Beautiful magic sky

ตอนที่ 15 : The Gate of the Moon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    23 ก.พ. 62

ตอนที่ 15 The Gate of the Moon



ยิ่งเดินเข้ามาในป่าลึกเท่าไรเสียงนกนานาพันธุ์ก็ร้องระงมดังมากขึ้นกว่าเดิม

สกายที่เดินมองแจสยังคงวิ่งไปหาสมุนไพรไปเรื่อยๆตามทาง ชาร์มอธิบายว่าแจสเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของ สมุนไพร และการหาสมบัติ ผมมองการเก็บเกี่ยวสมุนไพรและต้นไม้ของแจสด้วยความคล่องแคล่วนั้นอย่างนึกทึ่งไม่ได้  ยิ่งเดินลึกไปเท่าไรความหนาแน่นของป่ายิ่งหนาทึบ อุณหภูมิในอากาศเริ่มเย็นลง หมอกเริ่มหนาขึ้นจนมองไม่เห็นทางแม้กระทั่งมองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง การใช้เวทย์เคลือบที่ตาก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่เกรย์เคลือบบาร์เรียเวทคลุมเชื่อมพวกเราทั้ง5 คนไว้ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน การเดินทางสำรวจของเราก็ไม่ได้เสียเวลาแต่อย่างใด

แจสที่ตอนนี้ถูกชาร์มคุ้มเข้มไม่ให้เก็บพวกสมุนไพรและพันธุ์พืชอีกต่อไปเพราะทางข้างหน้าลืมมืดลง บนท้องฟ้าดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับแล้วกิมม์จึงบอกให้พวกเราตั้งเต็นท์กันบริเวณที่โล่งกว้าง


สกายที่มองไปรอบๆ บรรยากาศตอนค่ำเงียบเหงาวังเวง เสียงร้องของนกที่ได้ยินมาตลอดทางเมื่อตอนเช้า ตอนนี้ก็เงียบกริบผมนั่งมองกิมม์ที่ย่างไก่ที่เก็บไว้เมื่อตอนเที่ยงนำมาอุ่นที่กองไฟ   จึงหันไปเอ่ยถามกับชาร์ม

“ชาร์มพอจะเล่าเรื่องของดินแดนแห่งนี้ให้ผมฟังได้หรือเปล่าครับ”

“ได้สิ” ชาร์มพยักหน้าพร้อมเอ่ยว่า


‘นานมาแล้วดินแดนแห่งนี้เคยเจริญรุ่งเรืองในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และที่แห่งนี้เรียกว่าป่าเหยีบบเมฆเคยเป็นผู้นำทางการค้า สมุนไพร และสิ่งประดิษฐ์วิทยาการงานวิจัยเวทมนต์ต่างๆที่เจริญรุ่งเรืองเรียกได้ว่าเป็นเมืองชั้นนำของโลกเวทมนต์ วันหนึ่งจู่ๆเมืองนี้ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของโลกเวทมนต์ที่เราเองก็ไม่ทราบสาเหตุ

เมืองนี้มีอีกชื่อเรียกอีกชื่อว่า ‘เอลแทร์’ เป็นชนเผ่าวิหค ชนเผ่าโบราณที่ตอนนี้กลายเป็นตำนานไปแล้ว ผู้นำของเอลแทร์เป็นผู้รวบรวมแผ่นดินที่ทำมาจากละอองดาว แล้วแยกเป็น6เมืองที่ก่อตั้งอยู่เหนือทั้ง6ประเทศในปัจจุบัน ที่ในปัจจุบันเรียกว่ามิลกี้เวย์ซิตี้หรือมิลกี้เวย์กาแล็กซี่  จนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์เวทย์คนใดค้นพบอารยธรรมโบราณแห่งนี้ ยกเว้นพวกเรา….’


“แปลว่าเราโชคดีใช่ไหมครับ?”  สกายที่เอ่ยถามด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

แจสฉีกยิ้มพร้อมหัวเราะเอ่ยตอบว่า

“ก็โชคดีน่ะ... ..เพราะสมบัติของที่นี้เยอะดีฮิๆ ^^ ” แจสตอบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

“แต่..ก็โชคร้ายด้วยเพราะเรายังหาทางออกไม่เจอ  รู้ใช่ไหมว่าการเดินทางมาที่มิลกี้เวย์ต้องผ่านประตูเวทย์และต้องมีมิลการ์ดติดตัว แต่อาณาจักรแห่งนี้ต้องใช้เหรียญที่มีชื่อว่า ‘คาโล’ ลักษณะเป็นรูปวิหคสลักอยู่บนเหรียญในการใช้เป็นใบเบิกทางสำหรับเข้ามาที่ป่าเหยียบเมฆ

สกายที่นั่งฟังชาร์มเล่าพร้อมจ้องมองไปยังกองไฟสีแดง ครุ่นคิดถึงอารยธรรมของยุคเวทย์มนต์โบราณ ชาร์มได้อธิบายถึงความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดที่ทำให้ที่แห่งนี้ ล่มสลายหรือสูญหายไปจากกาลเวลา

เมืองเอลแทร์เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโบราณไม่มีใครรู้ว่า ประตูทางเข้าที่ถูกสลักอักขระเวทมันหมายความว่าอะไรนอกจากสายเลือดของตระกูลเอลแทร์เท่านั้นและผู้คนของอาณาจักรนี้เก่งในเรื่องของโหราสตร์และดาราสตร์ เป็นอารยชนที่สร้างสิ่งประดิษฐ์เวทมนต์ และมีการประดิษฐ์อักษรที่ไม่มีใครอ่านออกหรือถอดความได้แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาและยังคงหาคำตอบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองกลับเป็นเมืองที่ถูกทิ้งร้างหรือล้มสลายอย่างลึกลับมามากกว่า หลายพันปี”

“แต่พวกเราก็เข้ามาได้” แจสบอกในขณะที่ยังเคี้ยวไก่อยู่ในปาก

“งั้นแปลว่าถ้าเราหาเหรียญที่ว่าเจอก็ออกไปได้ใช่ไหมครับ”สกายถามชาร์ม

“ใช่” ชาร์มตอบ

สกายนิ่งคิดไปชั่วขณะแต่นี่มันในป่านะ= = ?

“ ถ้าคิดในแง่ ดีเมืองนี้อาจจะอยู่ในป่าก็ได้” แจสบอกเด็กเตี้ยที่ทำหน้าสงสัย

“รู้ได้ไง” สกายหันไปถามแจส

“ฉันได้กลิ่นสมบัติ ”

สกายไม่ตอบรับคำพูดของแจส  “...” เอาจริงดิ! อย่างงี้ก็ได้เหรอ = =


หลังจากชาร์มอธิบายจบบรรยากาศรอบกองไฟก็เงียบลงชั่วครู่ก่อนแจสจะเอ่ยทำลายความเงียบ


“พวกเรานอนพักผ่อนกันเถอะ จะได้มีแรงลุยวันพรุ่งนี้ต่อ ฝันดีนะทุกคน”

แจสที่เดินเข้าไปในเต็นท์เอ่ยบอกเพื่อนๆด้วยใบหน้าที่ง่วงงุน

“ฝันดีครับ”สกายตอบพร้อมหรี่สายตามองตามแจสที่ถูกกิมม์ลากเข้าไปในเต็นท์พลางคิดในใจว่า ‘ก็แน่ละสิพี่แกใช้แรงในขุดรากถอนโคนพวกสมุนไพรไปตามทางตลอด’ = =

“ฝันดี”ชาร์มเอ่ยบอกเกรย์ผู้ที่จะต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยในค่ำคืนนี้

“งั้นผมเข้าไปก่อนนะเกรย์” สกายเอ่ยฝันดีร่างสูงที่นั่งนิ่งเงียบและเดินเข้าไปในเต็นท์พร้อมกับชาร์ม


หลังจากที่ผมเดินเข้ามาภายในเต็นท์คิดว่าความรู้สึกที่เหมือนกับอยู่ภายนอกจะจางหายไปแต่ก็ไม่   เพราะตอนนี้ความรู้สึกของผมราวกับว่าถูกจ้องมองจากอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เขาจึงเดินออกมาหาเกรย์เพราะนอนไม่หลับ

“เกรย์ครับ” สกายเดินออกมาหาเกรย์ที่นั่งนิ่งขรึมอยู่หน้ากองไฟและเอ่ยบอกร่างสูงที่เงยหน้ามองเขา

“ผมนอนไม่หลับครับ”

เกรย์ที่ได้ยินดังนั้นจึงชี้ที่หน้าตักเพื่อให้ร่างบางที่ยืนอยู่มานั่ง หลังจากที่คนตัวเล็กมานั่ง เขาก็กอดปลอบใจและถามขึ้นว่า


“นอนไม่หลับเพราะไม่มีพี่นอนด้วยใช่ไหมล่ะ” เกรย์ยกยิ้มมุมปากเอ่ยอย่างแซวๆ

“เปล่าซะหน่อย” สกายส่ายศีรษะพร้อมกับทำหน้ายู่และเงยหน้าจะบอกเกรย์เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เขาต้องออกมาข้างนอก แต่ก็ต้องเบิกตากว้างเพราะในขณะที่เขาเงยหน้าเกรย์ก็แนบริมฝีปากอุ่นนุ่มประกบลงมาเบาๆก่อนจะคล้ายออก

สกายพิงศีรษะแนบอกพร้อมกับสบตากลมโตมองร่างสูงเจ้าของริมฝีปากนุ่มที่ประกบกับเขาเมื่อกี้และพูดว่า “ทำไมถึงชอบจูบผมจังเลย”

“หวาน” เกรย์ตอบพร้อมลูบศีรษะทรงผมสั้นสีขาวไปด้วย

“ผมไม่ค่อยเข้าใจอธิบายเพิ่มได้ไหมครับ” ร่างบางเอ่ยถาม

“พี่ชอบเรา” เกรย์หรี่ตาลงเอ่ยกลั้วหัวเราะ

สกายนิ่งครุ่นคิดไปชั่วขณะ คำตอบสั้นมากลูกพี่ = =ชอบงั้นเหรอ...เพราะชอบจึงจูบเหรอ? ภาพเหตุการณ์หลายอย่างวิ่งเข้ามาในจิตใจ แต่เขาก็ไม่เคยรังเกียจหรือไม่ชอบที่เกรย์ทำกับเข้าแบบนี้ กลับกันเข้าคิดว่าการกระทำแบบนี้รู้สึกคุ้นเคยมากและรู้สึกดีมากๆ

สกายดึงสติกลับมาเพราะร่างสูงจับเขาเงยหน้าพร้อมกับบดริมฝีปากลงมาอย่างเอาแต่ใจและสอดลิ้นเข้ามาสำรวจโพรงปากหวานของเขาเนินนาน



จู๊บ  จ๊วบ จ๊วบ  


เนื่องจากว่าเพราะบรรยากาศเงียบสงัด จึงทำให้เสียงจูบของเราสองคนดังก้องภายในป่าใหญ่

“อะ อืม กะ เกรย์” เกรย์อุ้มเขาประชันหน้าเขาหาอีกฝ่ายทั้งๆที่ยังแนบริมฝีปากกันอยู่พร้อมกับมือหนาขย้ำตรงสะโพกเอาแต่ใจพอๆกับบริเวณริมฝีปากที่ถูกครอบครองโดยร่างสูงเกรย์บดขยี้ริมฝีปากผมจนรู้สึกว่าปากผมต้องช้ำแน่ๆ จู่ๆหางตาของเขาเห็นอะไรบางอย่างลักษณะคล้ายนกตัวเล็กๆสีขาวเรืองแสงลอยไปยังด้านหลัง ทันใดนั้นก็แข็งค้างไปชั่วครู่ก่อนจะตบหลังเกรย์เพราะเขาเริ่มหายใจไม่ออก ร่างสูงใช้ลิ้นเช็ดลิ้มฝีปากของร่างบางที่มีน้ำเชื่อมหวานหลังจากการบดจูบและใบหน้าแดงก่ำพูดด้วยเสียงหอบเบาๆ ตรงบริเวณลำคอของร่างสูงว่า

“กะ เกรย์ ผมเห็นแสงสีขาวลอยผ่านไปด้านหลัง” สกายที่ศีรษะพิงอยู่บนไหล่กว้างเอ่ยบอกร่างสูง บรรยากาศเงียบๆแถมยังวังเวงแบบนี้ไม่มีผีหรอกใช่ไหม? T T

เกรย์ที่ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองไปยังด้านหน้า ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ และตอบว่า

“พี่ไม่เห็นครับ”

เขาได้ยินคำตอบของเกรย์ สกายก็หน้าไปมองด้านหลังและก็ต้องเบิกตากว้างอีกรอบและรีบหันกลับมาซบหน้าอกของร่างสูง ถามย้ำเกรย์อีกรอบว่า

“พี่ไม่เห็นจริงๆใช่ไหม” สกายย้ำด้วยเสียงจริงจัง

“ไม่เห็นอะไรนี่ครับ” เกรย์เอ่ยย้ำบอกร่างบางที่อยู่บนตักของเขาที่นิ่งไปแล้วก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ตัวเล็กเห็นอะไรครับ” เกรย์เอ่ยถามด้วยเสียงปลอบโยน เพราะเขากางบาร์เรียคลอบทั่วบริเวณเต้นท์และมั่นใจได้ว่า ถ้ามีอะไรเข้ามาภายในอาณาเขตเขาจะต้องรับรู้ทันที

“ผมเห็นเอ่อ...ลักษณะคล้ายนกตัวเล็กๆถือตะเกียงจำนวนหนึ่งลอยผ่านไปเมื่อกี้นี้ แต่พอหันหลังไป เจอเป็นแสงสว่างวงกว้างมากและมีนกเล็กๆถือตะเกียงอยู่ 5ตัวครับ”

สกายบอกเกรย์ในสิ่งที่ตัวเองเห็นแต่เกรย์ไม่เห็นและถามร่างสูงที่อยู่ด้านหลังเขา

“ตัวเล็กลองหันไปอีกรอบว่าแสงนั่นยังมีอยู่ไหมครับ” เกรย์เอ่ยบอกร่างบางที่ยังซบใบหน้าอยู่บนอกของเขา

“คะ ครับ” สกายที่กำลังหลับตาอย่างครุ่นคิด ก็หันไปทางด้านหลังอีกครั้งและตอบว่า

        “ยังมีอยู่ครับคราวนี้เป็นรูปประตูเรืองแสงเลยด้วย!”


เกรย์ที่ได้ยินดังนั้นจึงเคลือบพลังที่ดวงตาและจับเอวของร่างบางให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเพ่งมองไปด้านหน้าอย่างเคร่งเครียด และสิ่งที่เขาเห็นต้องทำให้ขมวดคิ้วขึ้นเพราะตอนแรกที่ไม่เห็นประตูรูปทรงสีเหลี่ยมส่องแสงประกายทามกลางความมืด และไม่เห็นนกสีขาวที่ร่างบางเอ่ยถึงและเอ่ยถามขึ้นว่า

“ยังเห็นนกสีขาวอยู่ไหมครับ”

“ยังเห็นอยู่ครับเหมือนเขาบอกว่าให้พวกเราเขาไป” สกายเอ่ยบอกร่างสูงที่นกตัวเล็กเหล่านั้นพูดกับเขาผ่านจิต

‘กิมม์ ชาร์ม แจสเปอร์ ตื่น’ เกรย์ที่ส่งกระแสจิตบอกเพื่อนที่อยู่ภายในเต็นท์

ชาร์มที่ออกมาก่อนคนแรกตามมาด้วยกิมม์กับแจส เอ่ยถามเกรย์ที่เรียกให้พวกเขาออกมาทั้งที่ยังนอนไปไม่กี่นาที

เกรย์ไม่ตอบคำถามพร้อมกับเอ่ยว่า “เคลือบพลังที่ตาแล้วมอง”

“ว้าว” แจสที่ตอนแรกใบหน้ายังง่วงงุนอยู่ก็เบิกตาโต

กิมม์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดว่า“ประตูเวทย์แห่งเอลแทร์”

“เก็บเต้นท์เพราะเราต้องเดินทางกันตอนนี้” เกรย์เอ่ยบอกเพื่อนที่ยังนอนไปได้ไม่กี่นาที

“ทำไม” กิมม์ถาม

“เพราะสกายบอกว่า เห็นภูติของเอลแทร์บอกให้พวกเราเขาไป” เกรย์ตอบเสียงเครียด



ภูตินำทางบินนำเข้ามาก่อนเกรย์เดินนำ สกาย แจส กิมม์และปิดท้ายด้วยชาร์ม  หลังจากที่เข้ามาในที่แห่งนี้ทั้ง4คนก็เห็นภูติที่สกายบอก หากพิจารณาดีๆพวกเธอคือเผ่าพิกซี่พวกเธอถือตะเกียงบินนำทางสกายมองที่ประตูที่มีอักขระโบราณเขียนไว้ว่า The Gate -of the Moon  ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ จึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง มิน่าละประตูพวกนี้จะปรากฏตอนไม่มีแสงอาทิตย์ขึ้นนี้เอง

พวกเราเดินลอดผ่านประตูพบกับถ้ำที่มีวิหารโบราณขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน ภูติที่นำทางเราน่าจะเป็นผู้ดูแลเขตวิหารใต้ดินโบราณแห่งนี้

มองไปรอบๆมีวัตถุโบราณที่เต็มไปด้วยปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้เพราะเราไม่รู้มันสร้างขึ้นมาได้ยังไง ศิลปะที่ถูกแกะสลักในหินสวยประหลาดที่แจสบอกว่าชื่อ
‘หินเอล’ มีงานแกะสลักในรูปของโครงสร้างต่างๆ เป็นสถาปัตยากรรมที่งดงามและมีทักษะทางวิศวะกรรมที่น่าเหลือเชื่อ

ภายในวิหารที่มีลักษณะโอ่โถงและหรูหราเป็นงานที่ทำขึ้นโดยฝีมือมนุษย์และมนุษย์ที่ว่านั้นต้องเป็นพ่อมดหรือแม่มดอย่างแน่นอน ส่วนที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือเครื่องหมายอักขระเวทที่ถูกทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน

“หินเรืองแสงสวยจังครับ” สกายเปรย ลักษณะหินสีเขียวมรกตเรืองแสง

“หินเอลนะ ของหายาก” แจสเอ่ยตอบในขณะที่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากภาพตรงหน้า

แจสที่เห็นสภาพแวดล้อมภายในถ่ำก็อดที่จะผิวปากออกมาไม่ได้ ถึงจะรู้มาก่อนว่าอาณาจักรนี้ ผู้คนจะมั่งคั่งร่ำรวยแต่ก็ไม่น่าจะร่ำรวยขนาดนี้ไหม ตามผนังมีรูปภาพแกะสลักบนหินเอลอย่างพิถีพิถันที่รอบขอบที่มีอักขระเวทย์มนต์ที่อ่านไม่ออกอยู่รอบๆทำให้ดูมีมนต์ขลัง มากกว่าที่รูปภาพที่ถูกสลักกับหินเวทเสียอีก เป็นโบราณสถานใต้ดินที่ใหญ่มากๆ

สกายที่มองดูรอบๆเหมือนมาทัศนศึกษายังไงยังงั้นเลยเพราะมี ผู้ทัวร์เป็นกิมม์ที่เล่าเรื่องอารยธรรมไปด้วยและแจสที่เชี่ยวชาญในด้านการค้นหาสมบัติที่คอยอธิบายเรื่องราวต่างๆให้สกายฟังสนุกไปอีกแบบครับ ลืมแม้กระทั่งสาเหตุที่ทำให้พวกเราตกมายังหุบเหว

ระหว่างเดินสักพักเห็นเสาหินเอลขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงมีตัวอักขระเวทโบราณสลักอยู่รอบๆเสา บอกเล่าเรื่องราวของผู้สร้าง เรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพวิหค เสาต้นนี้มีความสูง139 ฟุต ราว 43เมตรหนัก 1169ตัน

เดินออกมาจากด้านนอกวิหารสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึงอารยธรรมว่าเมื่อครั้งอดีตกาลเคยมีผู้คนอาศัยอยู่คับคั่ง สิ่งแรกที่น่าประหลาดใจคือ พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นอยู่ทามกลางดวงดาวนับล้านดวง ซึ่งภายในป่าเหยียบเมฆจะมีแค่แสงจันทร์เพียงเท่านั้น  

สถานที่แห่งนี้สิ่งก่อสร้างต่างๆส่วนใหญ่แล้วสร้างมาจากหินเอลและหินเวท
ซึ่งพบว่ามีกำแพงสร้างจากหินเอลขนาดยักษ์ในรูปแบบสลับฟันปลาวางซ้อนกันและการเรียงหินแบบพอดีแสดงให้เห็นถึงสถาปัตยากรรมเวทมนต์ที่ล้ำสมัย ในการทำให้หินนั้นแนบชิดกัน แม้แต่ฝุ่นละอองก็ไม่สามารถเล็ดรอดผ่านช่องหินนี้ไปได้

ที่สำคัญหินนี้เหมือนกับวิหารใต้ดินภายในถ่ำ แจสบอกว่าถ้านำไปขายได้พวกเราจะรวยแบบไม่ต้องทำงานกันหลายร้อยปีเลยทีเดียว  หินเอลมีรูปทรงกลมบ้าง สามเหลี่ยมบ้างและสี่เหลี่ยม

มีวิหารตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่มีความยาว6เมตรและสูงถึง6เมตร หน้าวิหารมีรูปปั้นลักษณะคล้ายเทพวิหคที่มีขนาดสูง15เมตร  หน้าประตูทางเข้าวิหารเทพวิหคเป็นทางเข้าคล้ายกับประตูThe Gate of the Moon  ที่สกายเห็นก่อนที่จะเข้ามา เรียกได้ว่าเป็นประตูทางประวัติศาสตร์โบราณ สมญานามกับที่เรียกว่า อาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตและคิดว่าปัจจุบันยังเป็นอยู่”


เหล่าภูติที่เดินนำทางดูเหมือนจะพาพวกเราเข้าไปในวิหารแห่งนั้น ระหว่างทางมองเข้าไปภาในบ้านที่ไม่มีผู้คนอาศัย ก็จะมีข้าวของเครื่องใช้ลวดลายสวยงามแปลกตา

เมื่อเดินเข้ามาภายในวิหารลักษณะทรงโดมครึ่งวงกลม พื้นวิหารถูกปูด้วยหินเอลสีเขียวมรกตที่อาบแสงจันทร์ส่องแสงประกายงดงาม หากเงยมองขึ้นไปด้านบนจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงที่ลอดผ่านช่องว่างทรงกลมขนาด1เมตร มีการแกะสลักหินเวทตามกำแพงเป็นรูปภาพต่างๆอาทิเช่น วิธีการบวงสรวงเทพเจ้าต่างๆ  กิจวัตรประจำวันของชนเผ่าและอักขระเวทโบราณที่อธิบายถึงการบูชาเทพ ห้องโถงตรงกลางมีโต๊ะทรงกลมขนาดใหญ่ บนมีแผ่นหินเอลสีทอง สลักลวดลายอักขระเวทโบราณซึ่งสกายมั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครอ่านออก ยกเว้นเขาคนเดียวเขายังไม่อยากบอกใครเรื่องนี้เพราะชาร์มบอกว่าไม่มีใครสามารถอ่านอักขระเวทของชนเผ่าเอลแทร์ได้ เพราะเขาไม่ชอบให้ใครมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

เข้าใจได้ว่าอารยธรรมส่วนใหญ่ที่ล่มสลายไปมีหลายสาเหตุไม่ว่าจะการเสื่อมโทรมจากธรรมชาติหรือไม่แต่กระทั่งภัยพิบัติธรรมชาติ แต่มีอารยธรรมส่วนหนึ่งที่ จู่ๆก็สูญหายอยากไม่ทราบสาเหตุหลายแห่งบนโลกใบนี้ จึงทำให้นักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ต่างก็ไม่สามารถหาสาเหตุและก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมอารยธรรมนี้อยู่ๆก็สูญหายไปอย่างลึกลับ ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมและสิ่งประดิษฐ์มากมาย แสดงให้เห็นว่าวิทยาการมีความล้ำหน้าที่สุดในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง เศษฐกิจการค้า ศิลปกรรม สถาปัตกรรมทำให้สงสัยว่าอะไรที่ทำให้อารยธรรมนี้ล่มสลายลงไปจากหน้าประวัติศาตร์   



ในขณะเดียวกัน


เมืองแม็กเน็ตศูนย์กลางสภาเวทมนต์ หน้าอาคารทางเข้าสภาเวทมนตร์ผู้อาวุโสเวทย์มนตร์ที่สวมใส่ชุดสูทสีดำผูกเนคไทบางคนใส่สูทสีน้ำตาล ก้าวเท้าด้วยความเร่งรีบ เนื่องจากผู้อาวุโสสูงสุดในสภากลางเรียกประชุมวาระเร่งด่วนในวันนี้อย่างที่รู้กันว่าอีกไม่นานจะเกิดอะไรขึ้นมีการเรียกประชุมผู้นำตระกูลใหญ่ และผู้ทรงอิทธิพลภายในโลกเวทย์มนต์หลายท่านร่วมหารือ


“ท่านหญิงมาลีน่าบอกข้าว่าพวกซาฮาร์มได้ไปแล้ว 1สิ่ง”ผู้นำตระกูล อินดิโก้ เอ่ยบอก

“พวกเรามีเวลาเหลือไม่นานแล้วนะ” ผู้อาวุโสสูงสุดในสภาเอ่ยตอบ

“เหลือเวลาเท่าไร ” เกลเอ่ยถามผู้นำตระกูลอินดิโก้อย่างเคร่งเครียด

“เพียงแค่ 5 เดือนเท่านั้น” โรดิออนเอ่ยตอบเกลด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“เราหาเธอคนนั้นเจอหรือยัง”ผู้อาวุโสสูงสุดในสภาเอ่ยถาม

“ติดต่อคุณชายโอลเซ่นได้หรือยัง” ผู้อาวุโสเอ่ยถามเลขานุาการ

“ทางคณะค้นหาไม่พบสัญญานการติดต่อของท่านชายเลยครับ”   

“ท่านหญิงมาลีน่าได้กล่าวอะไรเพิ่มหรือไม่?” ผู้อาวุโสสูงสุดในสภาเอ่ยถาม

“ท่านหญิงบอกว่าเรามีราคาต้องจ่าย” ผู้นำอินดิโก้เอ่ยเสียงเรียบ

การประชุมยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง



วิหารเทพวิหค

พวกเราเข้ามาถึงภายในวิหารได้สักครู่ จู่ๆมีแสงจากด้านบนสาดส่องลงมายังพื้นที่ถูกปูด้วยหินเอลเปล่งประกายเป็นละอองดาวสีขาวก่อตัวเป็นหญิงสาว รูปร่างสูง นัยต์ตากลมโต ใบหน้าเรียวสวย ลอยอยู่กลางอากาศ

“สวัสดีเหล่าเด็กน้อยทั้งหลายยินดีต้อนรับสู่เมืองลับแลนะจ๊ะ ^ ^” เธอเอ่ยทักทายด้วยใบหน้าที่แต้มไปด้วยรอยยิ้ม

‘เอ๋ ทำไมถึงเรียกว่าลับแลล่ะ ไม่ได้เรียกว่าป่าเหยียบเมฆหรือเอลแทร์เหรอ?’สกายเอียงคอครุ่นคิดในใจ
“ที่เรียกว่าลับแล ก็เมืองที่ไม่มีใครหาเจอไงจ๊ะ ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มใจดีพร้อมจ้องมองสกาย

‘เธออ่านใจได้เหรอ= =?’

“สีหน้าเธอฟ้องหน่ะ” เธอเอ่ยตอบเด็กน้อยที่จ้องมาทางเธอตาแป๋ว

“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยตอบเธอ แต่เอ๊ะ! ทำไม่มีผมตอบคนเดียวละ สกายหันไปมองเพื่อนทั้งสามคนที่จ้องมองเธอคนนั้นอย่างเครงเครียด

สกายมองเห็นดวงตาที่มืดมนของเกรย์ยังคงนิ่งเงียบเป็นเวลานานก่อนจะเอ่ยถามเสียงเครียด “พวกเราอยากรู้ว่าท่านต้องการอะไร”

“ ใจร้อนจริง” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า





----------------------------------------------------

#ขอบคุณนักอ่านที่ติดตามค่ะ  Good job (・ω・)b

#ส่วนใครไม่ชอบกดติดตาม กดหัวใจให้ก็ได้นะค่ะ จุ๊บๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

14 ความคิดเห็น