เกิดใหม่เป็นไดอารี่ [yaoi]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 104,833 Views

  • 3,700 Comments

  • 5,856 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,425

    Overall
    104,833

ตอนที่ 4 : หน้าที่3 เรื่องเล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 722 ครั้ง
    2 มี.ค. 61

กวีวางสมุดนั้นลงกับโต๊ะ สายตาก็จ้องข้อความที่อยู่บนกระดาษสมุดราวกับจะแยกส่วนผมเป็นชิ้นๆ


ผมกลัวมากว่าอีกฝ่ายจะสับผมเป็นชิ้นหรือเปล่าๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วกวีก็หยิบดินสอขึ้นมาแล้วเขียนตอบข้อความนั้น


‘แล้วทำไมถึงช่วยฉัน? ไม่รังเกียจฉันหรือไง?’


จากนั้นผมก็เห็นว่าเด็กหนุ่มคิดอะไรบางอย่างอยู่นาน ก่อนจะเขียนข้อความต่อไปว่า ‘ขอโทษนะ อันที่จริงแล้วฉันเป็นโรคก…’ พอเขียนได้แค่นั้นอีกฝ่ายก็ใช้ยางลบลบทิ้ง


อ้าว..


ผมที่กำลังรออ่านถึงกับไปไม่ถูก เหมือนมีเพื่อนมาสะกิดต่อมเสือกว่า ‘เฮ้ย มึงๆๆๆ กูมีเรื่องจะเล่า’ จากนั้นก็หายไปไม่กลับมาเล่าตลอดกาล


ผมย้อนคิดกลับไปยังวันแรกที่ตัวเองตื่นขึ้นมา พลันระลึกได้ว่าเหมือนตอนนั้นเหมือนกวีจะไปหาหมอด้วย..? แสดงว่าเจ้าตัวมีโรคประจำตัวอะไรบางอย่างอยู่น่ะสิ


ผมคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ตลอดทางจนกระทั่งถูกอุ้มกลับมาที่บ้าน พอถูกวางลงบนโต๊ะกวีก็ไปหยิบอาหารมาอุ่นแล้วเดินกลับมากินที่โต๊ะพร้อมกับน้ำเปล่า


ผมมองอีกฝ่ายกินในขณะที่เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาด้วย แต่ว่าผมไม่รู้สึกหิวตอนอยู่ในร่างนี้มาตั้งหลายวันแล้ว แสดงว่าความรู้สึกหิวนั่นคงเป็นตะกละมากกว่า ดังนั้นเพื่อเลี่ยงไม่ให้รู้สึกตะกละขึ้นมา ผมเลยเบนสายตาไปจากอาหารที่วางไว้ตรงหน้า ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้อง ในขณะนั้นสายตาของผมก็สะดุดเข้ากับห่อยาที่ถูกวางไว้บนโต๊ะใกล้ๆ


บนฉลากนั้นมีเขียนเพียงแค่ชื่อผู้รับยา เวลาที่กินและชื่อยาเท่านั้น


ผมมองชื่อยาที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยความรู้สึกงุนงงแล้วพยายามอ่านออกเสียงในใจดู


ฟลูออกซิทีน..?


ผมไม่เคยได้ยินชื่อยาตัวนี้มาก่อน ดังนั้นดูเหมือนว่ายาตัวนี้ไม่น่าใช่ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้หวัดหรือยาฆ่าเชื้อแน่ๆ บางทีมันอาจจะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวของอีกฝ่ายอยู่ล่ะมั้ง..?


ผมตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้ผมจะเขียนข้อความตอบกวีแล้วลองถามเด็กหนุ่มดูถึงเรื่องนี้


……………………………………………………


……………………………………….

เมื่อกวีออกไปกินข้าวตอนพักเที่ยง ผมก็เริ่มเขียนข้อความตอบกลับ


‘ฉันไม่ได้รังเกียจนาย ฉันแค่อยากช่วยเพราะไม่ชอบขี้หน้าพวกนั้นเฉยๆ’


‘ว่าแต่นายป่วยใช่ไหม? เป็นอะไรมากหรือเปล่า? พอดีฉันไปเห็นยาตอนหยิบสมุดขึ้นมาเขียนน่ะ’


ผมใช้เวลาคิดข้อความสองประโยคข้างบนอยู่นานมาก เพื่อไม่ให้มันดูขี้เสือกจนเกินไป ผมเลยแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเพิ่มเติมลงไปด้วย แม้ว่าความจริงแล้วจุดประสงค์น่ะคืออยากรู้ล้วนๆ


พอกวีกลับมาเห็นข้อความที่อยู่บนสมุด สีหน้าเจ้าตัวก็เปลี่ยนไปในทันที


ผมบอกไม่ถูกว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ผมเห็นแววตาตื่นตระหนกและความกลัวจนแทบปิดไม่มิดของอีกฝ่าย


พอเห็นสีหน้าอีกฝ่ายแล้วผมรู้สึกแย่ขึ้นมาเพราะความรู้สึกผิด บางทีอีกฝ่ายคงไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองป่วยก็เป็นได้


กวีหยิบดินสอขึ้นมา มองข้อความบนกระดาษอยู่นานก่อนจะเขียนข้อความตอบกลับลงไป


‘ป่วยเป็นหวัดนิดหน่อยน่ะ เดี๋ยวก็หาย ขอบคุณนะ’


ผมมองข้อความบนกระดาษแล้วรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ดูเหมือนกวีตั้งใจจะตอบกลับให้จบการสนทนาอย่างรวดเร็วที่สุด บางทีเขาคงไม่อยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้ใครฟัง


หลังจากนั้นกวีก็ทำท่าเหมือนจะเขียนข้อความอะไรบางอย่างลงไป แต่ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็เปลี่ยนใจโดยการวางดินสอลงแล้วทิ้งข้อความเอาไว้ในสมุดแค่นั้น


ตอนที่กวีออกไปนอกห้องช่วงพักบ่าย ผมเลยไม่ได้เขียนข้อความอะไรตอบกลับไปเพราะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรกลับไปดี แถมดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากคุยกับผมอีกแล้ว ดังนั้นผมจึงตัดสินใจปล่อยให้ความสัมพันธ์ของเราจบลงอยู่ที่แค่นี้


แต่เมื่อเด็กหนุ่มกลับเข้ามาในห้องแล้วเปิดสมุดดู พอเขาไม่เห็นข้อความใดๆ ต่อลงมาจากที่ตัวเองเขียน สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงราบเรียบเหมือนเดิม


แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกได้ว่ากวีกำลังผิดหวัง


…………………………………………………………….


……………………………………


วันถัดมานั้นเป็นวันเสาร์พอดี กวีจัดผมยัดเข้าใส่กระเป๋าอย่างโหดร้ายก่อนจะถือกระเป๋าแล้วเดินออกไปที่ไหนสักแห่ง


ตลอดทางที่กวีเดินไป ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกจับไปเชือดหรือเอาไปถ่วงแม่น้ำอะไรทำนองนั้น  ผมไม่เคยชินกับการที่ถูกอีกฝ่ายยัดลงกระเป๋าสักที ในกระเป๋าอีกฝ่ายนั้นทั้งแคบ มืดและน่าอึดอัดมาก โชคยังดีที่ผมไม่ได้กลัวที่แคบหรือความมืด ไม่อย่างนั้นผมคงสติแตกไปหลายรอบแล้ว


ครั้งนี้กวีเดินทางนานกว่าทุกที ผมได้ยินเสียงกระเป๋ารถเมล์ตลอดทาง จนเมื่อกวีขยับตัวแล้วเดินลง ผมก็ได้ยินเสียงพูดคุยกับเสียงฝีเท้า รวมทั้งเสียงเข็นรถเข็นด้วย


ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าตอนนี้กวีอยู่ที่ไหนกันแน่ น้ำเสียงที่ผมคุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อน


“สวัสดีครับ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”


สิ้นสุดคำนั้นเสียงขีดเขียนก็ดังขึ้น ผมเดาว่ากวีคงกำลังตอบข้อความอีกฝ่ายอยู่ จากนั้นเจ้าตัวก็เปิดกระเป๋าแล้วหยิบผมขึ้นมาก่อนจะส่งให้หมอดู


“ไม่ได้เขียนต่อแล้วเพราะมีคนมาแอบอ่านหรือครับ?” หมอว่าในขณะที่รับตัวผมมาแล้วพลิกเปิดดูหน้าล่าสุดที่มีข้อความสีแดงกับดินสอเขียนสลับกัน “อืม แบบนี้ก็แปลว่าเรามีเพื่อนแล้วน่ะสิ”


ทันทีที่หมอเอ่ยจบ ท่าทางของกวีก็ดูอึ้งไป เขาส่ายหน้าก่อนจะเขียนข้อความลงในกระดาษแล้วชูขึ้นให้หมอดู


‘ไม่หรอกครับ ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แล้วเธอเป็นผู้หญิงด้วย’


“หมอเข้าใจนะว่าเราเป็นโรคกลัวผู้หญิงเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น” หมอเอ่ยจบก็ปิดสมุดก่อนจะส่งตัวผมคืนให้กับอีกฝ่าย “แต่ลองพยายามเปิดใจดู หมอรู้ว่ามันอาจจะยาก แต่ว่าเราคงจะไม่ได้คิดอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตใช่ไหม?”


กวีเลื่อนตัวผมมาข้างตัวเอง ก่อนจะจ้องใบหน้าหมออยู่นานแล้วค่อยเขียนข้อความลงกระดาษ ‘..ใครจะอยากมาใช้ชีวิตอยู่กับผม? ในเมื่อแม้แต่พ่อหรือแม่แท้ๆ ยังทอดทิ้งผมเลย’


“อนาคตน่ะไม่แน่นอนหรอก” ทันทีที่หมอเอ่ยจบก็คลี่ยิ้ม “อย่างน้อยถ้ามีเพื่อนสักคนไว้พูดคุยหรือปรึกษา เราอาจจะรู้สึกดีขึ้นก็ได้”


เด็กหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ สายตาอีกฝ่ายเลื่อนลงมามองตัวผมที่นอนเป็นปลาตายอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเขียนข้อความตอบกลับไป ‘ผมจะลองกลับไปคิดดู’


จากนั้นกวีก็หยิบผมยัดใส่กระเป๋าเหมือนเดิม แล้วออกมาจากโรงพยาบาล


ผมที่ลอบฟังอยู่นานถึงกับคิดตามแทบไม่ทัน ความจริงอันน่าตกใจอย่างหนึ่งคือผมเพิ่งรู้ว่ากวีกลัวผู้หญิง


มิน่า.. ทำไมตอนนั้นถึงทำหน้าเหมือนเห็นผี


ถ้ารู้แบบนี้ผมไม่เขียนลงไปว่าเป็นผู้หญิงหรอก! ดูเหมือนไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ซวยไปหมด ขนาดแค่พูดคุยธรรมดาๆ ยังซวยได้เลย


ผมรู้สึกขมขื่นในใจแปลกๆ แต่บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร ในขณะที่พยายามคิดถึงประเด็นอีกเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกเศร้าไปมากกว่านี้


ผมเริ่มคิดตามแล้วว่ายาฟลูออกซิทีนตัวนั้นเป็นตัวยาที่รักษาอาการทางจิตหรือเปล่า อาทิตย์ที่แล้วกวีก็มาหาจิตแพทย์ อาทิตย์นี้ก็มาหาอีก แถมเจ้าตัวก็ดูไม่เหมือนคนมีโรคประจำตัวอะไรด้วย


ดังนั้นความเป็นไปได้ทางเดียวก็มีแค่ยาตัวนั้นเป็นยารักษาอาการประสาทไม่ใช่หรือไง


มิน่า.. ทำไมตอนที่พูดถึงยากวีถึงทำหน้าตื่นตระหนกขนาดนั้น


ทุกวันนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ยังคิดอยู่เลยว่าการไปหาจิตแพทย์คือคนบ้า ยิ่งถ้ากินยาระงับหรือรักษาอาการประสาทแล้ว สังคมรอบข้างอาจจะมองอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเลยก็เป็นได้


แถมกวีอยู่ในสังคมที่มีแต่เด็กเปรตกับสภาพแวดล้อมเลวๆ แบบนี้แล้ว ผมนึกภาพตามได้เลยว่าทำไมกวีถึงไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้


พอย้อนนึกถึงเรื่องเหล่านั้นแล้วผมก็พบว่าตัวเองไม่สมควรที่จะพูดอะไรออกไปแม้แต่อย่างเดียว หายนะชัดๆ! ผมเก็บข้อมูลสิ่งที่เพิ่งค้นพบจากการสันนิษฐานของตัวเองในวันนี้ แล้วระลึกไว้ว่าคราวหน้าผมจะพยายามไม่เขียนอะไรทำนองนี้อีก


ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจะมีคราวหน้าอีกไหมก็ตาม..


แม่ง


ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรก็พลาดไปหมดเลยวะเนี่ย ผมหดหู่และท้อแท้ใจมาก จนกระทั่งกวีกลับมาที่บ้าน เขาก็เริ่มเขียนข้อความต่อจากคราวที่แล้วลงในสมุดหน้าที่สาม


‘ฉันไม่รู้ว่าเธอจะได้อ่านข้อความนี้ไหม แต่ว่าฉันอยากจะถามความเห็นเธออย่างหนึ่ง’


‘ไม่รู้สึกขยะแขยงฉันที่มีแม่ติดคุกหรือ?’


ผมมองข้อความเหล่านั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความรู้สึกแรกคือผมไม่คิดว่ากวีจะกลับมาเขียนข้อความตอบกลับผมอีก ตอนแรกผมนึกว่ากวีตั้งใจจะปล่อยให้ทุกอย่างจบลงแค่นั้นเลยตั้งใจไม่ตอบอะไรกลับไป


ผมคิดอะไรบางอย่างอยู่พักใหญ่


หลังจากที่ทำคะแนนติดลบมานาน ผมควรจะพยายามระวังคำพูดให้มากกว่านี้


……………………………………………..


………………………….


พอวันจันทร์มาถึง ผมก็เขียนข้อความตอบกวีกลับไปหลังจากที่อีกฝ่ายหายไปกินข้าวตอนเที่ยง


‘แล้วทำไมถึงต้องขยะแขยงล่ะ นายไม่ได้ทำผิดสักหน่อย การที่มีพ่อแม่ติดคุกมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายเลย’


จากนั้นพอกวีกลับมาแล้วเห็นข้อความในสมุดนั่น สีหน้าของกวีก็แปลกจนผมเดาใจอีกฝ่ายไม่ถูก


เหมือนในสีหน้านั้นมีความรู้สึกขมขื่น ทุกข์ทรมานและประชดประชันอยู่ด้วย


กวีหยิบดินสอขึ้นมาก่อนที่จะเขียนข้อความตอบกลับไป


‘แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นคนทำให้แม่ติดคุกล่ะ?’


-------------------------------------------------------------------------------








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 722 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #3689 I wanna give a feedback ♡ (@xxvjuly) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 09:55
    จุดจุดจุดดดด กวีไม่ไหวแล้ววววว อ่านไปก็เริ่มลุ้น ๆ สนุกมากค่า
    #3689
    0
  2. #3645 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:59

    ..... อึ้ง

    #3645
    0
  3. #3544 Tono_Miya (@tongmiya) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 12:11
    ไดอารี่ตัวดี เอาอีกแล้วนะ
    #3544
    0
  4. #3518 9494 (@nammu-hits) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 02:02
    พล็อตทวิสไปทวิสมา เออออออ
    #3518
    0
  5. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 01:00
    ชิบหายแล้ว กุขอโทษ

    นั่นคือสิ่งแรกที่เราคิด.....
    #3449
    0
  6. #3419 earnnaruk (@earnzuza) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 23:25
    อมกกกกกก
    #3419
    0
  7. #2930 bambybamby (@bambamamlovecake) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 08:58
    น่าจะติดคุกเพราะแม่ทำร้ายลูกป่าว แล้วเดกเลยคืดว่าตัวเองผิด
    #2930
    0
  8. #2807 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 22:43
    ปวดหัวใจไปหมดแล้ว
    #2807
    0
  9. #2686 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 23:46
    ปวดหัว
    #2686
    0
  10. #1946 Mune (@uzsy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 21:35
    กวีหนูไปทำอะไรมาลูกกก ;-;
    #1946
    0
  11. #1908 ทวะ. (@Atomy_Dek-D) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 14:02
    คดีพลิก!
    #1908
    0
  12. #1487 Shipnielong (@Shipnielong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 21:42
    หาาา หนูทำอะไรลูก
    #1487
    0
  13. #1066 Moon-drop (@Moon-drop) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 01:02
    กวีลูกกกกกTT
    #1066
    0
  14. #587 ชอบวีวี่จ้ะ (@glass12sky) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 23:28
    ฮือออ สงสารกวี แต่แอบงงตรงแม่ติดคุก ตอนที่ผ่านมาเข้าใจว่าพ่อติดคุก ตอยเด็กกวีโดนแม่ทำร้าย ไม่คิดว่าจะติดด้วย แล้วทำไมกวีถึงทำให้แม่ติดคุก อันนี้น่าจะเป็นการโทษตัวเองมากกว่า อารมณ์แบบไม่ได้ตั้งใจ แต่ดันทำให้แม่ติด สาเหตุที่แม่ติดคุกนี่มาจากทำร้ายลูกตัวเองเหรอ แล้ว-ยาที่น้องใช้นั่นมันยารักษาอาการซึมเศร้านะ ฮืออออ คุณไดอารี่ต้องระมัดระวังคำพูดเยอะเลยค่ะ น้องน่าจะเป็นโรคซึมเศร้าด้วยนะ
    #587
    1
    • #587-1 larza (@nene-1) (จากตอนที่ 4)
      6 เมษายน 2561 / 00:11
      เอ้ย ขอบคุณมากนะคะ เพิ่งรู้ว่าตัวเองพิมพ์ผิด ตอนเขียนลืมๆไปนิดหน่อย ขอบคุณมากจริงๆนะคะTT
      #587-1
  15. #556 เพลิงคราม (@fai46) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 20:45
    ทำไมรู้สึกลางไม่ดี
    #556
    0
  16. #544 .C F. (@clarefasai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 20:01
    ช่วยกวีด้วย ใครก็ได้




    ฟลูออกซีทีน...ใช้ในโรคซึมเศร้า...

    เราเคยเป็น มันแย่มากๆ ทุกๆอย่างคือด้านลบ

    ปล.ขอลคุณที่แต่งนิยายดีๆให้น้าาา สู้ๆ
    #544
    0
  17. #543 .C F. (@clarefasai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 20:00
    ช่วยกวีด้วย ใครก็ได้




    ฟลูออกซีทีน...ใช้ในโรคซึมเศร้า...

    เราเคยเป็น มันแย่มากๆ ทุกๆอย่างคือด้านลบ

    ปล.ขอลคุณที่แต่งนิยายดีๆให้น้าาา สู้ๆ
    #543
    0
  18. #365 Koo_Toon (@Koo_Toon) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 00:03
    หืออออ กวี.. กวีเคยทำอะไรลูก t-t
    #365
    0
  19. #193 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 08:55
    สรุปใครติดคุกหว่า ตอนแรกอ่านเราเข้าใจว่าแม่ทำร้ายกวีส่วนพ่อก็ติดคุก แต่ตอนนี้บอกแม่ติดคุก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกวี ทำไมกวีถึงตอบแบบนั้น จะว่ากวีโดนแม่ทำร้ายจนแม่ติดคุกแต่รูปประโยคกวีเหมือนตัวเองเป็นคนกระทำเลย
    #193
    0
  20. #127 witchhound (@witchhound) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 16:42
    กวีเคยโดนแม่ทำร้ายแน่เลย
    #127
    0
  21. #97 TaNgWa ^^ (@hongfa99) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 19:50
    โอ้ยยย ตับฉันน หน่วงจริงไรจริง งืออ ไม่น่าไปโกหกเรื่องเพศตัวเองเล้ยย
    #97
    0
  22. #89 TheLaughter (@fon-arcobaleno) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 13:13
    น้องกวีน่าสงสาร
    #89
    0
  23. #77 OverOzone (@namwanny42) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 12:08
    อ่าาาาน้องกวีไปทำอะไรไว้เนี่ย
    #77
    0
  24. #41 Pasuta72548 (@Pasuta72548) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 20:26
    อ่านเรื่องนี้มีสิทธิ์ตับฟังมั้ย? กลัววว//แต่ก็ยังอ่านอยู่ดี--
    #41
    0
  25. วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 17:41
    เดี๋ยวนะ
    #14
    0