Beautiful magic sky

ตอนที่ 16 : ห้องเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    26 ก.พ. 62

บทที่16 ห้องเรียน

อะไร..เนี่ย!!  สกายเบิกตากว้างมองไปรอบห้อง เมื่อสักครู่นี่พวกเรายังอยู่ที่วิหารเทพวิหค ตอนนี่กลับมาอยู่ในห้องทรงสี่เหลี่ยม มีโต๊ะยาวสีน้ำตาลด้านหลังมีเก้าอี้วางอยู่5ตัว และสายตาผมหยุดที่หญิงสาวร่างโปร่งแสงที่กอปรกันจากละอองดาว เธอลอยอยู่หน้ากระดานดำ ใช่แล้วผมกำลังอยู่ในห้องเรียนนั้นเอง สถานการณ์มันแปลกๆนะว่าไหม?  

เสียงของเธอดึงสติของผมให้กลับมาสนใจกับสถาณการณ์ข้างหน้า

“นั่งลงสิ” ท่าทางและน้ำเสียงของเธอราวกับอาจารย์ที่กำลังสอนจะวิชา


ผมที่กำลังงงกับสถาณการณ์ต่างๆในหลายวันที่ผ่านมา  ตั้งแต่หนีสัตว์อสูรเวทที่พวกเราสู้ไม่ได้ ตกลงมาในหุบเหวที่มีป่าหนาทึบ อารยธรรมที่ถูกทิ้งร้างไปกับกาลเวลา และตอนนี้อยู่ในห้องเรียน = =

“ข้าชื่อลูน่าร์” หญิงสาวร่างโปร่งแสงเอ่ยบอกเสียงนุ่มนวล


ผมสงสัยและยกมือถามเธอ  “ทำไมถึงต้องย้ายพวกเรามาที่นี้ด้วยครับ”

“จะได้เข้าบรรยากาศครูกำลังสอนนักเรียนยังไงล่ะ เรียกว่าอะไรนะ คลสเพลย์ไงจ๊ะ^^”  เธอพูดพลางยิ้มแย้มให้

ผมก้มลงมามองตัวเองที่ใส่ชุดคล้ายกับชุดนักเรียนกางเกงขายาวสีดำเสื้อเชิ้ตสีขาว เนคไทลายสก็อตสีแดงสลับน้ำเงินเข้ม

‘คลอสเพลย์เหรอ = = แม่นางไปเอาคำพวกนี้มาจากไหน’

“สำหรับเหตุผลที่พวกเธออยากจะรู้” เธอเอ่ยจบแล้วห้องก็กลายเป็นมืดลง ผมมาปรากฏตัวลอยอยู่กลางท้องฟ้า ผมมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นพวกเพื่อนๆ สถานที่แห่งนี้เหมาะสมกับคำว่าโลกแห่งจิตนาการและโลกแห่งความฝัน เมืองที่ปรากฏนี้อธิบายคำว่าป่าเหยียบเมฆได้ดีทีเดียว ต้นไม้สูงในป่าใหญ่แห่งนี้ตั้งอยู่ทามกลางหมู่เมฆกว้างใหญ่ เป็นดินแดนสุดมหัศจรรย์บ้านเมืองที่นี่ สวยงามและน่าอยู่ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองศูนย์รวมอาณาจักรการเศรษฐกิจค้า ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ทว่าขัดกับบรรยากาศรอบข้างเสียจริงเพราะมันทั้งสงบราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง เป็นสถานที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์เป็นเมืองแห่งความสงบสุข อาจกล่าวได้ว่าสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนสวรรค์บนดินและเป็นดินแดนเร้นลับที่มีอารยธรรมสูงไม่มีแม้กระทั่งความรุนแรง

ภาพเปลี่ยนมาใจกลางเมืองเอลแทร์ผมยืนอยู่กลางถนน ผู้เดินผ่านผมไปราวกับมองไม่เห็น สิ่งปลูกสร้างบ้าน วิหาร เครื่องใช้ในครัวเรือนทุกอย่างแทบจะทำมาจากหินเวท หินเอลทั้งหมด

ถ้าให้เปรียบเทียบถึงสิ่งมีค่าบนโลกด้านล่าง ก็ราวกับสิ่งปลูกสร้างทำมาจากทองคำและพวกเครื่องใช้ทำจากเพชรนิลจินดาอะไรประมาณนั้น เป็นความมั่งคั่งที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ


สถานที่เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แสดงให้เห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้ การเศรษฐกิจการค้าหินเวท หินเอล สมุนไพรต่างๆ สมกับที่เรียกว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโบราณ  อีกทั้งแฟชั่นการแต่งกายของที่นี้ดูดีจริงๆ หญิงสาวที่นี่ส่วนใหญ่จะไว้ผมยาวสวมชุดรัดอก กางเกงหรือกระโปรงโปร่งบางเน้นใส่สบายแต่ดูหรูหรา ที่คาดผมทำมาจากมุกและหินเอล ส่วน ผู้ชายการแต่งกายคล้ายๆชุดสูทมีเสื้อเชิ้ตอยู่ด้านใน แต่ดูหรูหรา  

สถานที่เปลี่ยนไป ภายในห้องมีผู้ชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังแกะหินเอลเป็นภาพต่างๆด้วยกรรมวิธีการวาดวงเวทลงอักขระกลางอากาศและประทับลงไปให้กลายเป็นภาพลงบนหินเอล และการสร้างสิ่งประดิษฐ์คล้ายๆนาฬิกาทรายแต่มีหลายชั้นและเม็ดทรายข้างในแก้วเป็นสีทองเปล่งประกาย

คราวนี้อยู่ห้องประชุมมีผู้นำนั่งอยู่หัวโต๊ะ ผมนั่งฟังพวกเขาพูดเรื่องการสร้างดินแดนแห่งใหม่ที่  
ดินแดนทั้ง 6 โดยไม่นับเอลแทร์พื้นดินทำจากละอองดาวกอปรกันเป็นมิติคู่ขนาดโดยใช้แก่นพลังเวทเอลสีทองขนาด 1 เมตรเป็นใจกลาง

และเหตุการณ์เปลี่ยนไปอีกครั้งคราวนี้ผมลอยอยู่บนฟ้ามองดินแดนทั้ง 6 ที่ยังไม่ได้แยกจากกันลอยอยู่เหนือน่านฟ้าซึ่งเป็นผืนดินขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถประเมินได้ทางสายตา   

เหตุการณ์การณ์สุดท้ายผมคิดว่าน่าจะเป็นปัจจุบันเพราะเมืองเอลแทร์กลายเป็นเมืองร้างไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย และภาพเหตุการณ์ก็หายไปกลับมายังห้องเรียนที่มีคุณครูใจดียืนยิ้มอยู่หน้าห้อง


บรรยากาศภายในห้องเกิดความเงียบ ทุกคนตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกคุณลูกน่าร์เรียก ผมไม่เข้าใจว่าเธอให้เรารับรู้เหตุการณ์พวกนั้นทำไมกัน?



แปะ แปะ  



เสียงปรบมือดึงขึ้นสองครั้งและหญิงสาวที่ลอยอยู่หน้าห้องเอ่ยถาม “เอาละนักเรียนมีอะไรจะถามไหม”

กิมม์ยกมือพร้อมกับค้อมหัวให้และเอ่ยถามว่า“ ทำไมถึงให้เราเข้าไปดูเหตุการณ์ในอดีตละครับ”

หญิงสาวยิ้มพลางยกมือไว้บนหน้าอกและเอ่ยว่า“เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ชายจ๊ะ^^”

“ทำไมเมืองถึงร้างล่ะครับ” แจสยกมือถามบ้าง

“ก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปเลยถูกลงโทษจ๊ะ^^”เธอพูดเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดา

“ความอยากรู้แบบไหนเหรอครับ” สกายยกมือพลางเอียงคอด้วยความสงสัย

“พวกเขาสร้างสิ่งของ ที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้ขึ้นมา จ๊ะ”  คุณครูจำเป็นเอ่ยตอบนักเรียนที่สงสัยใคร่รู้

“สิ่งที่ว่านั้นคือกาลเวลาใช่ไหมครับ” เกรย์เอ่ยถามเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับจ้องมองไปยังหญิงสาวที่มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

“เก่งนะจ๊ะเราสมกับเป็นโอลเซ่น” เธอปรบมือเบาๆให้กับเกรย์

“แล้วคุณลูน่าร์บอกเล่าเรื่องราวเล่านี้ให้พวกเราทำไมเหรอครับ” ชาร์มเอ่ยถามคำถามขึ้นอีกครั้งเพราะหญิงสาวยังตอบคำถามของพวกเขาไม่กระจ่างด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“เอ๋  ทำไมน้า∼”  คุณลูน่าร์เอ่ยตอบพวกเราอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งพวกเราและเธอพูดต่อว่า  “เพราะว่าฉันซน เลยถูกลงโทษหน่ะ”

‘ที่แท้ก็ซนจนถูกลงโทษนี่เอง’ สกายลอบคิดในใจ = =

“หนูสกายเก็บสีหน้าหน่อยลูก^^”  เธอจ้องมองมาทางผมด้วยรอยยิ้มสวยประหาร


แปะ แปะ


เสียงปรบมือดังขึ้นอีกสองครั้งพร้อมกับกล่องกำมะหยี่สีแดงสดขนาด4*5ปรากฏขึ้นบนโต๊ะเลคเชอร์ของพวกเรา

“เปิดดูสิ” เธอเอ่ยบอกด้วยเสียงนุ่มนวล

สกายเปิดดูภายในก็พบว่าเป็นเหรียญสลักรูปวิหคทรงกลมสีทองนี่ใช่ไหมคือเหรียญคาโลที่ว่า ที่นี่ก็กลับออกไปข้างนอกได้แล้วสิ ^^~


“คืนนี้นอนในคฤหาสน์เอลแทร์นะฉันให้ภูติจัดเตรียมไว้ให้แล้ว” หญิงสาวร่างโปร่งแสงเอ่ยด้วยรอยยิ้มพร้อมกับร่างที่จางให้ไป

‘มาไวไปไวจริงๆ’ = =

พวกเรากลับมาที่วิหารทรงกลมกลางแท่นบูชาตรงกลางที่ตอนแรกมีแผ่นหินเอลแทร์สีทองตั้งอยู่ แต่ตอนนี้กลับไม่มีแล้ว

เหล่าภูติถือตะเกียงนำทางพวกเราเหมือนตอนขามา ระหว่างที่เดินไปคฤหาสน์เอลแทร์ รอบข้างเป็นป่าทึบที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างดูสวยงามแปลกตา เดินมาไม่นานก็เจอรั้วทางเข้าเป็นรูปวิหคตัวใหญ่ยักษ์สยายปีก ทางเดินที่จะเข้าสู่คฤหาสน์เอลที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบเป็นสะพานไม้สีเทาทอดยาว

“ผมรู้สึกไม่ดีกับสะพานไม้จริงๆนะ”สกายเปรย = =

“หึ หึ” เกรย์ที่เดินอยู่ด้านข้างร่างบางก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้

“หัวเราะทำไมเกรย์” สกายแบะปากถามร่างสูง

“หัวเราะคนกลัวสะพานครับ” เกรย์พูดพร้อมกับลูบศีรษะร่างบางที่ใบหน้างอง่ำอย่างไม่พอใจที่ถูกแซว



ผ่านมา5นาทีเราเดินเข้ามาถึงหน้าประตูคฤหาสน์เอลหลังใหญ่  พวกภูติที่เดินนำทางเราก็จางหายไป พร้อมกับประตูคฤหาสน์ที่เปิดออกแสงสว่างจากภายในคฤหาสน์หลังนี้เป็นแสงเทียนทั้งหมด

ตอนนี้ผมเดินพิงไหล่ของร่างสูงไปด้วยเพราะตอนนี้ตาใกล้จะปิดรอมร่ออยู่แล้ว เหนื่อยมาทั้งวันจริงๆ

จู่ๆเกรย์ก็อุ้มผมขึ้นในท่าเจ้าสาววางและเดินนำผมลงไปวางบนเตียงก่อนจะทาบทับลงบนตัวผม


“กะ เกรย์ ทำ อะอะไร” ผมตกใจเงยหน้าเงยถามร่างสูงที่ใบหน้าห่างผมเพียงแค่ลมหายใจเดียว

“คำตอบ” ร่างสูงก้มลงมากัดแก้มผมเบาๆ พร้อมกับฝ่ามือล้วงเข้ามาในเสื้อ

“...” ‘ T T  ฮื่อๆ พลางคิดในใจคำตอบอะไรละเนี่ย!’

“ถ้ายังไม่ตอบ คลอสเพลย์ นักเรียนนี่ก็น่าสนใจดีนะครับ^^” เกรย์เอ่ยบอกผมที่ยังคงนิ่งเงียบ ตอนนี้สมองผมประมวลผลเร็วจี๋เลย   

เกรย์แนบริมฝีปากอุ่นประกบลงมาบดกับปากของผม  ผมแปลกใจทุกครั้งที่เกรย์จูบผมมันเหมือนกับว่านานมาแล้วเราทั้งคู่เคยสัมผัสกันมาก่อน ความรู้สึกเช่นนี้ถูกตราตรึงไว้อย่างเด่นชัดในส่วนลึกของหัวใจของเขา ครั้งแรกที่ผมจูบกับเขาบนรถม้าความรู้สึกมันเบลอๆ แต่ครั้งนี้เวลานี้มันชัดเจนจนรู้สึกได้ หรือว่าผมเพิ่งจะคิดได้ก็ไม่แน่ใจ

ร่างสูงลิ้มรสความหวานในปากของเขาจนกระทั่งริมฝีปากบอบบางของผมบวมจากการถูกจูบ ก่อนที่ร่างสูงจะปล่อยให้ผมหายใจนำเอาอากาศเข้าปอดอย่างไม่เต็มใจ อย่างไรก็ตามแขนของเขายังคงโอบรัดเอวของผมแน่นในท่านอนแปลกๆนี่


จู๊บ จ๊วบ จ๊วบ


อีกครั้งที่ร่างสูงกดริมฝีปากลงมาแล้วบดขยี้อย่างช้าๆก่อนจะสอดลิ้นเข้ามาเกี่ยวรัดกับลิ้นของผมพยายามกอบโกยความหวานที่อยู่ในโพรงปาก การจูบที่เนินนานบ่งบอกถึงความต้องการที่ไม่มีวันมอดของร่างสูงได้เป็นอย่างดี เกรย์ผละริมฝีปากออกเพียงเสี้ยววิให้ผมได้หายใจแล้วประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้งจนน้ำหวานเริ่มไหลซึมเลอะตรงมุมปาก

เราสองจูบกันเสียงดังไปทั่วห้อง ร่างของเราแนบชิดกันจนแยกไม่ออกเบียดเสียดกันจนรับรู้อุณหภูมิความร้อนในร่างกายของกันและกัน

“อะ อื้อ อื้อ” ผมร้องประท้วงร่างสูงที่ไม่ยอมผละริมฝีปากออกสักที ผมตีฝ่ามือที่หน้าอกของร่างสูงเบาๆ

เพราะจูบแสนหวานนี่เริ่มนานจนผมหายใจไม่ออกอีกครั้ง เขาผละริมฝีปากออกพลางเอ่ยถามผมอีกครั้ง

“คำตอบของพี่ละครับ” ร่างสูงจ้องมองผมอย่างต้องการคำตอบ ผมจะตอบอะไรเขาละสติผมไม่อยู่กับตัวแล้ว

ร่างสูงประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง ครั้งนี้ดึงดูดอย่างเอาแต่ใจคงเพราะว่าผมยังไม่ตอบเกรย์สักทีมือหนาเริ่มลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังของผม ผมเผลอแอ่นหน้าอกขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเพราะสัมผัสที่วาบหวิว

“อ๊ะ อื้อ เกรย์”

เสียงผมร้องกระเส่าขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเพราะเกรย์ดูดเม้มริมฝีปากที่ซอกคอผม และภาพเหตุการณ์ตอนช่วงค่ำๆลอยเข้ามาในสมอง ตอนที่อยู่หน้ากองไฟ เกรย์เขาบอกผมว่า ‘พี่ชอบผม’  ผมจะตอบเขายังไงเพราะเกรย์ไม่ยอมปล่อยผมสักที แล้วอะไร! มือที่อยู่ข้างหลังเลื่อนมาอยู่ข้างหน้าแล้ว!

จูบที่รุนแรงขึ้นลิ้นร้อนๆเกี่ยวหวัดกับลิ้นเล็กๆของผมแทบจะกอบโกยความหวานในปากของผมไปจนหมดร่างกายตอนนี้ของผมอ่อนปวกเปuยก ไม่มีแรงขัดขืน ตอนนี้ผมต้องการอากาศหายใจจึงยกมือตบหน้าอกของร่างสูงที่อยู่ด้านบนอย่างแรง จนเกรย์ยอมปล่อย

  ผมหอบหายใจโกยอากาศเข้าเต็มปอด ตาผมฉ่ำไปด้วยน้ำตาและเงยสบตาเกรย์ที่ส่งสายตาร้อนแรงมาให้ผม ก่อนจะเอ่ยบอกร่างสูงเสียงอ้อนวอนว่า “ขอ เวลา”

ร่างสูงส่งรอยยิ้มมุมปากให้ผมพลางเอ่ยว่า “เด็กไม่ดี” แล้วจับขาของผมแยกออกแล้วแทรกขาแกร่งลงมาแนบชิดยิ่งกว่าเดิมจนผมเริ่มใจเสีย เพราะความร้อนจากกายของเกรย์ส่งมาถึงผมด้วย

เราอยู่ท่านี้เกือบ10นาทีจนเกรย์ลุกออกจากตัวผมไปยืนอยู่ปลายเตียง ส่งสายตาเรียวคมพลางเอ่ยบอกด้วยเสียงเอ่ยแหบเซ็กซี่ว่า  “ไปอาบน้ำก่อนที่จะไม่ได้ลุกครับ”

ผมรีบลุกจากเตียงและวิ่งไปห้องน้ำทันทีเพราะกลัวไม่ได้ลุกเหมือนที่เจ้าตัวเขาบอกจริงๆ T0T


ในขณะเดียวกัน


หญิงสาวร่างโปร่งแสงเหม่อมองดวงจันทร์กลมโตซึ่งครั้งหนึ่งที่เธอเคยอาศัยอยู่บนนั้นอย่างครุ่นคิดถึงกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะได้ยินเสียงเล็กๆ เอ่ยทำลายความเงียบ

“เดี๋ยวก็ได้กลับแล้วลูนาร์” เสียงเล็กเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งบนก้อนเมฆมองดูดวงจันทร์กลมโต

“อืม...แล้วเจ้าล่ะ” เธอตอบพลางถามกลับโดยไม่หันกลับไปมอง

“ก็เพิ่งตื่น” เสียงเล็กๆตอบหญิงสาวที่ยังคงเหม่อ

“ข้าทำตามสัญญาแล้วน่ะเรน” หญิงสาวหันกลับมาตอบพลางจ้องไปยังเจ้าตัวเล็กรูปร่างกระต่ายขนปุยสีขาว

“ก็ใครให้เจ้าซนล่ะ” เสียงเล็กๆเอ่ยตอบทันควันพร้อมกับใบหูยาวที่ชี้มายังเธอ

ใบหน้าของหญิงสาวหมองลงหลังจากจบบทสนทนาสุดท้ายของเพื่อนตัวเล็กและเอ่ยเสียงเศร้าว่า “ดูแลตัวเองด้วย”

กระต่ายร่างเล็กเอ่ยตอบหญิงสาวและจางหายไป “เจ้าก็เช่นกัน”


ห้องนอนคฤหาสน์ เอลแทร์


ร่างเล็กขยับไปมาอย่างอึดอัดเหงื่อผุดตามไรผม แสงสีฟ้าเรืองร่องขึ้นเรื่อยๆ คลอบคลุมไปทั้งร่างของสกายที่นอนหลับไหลอย่างไม่รู้สึกตัว   

ที่นี่ที่ไหน? เรามาที่นี่ได้ยังไงกัน ก็จำได้ว่านอนอยู่บนเตียงคฤหาสน์เอลแทร์นี่ หืม?  ทำไมผมมาลอยอยู่กลางทะเลสาบนี่ล่ะ เงยมองดวงจันทร์กลมโตมีดวงดาวพร่างพราวนับล้านบนนั้น ใช่ผมชอบดวงดาวมากแต่ตอนนี้ไม่เข้าใจว่า ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่?

“สวัสดีเด็กน้อย” ผมหันมองไปรอบๆก็ไม่เจอใคร ‘ขอกลับไปนอนต่อได้ไหมง่วงงะ  = =’

“ท่านเป็นใครทำไมเรียกผมมาที่นี่” ผมมองไปรอบๆก็สวยดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้หลอนมากกว่า T T

“เราเป็นใครไม่สำคัญ ก็ไม่เท่ากับเธอเป็นใครนั้นสำคัญกว่า”  ผมหันไปทางเสียงนุ่มนวลที่อยู่ด้านหลัง พบกับหญิงสาวเรือนผมสีทองนัยต์ตาสีเขียวมรกต ลอยอยู่ในน้ำ

ผมจ้องมองไปที่ดวงตาของเธอแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงที่เป็นกังวลว่า “แล้วผมเป็นใครละครับ?”

“เราไม่ได้มีหน้าที่บอกเจ้า แต่บอกได้ว่าที่นี่คือสายน้ำแห่งความทรงจำ” เธอเอ่ยเสียงเรียบนิ่งแต่นุ่มนวล

‘เอ้าละพูดให้อยากรู้ทำไม ’ พลางคิดในใจแต่ไม่เอ่ยออกไป   = =

“แล้วหน้าที่ของท่านคือ อะไร” ผมเอียงคอถามหญิงสาวแต่ไม่ทันที่จะได้คำตอบ ร่างกายผมที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำจู่ๆก็จมลง หูของผมอื้อเพราะอยู่ในน้ำแต่สามารถหายใจในน้ำได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนผิวน้ำ เห็นแสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมา ภายในน้ำกอปรกันเป็นภาพเคลื่อนไหว ผมเห็นผู้ชายเรือนผมสีเงินนัยต์ตาสีอเมทิสต์ ใบหน้าและแววตาเจ็บปวดพลางเอ่ยอะไรบางอย่างกับชายร่างสูงผมยาวสีขาวนัยน์ตาสีดำเข้ม อ่านจากปากได้ความว่า ‘แล้วเราจะพบกัน’ และชายหนุ่มร่างบางผมสีเงินก็จางหายไป

ผมยืนมองผู้ชายสองคนที่ต้องพรากจากกันในชีวิตและความตาย ผมเห็นความเจ็บปวดของผู้เป็นเจ้าของนัยต์ตาสีดำเข้มบ่งบอกถึงความสูญเสียผู้เป็นที่รักอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ

สกายกุมมือไว้ที่หน้าอกรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดรวดราว ราวกับถูกเข็มทิ่มแทงที่หัวใจเพราะได้เห็นภาพการจากลาอย่างทุกข์ทรมาน และผู้ชายนัยต์ตาสีดำเข้มที่ยืนอยู่ตัวคนเดียวหลังจากที่ชายร่างบางหายไปก็พึมพำว่า  ‘ แล้วข้าจะรอ’



เฮือก!

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา พลางใช้มือปาดเหงื่อตามไรผมและน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่เข้าว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ความรู้สึกแรกที่นึกขึ้นในใจ นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมต้องย้อนกลับมาก็เป็นได้

หันซ้ายก็พบกับร่างสูงที่มือหนาพาดเอวเขาอยู่ ผมมองออกไปหน้าหน้าต่างยเห็นดวงจันทร์ทรงกลมโตลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า เหม่อมองดวงจันทร์สักพักผมก็หลับไป อย่างไร้ความฝันในค่ำคืนนี้





----------------------------------------------------

#ขอบคุณนักอ่านที่ติดตามค่ะ  Good job (・ω・)b

#ส่วนใครไม่ชอบกดติดตาม กดหัวใจให้ก็ได้นะค่ะ จุ๊บๆ

























---------------------------------------------



#ขอบคุณนักอ่านที่ติดตามค่ะ  Good job (・ω・)b

#ส่วนใครไม่ชอบกดติดตาม กดหัวใจให้ก็ได้นะค่ะ จุ๊บๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

14 ความคิดเห็น