Beautiful magic sky

ตอนที่ 9 : เทศกาลดวงดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    23 ก.พ. 62

ตอนที่ 9 เทศกาลดวงดาว


เกรย์พาเขามาร้านที่ชื่อว่า  K Record shop เป็นร้านขายแผ่นเสียงและแผ่นซีดี  หน้าปกจะมีรูปที่เป็นนักร้อง แผ่นเสียงทั้งหมดจะวางอยู่บนชั้นสีขาว สีอักษรด้านบนที่เขียนบอกถึงแนวเพลงในแผ่นว่าเป็นแนวอะไรบ้าง  แสงไฟสีขาวจากหลอดไฟด้านบน ทำให้ให้ร้านดูสว่างมากๆ ทุกหัวมุมของชั้นจะมีหูฟังทดลองแผ่นเพลงแขวนไว้

จนถึงตอนนี้เกรย์ที่เดินเข้ามาในร้านก็ไม่พูดอะไรจับมือผมเดินไปทางชั้นที่เขียนอักษรไว้ด้านบนว่า CC สกายมองเกรย์ที่หยิบแผ่นเพลงรูปหน้าปกเป็นรูปกาแลคซี่รูปทรงรีสีขาว ขึ้นมาแล้วพาสกายไปทางห้องฟังเพลงทางด้านซ้ายซึ่งมีอยู่ 3-4 ห้อง ห้องด้านบนมีอักษรว่า ห้องทดลองแผ่นเสียง บนโต๊ะมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงรูปทรงสี่เหลี่ยม เกรย์ให้ดึงเก้าอี้ให้ผมนั่งแล้วร่างสูงเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามผม พร้อมกับหยิบแผ่นเสียงใส่เครื่องเล่น เพลงอินโทรเริ่มขึ้น ผมหลับตาเพื่อฟังเสียงเพลงความนุ่มนวลของเสียงเพลงที่ดังก้องออกมาจากเครื่องแผ่นเสียงนี้ สุดยอดมากจริงๆ

ผมรู้สึกได้ถึงการถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงได้เป็นอย่างดี เหมือนตัวตนของเรากำลังลอยผ่านหมู่เมฆ ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดวงดาวส่องแสงระยิบระยับอยู่บนนั้น


เกรย์จ้องมองสกายที่เปลือกตานวลปิดสนิทและขนตายาว  ตกอยู่ในภวังค์ของเสียงเพลงแห่งดวงดาว พอเพลงบรรเลงจบ เปลือกตาที่ปิดสนิทก็ลืมขึ้นมองเขาอย่างต้องการคำอธิบาย เกรย์ส่งยิ้มให้ร่างบางก่อนเอ่ยว่า

“ออกไปหาอะไรทานกัน”

สกายทำหน้ายู่ส่งให้ร่างสูงที่นั่งส่งยิ้มให้เขา“ผมหิวจนตาลายแล้วครับเกรย์” ผมไม่เข้าใจทำไมเกรย์ต้องพาผมมาร้านขายแผ่นเสียงก่อนที่จะไปทานข้าวกัน


เกรย์จับมือร่างบางให้มายืนอยู่ด้านหน้าเขาพร้อมกับนำฝ่ามือปิดเปลือกตานวลก่อนจะพาออกนอกห้อง หลังจากออกจากนอกห้องแล้ว เกรย์ถึงจะปล่อยฝ่ามือออก และกระซิบลงข้างหูคนตัวเล็กอย่างอ่อนโยนว่า

“ยินดีตอนรับเข้าสู่เมืองคลาค์ครับ”

สกายมองภาพตรงหน้าพร้อมกับอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้มีอยู่จริงในโลก ความสวยงามของผืนฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลผืนน้ำสะท้อนรับกับผืนฟ้าที่สะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามของดวงดาวที่พร่างพราวอยู่บนท้องฟ้าพันหมื่นล้านดวงอดที่จะอุทานขึ้นมาไม่ได้

“ห่ะ!?” สกายอุทานนึกขึ้นอย่างไม่เข้าใจ นี่เราขึ้นมาเมืองด้านบนแล้วเหรอไม่ใช่ว่าต้องเดินผ่านประตูเวทย์มนต์หรอกเหรอ ไหนแจสบอกว่าแต่ละจะเมืองจะมีประตูไง?

สกายที่ยืนอยู่บนสะพานไม้สีเทาเป็นทางเดินทอดยาวออกไป ด้านข้างเป็นน้ำทะเลที่สะท้อนกับผืนฟ้าที่มีดวงดาวนับล้านดวงสะท้อนในนั้น   เมืองที่ไม่คาดว่าจะตั้งอยู่เหนือท้องฟ้า

สกายที่ยืนมองภาพข้างหน้าอยู่สักพัก จู่ๆน้ำตาที่ไม่คิดว่าจะไหล ก็ไหลลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ  มารู้สึกตัวอีกทีเกรย์มายืนอยู่ตรงหน้าผม พร้อมยกนิ้วเรียวขึ้นไล้ที่หางตา โดยไม่ถามผมว่าทำไมถึงร้องไห้ ถ้าถามเขาจริงๆก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเหมือนกัน หรือจริงๆแล้วในใจลึกๆผมหวังว่าอาจจะเจอพ่อกับแม่ที่อยู่ในโลกแห่งนี้และผมเคยฝันมาตลอดว่าสักวันผมจะต้องขึ้นมายืนมองฟ้าใกล้ๆ เวลาที่ผมมองขึ้นไปด้านบนนั้นผมจะรู้สึกว่าพ่อกับแม่คอยเฝ้ามองผมอยู่ตลอด

พวกท่านต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้อย่างแน่นอนผมเชื่อว่าอย่างนั้น เชื่อมาตลอดว่าสักวันเราจะต้องได้เจอกัน  ผมไม่รู้ว่าเราคิดถึงคนที่เราไม่เคยเจอกันได้ยังไง แต่ความรู้สึกนี้เอ้อล้นเข้ามาในจิตใจ ‘ทั้งๆที่เราไม่เคยเจอกัน’...


เกรย์พาผมเดินข้ามสะพานไม้เพื่อเข้าสู่เมืองคลากค์ พบเจอผู้คนเดินกันอย่างขวักไขว่ เมืองเบื้องบนคึกคักอย่างที่แจสบอกจริงๆ  นึกถึงตอนที่แจสอธิบายให้การมีอยู่ของโลกด้านบนให้ผมฟังที่ว่า คล้ายโลกคู่ขนานเพื่อให้ผมเข้าใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือโลกใบเดียวกันที่คนด้านบนสามารถลงไปโลกด้านล่างได้ แต่คนด้านล่างที่ไม่ใช่มิลกี้หรือมัลกี้จะขึ้นมาไม่ได้ แต่แล้วทำไมกันนะผมถึงไม่ทราบถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ ในโลกที่ผมจากมา…

สังเกตุดูสถาปัตยากรรมที่นี่ราวกับหลงมาอยู่ในเทพนิยายกลมกลืนไปกับท้องฟ้า ภายในเมืองคลากค์ตอนนี้เหมือนว่าจะจัดงานเทศกาลอะไรบางอย่างอยู่น่ะ จึงหันไปถามเกรย์

“เกรย์ในเมืองมีงานเทศกาลอะไรหรือเปล่าครับ?”

“งานเทศกาลวันหยุดหน่ะ มิลกี้เราเรียกว่า งานเทศกาลดวงดาว”

สกายมองดูบนท้องฟ้าริมสะพานข้ามแม่น้ำ เห็นผู้คนเดินเป็นคู่บ้างหรือ เดินคนเดียวมา ยืนหลับตาอธิษฐานและ ถืออะไรสักอย่างไว้ในมือ แล้วพอปล่อยออกมาเป็นสีแดงลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า*0*

เกรย์พาผมเดินมากลางน้ำพุ จู่ก็ได้ยินเสียงร้องทักมาแต่ไหลของแจสดังขึ้น

‘เจ้าคนตายยาก =  = ’ เดินมาพร้อมกับ กิมม์ ชาร์ม

“เฮ้! สกาย เกรย์ หวัดดี^0^~”

สกายหันยิ้มให้ทางเสียงที่เรียก พร้อมกับเอ่ยทักผู้ชายร่างสูงเกือบเท่าๆกัน 3คนที่กำลังเดินทางพวกเขา “หวัดดีทุกคน~”

สกายหรี่ตาลงลองนึกสภาพเดินร่วมกัน5คนแบบนี้ดูสิ สีผมหลากสีจริงๆ คือคนพวกนี้กินอะไรถึงได้หน้าตาหล่อเหล่าปานเทพบุตรลงมาจุติ เดินไปทางไหนก็มีแต่คนมอง ผมนี่สิเตี้ยอยู่คนเดียว = = แต่จะว่าไปผู้คนที่นี่สีผมหลากสีอยู่แล้วนิ บางคนผมสีเขียวอ่อน  แดงเข้ม ก็มี

“นี่เตี้ย” แจสเอ่ยเรียกสกายด้วยแววตาสนุกสนาน

“ว่าไงครับ” สกายตอบด้วยน้ำเสียงที่ยอมรับความจริงไม่ได้ คือเข้าใจไหมวัยกำลังโต และสูง175 ไม่ได้เตี้ย เป็นพวกคุณต่างหากที่สูงหน่ะ ห่ะ!(╯°□°)╯ ┻━┻ !!!


“ขึ้นมาเมืองข้างบนเป็นครั้งแรกรู้สึกยังไงบ้าง” แจสถามด้วยความอยากรู้

“สวย” คำตอบเดียวสั้นๆครบจบในคำเดียวไม่ต้องอธิบายเพิ่ม เพราะไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไง แค่คิดยังไม่เชื่อเลยเมืองลอยฟ้าเนี้ย!

ก่อนที่แจสเดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนจะมากอดคอผม เอ่ยขึ้นว่า “ป่ะเที่ยวงานกัน”

“ยังไม่เที่ยวได้ไหม...ผมหิวข้าว” สกายส่ายหน้าปฎิเสธไปเพราะตอนนี้ภายในท้องประท้วงแล้วจริงๆ

ในขณะที่เกรย์ดึงคนตัวเล็กมาอีกฝั่งและเอ่ยบอกเพื่อนเสียงเรียบว่า “ไปร้านซิลโลวี้”    



ในระหว่างที่กำลังรออาหารมาเสิร์ฟสกายขอให้แจสเราเรื่องเทศกาลให้ฟังเพราะอีกสองคนที่เหลือนิยายค่อนข้างเงียบเหมือนเกรย์เลย = =  


“แจสช่วยเล่าเรื่องเทศกาลดวงดาวให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ”

แจสส่งยิ้มให้และเอ่ยว่า “อื้อ ได้สิเตี้ย”

‘เทศกาลดวงดาวนี้พวกเรามิลกี้ถือว่า เป็นสัปดาห์แรกของฤดูใบไม้ผลิเพราะต้นดวงดาวเริ่มจะเบ่งบาน  สำหรับงานเทศกาลดวงดาว ผู้คนหนุ่มสาวมักออกมาขอพรกันเป็นคู่ๆ หรือจะเรียกว่าเทศกาลแห่งความรักก็ได้ มีความเชื่อว่าคำอธิษฐานเหล่านั้นจะถูกส่งไปถึงดวงดาวบนท้องฟ้าขอพรกับเทพเจ้าแห่งดวงดาวที่ตนนับถือ ผู้คนจะปล่อยผลึกดวงดาวลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า จะมีลักษณะเป็นคริสตัลสีขาวรูปทรงต่างๆและแจสถึงชี้ไปที่ร้านด้านล่างที่ขายคริสตัลอยู่ หลังจากนั้นแจสก็ชี้ไปบนท้องฟ้า ส่วนสีที่เราเห็นเป็นสีต่างๆบนท้องฟ้าเป็นเพราะคำอธิษฐานต่างกัน เช่น

จะกล้ายเป็น สีชมพูหรือสีแดงถ้า ขอในเรื่องของความรัก

สีเขียว เรื่องเรียน และหน้าที่การงาน

สีเหลือง ขอเรื่องเงินทอง ความร่ำรวย

สีฟ้า ขอให้โชคดี

สีม่วง ขอในเรื่องพลัง


“ถ้าขอพรทุกอย่างละ ได้ไหมครับ?” สกายเอียงคอถามด้วยความสงสัยเพราะที่อธิบายมาเขาอยากขอหมดเลย

แจสหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “เราจะขอแค่เรื่องเดียว เชื่อกันว่าถ้าหากเราปรารถนาหลายอย่าง สิ่งที่ขอพรไปมักจะไม่สมปรารถนา”

“แย่จัง ผมคิดว่าจะขอทั้งหมดเลย ” สกายเอ่ยบอกด้วยใบหน้าที่ผิดหวัง ริมฝีปากฉีกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรขอพรอย่างเดียวก็ได้” ^^


“ทุกคนมารวมตัวกันแบบนี้แค่มาเที่ยวอย่างเดียวเหรอครับ”สกายเอ่ยถามอย่างสงสัย

“เข้าร่วมงานประมูลสินค้าเวทย์น่ะ” ชาร์มที่นั่งเงียบเป็นคนเอ่ยตอบ

สกายกำลังจะถามเพิ่มก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน

“ขออนุญาติเสิร์ฟอาหารครับสเต็กปลาอินทรี ราดซอสเทริยากิ 1ที่ คาโบนาร่า2ที่  สเต็กหมู 2นะครับ” เสียงนุ่มทุมของพนักงานชายเอ่ยขึ้นพร้อมกับทวนรายการอหาร

“แปลกใจเหมือนกันนะครับที่เมนูอาหารเหมือนกับข้างล่างเลย”  สกายเอ่ยบอกกับทุกคนบนโต๊ะอาหาร

ชาร์มที่นั่งเงียบมานานเอ่ยบอกว่า “เพราะพวกเราอยู่ระหว่าง2โลก”

“...” สกายที่กำลังรอคำอธิบายจากเพิ่มจากคนผมสีน้ำตาลที่วันนี้ใส่แว่นตามาด้วย  แต่ดูท่าแล้วจะมีแค่นั้นจริงๆ

เกรย์มองร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆเขาจ้องหน้าชาร์มก่อนจะโยกศีรษะและเอ่ยว่า “ทานข้าวกันครับ”


ชาร์มจ้องเจ้าของผมยาวสีฟ้าที่กำลังทานคาโบน่าร่าอย่างเอร็ดอร่อยและเขาเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างบางตรงหน้าหรือเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าสวยหวานที่หาตัวจับยาก แต่นัยน์ตาสีเหลืองมองไม่นานนัก เขาหันสายตาออกไปทางนอกร้าน มองขึ้นไปบนฟ้าที่ตอนนี้มีดวงดาวหลากสีกำลังลอยขึ้นไปบนนั้น ลางสังหรณ์ของบอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันไม่ง่ายนัก


หลังจากทานข้าวเสร็จสกายเงยหน้าไปถามร่างสูงที่กำลังจิบน้ำอยู่ว่า “จุดหมายปลายทางต่อไปของเราคือที่ไหนเหรอครับ”


เกรย์วางแก้วน้ำในมือแล้วเอ่ยตอบว่า“คฤหาสน์โอลเซ่น”...


ระหว่างการเดินทางเราเดินทางโดยรถม้าเวทย์มนต์ที่เกรย์เช่ามาเพื่อกลับคฤหาส์โอลเซ่น

ประตูทางเข้าคฤหาส์อลังการงานสร้างมากรั้วสีทองตรามังกรที่หันหน้าชนกันบนปลายรั้วให้ความรู้สึกหน้าเกรงขามมาก

หลังจากที่ผมลงจากรถม้าเวทย์มนต์แล้วผมเงยมองท้องฟ้าของคฤหาส์โอลเซ่น ก็ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมถึงเป็นสีม่วงผสานกับสีน้ำเงิน

เรากำลังจะก้าวเข้าไป จู่ๆประตูก็เปิดออกเองภายในบ้านของเกรย์ๆไม่ใช่สิเป็นคฤหาส์ต่างหาก แต่ในความรู้สึกของผมมันเหมือนพระราชวังละ = =

ระหว่างเดินเข้าไปภายในมีพ่อบ้านและแม่บ้านยืนโค้งทำความเคารพเกรย์อย่างพร้อมเพรียงเล่นซะผมต้องเดินเกร็งตามไปด้วย เกรย์ไม่เห็นบอกผมเลยว่าจะมีคนออกมาต้อนรับเยอะขนาดนี้ สักพักพวกเขาก็หายตัวไปพร้อมกัน

What?!!


“ยินดีตอนรับเข้าสู่คฤหาส์โอลเซ่นน่ะจ๊ะหนูสกาย ป้าได้ยินเรื่องเล่าของหนูมาเยอะเลย^^ ” ผมหันไปทางเสียงพบกับหญิงสาวทรงผมสีน้ำเงินเข้มลอนยาวสลายเต็มกลางแผ่นหลังและมีนัยน์ตาสีดำเข้ม เธอคนนี่ที่กำลังเดินลงจากบันไดมีใบหน้าเรียวสวยส่งยิ้มมาทางผม

“สวัสดีครับชื่อสกายครับ” ผมโค้งตัวและเอ่ยตอบหญิงสาวตรงหน้าพร้อมส่งยิ้มให้เธออย่างมีมารยาท พลางเอ่ยต่อในใจ ‘เรื่องเล่าที่ว่ามันเรื่องดีใช่ไหม = =’

“หน้าตาน่ารักจริงเชียว ป้าชื่อมาร์เซียน่าเป็นแม่ของเกรย์จ๊ะ” เธอส่งยิ้มให้พร้อมกับเดินนำพวกเราไปยังห้องรับแขก มีขนมกับน้ำสีแดงวางอยู่บนโต๊ะ


หลังจากพวกเรานั่งลงแล้วหญิงสาวร่างบางเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้ “หนูสกายทานขนมสิจ๊ะอร่อยนะ^^”

“ขอบคุณครับท่านหญิงมาร์เซียน่า”

“เรียกป้ามาร์เซียดีกว่านะจ๊ะ” หญิงสาวเอ่ยย้ำกับสกายด้วยสายตาที่อ่อนโยน

“ครับป้ามาร์เซีย” สกายเอ่ยรับคำของหญิงสาวดูที่จากใบหน้าแล้วอายุไม่น่าจะถึง30 ด้วยซ้ำ


ป้ามาร์เซียที่เอ่ยกับผมเสร็จหันไปยิ้มให้เกรย์แล้วเอ่ยว่า “ปู่รอลูกอยู่ในห้องสมุดจ๊ะ”

“ครับแม่” เกรย์โค้งรับคำของผู้เป็นแม่แล้วเดินขึ้นไปชั้นสองของคฤหาสน์

สกายมองเกรย์ที่รับคำกับป้ามาร์เซีย อดคิดไม่ได้ว่ากับผู้เป็นแม่ยังทำใบหน้านิ่งหรือหน้าตายใส่ ขณะที่หญิงสาวผู้เป็นแม่ออกจะยิ้มแย้มร่าเริง

“เกรย์ก็แบบนี้แหละจ๊ะเหมือนพ่อเขา”ป้ามาร์เซียหลังจากมองเกรย์เดินไปข้างบน เธอหันมาส่งยิ้มใจดี เอ่ยตอบเขาเหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ คนบ้านนี้เขาอ่านใจผมได้ใช่ไหม =-=?




ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก      เกรย์กำลังเดินเข้าไปห้องสมุดที่ปู่ของเขารออยู่ มือเรียวเคาะประตูก่อนที่จะเข้าไป

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งและคนที่อยู่ภายในห้องเอ่ยอนุญาติ   “เข้ามา”

ภายในห้องสมุดซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของปู่เขา เกรย์เดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามปู่

“เหนื่อยหน่อยนะเกรย์”โรดิออนเอ่ยบอกผู้เป็นหลานเพราะเขารู้ว่าหลานของเขาต้องแบกรับภาระอะไรต่างๆมากมายยิ่งมีอำนาจมากเท่าไร ผู้คนยิ่งหวั่นเกรง

“ครับ”เกรย์เอ่ยตอบรับ

“ทางสภากลางแจ้งว่าลักษณะของเธอคนนั้นทรงผมสีเงินยาวนัยต์ตาสีอเมทิส”     
“เธอเหรอครับ” เกรย์ทวนถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

โรดิออนถอนหายใจก่อนเอ่ยตอบว่า “ใช่”

ปู่และหลานคุยกันอยู่หลายชั่วโมง...



ในขณะเดียวกันในห้องนั่งรับแขก

หญิงสาวสูงวัยเอ่ยถามเขา“เกรย์เขาพาหนูที่เที่ยวที่เมืองคลากค์แล้วใช่ไหมจ๊ะ เป็นยังไงบ้างจ๊ะ^^”

สกายเล่าตั้งแต่วิธีการเดินทางมาที่นี่ครั้งแรก ท้องฟ้าจนถึงงานเทศกาลดวงดาวให้หญิงสาวใบหน้าสวยฟังอย่างร่าเริง^^∼


หลังจากฟังสกายเล่าเรื่องด้วยร้อยยิ้มแห่งความสุขมาร์เซียน่าก็เอ่ยขึ้นว่า“จริงๆแล้วมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเทศกาลแลร์รี่ ที่แปลว่าความาสุขจ๊ะ สาเหตุที่เรียกว่าแบบนั้นเพราะว่าช่วงเวลานี้พวกเราจะอวยพรให้คู่รักคู่หนึ่งสนใจฟังตำนานเรื่องนี้ไหมจ๊ะ” หญิงสาวสูงวัยเอ่ยอย่างใจดี


“สนใจครับ”สกายเอ่ยพร้อมกับพยักหน้าตอบร่างสูงอย่ากระตือรือร้น


นานมาแล้วมีผู้ชายคนหนึ่งนามว่าทรีส วันหนึ่งเขาอยากออกมาดูงานเทศกาลดวงดาวที่ชาวมิลกี้จัดขึ้น จนทรีสบังเอิญเดินเข้าไปสวนดอกไม้ของหญิงสาวชื่อแลร์รี่นางเป็นลูกสาวของกษัตริย์แห่งดวงดาว เมื่อทั้งคู่บังเอิญพบกัน ยามประสานตายตากันในครั้งแรก ทั้งคู่ก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน พวกเขาสองคนแอบพบกันจนกระทั่งกษัตริย์แห่งดวงดาวล่วงรู้ จนเกิดความไม่พอใจจึงกีดกั้นทั้งคู่ให้ห่างจากกันเพราะความเป็นห่วงลูกสาวเกรงว่าจะถูกหลอกลวง แลร์รี่ซึ่งถูกขังไว้ในมหาวิหารดวงดาวก็ร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจเป็นเวลาหลายเดือน ทว่าทรีสก็ฝันฝ่าอุปสรรค ทำให้ว่าที่พ่อตายอมรับ ไม่นานนักทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน

มาร์เซียน่าหยุดครู่หนึ่งและเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าเพื่อถ่ายทอดอารมณ์

ทว่า โชคชะตาก็เล่นตลกทำให้ทั้งคู่ต้องพรากจากกัน ในค่ำคืนหนึ่งนางหายไปพร้อมกับฝากคำพูดไว้ให้คนข้างหลังว่า ‘ เพราะรักจึงจำจาก ’  

หลังจากนั้นทรีสก็ตามหานางอย่างบ้าคลั่งตลอดระยะหลายพันกว่าปีที่ผ่านมา เขาคนนั้นไม่เลือกวิธีการที่จะตามหาเธอ แม้ว่าจะต้องพรากชีวิตใครไปก็ตามกาลเวลา ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสูญไปจากความทรงจำ ทรีสหายสาบสูญเหมือนผู้ที่ไม่เคยมีตัวตนบนโลกใบนี้

ท่านหญิงมาร์เซียน่าเล่าด้วยเสียงทั้งมีความสุขและเศร้าไปพร้อมกันตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อถ่ายทอดอารณ์ ตำนานแห่งความรักนั่น


สกายตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่ชั่วครู่ และก่อนจะเอ่ยถามป้ามาร์เซียน่าอย่างเศร้าสร้อยว่า “ตำนานนี้มีชื่อเรียกไหมครับ?”


  มาร์เซียน่าเอ่ยตอบเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตกลมโตที่ฟังเธอพูดอย่างตั้งใจ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่านัยน์ตาของตัวเองมีน้ำตาไหลลงมาข้างแก้มนวล   “มีจ๊ะ ชื่อว่า เทพผู้ซึ่งหลงรักแม่มด ”


‘เทศกาลนี้ก็ถือว่าเป็นอีกเทศกาลแห่งการรอคอยก็ได้จ๊ะ เพราะช่วงนี้เทศกาลแลร์รี่เป็นช่วงเวลาหยุดยาว  ที่พวกเรามิลกี้จะเดินทางมาพบกันมีงานเลี้ยงฉลอง งานเทศกาลปล่อยผลึกดวงดาว ถ้าเปรียบเทียบกับโลกข้างล่างจะคล้ายๆกับวันปีใหม่’

“สงสารเขานะครับทั้งๆที่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว” สกายพูดจบก็หันขึ้นไปมองบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ตอนนี้พร่างพราวไปด้วยผลึกดวงดาวหลากสีของผู้คนที่พากันออกมาอธิฐานขอพร


“นี่ก็ดึกมากแล้วป้าขอตัวก่อน ฝันดีนะหนูสกายนะจ๊ะ^^”  

สกายส่งยิ้มพร้อมเอ่ยตอบป้ามาร์เซียน่า “เช่นกันครับคุณป้า”


หลังจากมองร่างของหญิงสูงวัยเดินขึ้นบันไดวนหายไปจนลับสายตา สกายหันหน้าไปทางหน้าต่างของห้องนั่งเล่นอีกครั้ง


               ‘ เฮ้อ ขอให้เขาคนนั้นหาเธอเจอไวๆนะ’


บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา.... เหมือนกับที่เขาย้อนเวลามาที่นี่ไง...






#ขอบคุณนักอ่านที่ติดตามค่ะ  Good job (・ω・)b

#ส่วนใครไม่ชอบกดติดตามกดหัวใจให้ก็ได้นะค่ะ จุ๊บๆ XD

#ขอบคุณที่มาของรูปภาพ สำหรับเครดิตรูปภาพคลิ๊กที่รูปนะค่ะ.

ผลึกดวงดาวหลากสี

# ใครที่อ่านตอนดึกต้องขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ

สเต็กปลาอินทรี ราดซอสเทริยากิ

คาโบนาร่า

สเต็กหมู

20/2/2562 ปรับแก้ตัวหนังสือค่ะ ขอภัย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

14 ความคิดเห็น