Beautiful magic sky

ตอนที่ 11 : คำอวยพร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 72
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    26 ก.พ. 62

ตอนที่ 11 คำอวยพร

หลังเวที

ตอนนี้ผมกำลังรู้สึกเสียใจกำลังการเอ่ยปากรับคำของคุณลุงโจบี้ที่ผมแอบเรียกในใจว่า ‘ลุง ’เนื่องจากว่าตอนนี้ผมโดนรุมจากสาวสวย 4-5 คนที่กำลังทำผมและแต่งหน้า

ส่วนเพลงที่บรรเลงผมเลือกเพลงที่ชื่อว่า wind & sky จากยุคอนาคต ในอีก 100ปีข้างหน้าซึ่งเป็นเพลงโปรดของผม เปียโนเป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวที่ผมโปรดปรานเป็นพิเศษเพราะทุกครั้งที่ผมบรรเลงบทเพลงอะไรก็ตาม จะรู้สึกได้ถึงการเฝ้ามองจากท้องฟ้าสายสมและแสงแดดสัมผัสได้ถึงความโอนโยนและถูกปลอบประโลมในเวลาเดียวกัน

อีกไม่กี่นาทีผมจะขึ้นแสดงแล้วจึงหันไปพูดกับเกรย์  “เกรย์ผมตื่นเต้นจังQДQ” เอ่ยด้วยเสียงไม่มั่นใจเพราะไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเพราะทุกครั้งที่ได้เล่นเปียโนคือที่ร้านอาหาร

“ไม่ต้องกลัว หลับตาลงแล้วไม่ต้องคิดอะไร”เกรย์พูดให้กำลังใจร่างบางที่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความกังวล

คนตัวเล็กพยักหน้าตอบ“อื้อ” พร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ และตั้งใจว่าจะหลับตาไปจนจบการบรรเลง  

เกรย์นั่งมองร่างบางจากหลังเวที สกายสวมชุดสูธสีขาวลายหน้าปกเสื้อเป็นรูปกุญแจซอลกำลังเดินขึ้นไปบนเวทีกลางแจ้งมีแกรนด์เปียโนเวทสีขาวตั้งอยู่  เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ว่าเปียโนเวทกับเปียโนธรรมดา การบรรเลงแม้จะใช้วิธีเดียวกันก็จริง แต่ถ้าหากไม่ได้การยอมรับจากเทพแห่งเสียงเพลง จะไม่สามารถบรรเลงบทเพลงออกมาได้ ฉะนั้นชาวมิลกี้ผู้คนที่สามารถบรรเลงเปียโนเวทได้น้อยมากพอๆกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น สำหรับเปียโนเวทแล้วถ้าผู้บรรเลงมีพลังที่ไม่มากพอ จะไม่สามารถบรรเลงเพลงได้จนจบ เขาอยากรู้เหมือนกันว่า ร่างบางที่กำลังขึ้นไปบนเวทีนั้นจะสามารถบรรเลงบทเพลงได้ถึงขั้นไหน  เขามองร่างบางที่เงยหน้ามองขึ้นฟ้าเปลือกตาปิดลงและสูดลมหายใจลึกๆ พร้อมกันกับวางมือบนคีย์เพื่อที่จะบรรเลงเพลง



ในขณะเดียวกันบริเวณตำแหน่งกรรมการ

กรรมการที่1 เอ่ยว่า’ได้ข่าวว่าโชว์ของเมืองพัลซาร์เด็กที่ลงแข่งเกิดอุบัติเหตุนิ’

กรรมการที่2 ไม่ได้เอ่ยตอบแต่มองเด็กหนุ่มที่กำลังเดินไปที่แกรนด์เปียโนเวทสีขาวก่อนจะ เอ่ยขึ้นว่า “เด็กคนนี้ท่าทางการเดินของเขาให้ความรู้สึกไม่เหมือนมาแข่งประชันบรรเลงเพลงแต่มาเล่าเรื่องฟัง’’

กรรมการที่ 1เอ่ยถามด้วยความสงสัย ’ทำไมละ?’

กรรมการที่ 2มองไปที่เด็กหนุ่มที่มีเรือนผมสีฟ้ายาวก่อนจะเอ่ยว่า ‘ฉันรู้สึกได้ หน่ะ ‘

กรรมการคนที่ 3 เอ่ยขึ้นบ้าง  “เดี๋ยวก็รู้ ” พร้อมกับชี้ไปที่เวที “เด็กคนนั้นกำลังเริ่มแล้ว”

กรรมการที่1 เบิกตากว้างพร้อมกับจะเอ่ยอะไรออกมาบางอย่างแต่พูดไม่ออก  

“ ...!”

สกายเริ่มบรรเลงเพลงบรรยากาศทั่วบริเวณก็เปลี่ยนไป ผู้ฟังตกอยู่ในห้วงภวังค์ของเสียงเพลงโดยที่ไม่รู้ว่าท้องฟ้าที่มีแสงอาทิตย์ลอยอยู่กลับกลายเป็นแสงจันทร์แทน ค่ำคืนที่มีแสงดาวนับล้านดวงเปร่งประกายอยู่บนนั้น

เพลงที่ทั้งรุนแรงและเย็นสบาย ทั่ทั้งบริเวณงาน ถูกปกคลุมไปด้วยละลองดาวกำลังโปรยปราย ราวกับสายฝนพร่ำให้ความรู้สึกเหมือนกับได้รับการชำระล้างจิตใจ


กรรมการที่ 2 มองดูเวทีที่ถูกทำให้ปกคลุมไปด้วยแสงละอองดวงดาว ละอองดาวก่อตัวเป็นรูปพิกซี่หลายตัว มองดูคล้ายกับการเต้นระบำอยู่รอบแกรนด์เปียโนเพื่อที่จะบอกเล่าเรื่องราวของทวงทำนองเพลง และกระจายตัวไปรอบๆเวทีอย่างต่อเนื่องความงดงามระดับพระเจ้าสรรสร้างอย่างแท้จริง

การบรรเลงเพลงของเขาบังคับให้พวกเราตื่นขึ้นมาฟังคำอวยพรจากเทพธิดาของเสียงเพลง

กรรมการที่ 1 เอ่ยอย่างตกใจ “เด็กคนนั้นสับเปลี่ยนเพลงอย่างกะทันหัน”  เหนือคำบรรยาย มือของเขาไม่ล้าบ้างเหรอ?

กรรมการที่ 2เอ่ย “นั้นมันบ้ามาก!”

กรรมการที่ 1 “ใช่ขนลุกเลยล่ะ!”

กรรมการที่ 3เอ่ย ‘ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนอีกแล้วละ ทวงทำนองที่ช้าและแสนเศร้า’

การบรรเลงเพลงของเขาทำให้ผู้ฟังเสพติดมันจนขาดมันไม่ได้  เช่นเดียวกันกับการบรรเลงเพลงของเทพธิดาที่กำลังอวยพรให้โลกใบนี้อย่างแสนเศร้า

กรรมการที่ 3เอ่ย“แยกแยะออกได้ยากมาก ถึงความงดงามในตัวมันบนสเกลนั้น"

กรรมการที่ 2เอ่ย”ทำไมการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจเพียงเล็กน้อยถึงได้งดงามอะไรอย่างนี้นะ”

กรรมการที่ 1เอ่ยบ้าง "เขาแตกต่างจากนักเปียโนเวทคนอื่นมาก "


ผู้คนทั่วทั้งบริเวณงานตกอยู่ในห้วงภวังค์ของบทเพลง ทำให้เกิดคำถามมากมายในจิตใจของพวกเขา


‘การบรรเลงบทเพลงในระดับนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้’

‘มันมีอยู่ในตำนานเพียงเท่านั้น’

‘เด็กคนนั้นอยู่ในขั้นปรากฏการณ์การสะท้อนกลับของธรรมชาติ  เดอะมิราจ’

‘ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาเห็นอะไรแบบนี้’

‘นิ้วเด็กคนนั้นบรรเลงเพลงได้เร็วมาก คงจะสร้างภาระให้กับมือเขาไม่น้อย’

‘ทำไมถึงรู้สึกไม่ใช่สายน้ำ แต่เป็นสายลมเหรอ?’

‘ทะเลหรือป่าว? หรือ สายลมจากท้องฟ้าหรือป่าว!!?’

‘ไม่ใช่  มันเป็นสายลมของท้องฟ้ายามค่ำคืนกับสายลมที่รุนแรง ใบไม้ที่ปลิ้วอยู่บนเวทีรูปร่างเหมือนกับต้นไม้แห่งดวงดาวกำลังร่วงโรยลงมา’

‘ให้ตายสิงดงาม สุดจะบรรยายแต่เป็นท้องฟ้าของที่ไหนกันนะ? กัซ? คลากค์? พลัลซาร์? หรือดราโกเพราะที่นั้นมีรูปปั้นของเทพธิดาแห่งเสียงเพลงตั้งอยู่บนหน้าผา.. จะใช่หรือเปล่า’

‘ท่วงทำนอง มันเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน จนเกินคำบรรยายมันเป็นท้องฟ้าของที่ไหนกันแน่นะ?’

‘เหมือนเด็กคนนี้เขาเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นที่รักของท้องฟ้า’

‘เด็กคนนี้ได้รับพลังที่ทำให้ผู้คนเสพติดไปกับเสียงเพลงของเขา’

‘เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่’

‘อาการขนลุกของเรายังไม่หายไปไหนเลย’

‘เขามีพลังในการดึงดูดโลกใบนี้ขนาดไหนกันนะ? เด็กคนนี้เป็นใคร?’


‘ทวงทำนองในพลังของบทเพลง ของเด็กคนนี้น่ากลัวมาก ต่อให้เราไม่อยากจะขึ้นไปกลางเวหาทามกลางสายลมกรรโชกแรงขนาดนั้น เด็กคนนี้ก็จะลากเราไปอยู่ดี..เหมือนเขากำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้เราฟังผ่านทวงทำนองแห่งเสียงเพลง’

‘ทำให้อยากรู้ว่าเด็กคนนี้โตมาแบบไหน’

‘เพลงที่มีพลังดึงดูดวิญญานและการชำระล้างอยู่ในบทเดียวกันนี้’

‘เหมือนกับเรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นพลังให้กับเด็กคนนี้ในการใช้ชีวิต’

‘ยอดเยี่ยม!  งดงาม!’

‘เขาใช้พลังที่อยู่มือของเขา ได้อย่างงดงาม’

‘เพื่อที่จะเล่นทวงทำนองที่รุนแรงได้อย่างงดงาม จะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์แบบไหนมาก่อนนะ…’

‘เป็นการผ่านความโศกเศร้ามันมาอย่างแท้จริง’


การไล่ระดับเสียงของท้องฟ้าที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงจันทร์ เป็นเสียงที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ พวกมันเป็นท่วงทำนองที่ดังก้องอยู่ภายในจิตใจของผู้คนในเวลานี้ ความอ่อนโยนที่เอ่อล้นอกมากจากเสียงเพลง จนทำให้บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา ราวกับว่ามันเป็นเสียงเพลงอันคุ้นเคยที่สะท้อนก้องในจิตใจ น้ำตาที่ไหลลงไม่อาจหาเหตุผลได้ว่าทำไม ราวกับว่าบทเพลงที่บรรเลงอยู่นั้น กำลังอวยพรพร้อมทั้งปลอบโยนให้กับโลกใบนี้อย่างแท้จริง  จากละอองดาวกลายเป็นกลีบดอกไม้สีเงินหมุนรอบตัวของร่างบางอย่างรวดเร็วปกคลุมไปทั่วตัวจนมองไม่เห็นคนบรรเลง จากท้องฟ้าที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสีดำตอนนี้กลับคืนมาเป็นอย่างเดิม พอบรรเลงเพลงจบกลีบดอกไม้ก็แตกกระจายออกพร้อมกับคนบรรเลงบทเพลงที่หายไปพร้อมกับสายลม  


ทั่วทั้งบริเวณเกิดความเงียบไปชั่วขณะก่อนจะรู้สึกตัว…

“...”

"เด็กนี่เป็นใคร?"

"ไม่เคยเห็นเหมือนนกัน"


‘นี่คือ เพลงแห่งคำอวยพรของเทพธิดาแห่งเสียงเพลงที่แท้จริง!!’


ผ่านไป 10 นาทีผู้คนบริเวณงานถึงจะรู้สึกตัวและลุกขึ้นปรบมือให้กับการบรรเลงบทเพลงในตำนาน เสียงปรบมือนานอยู่แบบนั้นกว่า 15 นาทีได้ …


ในขณะด้านหลังเวที


“เกรย์” ร่างบางเอ่ยเรียกหลังจากเล่นจบ

“ครับ ว่าไง ”เกรย์หันมาเอ่ยตอบร่างบางที่อยู่ด้านหลังของเขา

“ทำไมไม่มีคนปรบมือให้ผมเลยละ ผมเล่นไม่ดีเหรอ?” สกายถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจเพราะเขาหลับตาเล่นอยู่ตลอดเวลาไม่ได้มองใครเลย

เกรย์ส่งยิ้มเบาๆให้ร่างบางก่อนจะเอ่ยตอบว่า “ไม่หรอก ดีแล้ว”

ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินออกมาจากหลังเวทีเพื่อที่จะเดินทางไปยังจุดมุงหมายต่อไปตามที่วางแผนไว้ มีเสียงเรียกของคุณลุงโจบี้ ดังขึ้น

“ขอบคุณครับที่ช่วยทางคณะเมืองพัลซาร์เรา หลังจากจบการประชันแล้วจะส่งของรางวัลไปให้ไม่ทราบว่าให้ส่งไปที่ไหนครับ”

“คฤหาสน์ โอลเซ่น”  เกรย์เอ่ยตอบด้วยเสียงเรียบเย็น จนทำให้คู่สนทนาเหงื่อตก

“รับทราบครับ ” โจบี้เอ่ยตอบด้วยเสียงที่นอบน้อมกว่าเดิม พลางคิดต่อในใจเขาก็ว่าผู้ชายที่แผ่ออร่าเย็นอยู่ตลอดเวลาใบหน้าคุ้นๆ ที่แท้ท่านชายเกรย์นี่เอง = =’


ทั้งคู่เดินออกมาได้สักพักก็ได้ยินเสียงปรบมือพร้อมกับเสียงโห่ร้องอย่างยินดี

ร่างบางยิ้มขึ้นอย่างดีใจพร้อมกับหันหน้าไปพูดกับร่างสูง“เสียงปรบมือละ ^0^”

          ‘แต่เสียงปรบมือดีเลย์นานไปหน่อยนะ  = =! ’


หลังจากนั้นก็เดินไปร้านซิลโลวี้ที่เปิด24 ชม. เกรย์บอกว่าจะเลี้ยงขนมเพิ่มด้วยด้วย  ‘เย้’ ระหว่างทานขนมหวานไปด้วยสายต่อก็มองไปยังเวทีการแข่งขันเปียโนเวทข้างล่าง ‘คนที่นี้เขาบรรเลงเปียโนเก่งจังเลยน้า∿’

เพราะนัยน์ตาของผมสามารถได้เห็นและได้ยินต่างจากผู้คนทั่วไป…


เวลาผ่านไปสามชั่วโมงท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิทพร้อมกับดวงดาวที่กำลังแข็งกันอวดโชมอย่างสวยงาม  

“เกรย์ ผมอยากปล่อยผนึกดวงดาวบ้าง ” สกายเอ่ยบอกกับเกรย์เพราะเห็นว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มมีผู้คนออกมาปล่อยผลึกดวงดาวกันบ้างแล้ว

“ไปสิ ”

ระหว่างทางผมเห็นร้านค้าต่างๆที่เขาขายผลึกดวงดาวจึงเกิดความสงสัย เอ่ยถามเกรย์ว่า   “คริสตัลสีขาวนี่เขาเอามาจากไหนกันเหรอ

“มาจากไอเวทย์มนต์ที่ตกผลึกจากต้นไม้ดวงดาว”เกรย์พูดพลางชี้นิ้วไปที่ร้านขายผลึกดวงดาว “ร้านที่เห็นอยู่นี้ขายสามแบบ เกล็ดหิมะ ทรงกลมและรูปดอกไม้”  


สกายมองซ้ายมองขวาตามร้านขายของไปเรื่อยๆ บางร้านมีขายเป็นรูปหัวใจ รูปหยดน้ำและมีบางร้านทำเป็นช่อดอกไม้ที่ทำมาจากผนึกดวงดาวสวยมากเลย *0*


“ป่ะเกรย์ไปซื้อกัน” สกายเอ่ยพร้อมกับลากร่างสูงให้เดินตามเพราะเกรย์จะต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด ฮ่าๆ ^0^


หลังจากได้ผลึกดวงดาวมาแล้ว เกรย์เข้ามายืนซ้อนหลังพร้อมกับจับมือประสานกันที่หน้าอกและปล่อยผลึกดวงดาวที่ขอพรเสร็จแล้วให้ลอยขึ้นไป เราเลือกเป็นรูปเกล็ดหิมะ ที่กำลังส่องแสงสีม่วงกับสีเขียว

สกายยืนมองผลึกดวงดาวที่กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ‘แจสบอกว่าขอพรได้คนละขอแต่ซื้อผลึกมาอันเดียว แล้วจะสมปรารถนาไหมนิ = =?’


           “เกรย์ครับผมง่วงแล้วอ่ะ” เนื่องจากเหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นอย่างมาก

เกรย์ไม่ตอบแต่เดินจูงมือเขาไปที่รถม้าเพื่อจะกลับคฤหาสน์โอลเซ่น

ระหว่างการเดินทางกลับ เกรย์เอ่ยถามร่างบางที่ถูกเขาอุ้มมานั่งบนหน้าตัก พร้อมก้มลงไปมองศีรษะเล็กๆพิงที่หน้าอกเขาอย่างเหนื่อยอ่อน

“สนุกไหมครับวันนี้ ”เกรย์เอ่ยถาม

“สาหนุก” ร่างบางหลับตาเอ่ยตอบเขาด้วยเสียงยานคาง      

เกรย์เห็นดังนั้นจึงหมั้นใส้จึงจับคางของคนตัวเล็กกว่าเขาให้เชิดขึ้น พร้อมกับประกบจูบริมฝีปากระเรื่ออย่างเอาแต่ใจเนินนานจนกระทั้งรถม้าหยุดตัวลงเมื่อมาถึงคฤหาสน์


เกรย์อุ้มสกายลงจากรถม้าที่ใบหน้าหวานตาปรือด้วยความมึนเมาไปกับรสสัมผัสก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบต่ำว่า “ค่าแรงสำหรับพาเที่ยววันนี้ครับ”

“...” สกายไม่เอ่ยตอบร่างสูงที่พูดอย่างเอาแต่ใจเพราะตอนนี้เขาทั้งง่วง ทั้งมึน และเหนื่อยมาก

ในห้อง

เกรย์ยืนมองร่างบางที่นอนหลับอยู่บนเตียงนอน เขาเปลี่ยนชุดให้เด็กน้อยเหมือนเช่นคืนก่อน มองดูแล้วถึงกับต้องถอนหายใจ ‘เฮ้อ’  บางครั้งเขาก็แปลกใจกับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมถึงได้อดทนอดกลั้นได้นานมากขนาดนี้ เขาค่อยๆเลิกเสื้อของร่างบางขึ้นและประทับจูบเบาๆที่เม็ดทับทิมสีชมพูทั้งสองข้าง ไล่ลงมาเรื่อยๆ นำขาเรียวบางพาดไหล่พร้อมกับพรมจูบบริเวณต้นขาขาวทำแบบนี้อยู่นานและจัดเสื้อของคนตัวเล็กที่นอนหลับไม่รู้เรื่องให้เรียบร้อยก่อนจะโอบกระชับเอวบางและนอนหลับไป...ZzZzZz




-----------------------------------------------

#ขอบคุณนักอ่านที่ติดตามค่ะ  Good job (・ω・)b

#ส่วนใครไม่ชอบกดติดตามกดหัวใจให้ก็ได้นะค่ะ จุ๊บๆ XD

#ขอบคุณที่มาของรูปภาพ สำหรับเครดิตรูปภาพคลิ๊กที่รูปนะค่ะ.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

14 ความคิดเห็น