่าเข้าที่ไหนให้อีกฝ่ายไปเดาเอาเอง ถึงผมจะเบื่อสยามแต่ยังไงผมก็เป็นพวกติดเมืองที่ชอบอยู่ใกล้ห้างมากที่สุดอยู่ดี “แล้วนายล่ะ?”



“..ก็คงที่เดียวกับนาย”



ผมเงียบไปเพราะรู้สึกอึดอัดใจอะไรบางอย่าง ถึงจะบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไรแต่ผมไม่อยากให้กวีเป็นแบบนี้เลย ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งผมพรากจากเขาเพราะอุบัติเหตุหรือโรคร้าย จนถึงวันนั้นกวีคงจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้แล้วฆ่าตัวตายตามผมแน่ๆ



หรือว่าควรจะลองไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ แล้วฝึกให้กวีลองพยายามคุยกับคนอื่นดู…?



ไม่สิ กวีไม่ได้อายหรือกลัวที่จะพูดกับใครสักหน่อย เขาแค่ไม่อยากสนทนากับใครเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงสื่อสารแค่ผมกับหมอ ในขณะที่ไม่เคยสื่อสารกับเพื่อนร่วมห้องหรือครูแม้แต่ครั้งเดียว



“กวี ทำไมถึงไม่ยอมคุยกับใครล่ะ..?”



ผมถามเมื่อนึกขึ้นมาได้ บางทีคำตอบของคำถามนี้อาจจะทำให้หาวิธีช่วยให้กวีอยากคบหาหรือมีเพื่อนขึ้นมาได้บ้างล่ะมั้ง..?



“แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าถ้าสนิทกับใครสักคนแล้ว คนๆ นั้นจะไม่รังเกียจหากรู้เรื่องของฉันเข้า”



ผมเงียบไปเพราะพูดอะไรไม่ออก ก็จริงของเขา อย่าว่าแต่ในสังคมเพื่อนหรือโรงเรียนเลย ขนาดสังคมวัยทำงานหากพ่อแม่เคยติดคุก จะมีใครสักกี่คนที่กล้าพูดออกไป แล้วจะมีสักกี่คนที่ไม่มองว่าอีกฝ่ายน่ารังเกียจ



“แล้วทำไมตอนที่เป็นไดอารี่นายถึงกล้าคุยกับฉัน?”



“เพราะการคุยผ่านข้อความมันง่ายกว่าเวลาคุยกันตรงๆ”



ลองนึกตามเหตุผลดูก็เข้าเค้าอยู่ ตอนนั้นกวีถามผมว่ารังเกียจเขาไหมถึงหลายครั้งมากในช่วงแรกที่เจอกัน ตอนนั้นอีกฝ่ายคงคิดไว้ว่าถ้าผมไม่ตอบข้อความเขาเมื่อไร กวีจะถือว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดจบลงที่ตรงนั้น



ทว่าต่อจากนั้นผมก็ยังตอบข้อความเขาต่อไปเรื่อยๆ



สุดท้ายความสัมพันธ์พวกเราก็มาลงเอยที่แบบนี้ เขาขาดผมไปไม่ได้ ในขณะที่ผมก็ขาดเขาไม่ได้เช่นกัน



“กวี คือว่า..”



ผมตั้งใจจะเอ่ยว่า คือ..อย่ายึดติดกับฉันถึงขนาดนั้นเลย ถ้าวันใดวันหนึ่งผมตายขึ้นมาด้วยอุบัติเหตุแบบกะทันหัน แล้วกวีฆ่าตัวตายตามผมไปด้วย ผมคงรู้สึกแย่มากแน่ๆ



ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้กวีได้คุยหรือมีเพื่อนคนอื่นบ้าง



“เพราะฉะนั้นนายจะไม่ทิ้งฉันไปไหนใช่ไหม?”



กวีพูดเสียงต่ำลงจนผมสะดุ้งเล็กน้อย เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายอ่านความคิดผมได้หรือเปล่า แต่ถ้าเขาอ่านความคิดผมได้จริงๆ ป่านนี้กวีคงจับผมหักขาหรือล่ามขังตลอดชีวิตแน่ๆ



ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ในขณะที่กวีสวมกอดผมอย่างรักใคร่พลางลูบหลังเรื่อยมาจนกระทั่งปลายนิ้วเย็นเยียบนั้นสัมผัสที่ท้ายทอย



ผมกลั้นหายใจนิดหน่อย กำลังเสียวว่าตัวเองจะถูกบีบคอหรือเปล่า แต่กวีก็ไม่ได้ทำ เขาแค่ลูบผมท้ายทอยด้านหลังแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน



“อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ..ตะวัน”



-----------------------------------------------------------


[Talk]


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในขณะที่ตะวันไปเที่ยวกับกวีกลางป่า ตะวันเผลอทำกวีตกบ่อน้ำ ขณะที่กำลังจะลงไปช่วยเทพธิดาก็ผุดขึ้นมาพร้อมกับกวีสองคนในมือ


เทพธิดา: กวีคนไหนที่เจ้าทำตกลงไป ระหว่างกวีที่น่ารักกับกวีที่อ่อนโย--กรี๊ด!!


อยู่ๆ มือปริศนา(?)ก็โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ แล้วฉุดเทพธิดาลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กวีโผล่ขึ้นมาจากบ่อน้ำแล้วเทพธิดาหายสาบสูญ


ตะวัน: ทำไมเหมือนเมื่อกี้ฉันเห็นอะไรบางอย่างที่เร็วมากจนตามไม่ทันเลย....


กวี: ตาฝาดหรือเปล่า?


ตะวัน: ........


....................................................................................................................



จากหลายๆ ตอนที่แล้วมีคนเดาถูกว่าตะวันเป็น Stockholm syndrome

Stockholm syndrome คือ อาการที่ผู้ถูกกักขังหลงรักผู้ขังและรู้สึกว่าขาดเขาไปไม่ได้ โดยสาเหตุเกิดจากที่ผู้กักขังพูดจาดูถูก ดูแคลนผู้ถูกกักขังจนทำให้ผู้กักขังมี low self-esteem ต่ำและรู้สึกไร้ค่า ผู้ถูกกักขังเลยรู้สึกว่าขาดผู้ที่ขังตนไปไม่ได้ ถ้าขาดไปเมื่อไรคือตนจะไม่มีค่าอะไรเลย

แต่ของตะวันแตกต่างออกไปตรงที่เจ้าตัว low self-esteem ตั้งแต่แรกแล้วเพราะการเลี้ยงดูของครอบครัวและกวีเองก็รู้ในจุดนี้ดี เพราะตะวันเคยพูดว่า ฉันไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีคุณค่าขนาดนั้น / ชอบตั้งคำถามว่าทำไมกวีถึงรักตนเองบ่อยๆ 


อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้วยังคิดว่าการที่กวีรู้ว่าตะวันรักเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรืออยู่อีกไหมคะ? 55555555555555555555555555

ป.ล. ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรเพราะเพิ่งเข้าสู่ช่วง3 แต่หลังจากนั้น.....................อิอิ

ป.ล.2. ขอบคุณที่ช่วยแก้คำผิดให้นะคะTT
















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 743 ครั้ง

81 ความคิดเห็น

  1. #3669 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:22

    แอบคิดไว้แล้วเชียว หึ้ย!!!

    #3669
    0
  2. #3629 Miko_Chan2002 (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 05:20
    me:...//มองด้วยสายตาว่างเปล่าและอามณ์ที่ผสมปนเป
    โอเค คนที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้คือกวี แผนร้ายกาจมาก อ่านมาจนถึงตอนนี้ไม่เคยกลัวน้อง แต่พอมาถึงตอนนี้รู้สึกเริ่มกลัวนิดๆแล้วแหะ...
    #3629
    0
  3. #3605 nananabanana (@nananabanana) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 16:53
    สงสารเทพธิดาจัง555555
    #3605
    0
  4. #3535 9494 (@nammu-hits) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 18:59
    กวีคือสกิลแบบสุดจัดมาก ไปรับช่วงบริหารต่อเถอะ เหมาะๆ
    #3535
    0
  5. วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 00:45
    ทำไมอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกจิตกว่าเดิม

    อยากเห็นกวียันกว่านี้....
    #3462
    0
  6. #3442 xib, (@xib1) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 18:51
    /ตบเข่าฉาด ฉันว่าแล้วว่าเด็กนี่มันรว้าย!
    #3442
    0
  7. วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 09:36
    ตะวันนายประเมิณคนที่ยันเดเระ&ฉลาดเป็นกรดต่ำเกินไปแล้ว
    #3437
    0
  8. #3389 เบล ม็อท (@iuaa555) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 21:11
    กรีร้ายเว่ออออออ
    #3389
    0
  9. #3341 อสูรไร้ลักษณ์ (@deathorlife) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 23:18
    ตะวัน ลูกประเมินพลังของยันเดเระ(แถมฉลาดด้วย)ต่ำเกินไป!!!!
    #3341
    0
  10. #3308 MR_Amiss (@MR_Amiss) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 17:45
    ดีค่ะ ดี ดีมากๆ ดีๆๆๆ
    #3308
    0
  11. #3061 bambybamby (@bambamamlovecake) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 11:11
    ripแด่เทพีบ่อน้พ
    #3061
    0
  12. #2837 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 02:44
    บ่อน้ำนี่ตามสองคนนี้ไปทุกที่ใช่มั้ย ตอบ!
    #2837
    0
  13. #2430 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 21:43
    กวียึดติดกับตะวันมากจริงๆ ที่แท้มันก็เป็นแผนที่ทำให้ตะวันกระวนกระวายใจนี่เอง แต่เรื่องพ่อนี่กวีกุขึ้นมาหรือเป็นเรื่องจริงล่ะเนี่ย
    #2430
    0
  14. #2384 ลูกนกหัดติ่ง (@f-fangsutinee) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 17:56
    เมื่อไหร่เขาจะได้กัน คิดไม่ดีอีกแล้ววว555
    #2384
    0
  15. #2383 _ZERO_ROZE_JS (@_ZERO_ROZE_JS) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 04:51
    อยากให้ได้กัน นี่อ่านจนตาเปียกตาแฉะแล้วยังลุ่นอยู่อย่างเดียว ได้กันเมื่อไหร่ ตอนได้กันจะเป็นยังไง ตะวันจะเป็นยังไงถ้ารู้ว่าต้องเป็นรับ เอ๊ะ!! หรือผลัดรุกรับ (รู้สึกจะเยอะไปแล้วแหะ 😅😅)
    #2383
    0
  16. #2382 ตะปบเงา (@tanzanaza) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 23:40
    <p>โอย นี่ไม่ได้ลุ้นอะไรนอกจากเมื่อไหร่ได้กัน แค่กๆ ไว้อาลัยให้ศีลธรรมที่จางหาย..</p>
    #2382
    0
  17. #2380 aondaehyun (@aondaehyun) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 14:25
    ตะวันอาจจะรู้สึกอึดอัดที่มีคนมารักเเละยึดติดกับตัวเองขนาดนี้
    #2380
    0
  18. วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 14:01
    <p>แบบนี้แหละเค้าชอบ 555 รู้สึกสงสารตะวันยังไงก็ไม่รู้... ปล.ไปสู่สุขตินะ คุณเทพธิดา &#8226;/|\&#8226;</p>
    #2379
    0
  19. วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 13:37
    ถ้ากวีเป็นคนปกติอนาคตนายต้องรุ่งแน่ ฉลาดมาก... ชอบความจิตๆของเรื่องมากอะ 5555
    #2378
    0
  20. #2377 ♔มะหมี่ ♡♡ (@marikar) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 12:53
    ชอบเรื่องอะไรแบบนี้อะ ดูจิตดี5555 สู้ๆเน้อไรท์ รักกๆๆๆ
    #2377
    0
  21. #2376 N\'noey Butter (@nongnoey-26) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 11:20
    กวีฉลาดหลักแหลมและเฉียบมากฮะ...
    #2376
    0
  22. #2375 Mintraraya (@Mintraraya) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 08:43
    <p>แผนตะล่อมลูกไก่ในกำมือ ล้ำลึกมาก</p>
    #2375
    0
  23. #2374 Pancha1591 (@vocaloid01) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 00:46
    กวีมีความคิดที่ถลำลึกเกี่ยวกับตะวันมากกกก เราเดาไว้ถูกหมดทุกอย่างเลย ทั้งเรื่องที่แอบตาม ทั้งไม่ตอบโต้ เชื่อแล้วว่ากวีแผนเยอะและสูงจริงๆค่ะ จะตกใจก็ตรงที่ใช้ในจุดที่ตะวันขาดความมั่นใจมาทำให้ตะวันยอมรับความรู้สึกของตัวเองที่มีให้แก่กวี อย่ารุนแรงกับตะวันไปมากกว่านี้เลยนะY_Y
    #2374
    0
  24. #2373 -Imreader- (@-Imreader-) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 00:37
    เมื่อไหร่กวีจะคิดอ่อนโยนกับตะวันบ้างคะ555
    #2373
    0
  25. #2372 Lady-Alicia (@Lady-Alicia) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 23:24
    กวี แผนนายนี่แบบ...
    #2372
    1
    • #2372-1 Lady-Alicia (@Lady-Alicia) (จากตอนที่ 31)
      12 พฤษภาคม 2561 / 23:27
      เป็นความรักที่บิดเบี้ยว แต่ทำไมรู้สึกว่าทั้งคู่ไปกันได้ อาจเพราะต่างคนต่างบิดเบี้ยวอยู่แล้ว แต่กลับเติมเต็มกันและกันได้ซะงั้น
      #2372-1