คิ ด ม า ก #คิดมากหมีเจี๊ยบ [ตีพิมพ์กับ สนพ. everY]

ตอนที่ 1 : EP.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 397
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    31 ม.ค. 62

คิ ด ม  า ก

“เพื่อนกันนี่จำเป็นต้อง คิ ด ม า ก ด้วยเหรอวะ?”

 

EP.1

 

เชอรี่...

 

ออกใหม่หรือเปล่านะ

 

เมื่อคำถามดังขึ้นในใจ ปลายนิ้วเรียวยาวจึงลังเลเล็กน้อยขณะเอื้อมหยิบแท่งเทสเตอร์ลิปมันสีขาวปลอดมีตัวอักษรสีน้ำเงินเข้มระบุยี่ห้อ ‘WILD NIGHT’ และชื่อกลิ่นไว้ตามแนวยาวแบบเรียบๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์ของยี่ห้อนี้จากหน้าเชลฟ์สินค้าขึ้นมาดูใกล้ๆ อย่างพิจารณา

 

จะว่าไป ต่อให้ไม่มีป้ายอวดสรรพคุณพร้อมรูปนักแสดงชื่อดังจากต่างประเทศประดับอยู่ตรงเชลฟ์ข้างๆ เขาก็พอจะตงิดใจอยู่บ้างว่าลิปมันแท่งนี้ไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ทั้งที่ไวลด์ไนต์เป็นหนึ่งในยี่ห้อโปรดมาตั้งแต่อชิระยังเรียนมัธยมต้น จนตอนนี้ที่เขาอยู่ปีสองและเริ่มมีกำลังซื้อมากกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์นี้จึงงอกเต็มห้องไปหมด

 

เด็กหนุ่มพลิกแท่งลิปมันในมือไปมา ตั้งใจจะดึงปลอกออกเพื่อดมกลิ่นก่อนเป็นอย่างแรก พลันพนักงานสาวร่างเล็กในชุดเครื่องแบบของแบรนด์ก็กล่าวขึ้นใกล้ๆ ด้วยท่าทางสุภาพ “ลิปมันรุ่นนี้ออกใหม่ล่าสุดเลยนะคะ ของเพิ่งมาถึงร้านเมื่อเช้านี้เองค่ะ”

 

อชิระเหลือบตามองอีกฝ่ายเล็กน้อยพลางครางอืมในลำคอรับคำ รู้สึกแก้มร้อนขึ้นมานิดๆ เมื่อพบว่าพนักงานสาวคนที่เดินเข้ามาแนะนำนั้นไม่ใช่คนเดิมกับที่เขาพบบ่อยๆ ตอนมาซื้อของจนเริ่มคุ้นเคยกัน

 

อุตส่าห์มาเวลาเดิมแท้ๆ...

 

“รุ่นนี้มีกลิ่นเดียวเหรอครับ”

 

“ใช่ค่ะ รุ่นนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ผลิตแค่วินเทอร์เชอรี่กลิ่นเดียว ผสมมอยเจอร์ไรเซอร์ทำให้ริมฝีปากนุ่ม ไม่แห้งแตก ตัวลิปไม่เหนียวเหนอะ มีสารกันแดดและที่สำคัญไม่มีสี คุณผู้ชายสามารถใช้ได้ค่ะ” เธอเสริมด้วยโทนเสียงสดใส ตอนนั้น...มีลมเย็นพัดเข้ามาวูบหนึ่งจากนอกร้านทำให้อชิระเผลอมองออกไปตามสัญชาตญาณ

 

ประเทศไทยมีแค่ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนน้อย แต่กลางเดือนธันวาคมแบบนี้ แม้อากาศในกรุงเทพฯ จะไม่ได้หนาวเย็นเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ของประเทศ แต่มันก็แห้งและเย็นกว่าปกติ ทำให้คนผิวแห้งง่ายแบบเขาเดือดร้อนไม่น้อย ดังนั้นไม่ใช่แค่ผิวหน้าหรือผิวตัวเท่านั้น ริมฝีปากเขาก็ต้องการการบำรุงช่นกัน

 

เด็กหนุ่มในเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวสกรีนตัวอักษรเป็นชื่อคณะตรงกลางอกจัดการเปิดปลอกลิปมันออก และยกขึ้นจ่อใต้จมูกเพื่อดมกลิ่น เพียงชั่วลมหายใจเดียว มุมปากก็ยกขึ้นน้อยๆ ด้วยรอยยิ้มพึงใจ

 

กลิ่นเชอรี่จริงๆ ด้วย...

 

“ราคาเท่าไหร่ครับ”

 

“แท่งละหนึ่งร้อยยี่สิบเก้าบาทค่ะ” พนักงานสาวรีบบอก อชิระจึงวางแท่งเทสเตอร์ลงกับเชลฟ์ ก่อนหยิบลิปตัวจริงขึ้นมาพร้อมกระเป๋าเงิน หากยังไม่ทันได้หยิบธนบัตรออกมาส่งให้ เสียงใสๆ ก็เสนอต่อทันควัน “ตอนนี้ไวลด์ไนต์จัดโปรโมชั่นใหม่ คุณผู้ชายรับลิปมันสองแท่ง ทางเราจะมีแฮนด์ครีมกลิ่นเดียวกันแถมให้ด้วยค่ะ สนใจรับเป็นโปรโมชั่นไหมคะ”

 

“อ้อ...” เขาใช้เวลาคิดเพียงชั่วอึดใจกับกลิ่นหอมเย็นๆ อมหวานของเชอรี่ที่ติดจมูกมาจนถึงนาทีนี้ก่อนหยิบลิปมันอีกแท่งส่งให้พนักงานทันที หล่อนจึงรับมันไปด้วยรอยยิ้มและบอกให้เขารอสักครู่

 

นิสัยติดกลิ่นหอมหวานๆ แบบนี้มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่อชิระก็จำไม่ได้ รู้เพียงว่าตั้งแต่ยังเด็ก เกือบทุกสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาไปได้มักมีกลิ่นหอมของดอกไม้และขนมหวาน พอโตขึ้นมาอีกนิด เริ่มรู้จักอโรม่า เด็กหนุ่มก็ถึงกับอดใจไม่ไหว ต้องซื้อมันมาเก็บไว้ที่ห้องและสรรหากลิ่นหอมใหม่ๆ มาเติมความสดชื่นให้ตัวเองอยู่เสมอ

 

ชินเหมือนเด็กผู้หญิง

 

เป็นประโยคที่เขามักได้ยินจากญาติๆ และคนรอบข้างอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่จำความได้ มีหลายคนพยายามบอกว่าผู้ชายไม่ติดกลิ่นหอมแบบนี้กัน และเรื่องยิ่งส่อไปทางนั้นมากขึ้นเมื่ออชิระไม่ชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนผู้ชายทั่วไป ไม่ชอบอะไรก็ตามที่ทำให้มีเหงื่อโซมกาย เลยทำให้คนอื่นยิ่งคิดไปเองว่าเขาอาจจะมีรสนิยมชื่นชอบไม้ป่าเดียวกัน

 

ซึ่งนั่นมันไร้สาระสิ้นดี ไม่ว่าใครจะพูดยังไง แบบไหน อชิระก็ยังมั่นใจว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชายทั่วไปที่ยังชอบมองผู้หญิงและอยากมีแฟนสวยๆ อยู่ดี

 

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ไม่มีเรียน เขาจึงออกมาช็อปปิ้งตามลำพังประสาคนโสดและไม่ต้องการความเห็นจากคนอื่นให้วุ่นวายในวันพักผ่อนแบบนี้ เด็กหนุ่มตัวสูงโปร่งเดินทอดน่องลงบันไดรถไฟใต้ดินอย่างไม่รีบร้อน เพลงป๊อปร็อกของวงโปรดดังจากหูฟังแบบอินเอียร์ที่ใช้ทำให้ไม่มีเสียงรอบข้างเล็ดรอดเข้ามารบกวน

 

แต่เขาก็พอจะคาดเดาสายตาและท่าทางตื่นเต้นของกลุ่มเด็กสาววัยมัธยมปลายที่เพิ่งเดินสวนกันได้

 

อชิระเลือกเบนสายตาไปทางอื่นเพื่อไม่ให้เป็นการสานไมตรีโดยไม่รู้ตัว พอดีกับที่โทรศัพท์สั่นเป็นจังหวะสั้นๆ สองสามหนทำให้เขาเผลอขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยความสงสัย จึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนเพื่อหยิบออกมาดู

 

เพียงแค่เห็นชื่อคนส่งก็แทบจะคาดเดาข้อความได้...

 

 

มึงไปไหนวะ ไม่อยู่ห้องเหรอ

 

 

เขาเผลอชักสีหน้ารำคาญเมื่อนึกถึงเจ้าของข้อความที่ถือวิสาสะ อ้างคำว่าเพื่อนกันเพื่อเอากุญแจห้องเขาไปปั๊มและเดินเข้าออกเหมือนเป็นห้องของตัวเองมาตั้งแต่อชิระย้ายเข้ามาอยู่ที่หอนี้เมื่อปีก่อน...ไอ้เด็กประมงที่วันๆ เอาแต่เลี้ยงปลาไม่สนใจโลกภายนอกนั่น บ้านก็รวยแสนรวย แต่สบโอกาสเมื่อไหร่มันก็มักจะมาอาศัยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ห้องเขาตอนดึกๆ บ้างก็มาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า นอนดูทีวี หนักเข้าก็เอาข้าวของส่วนตัวมาซุกรวมๆ กันไว้กับของเขาในห้องน้ำ ทู่ซี้โมเมเอาว่ายังไงก็ต้องแวะมาที่นี่อยู่แล้วจะขนทำไมบ่อยๆ หรือน่ารำคาญกว่านั้นหน่อยก็ตรงที่ชอบมานอนร้องไห้ขอความเห็นใจเหมือนลูกหมาถูกทิ้งตอนอกหัก

 

พฤติกรรมหลายๆ อย่างของ ปัณณวิชญ์น่ารำคาญและเยอะ เขารู้ แต่บางครั้งการได้เข้ามาในห้องแล้วเห็นไอ้เด็กประมงมันนั่งตัวกลมอ่านหนังสือเกี่ยวกับสาขาที่เรียนอยู่ตรงโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้องก็ดันกลายเป็นภาพคุ้นตาและชวนให้ไม่เหงาจนเกินไปดีเหมือนกัน

 

แต่คงดีกว่านี้อีกมากถ้าปัณณวิชญ์จะเลิกอำใครต่อใครว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้โสด แต่เป็นแฟนลับๆ ของมัน...

 

จะว่าสบายใจ ก็สบายใจดีที่ไม่มีใครเข้ามากวนใจ แต่ไอ้คำพูดที่มักต่อท้ายว่า เฮ้ย เพื่อนกัน มึงอย่าคิดมาก

 

ก็ชวนให้นึกขอบคุณไม่ลงจริงๆ

 

 

กำลังกลับ มึงมีอะไร

 

 

เขาพิมพ์ถามกลับไปสั้นๆ ด้วยรู้ดีว่าปลายทางคงหนีไม่พ้นหาเรื่องเข้ามาสำรวจของกินในห้องเขาอีกอย่างแน่นอน ปัณณวิชญ์อ่านข้อความและตอบกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับว่ากำลังรออยู่

 

 

กูหิว อยากกินบะหมี่ฟุกุโอกะ

 

 

อชิระย่นคิ้วทันควัน นี่มันเห็นห้องเขาเป็นตู้เย็น ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านอาหารตามสั่งกันแน่วะ...

 

 

ฟุกุโอกะบ้านมึงสิ

 

ไม่ใช่บ้านกู แต่บ้านมึงหรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะรสชาติเหมือนต้นตำรับและอร่อยมาก

 

 

เขาเผลอยกยิ้มมุมปาก ส่งเสียงหึใส่ข้อความนั้นก่อนยื่นโทรศัพท์ที่เก็บบัตรรถไฟฟ้ารายเดือนเอาไว้ด้านในเคสเพื่อป้องกันตัวเองลืมหยิบใส่กระเป๋าออกมาแตะกับเครื่องอ่านบัตร พอดีกับที่โทรศัพท์สั่นเป็นจังหวะสั้นๆ อีกครั้ง อชิระจึงพลิกหน้าจอกลับมาอ่านขณะก้าวเท้ายาวๆ ผ่านประตูเข้าไปด้านในสถานี

 

 

มาเร็วๆ นะ กูร้อน

 

 

อชิระพ่นลมหายใจแรงๆ ใส่เครื่องมือสื่อสารอย่างนึกรำคาญ รู้อยู่ว่าปัณณวิชญ์คงไม่มีโอกาสได้เห็น แต่เขาก็แน่ใจว่าปฏิกิริยาแบบนี้คงไม่เหนือจากความคาดหมายของอีกฝ่ายนัก

 

แต่ไหนแต่ไรมา ปัณณวิชญ์มักมีวิธีเรียกร้องความสนใจแบบแปลกๆ จากเขาอยู่เสมอ อย่างบะหมี่ฟุกุโอกะอะไรนี่ก็เช่นกัน...เมื่อวันก่อน เขาทดลองทำราเม็งซุปกระดูกหมูตามสูตรจากในอินเตอร์เน็ตดู ไอ้เด็กประมงเหยื่อลองยานั่นก็โมเมเอาเองว่านี่คือบะหมี่จากฟุกุโอกะ ซึ่งความจริงจะมีหรือเปล่า อชิระเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งถอนใจแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงทันทีอย่างหมดใจจะอ่านข้อความอื่นๆ ต่อ แม้ว่ามันจะสั่นเตือนอยู่อย่างนั้นอีกหลายครั้งติดต่อกันก็ตาม

 

กี่ปีแล้วนะที่เขารู้จักเด็กประมงคนนั้น...สอง? หรือว่าสาม? อา...มันสักพักหนึ่งแล้วเหมือนกัน อาจจะไม่นานมากนัก หากสำหรับความรู้สึกของเจ้าของห้องที่อุตส่าห์เช่าหอขนาดกลางสำหรับนอนคนเดียวและมีพื้นที่สำหรับหย่อนใจอีกนิดหน่อยตรงระเบียง แต่กลับต้องยอมแบ่งพื้นที่ให้คนหน้าทนเข้ามารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว ยึดมุมหนึ่งของห้องเอาไว้ราวกับเป็นห้องตัวเองนั้น

 

แค่สองสามปีก็ยาวนานเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต

 

พื้นฐานนิสัยส่วนตัวของปัณณวิชญ์ไม่ใช่คนชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนไม่สนิทฟัง แต่เพราะกลับมาทีไรก็เจอมันอยู่ที่ห้องตลอด อินเลิฟก็ขลุกอยู่ที่ห้องเขาสลับกับห้องแฟน อกหักก็ขลุกอยู่ที่ห้องเขา ทำให้อชิระจำเป็นต้องรับรู้เรื่องราวทุกอย่างของอีกฝ่ายไปอย่างไม่มีทางเลือก

 

และการรับรู้เรื่องราวอย่างจำยอมนั้นก็ทำให้เขาเริ่มเรียนรู้ตัวตนของปัณณวิชญ์ไปทีละน้อย...พบว่าถ้าตัดนิสัยเอาแต่ใจจนน่ารำคาญออกไป มันก็เข้ากันกับเขาได้ดีทีเดียว

 

อชิระชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเรียนเอกคหกรรม ในขณะที่อีกฝ่ายชอบกินเกือบตลอดเวลา แต่คณะที่มันเรียนต้องออกภาคสนามและใช้แรงเยอะ ทำให้ไม่มีไขมันส่วนเกินรกตาเลยแม้แต่น้อยจึงโดนเขาบังคับให้เป็นหนูทดลองอยู่เสมอๆ

 

แต่ปัณณ์มันก็ไม่ยักจะบ่นอะไร...

 

เขาว่าโลกใบนี้มีคนเป็นล้านล้านคน ต่างชาติต่างภาษากัน แต่เรากลับเจอ เพื่อนที่เข้ากันได้ดีจนเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อจนลงล็อกขนาดนี้ จะเรียกว่าเรื่องบังเอิญ โลกกลม หรือว่าพรหมลิขิตถึงจะเหมาะสมกันมากกว่านะ

 

 

 

“มึงมานั่งทำอะไรตรงนี้”

 

อชิระถามเสียงห้วนสั้นทันทีที่เดินขึ้นบันไดมาถึงชั้นสามและพบว่าตรงหน้าห้องพักของตัวเอง...มีผู้ชายหน้าตาคมเข้ม ผิวคล้ำแดดตัวสูงใหญ่นั่งจุ้มปุ๊กกอดเข่าเหมือนเด็กมีปัญหาอยู่เพียงลำพัง ทั้งที่ตรงทางเดินก็ไม่ได้เปิดพัดลมระบายอากาศเอาไว้ จนทำให้บริเวณนั้นมันค่อนไปทางร้อนอบอ้าวมากกว่าจะน่านั่งแบบที่ปัณณวิชญ์กำลังทำอยู่

 

กุญแจห้องก็ปั๊มไปแล้ว ยังจะมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้

 

“มึงงงงง”

 

อย่าบอกนะว่า...

 

“กูอกหัก”

 

นั่นไง...ซื้อหวยทำไมไม่ถูกแบบนี้นะ

 

“คราวนี้อะไรอีกวะ” อชิระชักสีหน้ารำคาญใส่อย่างไม่คิดปกปิดพลางใช้เท้าข้างหนึ่งเขี่ยขาเพื่อนแรงๆ ให้เจ้าตัวถอยออกจากระยะเปิดประตู ก่อนหยิบกุญแจออกมาไขประตูห้อง ระหว่างนั้นปัณณวิชญ์ก็ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยท่าทางอ่อนเปลี้ยที่ยากจะบอกว่าเพื่อนหมดแรงจริงๆ หรือแค่แสร้งทำกันแน่

 

เขาปรายตามองอีกฝ่ายอย่างนึกระอา...เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเพิ่งระริกระรี้เอารูปแฟนสาวคนใหม่ล่าสุดมาอวดว่าเป็นเด็กมัธยมปลาย จนเขายังสวดส่งให้อีกฝ่ายโดนจับข้อหาพรากผู้เยาว์ไปสักหน น่าจะได้บทเรียนอยู่บ้าง ตอนนั้นปัณณวิชญ์ยังหัวเราะอิ๊อ๊ะแล้วพร่ำเพ้อให้ฟังว่าไปจีบกันยังไงบ้าง

 

แล้ววันนี้อะไร เลิกกันแล้ว!?

 

“เขาคงมีแฟนใหม่มั้ง”

 

อชิระขมวดคิ้วทันที “ทำไมต้องมั้ง”

 

เขาทิ้งคำถามไว้ห้วนๆ เพียงเท่านั้น ก่อนเดินเข้าไปภายในห้องโดยไม่ลืมถอดและเขี่ยรองเท้าส่งๆ ทิ้งไปตรงมุมหนึ่งอย่างไม่สนใจ หากวินาทีถัดมาหางตาก็ทันเห็นไวๆ ว่าปัณณวิชญ์ก้มลงเก็บรองเท้าวางเข้าคู่ให้เป็นระเบียบและรีบสืบเท้าเดินตามเข้ามาภายในอย่างรวดเร็ว

 

“เขาไม่ยอมบอกกูอ่ะ”

 

“แล้วอยู่ๆ ก็ขอเลิกแบบไม่มีเหตุผลเนี่ยนะ” อชิระถามกลับอย่างงุนงง...โอเค ถึงปัณณวิชญ์จะรูปร่างสูงใหญ่เหมือนหมียักษ์ มีผิวคล้ำแดดจนเป็นสีน้ำผึ้ง แต่เครื่องหน้าที่ลงตัวอย่างเหมาะเจาะกันก็ทำให้มันค่อนไปทางดูดีมากกว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่ แถมนิสัยก็ไม่ได้แย่อะไร เขาก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมเพื่อนถึงได้โดนสาวทิ้งบ่อยนัก

 

ถึงเจ้าหมียักษ์นี่จะไม่ได้ดูฟูมฟายอะไร แต่โดนบอกเลิกแบบไม่มีเหตุผลอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะทำความเข้าใจได้ง่ายๆ เช่นกัน ทว่าสำหรับปัณณวิชญ์ ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่คิดแบบเดียวกันกับเขา

 

“เลิกกันนี่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายด้วยเหรอวะ” หมียักษ์ถามกลับ เขาถึงกับร้องเอ๊ะหันหน้ากลับไปขมวดคิ้วใส่ ทันเห็นปัณณวิชญ์หัวเราะแห้งๆ แล้วคว้าเอาตุ๊กตารูปแฮมสเตอร์สีเทาตุ่นๆ ใบโตของเขามากอดเอาไว้พลางนั่งลงตรงมุมหนึ่งของโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง

 

“แล้วตอนมึงคบเขา มึงมีเหตุผลไหม”

 

“ก็...เขาน่ารักดี กูเลยอยากลองคบด้วย”

 

อชิระนึกรำคาญขึ้นมาตงิดๆ เขาปรายตามองเพื่อนอีกหนก่อนตัดสินใจเลิกถามหาเหตุผลแบบที่คนปกติควรจะมี บางทีเขาคงลืมไปว่าหมีจากคณะประมงคือคนที่อยู่เหนือความธรรมดาของทุกสิ่ง มันก้าวข้ามสู่ความ ประหลาดมีตรรกะเพี้ยนๆ เป็นของส่วนตัวในแบบที่คงไม่มีใครเหมือนและไม่มีใครอยากเหมือนแน่นอน

 

เขาส่ายหน้าไปมาช้าๆ ก่อนล้วงหยิบถุงกระดาษบรรจุลิปมันสองแท่งกับแฮนด์ครีมกลิ่นวินเทอร์เชอรี่ที่เพิ่งซื้อขึ้นมาแกะสก็อตเทปออก และเปิดประเดิมผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นใหม่ของไวลด์ไนท์ด้วยการแกะลิปมันออกมาทาตามเรียวปากนิ่มบาง

 

กลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวนิดๆ เย็นหน่อยๆ ของเชอรี่กรุ่นขึ้นจากริมฝีปากจนจรดจมูก มันให้ความรู้สึกดีลึกๆ อย่างบอกไม่ถูกจนเขาเผลอยกยิ้มบางๆ ขึ้นมาอย่างพึงใจ ทว่าในวินาทีถัดมา ดวงตาคู่เล็กหยีตามวิสัยคนมีเชื้อสายจีนก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเพื่อนขยับตัววูบเข้ามาหา

 

หมียักษ์จรดจมูกเข้ามาจนเกือบติดริมฝีปากเขา สูดฟุดฟิดไปมาสองสามทีจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาจนชิดผิวเนื้อ

 

อชิระเกร็งร่างด้วยความตกใจจนหมีประมงเป็นฝ่ายถอยตัวออกไปก่อน ทันทีที่ตั้งสติได้ เขาก็รีบโวยวายใส่ทันที

 

“มึงทำเชี่ยอะไร!

 

“เชอรี่เหรอ” นอกจากจะไม่ยอมตอบคำถามแล้ว หมียังเป็นฝ่ายถามขึ้นแทน เพื่อนหลุบตามองลิปมันในมือเขาหนหนึ่งก่อนตวัดดวงตาคมหวานกลับขึ้นมาสบกันอีกครั้งจนอชิระเป็นฝ่ายรู้สึกปั่นป่วนแบบแปลกๆ ในท้องอย่างหาคำอธิบายไม่ได้...

 

“มึงเป็นหมาหรือไง จมูกดีขนาดนี้”

 

“หอมว่ะ มึงทาอีกสิ หอมดี กูชอบ”

 

เดี๋ยวนะ... “ลิปกู ปากกู! ถ้ามึงชอบก็เอานี่ไป กูซื้อมาสองแท่ง!

 

เขากระแทกลิปมันในมือลงกับโต๊ะตรงหน้าอีกฝ่าย ปัณณวิชญ์หลุบตาลงมองแล้วรับไปเปิดฝาดมดูบ้าง หากความพอใจที่อชิระหวังจะได้เห็นกลับไม่ปรากฏบนใบหน้าอีกฝ่าย ซ้ำร้ายหมีประมงยังขมวดคิ้วให้แทนเสียอีก

 

“มึงอะไรอีก” เขาถามอย่างหวาดระแวง

 

“มันไม่เหมือนกัน”

 

“จะไม่เหมือนกันได้ไง เมื่อกี้กูเพิ่งใช้แท่งนี้ทา”

 

“ไม่รู้ ไหนมาดมอีกที”

 

“ไอ้!!” ยังไม่ทันได้ด่าให้สมใจอยาก ปัณณวิชญ์ก็ฉกวูบเข้ามาประชิด จมูกฟุดฟิดอยู่ตรงริมฝีปากเขาอีกครั้ง ก่อนถอยออกไปดมลิปมันในมือตัวเองด้วยสีหน้างุนงง

 

“มันไม่เหมือนกันจริงๆ นะเว้ย”

 

“ยังไง!

 

“ปากมึงหอมกว่า”

 

พอได้ยินแบบนั้น เขาก็ถึงกับอ้าปากค้าง หมดปัญญาจะสรรหาคำมาด่าอีกต่อไป รู้อยู่หรอกว่าเพื่อนออกจะเพี้ยนๆ ไปสักนิด เรียกได้ว่าคุยกับฝูงปลาในบ่อได้รู้เรื่องมากกว่าคุยกับคน แต่นี่มันเป็นบ้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!

 

ในชั่วเสี้ยววินาทีที่เขากำลังสรรหาคำปลอบขวัญให้ตัวเองหลังได้ยินประโยคที่เหมือนกำลังโดนหมีประมง อ่อยอีกฝ่ายก็ขยับตัวอีกครั้ง และคราวนี้ไม่ได้มาแค่จมูกเท่านั้น ปัณณวิชญ์โฉบริมฝีปากลงมารวดเร็ว ตวัดลิ้นเลียลิปมันที่ติดอยู่บนริมฝีปากเขาหนหนึ่งแล้วถอยตัวออกไปได้รวดเร็วพอๆ กับตอนเข้ามา ก่อนพูดขึ้น

 

“แม่งมีรสชาติเหมือนเชอรี่นิดๆ ด้วยอ่ะ มึงชิมดิ”

 

อชิระอ้าปากค้าง หน้าร้อนจัดกว่าเดิม เมื่อกี้...เมื่อกี้หมีมัน...

 

ไอ้หมีประมงมัน...

 

“มึงเป็นอะไร โกรธที่กูชอบลิปมึงเหรอ”

 

“เมื่อกี้...มึงจูบปากกู” เขาพึมพำเสียงเบาหวิว ความอุ่นที่แตะลงบนริมฝีปากเมื่อครู่จางหายไปแล้วแต่กลับเป็นความร้อนที่ผ่าวขึ้นทั่วใบหน้าแทน อชิระเกือบยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองแรงๆ ให้ตื่นจากความฝัน...เขาฝันไปใช่ไหม เมื่อกี้หมีประมงมันโฉบหน้าเข้ามาจูบอย่างเดียวไม่พอ ยังจะตวัดลิ้นเลียด้วย...

 

“ฮื้อ ใครจูบมึงกัน กูแค่ชิมลิป” หมีแก้ความ ก่อนเสริมอีกด้วยรอยยิ้มจางๆ ในหน้า

 

“เพื่อนกันอ่ะ มึงอย่าคิดมากดิ”

 

 

TBC.

 

คิดมาก ตีพิมพ์กับสนพ. everY เมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 นะคะ (ยังมีฉบับรูปเล่มและ e-book) ให้ได้เก็บกันน้า

ส่วนจุดประสงค์ที่นำคิดมากมาลงในเด็กดีอีกครั้ง เพราะเรากำลังจะลงเรื่องพื้นที่ส่วนใจ ที่เป็นเรื่องต่อของธีเพชร (เพื่อนของชิน) เร็วๆ นี้ค่ะ ฝากด้วยน้า <3

หมายเหตุ เรื่องของธีและเพชรเป็นคู่แยกออกมา มีตัวละครเกี่ยวพันกันกับคู่หมีเจี๊ยบเล็กน้อย แต่สามารถอ่านแยกได้โดยไม่งงค่ะ

 

ขอบคุณค่า

#คิดมากหมีเจี๊ยบ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น