หนี้พิศวาส (Debt love)

ตอนที่ 10 : บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    9 พ.ค. 54


 

หนี้พิศวาส 10

              บัวตองสะดุ้งเฮือกเมื่อปรมินทร์เอ่ยปากไล่โดยไม่หันมามองหากแต่หลับตานิ่งขบกรามกันแน่นจนเป็นสันนูน นั่นแสดงว่าเขากำลังเดือดดาลกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะไม่ชัดได้อย่างไรเล่า ในเมื่อทุกอย่างก็เห็นๆ อยู่ว่าอะไรๆ เป็นอะไร สาวใช้มีอาการหน้าตื่น อยากจะเข้าไปช่วยสาวน้อยผู้น่าสงสารก็อยากช่วย แต่ก็ยังไม่อยากที่จะตกงานด้วยเหมือนกันและอีกอย่าง เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องระหว่างปรมินทร์กับปลายเทียน ไม่ใช่เรื่อของคนใช้อย่างหล่อนที่จะเสนอหน้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว หน้าที่กับคำว่ามนุษยธรรมมันช่างเป็นเรื่องอะไรที่น่าหนักใจอย่างนี้ ในยามที่จะสามารถช่วยใครสักคนได้ในภาวะคับขัน หากแต่กลับช่วยไม่ได้ บัวตองรู้สึกสงสารปลายเทียนยิ่งนัก หญิงสาวต้องมาพบเจอกับความใจร้ายเอาแต่ใจของปรมินทร์เห็นทีจะรอดยากเสียแล้ว

              ไปสิ ปรมินทร์ตะโกนไล่อีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงอันกราดเกรี้ยว พอโดนไล่เป็นรอบที่สองบัวตองก็เหมือนจะเหาะมากกว่าที่จะเดิน บัวตองไปแล้วพร้อมกับปิดประตูเป็นให้เรียบร้อย เขาก็หันมาสั่งคนที่นอนค่ำหน้าร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยอำนาจว่า

              ลุกขึ้น แล้วก็ไปหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาใส่เสียให้เรียบร้อย อย่ามามัวนอนสำออยอยู่อย่างนี้ น้ำเสียงและคำพูดมันไปคนละทางกับใบหน้าและแววตาที่มองไปยังลูกหนี้สาวซึ่งเธอไม่อาจเห็นได้เพราะนอนค่ำหน้าอยู่บนเตียง เขารู้สึกเสียใจในการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจของตนแต่ก็อย่างว่าไม่มีทางที่เขาจะยอมรับความผิดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

              ฉันให้เวลาเธออีกห้านาที รีบแต่งตัวให้เสร็จ ฉันจะลงไปรอข้างล่างอย่าให้เกินเวลาที่กำหนด น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเมื่อเห็นปลายเทียนยังสะอื้นไห้ตัวสั่นไม่ยอมลุกไปทำตามคำสั่ง ปรมินทร์สะบัดหน้าหนีพร้อมกับเดินออกจากห้องไปแต่ก็ชะงักเท้าไว้ตรงหน้าประตูขณะที่มือกำลังจะหมุนลูกบิดประตู ดูเหมือนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาหันกลับมามองร่างที่นอนอยู่บนเตียงนั้นอีกครั้ง คราวนี้เขาหมุนตัวกลับเข้ามาใหม่และเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเปิดมันออกแล้วก็หยิบเสื้อที่แขวนอยู่มาอย่างสุ่มๆ ตัวหนึ่งพร้อมกับถอดไม้แขวนเสื้อออก โยนใส่ร่างนั้นอย่างไม่แยแสต่อความรู้สึก ก่อนที่เขาจะผละออกไปจากห้องจริงๆ

              รถเก๋งคันงามวิ่งเข้ามาจอดยังภายในบ้านหลังใหญ่ ไม่บอกก็รู้ดีว่าเป็นรถใครเพราะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีกับเจ้าของรถคันนั้น หญิงสาวในชุดเดรสสั้นเหนือเข่าสีโอรสและสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวยาวถึงสะโพกกำลังก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม กำไรผู้เป็นแม่บ้านรีบออกมาต้อนรับเมื่อรู้ว่าผู้มาเยือนนั้นเป็นใคร

              สวัสดีค่ะคุณโรส มาหาคุณเจมส์หรือคะ กำไรเอ่ยถามอย่างคนคุ้นเคยสนิทสนม

              ค่ะ ก็พี่เมศวร์ไม่อยู่นี่คะ ถ้าไม่เป็นเจมส์แล้วจะเป็นใคร รสสุคนธ์ตอบปนหัวเราะและคนถูกย้อนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะรู้ว่าคำพูดนั้นไม่ได้จริงจังอะไร  

              อย่างนี้คุณเจมส์ของป้าก็เป็นแค่ตัวสำรองน่ะสิคะ กำไรเหย้ากลับพลางหัวเราะ

              คงเป็นได้แค่นั้นแหละคะ อย่างคุณเจมส์ของป้าให้เป็นมากกว่านั้นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นปวดหัวตาย รสสุคนธ์ว่ามาหน้าตาย รู้ในนิสัยเพื่อนชายคนนี้ของหล่อนดี

              ... กำไรไม่พูดอะไรอีกนอกจากหัวเราะในคำพูดของหญิงสาวเท่านั้น หล่อนชอบและชื่นชมรสสุคนธ์เป็นการส่วนตัว ทั้งด้านนิสัยใจคอที่ไม่ถือตัวและเป็นมิตรกับคนในบ้าน หน้าตาและท่าทางความเป็นผู้ดีของหล่อนที่ถูกฝึกมาจาตระกูลของผู้ดี ทั้งชื่อเสียงและหน้าตาก็เหมาะสมแล้วที่หล่อนจะมาเป็นสะใภ้ของบ้านนี้

              เจมส์ทำอะไรอยู่คะป้า วันนี้ไม่เห็นเป็นไปทำงาน หญิงสาวหันมาถามอย่างเป็นการเป็นงาน หล่อนไปหาเขาที่บริษัทแต่เลขาบอกว่าวันนี้ไม่เข้ามา จึงต้องแวะมาหาถึงที่บ้านมาดูเสียหน่อย ปกติแล้วปรมินทร์ไม่เคยอู้งานอย่างนี้มาก่อน มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้เพื่อนของเธอไม่ยอมเข้าบริษัททั้งที่เป็นคนที่มีความรับผิดชอบนั้นสูงมาก ไม่ว่าจะเจ็บป่วยได้ไข้ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาที่จะทำให้เขาเสียงานเสียการได้เลยแม้แต่น้อย

              ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คุณโรสถามคุณเจมส์เอาเองแล้วกันนะคะเพราะเธอไม่ได้พูดอะไรกับป้าในเรื่องนี้ เข้าบ้านก่อนเถอะค่ะ ไปทานน้ำทานท่าเสียก่อนเดี๋ยวป้าจะให้คนไปตามคุณเจมส์มาให้ รสสุคนธ์ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่แม่บ้านบอก นี่แสดงว่าปรมินทร์ไม่ได้อยู่ในบ้านหรือยังไง ทำไมถึงต้องไปตาม ถึงจะสงสัยแต่หล่อนก็ไม่ได้เอ่ยถาม ยังคงทำหน้าเรียบนิ่งเรียบไม่แสดงอาการสงสัยใดๆ ให้เห็น รู้ดีว่าไม่ช้าไม่นานเรื่องราวทุกอย่างก็จะถูกเล่าออกมา ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ก็แม่บ้านคนนี้แหละ

              น้ำส้มคั้นเย็นๆ ค่ะคุณโรส กำไรนำน้ำส้มที่คั้นเสร็จเมื่อเช้าและแช่เก็บไว้ในตู้เย็นยกออกมาให้หญิงสาวทานอย่างเอาใจ ป้าให้กล่องไปตามคุณเจมส์มาให้แล้วนะคะ ประเดี๋ยวก็คงจะมา

              ขอบคุณค่ะ หญิงสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่ม กำไรเดินลับหายเข้าไปในครัวเพราะรู้ว่าหมดหน้าที่ของตนแล้ว จึงปล่อยให้หญิงสาวนั่งรอเพื่อนอยู่ตามลำพัง

              กล่องเดินหน้าตั้งตรงไปยังเรือนหลังเล็กทันทีตามคำสั่งของผู้เป็นแม่บ้าน เมื่อไปถึงก็ตรงเข้าไปหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อปรมินทร์เห็นท่าทางของกล่องแล้วก็อดรู้สึกประหวั่นอยู่ในใจ พลางคิดว่าคนใช้ของเขาคงมีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรเป็นแน่ถึงได้เดินหน้าตาตื่นเข้ามาแบบนี้

              คุณเจมส์ครับ เสียงของกล่องกระหืดกระหอบเพราะเหนื่อยจากการวิงพลางเดินพลาง ถึงระยะทางมันจะไม่ได้ไกลอะไรนักระหว่างเรือนหลังใหญ่กับที่นี่แต่ด้วยเพราะสภาพร่างกายของกล่องเองนั่นตากหากที่ทำให้เหนื่อยเร็ว ร่างกายที่เริ่มอวบอ้วนจากเมื่อแต่ก่อนอยู่มาก เนื่องจากชอบทานเหล้าทานเบียร์อยู่เป็นประจำเลยทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาประกอบกับไม่ยอมออกกำลังกายด้วยความขี้เกียจ เลยทำให้มีสภาพอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

              มีอะไรกล่อง

              ป้ากำไร ให้ผมมาตามครับ

              ตามทำไม มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ใบหน้าคมฉงนเล็กน้อย

              คือว่า... คุณโรส มาครับ นั่งรอที่ห้องรับแขกครับ พอได้ฟังเรื่องที่กล่องบอกแค่นั้นแหละ เขาก็แทบอยากจะซัดเข้าซักป๊าบกับไอ้คนใช้คนนี้เสียจริงๆ ให้ตายสิเขานึกว่ามีเรื่องอะไรเสียอีก ดูสิทำเอาเขาใจคอไม่ดีไปด้วย

              มานานหรือยัง น้ำเสียงของเขาฟังดูปกติมีแต่สายตาเท่านั้นที่สื่อให้รู้ว่าเขาไม่สบอารมณ์ที่กล่องหน้าตาตื่นเข้ามาบอกเรื่องแค่นี้

              แห่ะ แห่ะ ไม่นานครับเมื่อครู่นี้เอง กล่องหัวเราะเสียงอ่อยก่อนจะหลบออกไปยืนอยู่หลังโซฟาเพื่อหลีกทางให้แก่เขา ปรมินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางหันไปส่งสายตาดุๆ ให้คนใช้ที่ก้มหน้าก้มตาอยู่หลังโซฟา ก่อนที่จะตรงไปยังตึกใหญ่ เขาลืมเรื่องของปลายเทียนไปเลยเมื่อรู้ว่าใครที่กำลังรอพบอยู่

              เมื่อเข้ามายังในบ้านก็เห็นเพื่อนสาวนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายอารมณ์ที่โซฟาตัวใหญ่ในห้องรับแขก ใบหน้าสวยละจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่อ่านอยู่เมื่อรู้ว่าคนที่หล่อนรอนั้นมาแล้ว หญิงสาวยิ้มให้ก่อนจะวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ

              มานานหรือยังโรส ปรมินทร์เอ่ยถามพลางหย่อนกายนั่งโซฟาตัวเล็กอีกตัวที่อยู่เยื้อไป ยิ้มให้อย่าอารมณ์ดี

              ไม่นานหรอก แล้วเจมส์ล่ะไปไหนมา ทำไมต้องให้กล่องไปตาม ความสงสัยของหญิงสาวทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในตอนนี้มันเป็นความลำบากใจยิ่งนักที่จะบอกหรืออธิบาย มันยังไม่ถึงเวลาที่เพื่อนรักอย่างปาริฉัตรจะต้องรับรู้ เขาอยากปิดเรื่องของปลายเทียนไว้จนกว่าจะรู้อะไรที่แน่นอนและชัดเจนกว่านี้ เพื่อต่อไปเขาจะได้ตัดสินใจทำอะไรๆ ให้ง่ายขึ้น

              ก็ไม่ได้ไปไหนนี่ แค่เดินเล่นรอบบ้านเท่านั้น ถามทำไมเหรอ ปรมินทร์ทำตาใสถามกลับ

              เปล่า อืม... แล้วทำไมวันนี้ถึงไม่ไปทำงาน เป็นอะไร หรือว่าไม่สบายคนเป็นเพื่อนถามไถ่ด้วยความห่วงใยและอยากรู้สาเหตุ เพราะดูเขาไม่มีทีท่าเหมือนคนที่ไม่สบายเอาเสียเลย ทุกอย่างดูปกติเรียบร้อยดี เค้าของสาเหตุที่ทำให้หยุดงานนั้นคืออะไรหากว่าเขาสบายดี

              ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แค่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย ก็เลยเกงาน แต่ตอนนี้หายแล้ว สบายดี ปรมินทร์จำต้องโกหก เขาไม่สามารถพูดมันออกไปได้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าทำไมวันนี้เขถึงไม่ไปทำงาน

              รสสุคนธ์ฟังแล้วก็รู้สึกว่าฟังแล้วมันไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ คนบ้างานอย่างปรมินทร์น่ะหรือ หยุดงานเพียงเพราะปวดหัวนิดหน่อย มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น แต่ดูเหมือนว่าเขากำลำบิดบังอะไรสักอย่างอยู่เป็นแน่ ไม่เป็นไรถึงเขาไม่บอกในตอนนี้ หล่อนก็คิดว่าไม่ยากเลยที่จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

             ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ทีแรกตกใจหมดเลย คิดว่าไม่สบายหนักจนลุกไม่ขึ้นเสียอีก รสสุคนธ์ทำนิ่งเฉยไม่สนใจที่จะถามต่อทั้งที่ใจยังไม่เชื่อสนิท ปรมินทร์ไม่ชอบคนเซ้าซี้และยุ่งย่ามเรื่องส่วนตัวหากจะถามต่อก็เป็นเหมือนว่าหล่อนเข้ามาวุ่นวายและเพื่อนชายของเธอคนนี้คงจะไม่ชอบใจนัก ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็รู้นิสัยกันดี

              ขอบใจนะที่เป็นห่วงปรมินทร์รู้ดีว่ารสสุคนธ์กำลังสงสัยอะไรบางอย่างในตัวของเขา เพราะแค่มองตาก็รู้ คบหากันมานานมีหรือที่เขาจะมองมันไม่ออก เขาเองก็รู้สึกหนักใจอยู่ไม่ใช่น้อยที่ต้องปิดเรื่องนี้ไว้ เขาคงต้องรีบจัดการเรื่องของปลายเทียนอย่างเร่งด่วนเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นมีหวังถ้าเพื่อนสาวคนนี้ของเขารู้เข้าคงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่ารสสุคนธ์และและปาริฉัตรแฟนสาวของเขาเป็นญาติห่างๆ กัน หากเรื่องนี้ล่วงรู้เข้าถึงหูปาริฉัตรเมื่อไหร่มีหวังเขาตายแน่ ทำไมพ่อของเขาต้องทำแบบนี้ด้วยนะ มันเพราะอะไรและทำไม นี่คือข้อกังขาที่เขาไม่อาจรู้ได้จนกว่าพ่อของเขาจะกลับจากเมืองนอกเสียก่อน

              ที่ร้านเป็นยังไงบ้าง ตกแต่ภายในไปถึงไหนแล้ว เขาเอยถามถึงเรื่องร้านของเพื่อนสาวบ้าง อย่างน้อยก็เบี่ยงเบนให้รสสุคนธ์สนใจเรื่องอื่นแทนที่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา

              ขอบใจมากนะที่แนะนำสถาปนิกฝีมือดีให้ เขาทำงานได้ถูกใจเรามาเลย ดูเหมือนว่าจะเบนความสนใจของรสสุคนธ์ได้จริงๆ หากแต่เขาก็ไม่ได้วางใจได้ในทีเดียว เพราะรสสุคนธ์เป็นอะไรที่อ่านได้ยากอยู่เหมือนกันในเรื่องบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเขาเอง มันเป็นผลประโยชน์ที่จะรักษาไว้ให้ญาติของตัวเอง นี่เป็นประโยคที่หล่อนใช้ข่มขู่เขาอยู่เสมอเมื่อเจอเข้ากับความลับที่เขาปิดบังเอาไว้

              ดีใจนะที่โรสชอบ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโรสจะถูกใจหรือเปล่ากับสถาปนิกที่เจมส์หาให้ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ มั่นใจได้เลยว่าสถาปนิกคนนี้ เขาทำงานให้โรสสุดฝีมืออย่างแน่นอน ปรมินทร์บอกอย่างมั่นอกมั่นใจและเชื่อในฝีมือ จะไม่ให้เชื่อในฝีมือได้อย่างไรเล่าในเมื่อสถาปนิกคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง การันตีได้เลยเพราะกฤษฎาเพื่อนของเขาได้เกรียตินิยมอันดับหนึ่งตอนเรียนจบ และยังได้ถูกทาบทามจากบริษัทใหญ่หลายบริษัทติดต่อให้ไปทำงานด้วย คนเก่งมักจะมีทางเลือกมากว่าคนอื่นอยู่เสมอและกฤษฎาก็เลือกเข้าทำงานในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้

              เชื่อจ่ะ และก็เห็นกับตาแล้ว ว่าแต่เจมส์ไปรู้จักสถาปนิกคนนี้ได้ยังไงกัน โรสไปดูประวัติเขามาแล้วเกือบช็อกไม่อยากจะเชื่อเลย เขาเก่งจนติดอันดับนักออกแบบที่มีชื่อเสียง แนวหน้าของเมืองไทยเชียวนะ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเพื่อนสาวทำเอาปรมินทร์หัวเราะร่า ดูท่ารสสุคนธ์จะถูกใจกับสถาปนิกคนนี้จริงๆ ถึงกับลงทุนไปค้นดูประวัติกันเลย

              จะไม่เก่งได้ยังไง เกรียตินิยมอันดับหนึ่งของมหาลัย แถมยังทำงานที่บริษัทรับเหมาตกแต่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอีก

              ก็นั่นน่ะสิ ถึงได้อยากรู้ยังไงล่ะว่าเจมส์ไปรู้จักเขาได้ยังไงกัน หญิงสาวถามด้วยความตื่นเต้น

              รู้จักกันตั้งนานแล้ว เขาเป็นเพื่อนเจมส์เอง เพื่อนสนิทด้วย จบคำบอกเล่าของปรมินทร์รสสุคนธ์ถึงกับตาโต ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาจะมีสถาปนิกดังระดับประเทศเป็นเพื่อนสนิท

              อะไรนะ นี่เจมส์กับสถาปนิกคนนั้นเป็นเพื่อนกันอย่างนั้นเหรอ ไม่อยากเชื่อ นี่เรารู้จักกันมานานแค่ไหนแล้ว ทำไมโรสไม่รู้เรื่องเลยว่าเจมส์มีเพื่อนเป็นสถาปนิกแล้วแถมเป็นคนดังอีกต่างหาก หญิงสาวตัดพ้อที่รู้ความจริง หล่อนไม่เคยระแคะรายหรือรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนทั้งที่รู้จักคบหากันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ถึงจะรู้จักกันมานานแต่ก็ใช่ว่าจะรู้ทุกย่างในตัวของผู้ชายคนนี้ได้

              กฤษกับเจมส์รู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว เรายังไม่เลิกคบหากันถึงจะเรียนคนละมหาลัยก็เถอะ อีกอย่าง เจมส์ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไรเพราะกฤษมันไม่ค่อยสนใจใครอยู่แล้ว ความจริงแล้วกฤษมันเป็นคนรักสันโดษ แต่ที่ต้องเข้าสังคมก็เพราะหน้าที่การงาน อีกอย่างใจมันรักทางนี้ก็เลยจำต้องปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับสังคมให้ได้ นี่ถ้าเป็นตอนมัธยมนะ ไม่มีทางหรอกที่มันจะคุยกับโรสถึงจะรู้จักเป็นเพื่อนกันก็เถอะ เรื่องผู้หญิงมันไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ

              หมายความว่าไง เขาเป็นเกย์เหรอ รสสุคนธ์ถามหน้าตาตื่น

              เปล่า... กฤษมันไม่ได้เป็นเกย์ เป็นผู้ชายนี่แหละ ไอ้กฤษมันรักเดียวใจเดียวไม่มองผู้หญิงคนไหนเลยนอกจากคนที่มันหมายตาไว้ แต่อนิจจาผู้หญิงคนนั้นกลับไม่สนใจมันเลยจนทุกวันนี้แต่งงานแต่การมีลูกสองไปแล้ว เล่าไปยิ้มไปเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตของเพื่อนรักอย่างกฤษฎา

              อะไรนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย เพื่อนเจมส์คนนี้จะมั่นคงในเรื่องความรักขนาดนั้น ดูเขาก็ไม่ได้เป็นคนจริงจังกับชีวิตสักนิดเลยนี่นา...

              ภายนอกไม่มีใครรู้หรอก ต้องลึกซึ้งแบบเจมส์นี่ถึงจะรู้

              ก็โรสไม่ใช่เพื่อนเขานี่นา... จะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร หญิงสาวตะหวัดหางตาค้อนให้พลางถามถึงเรื่องของปรเมศวร์ขึ้น ได้คุยกับพี่เมศวร์บ้างหรือเปล่าเจมส์ ช่วงนี้เราไม่ได้คุยกับพี่เมศวร์เลย โทรทางไกลไปหาสายก็ไม่เคยว่าง พอเอ่ยถึงปรเมศวร์นัยน์ตาสวยก็ดูจะเศร้าลง

              ไม่ได้คุยเหมือนกัน ส่วนมากจะคุยแต่กับพ่อ สงสัยคงงานยุ่งกันล่ะมั้งเพราะพ่อก็คุยกับเจมส์แป๊บๆ ไม่นาน ปรมินทร์รู้ดีว่าเพื่อนสาวนั้นรู้สึกอย่างไรในยามนี้ พี่ชายของเขาก็เอาแต่ทำงานไม่ค่อยได้สนใจรสสุคนธ์เหมือนอย่างแต่ก่อน ยิ่งอยู่ห่างไกลกันก็เหมือนยิ่งห่างออกไปทุกที ดีที่ว่าได้หมั่นหมายกันเอาไว้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้รสสุคนธ์คงเผ่นแนบไปนานแล้วคงไม่ทนอยู่อย่างนี้แน่นอน

              อย่าคิดมากไปเลยโรส พี่เมศวร์ทำแต่งานจนบางครั้งก็ละเลยไปบ้าง เอาอย่างนี้ดีไหม ถ้าพี่เมศวร์กลับมาจากอเมริกาเมื่อไหร่ เจมส์จะลองคุยให้ ปรมินทร์ไม่รู้จะช่วยเพื่อนรักอย่างไรดี อีกคนก็พี่ชายที่ทำแต่งานติดตามพ่อทุกฝีก้าวราวกับเงาตามตัว ไร้อิสระเหมือนอย่างเขา อีกคนก็เพื่อนที่ต้องมาทนอยู่กับคนบ้านงานจนลืมคนรอบข้างแม้แต่คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต แต่ทั้งคู่ไม่ได้คิดที่จะเลือกกันและกันมาก่อน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบและจัดการให้โดยที่คนทั้งสองไม่สามารถปฏิเสธได้

              ไม่ต้องหรอกเจมส์ โรสเข้าใจ แต่แค่... มันอดที่จะรู้สึกน้อยใจไม่ได้เท่านั้นเอง ช่างมันเถอะ โรสจะพยายามทำใจกับเรื่องนี้ ความจริงแล้วโรสนะจะชินกับมันได้แล้วนะว่าไหม ตั้งแต่ตกลงหมั้นกับพี่เมศวร์ก็น่าจะรู้แล้วว่ามันจะเป็นยังไง พี่เมศวร์ก็บ้างาน เจมส์ก็บ้างาน ไม่ต่างกันเลยทั้งพี่ทั้งน้องเลย

              เอ้า... ไหนจู่ๆ มาว่าเจมส์ล่ะ เจมส์เกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย ปรมินทร์หน้าตาตื่นเมื่อถูกดึงเข้าไปเอี่ยวด้วย

               ไม่รู้แหละ เจมส์เป็นน้องพี่เมศวร์ พี่เมศวร์ไม่อยู่เจมส์ก็ต้องรับแทน รสสุคนธ์กลายเป็นคนไม่มีเหตุผลไปซะอย่างนั้น เพียงเพื่อนที่จะให้เพื่อนรักเป็นที่ระบายให้หล่อนได้ผ่อนคลายได้บ้าง ซึ่งเขาเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจ

              วันนี้โรสอยู่ทานข้าวเย็นกับเจมส์นะ จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่องเป็นเอ่ยชวนหล่อนทานข้าวเสียอย่างนั้น รสสุคนธ์ตามแทบไม่ทันในอารมณ์ของเขาวันนี้ ปกติถ้าหล่อนมาหาที่บ้านเขาก็มักจะชวนออกไปทานข้าวนอกบ้านอยู่เสมอ

              เจมส์ชวนโรสทานข้าวที่บ้าน มาแปลกแฮะวันนี้ มีอะไรหรือเปล่าถึงได้คิดชวนทานข้าวที่บ้าน หรือว่าเกิดเหงาขึ้นมา ไม่มีสาวๆ ทานข้าวด้วยแล้วหรือไงจ๊ะ หญิงสาวได้ทีแซวขึ้นเล่นเอาคนชวนถึงกับหัวเราะร่าอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี

              เปล่าไม่ใช่อย่างนั้น วันนี้มันรู้สึกขี้เกียจอย่างไรไม่รู้ ไม่อยากออกไปไหนเลย ยอมรับก็ได้ว่าเหงา เหงาจริงๆ วันนี้ ไม่มีคนทานข้าวเป็นเพื่อนน่ะมันเหงารู้ไหม เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าสวยของเพื่อนสาวจนจมูกเกือบชนกัน รสสุคนธ์แทบผละอย่างไม่ทันตั้งตัวที่เขาเล่นแบบนี้

              ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแสดงความเสียใจด้วยเจ้าคะ พ่อรูปหล่อ เผอิญว่าวันนี้คุณพ่อกับคุณแม่ท่านเชิญเพื่อนมาที่บ้านและเราก็ได้เวลากลับบ้านพอดี... คงจะอยู่ทานข้าวด้วยไม่ได้แล้วล่ะ ไว้วันหลังแล้วกันนะจ๊ะ ทานคนเดียวไปก่อนนะ... รสสุคนธ์ว่าพลางลุกขึ้นจ้องหน้าเขา แล้วก็ลอยหน้าลอยตาคล้ายกับจะเยาะเย้ยแบบสนุกๆ ตามประสาเพื่อน

              จะกลับจริงๆ หรือเนี่ย ว้า... ถูกทิ้งซะงั้นเรา อะไรมาแค่นี้ก็จะกลับซะแล้ว... ปรมินทร์ทำเสียงละห้อยพร้อมกับลุกขึ้น

              ก็มันช่วยไม่ได้จริงๆ นี้นา... เอาไว้วันหลังแล้วกันนะ รสสุคนธ์เดินเข้ามากอดแขนแหงนหน้ามอสบตาพร้อมกับทำตาปริบๆ ช่วยไปส่งที่รถหน่อยสิ พ่อรูปหล่อ นะนะแล้ววันหน้าจะเลี้ยงข้าวแทนแล้วกัน รสสุคนธ์ทำเสียงอ้อน วันนี้เธอติดนัดทานข้าวกับที่บ้านจริงๆ ไม่อย่างนั้นก็คงจะอยู่ทานข้าวเย็นเป็นเพื่อนตามคำเชิญของเขา เพราะหล่อนเองก็รู้สึกเหงาและว้าเหว่ คล้ายกับว่าอยู่เพียงลำพังคนเดียวในเมืองอันกว้างใหญ่ ทั้งที่ผู้คนออกจะพลุกพล่านวุ่นวายในเมืองหลวงของประเทศ

               เฮ้ย... งั้นก็ได้ แต่ต้องเป็นอาหารแพงๆ นะ ไม่แพงไม่ไป คนพูดสีหน้าไม่จริงจัง รอยยิ้มเก๋ที่มุมปากนั้นทำให้ใบหน้าคมดูหล่อเหลายิ่งกว่าเดิม

              ระดับชั้นพัตตาคารเลยก็ได้ รสสุคนธ์บอกอย่างเอาใจ

               รับปากแล้วนะ ห้ามผิดคำพูดเชียวแล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

               เสียงหัวเราะที่แสดงถึงความสุขทำให้คนที่นั่งแอบอยู่ในครัวพลอยยิ้มไปด้วย ปรมินทร์เดินไปส่งเพื่อนสาวที่รถเรียบร้อย รสสุคนธ์กลับไปแล้วเขาก็กลับเข้ามายังภายในบ้านเพื่อที่จะกำชับกับทุกคนเรื่องของปลายเทียน ห้ามให้รู้ถึงหูของรสสุคนธ์เป็นเด็ดขาดจะต้องปิดเรื่องนี้ไปจนกว่าพ่อของเขาจะกลับมาจากอเมริกา ปรมินทร์เรียกหากำไรและลุงจิตเข้ามาสั่งความเรื่องของปลายเทียน ห้ามแพร่งพรายออกไปจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร

              ทางด้านปลายเทียนหลังจากที่เขาสั่งให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและให้ลงมาหาเขาข้างล่าง ขณะนี้เธอนั่งตัวสั่นเพราะไข้ขึ้นอีกรอบอยู่ที่โซฟา ถึงแม้บัวตองจะพยายามพาขึ้นไปยังห้องนอนก็ไม่ยอมไป เพราะกลัวเขาจะอาละวาดเหมือนเมื่อครู่หากไม่ยอมทำตามคำสั่ง

              โถ่... น้องปลายอย่านั่งทรมานตัวเองอยู่อย่างนี้เลยค่ะ ขึ้นไปนอนพักบนห้องดีกว่า บัวตองพยายามอ้อนวอนอีกครั้งเพราะสงสารหญิงสาวเหลือเกิน ปลายเทียนนั่งหน้าซีดไร้สีเลือด ตัวสั่นงันงกหนาวเพราะอาการไข้เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ทว่าก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน

               แล้วถ้าเขากลับมาไม่เจอปลายอยู่ตรงนี้ล่ะคะ จะเกิดอะไรขึ้น ปลายกลัวค่ะพี่บัว เขาอารมณ์ร้าย ต้องอาละวาดปลายอีกแน่ถ้าไม่เห็นปลาย เขาต้องคิดว่าปลายไม่ยอมทำตามคำสั่งเขาอีก ปลายกลัวค่ะ ปลายเทียนบอกเสียสั่น ประหวั่นพรั่นพรึง เธอเพิ่งเจอความโหดร้ายของเขามาเมื่อครู่เธอไม่อยากที่จะเจอกับมันอีก หญิงสาวไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยในชีวิตว่าจะต้องมาเจอคนที่โหดร้ายอย่างปรมินทร์ เธอเพียงคิดว่าคนเราเข้าใจกันได้พูดคุยกันรู้เรื่องก็เพราะยอมรับฟังเหตุผลของกันและกัน จนมาเจอกับตัวเองเข้าถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่กับทุกคนเสมอไป ครอบครัวของเธออาจจะเป็นอย่างนั้น ทุกคนเข้าใจและยอมรัยเหตุผลของกันและกัน มีเพียงเรื่องเดียวที่เธอไม่สามารถเข้าใจได้ก็คือ ทำไมต้องเป็นเธอที่จะต้องมารับภาระอันหนักอึ้งนี้แต่เพียงผู้เดียว ทำไมเธอถึงต้องเป็นตัวแทนของการใช้หนี้ทั้งหมดของครอบครัว ทำไมต้องเป็นเธอ

               ไม่ต้องกลัวค่ะน้องปลาย พี่บัวจะออกรับแทนเอง ถ้าคุณเจมส์จะทำร้ายน้องปลายอีกพี่บัวจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องน้องปลายเองค่ะ บัวตองบอกด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนหน้านี้ที่ไม่กล้าช่วยเพราะยังตกใจอยู่แต่ตอนนี้ความกล้ามีเต็มร้อยรับรองว่าตนจะไม่ยอมยืนมองเฉยๆ ให้เจ้านายทำร้ายผู้หญิงหน้าสงสารคนนี้ได้อีก ปลายเทียนน้ำตาคลอเบ้าเมื่อบัวตองออกตัวปกป้อง คนที่ขาดที่พึ่งไร้มิตรอย่างเธอก็เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้แล้งและเมื่อมีคนที่หวังดียื่นมือเข้ามาที่จะช่วยเหลือ หยิบยื่นความเอื้ออาทรให้ก็เหมือนพบเจอแหล่งน้ำกลางทะเลทรายอันร้อนระอุและไร้จุดหมายปลายทาง หญิงสาวซาบซึ้งในความมีน้ำใจของบัวตองอย่างล้นเหลือจนพูดไม่ออก น้ำตาไหลอาบสองแก้มอีกครั้ง เธออ่อนแอเหลือเกิน เธอสู้ใครไม่ได้ ใจไม่กล้าพอ บางครั้งที่อยากจะเถียงก็ไม่กล้าหรือแม้จะกล้าก็คิดคำที่จะเถียงไม่ทัน ถึงได้ยอมให้ใครๆ รังแกอยู่อย่างนี้เรื่อยมา ตั้งแต่เล็กจนโตเธอยอมตลอดและทุกอย่างไม่ว่าจะอะไร หญิงสาวไม่กล้ามีปากเสียงใดๆ กับคนในครอบครัว ได้แต่เก็บเรื่องราวทุอย่างไว้เพียงคนเดียวเท่านั้น

              น้องปลายร้องไห้อีกแล้ว... อย่าร้องอีกเลยนะคะเดี๋ยวจะไม่สบายหนักกว่าเดิม หยุดร้องนะคะ... บัวตองโอบกอดหญิงสาวไว้หลวมๆ มือก็ลูบแผ่นหลังแบบบางปลอบโยน

              ภาพที่เห็นบัวตองปลอบโยนปลายเทียนอยู่ขณะนี้ทำให้ปรมินทร์ยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู เห็นแล้วก็รู้สึกสลดใจ เขาคงกลายเป็นซาตานร้ายไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ แม้แต่บัวตองเองก็ยังคิดเช่นนั้น ออกโรงปกป้องหญิงสาวทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกันไม่นาน นิสัยใจคอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้ว เขาเองก็ไม่เคยที่จะให้โอกาสกับปลายเทียนได้แสดงตัวตนว่าเป็นคนอย่างไรออกมาให้เห็น นอกจากการดูถูกเหยียดหยามต่างๆ นานาอย่างเดียวเท่านั้น

              ปรมินทร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ นัยน์ตาคมมองผู้หญิงสองคนกอดกันกลมด้วยอาการเห็นอกเห็นใจแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

              คุณเจมส์ไม่เข้าไปข้างในหรือครับ เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน กล่องผู้รับใช้ใกล้ชิดเขานั่นเอง ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาถามใกล้ๆ ทำให้เขาแทบผงะ ตกใจจนหัวใจหล่นไปอยู่หัวแม่เท้า

              ปรมินทร์ไม่ตอบคำถามหากแต่มองเจ้าคนใช้ด้วยสายตาขุ่นๆ ที่เข้ามาทำลายภวังค์ของเขาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขาอยากจะซัดคนใช้ตัวดีเสียจริงๆ ให้ตายสิ สองครั้งสองคราแล้วที่เขาต้องตกอยู่ในอาการสะดุ้งผวาอย่างนี้ ส่วนสองหญิงที่นั่งกอดกันเมื่อได้ยินเสียงของกล่องก็รีบผละออกจากกัน ปลายเทียนรีบปาดเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ ส่วนบัวตองก็เดินออกมารับหน้าเจ้านายหนุ่ม

              คุณโรสกลับไปแล้วหรือคะ ถึงจะออกมารับหน้าแทนแต่ก็ไม่มีอะไรจะพูดจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ไม่ควรจะถาม ทั้งที่ในใจก็รู้ว่าเจ้านายของตนต้องย้อนให้อย่างเจ็บแสบ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้

               แล้วเห็นไหมล่ะ เขาหมายถึงคนที่ถูกถามหา หากถ้ายังไม่กลับก็คงจะเห็น บัวตองหน้าเสีย กลอกหน้ากลอกตาอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมหลบทางให้เขาเข้ามาข้างใน

              ตกลงว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน ฉันหรือบัว ปรมินทร์ถามเสียงห้วน สีหน้าแสดงถึงความไม่พอใจที่สาวใช้มายืนดักหน้าขวางทาง

              “…ขอโทษค่ะคุณเจมส์ บัวตองเอ่ยเสียงอ่อยค่อยๆ หลีกทางให้ด้วยอาการอ้อยอิ่ง

              ปรมินทร์สาวท้าวยาวๆ เข้าไปหาคนป่วยที่นั่งโงนเงนอยู่ที่โซฟา ปลายเทียนรู้สึกหมดสิ้นเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกหรือขยับหนี เธอหนาว หนาวเหลือเกิน มันเกิดจากพิษไข้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับความหวาดกลัวที่มีต่อปรมินทร์ ทำให้จิตใจนั้นอ่อนแอ ยิ่งในยามนี้ เมื่อหัวใจไม่เข้มแข็งร่างกายก็ย่อมจะอ่อนแอตามไปด้วย

              ไง... อาการดีขึ้นแล้วใช่ไหม เอ่ยถามพร้อมกับทรุดตัวนั่งลงใกล้ๆ หากแต่หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาตอบ ปลายเทียนก้มหน้าสั่นหัวเป็นการปฏิเสธแทน แล้วในทันใดนั้นปลายเทียนก็ต้องสะดุ้งเมื่อเขาเอามือมาอังหน้าผากของเธอ ไอร้อนกระทบผิวเมื่อเขาสัมผัสถูกหน้าผาก ตัวของหญิงสาวร้องราวกับไฟ เขาเองก็ใจหายอยู่ไม่น้อยไม่คิดว่าเธอจะอาการหนักอย่างนี้ เธอตัวร้อนเหมือนเมื่อคืนนี้อีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ขบรามแน่นจนเป็นสันนูน ความสงสารวิ่งปราดสู่หัวใจที่มีความอัคติให้อ่อนยวบทันที

              ถ้ายังไม่หายดีก็ไปพัก มานั่งตัวสั่นอยู่ได้ คำพูดของเขาเบาเหมือนกระซิบ ให้ได้ยินเพียงสองคน คนป่วยนั้นแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง เธอคงหูไม่ฝาดไปใช่ไหม? เขาไล่ให้เธอไปนอนพักทั้งที่เขาเป็นคนออกคำสั่งให้เธอมาพบอย่างนั้นหรือ คนอะไรเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายตามแทบไม่ทัน ก่อนจะออกจากบ้านไปอารมณ์ร้ายยิ่งกว่าเสือแต่พอกลับเข้ามาอีกครั้งก็กลายเป็นอีกคน นี่เขาเป็นอะไรกันแน่ ระหว่าซาตานกับอะไรดีล่ะ หญิงสาวยังหาคำมาต่อประโยคหลังไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นเขาเป็นคนแบบไหน บัวตองที่ยืนเยื้องไปไม่ไกลนักก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงพึมพำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ กล่องเองซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเหมือนกัน ก็มีอาการเช่นเดียวกับภรรยา คือเงี่ยหูฟัง

              บอกไว้ก่อนนะ อย่าขัดคำสั่งฉันอีก นัยน์ตาคมคู่นั้นตอนนี้ดูมันอ่อนโยนผิดไปราวกับคนละคนจริงๆ ริมฝีปากบางแดงเรื่อเพราะพิษไข้กำลังสั่นระริก นัยน์ตาคู่สวยก็เริ่มโรยปรือเพราะเหนื่อยอ่อนหนาวสั่น หากแต่อาการพวกนั้นกลับเป็นที่น่าสัมผัสยิ่งนักสำหรับคนมองในขณะนี้ ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าได้เผลอมองและคิดไปถึงไหน กว่าจะได้สติกลับมาอีกครั้งก็ตอนที่หญิงสาวทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังพูดอะไรสักอย่างแต่เขากลับไม่ได้ยิน ปรมินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ เบือนหน้าหันไปมองทางอื่นก่อนจะเอ่ยอะไรออกไปที่ทำให้บัวตองถึงกับตาโตหูผึ่ง

              บัว พาปลายเทียนไปนอนพัก ไข้ขึ้นสูงเดี๋ยวก็ช็อกตายกันพอดีหากยังนั่งอยู่ตรงนี้ เร็วๆ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ เมื่อได้ยินแล้วบัวตองก็แทบจะวิ่งเข้ามาหาปลายเทียน ร่างของคนป่วยค่อยๆ ถูกพยุงให้ลุกขึ้นและตรงไปยังห้องนอนทันที หากช้ากว่านี้หญิงสาวอาจจะอาการหนักยิ่งกว่าเดิมอย่างที่เขาว่า ปรมินทร์มองตามหลังไปอย่างเป็นห่วงหากแต่ไม่แสดงออก ใบหน้าคงยังคงนิ่งเรียบไม่แสดงอาการใดซึ่งแตกต่างจากคำพูดอย่างสิ้นเชิง แต่คนที่เข้าใจเขาดีที่สุดตอนนี้ก็คงเห็นจะเป็นกล่องคนใช้ส่วนตัวและใกล้ชิดเขามากกว่าใครๆ นิสัยของเจ้านายหนุ่มเป็นอย่างไรนั้น กล่องย่อมรู้ดีกว่าใครๆ เป็นไหนๆ เพราะคอยรับใช้ใกล้ชิดมานานหลายปี ในบางมุมที่ใครไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นซึ่งกล่องเองประจักกับตัวมาแล้ว ปรมินทร์ปากร้ายก็จริงเอาแต่ใจก็เก่งหากแต่เป็นคนที่จิตใจดี ยกเว้นกับคนที่เขาไม่คิดจะดีด้วย นั่นแหละความร้ายกาจยิ่งกว่าอะไรและร้ายได้คงเส้นคงวาแบบชนิดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ

              สองวันแล้วที่ปลายเทียนนอนซมเพราะเป็นไข้ ส่วนปรมินทร์เองก็ไม่ได้ที่จะคิดพาเธอไปหาหมอหากแต่เรียกหมอประจำตระกูลมาตรวจอาการและให้ยาลดไข้ไปตามที่ตรวจ ถึงคุณหมดประจำตระกูลจะแนะนำว่าให้พาไปโรงพยาบาลจะดีกว่าเขาก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่อย ไม่มีสาเหตุและไม่มีเหตุผลที่ทำอย่างนั้นให้แก่คุณหมอได้รู้ว่าทำไม

              พี่บัวๆ เสียงเรียกของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นขณะที่บัวตองกำลังจะเอาข้าวต้มไปให้ปลายเทียนที่เรือนหลังเล็ก บัวตองหันไปมองเจ้าของเสียงที่ดูจะคุ้นหู และก็เห็นแอบเปิ้ลยิ้มแฉ่งอยู่หน้าประตูห้องครัว

              มีอะไรหรือแอบเปิ้ล บัวตองถามด้วยความฉงนที่เห็นเด็กสาวยิ้มไม่ยอมหุบอยู่เช่นนั้น

              พี่บัวจะไปไหนหรือจ๊ะ เสียงใสถามมาด้วยความอยากรู้ หากแต่ความจริงเด็กสาวก็รู้อยู่แกใจดีอยู่แล้วว่าบัวตองกำลังจะไปไหนและไปทำอะไร เพราะจากคำบอกเล่าของกำไรผู้เป็นป้าที่เล่าให้ฟังตั้งแต่แรกที่ปลายเทียนเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ซึ่งแอบเปิ้ลเองก็เคยได้พบกันมาแล้ว แต่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอและสนใจอีกเพราะอยู่ในช่วงของการอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก เมื่อการสอบเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก เด็กสาวพร้อมแล้วที่จะได้เข้าไปทำความรู้จักกับสมาชิกใหม่ของบ้าน

               จะไปเรือนหลังเล็ก ทำไมหรือ บัวตองเงยหน้าขึ้น ถามมา

               พี่บัวจะเอากับข้าวไปให้พี่คนนั้นใช่หรือเปล่า... แอบเปิ้ลเดินเข้ามาหาคนที่ตักข้าวต้มใส่ชามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมออกเดินทางไปยังเรือนหลังเล็กทันที

               ใช่... ทำไม

               ไปด้วยคนสิพี่บัว คำขอของเด็กสาวทำให้บัวตองถึงกับตาโต และแปลกใจ

               ไปด้วย... บัวตองทวนคำสาวน้อยที่ยืนอยู่ไม่ห่าง พลางมือบางก็เอื้อมมาหยิบชามข้าวต้มไปไว้ในมือ

              ใช่ไปด้วย ฉันอยากเห็นหน้าพี่คนนั้น... เขามาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันแล้ว ฉันเพิ่งเจอเขาแค่ครั้งเดียวเอง ให้ฉันไปด้วยนะพี่บัว แอบเปิ้ลขอร้องอ้อนวอนจนบัวตองรู้สึกแปลกใจระคนสงสัย ทำไมเด็กสาวถึงได้อยากเห็นหน้าปลายเทียนขนาดนั้น

              แล้วเราจะอยากเห็นหน้าเขาไปทำไม เห็นแล้วได้อะไร

              ก็ไม่ได้อะไรหรอก เพียงแค่รู้สึกว่าถูกชะตาตั้งแต่แรกเจอแค่นั้นเอง พอได้ยินอย่างนั้นบัวตองถึงกับหัวเราะออกมางอหายในคำพูดของเด็กสาว ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อว่าแอบเปิ้ลนี่ช่างสรรหาคำพูดมาพูดเสียจริงๆ

              เออแน่ะ ช่างพูดซะจริงนะเราน่ะ งั้นก็ไปได้แล้ว เดี๋ยวน้องปลายหิวแย่ ต้องรีบทานข้าวทานยา ไม่สบายมาหลายวันแล้วไม่เห็นคุณเจมส์พาไปหาหมอซะที ว่าพลางเดินนำเด็กสาวออกจากห้องครัวตรงไปยังเรือนหลังเล็กทันที

              ทำไมล่ะพี่บัว พี่คนนั้นไม่สบายแต่ทำไมคุณเจมส์ถึงไม่พาไปโรงพยาบาล หรือว่าไม่เป็นอะไรมากคุณเจมส์เลยไม่พาไป แอบเปิ้ลตาโตถามระคนสงสัยพร้อมกับแสดงความคิดเห็นในคราวเดียวกันแต่บัวตองก็แย้งมาว่า

              ใครบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ตัวร้อนยังกับไฟ กว่าไข้จะลดก็แทบแย่อยู่เหมือนกัน พี่เองก็ไม่เข้าใจคุณเจมส์เธอเหมือนกันนั่นแหละ ว่าทำไมถึงไม่พาน้องปลายไปหาหมอ แต่กลับเรียกคุณหมอพรเทพให้มาตรวจที่บ้านแทน ดีที่ไม่ช็อกตายไปเสียก่อน คุณเจมส์ของเรานี่ก็เดายากเสียเหลือเกินจะอะไรนักหนากับผู้หญิงตัวเล็ก เฮ้ย... บัวตอนถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจกับเรื่องที่ผ่านมา

              จริงหรือพี่บัว ไม่น่าล่ะเมื่อวันก่อนแอบเปิ้ลเห็นคุณหมอมาที่บ้าน แต่สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่นัก เดินไปบ่นพึมพำอะไรไปด้วยไม่รู้ ขนาดแอบเปิ้ลหยุดทักทายตอนเดินสวนกันคุณหมอแกยังไม่มองเลย

              คุณหมดพรเทพก็คงระอาคุณเจมส์เธออยู่เหมือนกันนั่นแหละพี่ว่า คนอะไรเอาแต่ใจไม่มีใครเกิน เฮ้ย... บัวตองถอนหายใจเป็นครั้งที่สอง เล่นเอาคนเดินตามหลังถึงกับขมวดคิ้วฉงน จะอะไรกันนักหนานะ ถอนหายใจอยู่ได้ แอบเปิ้ลนึกขัดอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เมื่อมาถึงเรือนหลังเล็กบัวตองก็พาเด็กสาวขึ้นไปบนห้องที่ปลายเทียนนอนซมอยู่หลายวัน และวันนี้ดูเหมือนว่าหญิงสาวเริ่มที่จะมีอาการดีขึ้น เพราะเมื่อเข้ามายังภายในห้องนอนก็เห็นปลายเทียนเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี สีหน้าเริ่มมีสีเลือดไม่ซีดเซียวเหมือนอย่างเมื่อวาน

              น้องปลายลุกไหวแล้วหรือคะ บัวตองรีบเข้าไปประคองหญิงสาวแต่ปลายเทียนปฏิเสธความหวังดีนั้น และด้วยความเกรงใจเธอกลับเป็นคนประคองบัวตองให้มานั่งลงยังเตียงนอนแทน

              ปลายดีขึ้นมากแล้วค่ะพี่บัว ขอบคุณมากนะคะที่คอยดูแลปลายมาโดยตลอด ปลายเทียนไหว้ขอบคุณที่หัวไหล่ของคนที่มีพระคุณคอยดูแลเธอจนหายจากอาการเจ็บป่วย

              ไม่ต้องไหว้ค่ะ ไม่ต้องไหว้ บัวตองรวบสองมือบางไว้พร้อมกับบีบเบาๆ พี่บอกน้องปลายไปแล้วไม่ใช่หรือคะ ว่ามันเป็นหน้าที่ไม่ว่าจะยังไงก็ช่างเถอะคะ อย่าถือเอามาเป็นบุญคุณเลย พี่บัวเต็มใจที่จะดูแลน้องปลายเท่าที่จะทำได้และได้รับคำสั่ง เมื่อดีขึ้นแล้วก็ดีค่ะพี่บัวจะได้เบาใจ แต่ก็ไม่วางใจหรอกนะคะน้องปลาย มาทานข้าวก่อนดีกว่าค่ะ จะได้ทานยา บัวตองหันไปทางแอบเปิ้ลที่ยืนมองการกระทำของทั้งคู่อยู่เยื้องไป เด็กสาวเดินเอาชามข้าวต้มไปวางไว้หัวที่โต๊ะหัวเตียงให้ พลางเอียงคอหันมามองหน้าคนที่อยากจะเจอและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ปลายเทียนยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรเช่นกัน ปลายเทียนมองเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างครุ่นคิด คับคล้ายคับคลาเหมือนเคยพบกันมาก่อน ไม่ทันที่จะได้เอ่ยถามอะไรคนที่มองมาก่อนก็เอ่ยขึ้น

               พี่คนสวยจำฉันไม่ได้หรือ คนที่เอาหมอนไปให้พี่ยังไงล่ะ แอบเปิ้ลว่ามาเพราะเห็นเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นทีใบหน้าของปลายเทียน หญิงสาวยิ้มออกเมื่อนึกขึ้นได้ ใช่เด็กคนนั้นจริงๆ

               อ๋อ... จำได้แล้ว น้องนั่นเอง ปลายเทียนยิ้มให้

              หนูชื่อแอบเปิ้ลค่ะ พี่ชื่อปลายใช่ไหมคะ ได้ยินพี่บัวเรียก ไม่ต้องให้ใครบอกหรือพูดอะไร เด็กสาวก็จัดการพูดเองตอบเองทุกอย่าง ปลายเทียนยิ้มขำๆ กับคำถามของเด็กสาวที่ดูเหมือนจะช่างพูดอยู่หน่อย พลางมองอย่างเอ็นดูและพลันคิดไปถึงน้องสาวของตัวเอง มันคงดีไม่น้อยหากว่าเธอได้อยู่ที่บ้านของตน ได้พูดคุยกับคนในครอบครัวอย่างแต่ก่อนในลักษณะแบบนี้ ถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงการปลอบใจตัวเองในยามที่หัวใจอันอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น เพราะมันไม่มีทางที่จะกลับไปมีชีวิตอย่างเดิมได้อีกต่อไป

              จ่ะ พี่ชื่อปลาย ขอบใจนะแอบเปิ้ลที่ช่วยยกข้าวต้มมาให้

              ไม่เป็นไรค่ะพี่ปลาย มันไม่หนักอะไรหรอกก็แค่ชามข้ามต้มแค่นี้เอง แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นที่หนักและใหญ่กว่านี้หลายเท่า แอบเปิ้ลก็ไม่ยกมาให้หรอกค่ะ คงจะต้องเป็นหน้าที่ของพี่กล่องแล้วล่ะคะ เด็กสาวพูดติดตลกให้คนที่เพิ่งฟื้นจากไข้ได้หัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ มันเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วมีความสุขใจ หญิงสาวรู้สึกว่าแอบเปิ้ลเป็นเด็กที่น่ารักและอัธยาศัยดี ความน่ารักและเป็นมิตรทำให้ปลายเทียนรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็มีบัวตองและแอบเปิ้ลที่ดูจะเป็นมิตรในบ้านหลังใหญ่แต่ไร้ความกรุณาเอื้ออาทรจากเจ้าของบ้าน แต่กลับเป็นคนรับใช้ที่มีน้ำใจงดงามคอยช่วยเหลือคนมาอยู่ใหม่อย่างเธอ

              การประชุมที่ดูเหมือนจะเคร่งเครียดอยู่สักหน่อยของบ่ายแก่ๆ ทำเอาปรมินทร์ปวดหัวหนึบๆ อยู่เป็นระยะ การประชุมของวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตลาด ซึ่งบริษัทของเขากำลังจะหาทางขยับขยายกระจายสินค้าสู่กลุ่มคนที่อยู่ในทุกรุ่นทุกวัย ให้ยอมรับกับสินค้าตัวใหม่ที่กำลังจะเริ่มการผลิตในเร็วๆ นี้

              ผมคิดเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร เราจะทำอย่างไรกับสินค้าตัวใหม่ที่กำลังจะผลิตในอีกไม่ช้านี้ และจะทำอย่างไรให้สินค้าตัวใหม่เป็นที่ยอมรับของตลาดและผู้คนทั่วไป ทุกรุ่นและทุกวัยด้วย ปรมินทร์เอ่ยขึ้นขณะขบคิดปัญหาอันหนักอึ้งอยู่ในยามนี้ เขาหันไปทาง ประทีป ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดอย่างขอความคิดเห็น

              ผมได้ทดลองสอบถามเกี่ยวกับสินค้าตัวใหม่นี้มาแล้วครับ โดยการสำรวจโพล ก็น่าจะเป็นไปได้อยู่ว่า สินค้าตัวใหม่อาจจะเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไปได้ไม่ยากอะไรนัก หากแต่เพียงว่ามันต้องใช้เวลาอยู่บ้าง และที่สำคัญเราต้องโฆษณาชวนเชื่อให้มากหน่อย ประทีปแสดงความคิดเห็นมา พร้อมโดยยื่นแฟ้มเอกสารไปให้เขาดู มันเป็นเอกสารที่เขาได้ออกไปสำรวจโพลอย่างที่ได้บอกไปแล้ว ปรมินทร์เปิดอ่านอย่างผ่านๆ เพราะคิดว่าเรื่องนี้ต้องดูให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจอะไรไป

              อืมห์... ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล ผมคิดว่าคงจะต้องอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง เอาล่ะครับสำหรับวันนี้ ผมคิดว่าการประชุมอันหนักอึ้งและกินเวลามาหลายชั่วโมงแล้ว และรู้สึกว่าทุกคนคงจะเหน็ดเหนื่อยอยู่ไม่น้อย วันนี้การประชุมของเราจะยุติไว้แค่นี้ก่อนและจะต่อกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ตอนบ่ายสองโมงเหมือนเดิมครับ แต่ก่อนที่จะจบการประชุมผมอยากจะให้ทุกคนช่วยกันไปคิดและหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอีก ก่อนที่ท่านประทานจะกลับมาจากอเมริกาและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับสินค้าตัวใหม่นี้ ผมอยากให้เราทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ให้มาก หวังว่าพรุ่งนี้ผมคงได้อะไรเพิ่มมากว่านี้นะครับ ขอบคุณทุกคนครับ จบการประชุม ปรมินทร์เอ่ยพร้อมกับปิดแฟ้มที่อยู่ในมือลง ให้ผู้เข้าประชุมลุกกันออกไปทีละคนจนหมดและเขาเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะเดินพ้นประตูห้องเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขาล้วงมือเข้าไปดึงโทรศัพท์ในเสื้อสูทที่อยู่ด้านในออกมาดู มันเป็นหมายเลขโทร.ทางไกลจากต่างประเทศ และคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจะบิดาของเขานั่นเอง

              ไง... ไอ้เสือ เหนื่อยไหมประชุมวันนี้ เสียงของบิดานั้นฟังดูเหมือนจะห่วงใยแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเยาะเย้ยขบขันอยู่ในที งานนี้เขาถูกโยนให้เต็มๆ โดยไม่มีใครช่วยอย่างแต่ก่อน เมื่อก่อนนี้มีพี่ชายคอยช่วยเหลือแทบจะทุกอย่าง ส่วนเขาก็แค่ออกความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่สำหรับเรื่องนี้ดูเหมือนเขาจะรับไปเต็มๆ คนเดียว ให้ตายสิเขาอยากจะตะโกนออกมาดังๆ เสียจริงๆ

              นี่พ่อเป็นห่วงหรือว่าอะไรครับ

              ถามแปลก แล้วเจมส์คิดว่าอย่างไรล่ะ ผู้เป็นบิดาบอกมาสั้นๆ ให้คิดเอาเอง

              จะให้ผมคิดเองใช่ไหมครับ เหมือนเขาจะรู้ทันในคำพูดแบบนี้ของผู้เป็นพ่อ

              ก็แล้วแต่เจมส์ ผู้เป็นพ่อก็ยังคงตอบสั้นๆ อย่างเดิม แฝงประโยคกวนๆ อยู่ในที

              นี่พ่อจะโทรมาหาเรื่องผมใช่ไหมครับ พ่อก็รู้ว่าสินค้าตัวใหม่ของเรากำลังจะเข้าสู่ตลาดในอีกไม่นานนี้แล้ว ทำไมถึงได้ถามแบบนี้ล่ะครับ ผมเหนื่อยพ่อก็รู้ยังจะมาพูดจากวนผมอยู่ได้ โทรมามีอะไรหรือครับ มีปัญหาอะไรอีก หรือว่างานทางโน้นเลื่อนอีกแล้วครับ จะอยู่ต่ออีกกี่วันล่ะครับคราวนี้

              เออ... แน่ะดูสิ ไอ้ลูกคนนี้มันรู้ทันอีกแล้ว ปรมินทร์ตาโตเมื่อได้ยินอย่างนั้น เขาร้องเอะอะโวยวายขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าพ่อกับพี่ชายกำลังจะเลื่อนการกลับมาเมืองไทยขึ้นไปอีก

              หมายความอย่างนั้นจริงๆ หรือครับ เฮ้ย... ไม่ได้นะครับพ่อผมไม่ยอมนะครับอย่างนี้ อะไรกัน ทำกับผมอย่างนี้ได้ยังไง ผมรู้นะว่างานที่นั่นเสร็จแล้วและพ่อกับพี่เมศวร์ก็กำลังสนุกสนานในการเที่ยวชมเมืองอยู่ใช่ไหมครับ ผมเดาถูกใช่ไหมครับปรมินทร์ร่ายยางจนปลายสายหัวเราะออกมา ก่อนจะบอกมาให้เขาได้โล่งใจและไม่ใช่อย่างที่คิด

              พอแล้วๆ โวยวายไปได้ ไม่ใช่อย่างที่เจมส์คิดหรอก งานทางนี้เรียบร้อยดีแล้วแต่พ่อต้องอยู่ต่ออีกสี่ห้าวัน เพราะติดงานเลี้ยงใหญ่คุณมนตรีบอกมา

               งานเลี้ยงอะไรหรือครับ

               งานเลี้ยงลูกค้าที่นี่แหละ ไม่มีอะไรมาหรอก

               แล้วไป... นึกว่าจะอยู่ต่อ ถ้าอยู่ต่อนี่ผมไม่ยอมจริงๆ นะครับ

              รู้แล้วๆ เออ... ว่าแต่ว่า ปลายเทียนเป็นยังไงบ้าง มาอยู่ที่บ้านแล้วมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เมื่อบิดาของเขาเอ่ยถามถึงลูกหนี้สาว เขาถึงกับเซ็ง ทำไมต้องเป็นห่วงเป็นใยอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ก็อีแค่คนอาศัยแถมยังเป็นลูกหนี้อีกต่างหาก ไม่ใช่ลูกหลานหรือเครือญาติเสียหน่อย ห่วงอยู่ได้ ทุกครั้งที่โทรมาไม่มีที่จะไม่ถามถึง ทีกับเขาไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นบ้างเลย เขาต่อว่าบิดาพร้อมกับตัดพ้ออยู่ในใจ

               ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรนี่ครับ เขาก็อยู่ได้สบายดี ปรมินทร์พูดปด ถึงจะรู้สึกระอายใจอยู่บ้างในคำพูดของตัวเองแต่เขาก็ไม่สามารถบอกความจริงข้อนั้นไปได้ว่า ปลายเทียนไม่สบายนอนซมอยู่หลายเพราะเขาเป็นต้นเหตุ เรื่องอะไรที่เขาจะบอกอย่างนั้น เขาไม่มีทางฆ่าตัวเองตายแน่นนอน

              น้องมีอะไรติดตัวมาบ้าง พ่อหมายถึงพวกของใช้ แล้วก็เสื้อผ้า มีติดตัวมาเยอะไหม

              ไม่ครับ มีมาอยู่ไม่กี่ชุดและก็ของใช้อยู่ไม่กี่อย่าง

              อืมห์... ถ้าอย่างนั้น พ่ออยากจะให้เจมส์ พาน้องไปช็อบปิ้งซื้อของ พวกเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวหน่อยนะ ผู้เป็นพ่อวานมาแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่พอใจเอาเสียเลยกับประโยคที่ได้ยินนี้

               ทำไมต้องพาไปซื้อด้วยล่ะครับ ผมไม่เห็นว่าจะจำเป็นตรงไหน ของใช้ของเขาก็ยังมีอยู่ ไม่เห็นจะต้องให้ผมพาไปซื้อใหม่ให้เปลืองเลย พอได้ฟังลูกชายคนเล็กพูดอย่างนั้นคนเป็นพ่อถึงกับอึ้ง และเริมรู้สึกหนักใจขึ้นมากกว่าเดิม รู้อยู่แล้วว่าปรมินทร์นั้นคงไม่ชอบและไม่ค่อยพอใจอยู่สักเอาท่าไหร่ที่พาปลายเทียนเข้ามาอยู่ที่บ้านและให้เป็นสมบัติของเขาโดยที่ยังไม่ได้บอกหรือให้เหตุผลใดๆ ให้เขาได้ทราบเลย

              จะยังไงก็ช่างเถอะเจมส์ พ่อต้องการให้เจมส์พาน้องไปซื้อเสื้อผ้าและของที่จำเป็นที่เขาจะต้องใช้ พ่อคิดว่ามันไม่ได้หนักหนาอะไรนัก แค่พาไปซื้อของเท่านั้น ทำไมเจมส์จะต้องปฏิเสธเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้ด้วย คุณมนตรีจำต้องใช้ลูกบังคับเข้าช่วยแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเมื่อลูกชายคนเล็กตอบกลับมา

              ก็ผมไม่ว่างผมงานยุ่ง และผมก็เหนื่อยกับงานมากด้วย ไม่มีเวลาพาไปหรอกครับ เขาหาเรื่องปฏิเสธจนปลายสายถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างระอา

              พ่อไม่รู้ว่าเจมส์จะงานหนักมากสักแค่ไหน พ่อต้องการให้เจมส์เจียดเวลาพาน้องไปซื้อของตามที่พ่อสั่ง นี่คือคำสั่ง ประโยคสุดท้ายดูเหมือนจะเด็ดขาดในน้ำเสียงจนปรมินทร์แทบจะตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล

               พ่อครับ

               ไม่มีการปฏิเสธเจมส์ ทำตามคำสั่งของพ่อ รู้ใช่ไหมว่าถ้าขัดคำสั่งแม้แต่ข้อเดียวจะเป็นยังไง คุณมนตรีจำต้องบังคับกับลูกชายหัวดื้อและดื้อรั้นเอาแต่ใจ ถ้าไม่ใช้ไม้นี้ก็ไม่มีหวังที่ปรมินทร์จะทำตาม ปลายสายถูกตัดไปแล้วทิ้งไว้แต่ความเดือดดาลใจไว้ให้เขา ที่จะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากจะทำ เขาจะต้องพายัยหน้าจืดนั่นไปเดินห้างซื้อของอย่างนั้นหรือ ให้ตายสิ เขาจะทำอย่างไรดี คนไร้รสนิยมที่แต่งตัวเชยๆ เขาจะพาไปเดินห้าด้วยได้อย่างไร คิดแล้วอยากจะบ้าตาย ทำไมเขาจะต้องมีปัญหากับยัยลูกหนี้หน้าจืดนี่อยู่เลยสิน่า...

 

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

1,019 ความคิดเห็น

  1. #629 ณ มล (@kulrat) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2556 / 23:19
    ก็ให้คนอื่นพาไปซิ ง่หรือเปล่าถ้าไม่พาไปพ่อก็ไม่รู้ซะหน่อย เพราะพ่ออยู่ต่างประเทศโน่น 
    ยิ่งอ่านยิ่งเกลียดนายเจมส์จัง
    #629
    0
  2. #420 darika-grammy (@darika-grammy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กันยายน 2554 / 15:52
     ปลายเทียนเป็นใครกันแน่
    #420
    0
  3. #303 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2554 / 21:04
    พระเอกใจร้ายมากๆมีจิตสำนึกน้อยนิดจริงๆ
    #303
    0
  4. #186 pimpimwall (@pimpimwall) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2554 / 22:00

    เป็นคนที่มีจิตสำนึกขึ้นมาประเดี๋ยวประด๋าวจริง ๆ พระเอกคนนี้ อารมณ์เหมือนคนวัยทอง

    #186
    0
  5. #110 NumZ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 เมษายน 2554 / 23:06
    Ya!!!! ตาพระเอกบ้าๆๆ บ้าที่สุด ^_______^
    #110
    0
  6. #65 G-DRAGON is my boyfriand (@panglovefive) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 มีนาคม 2554 / 13:45
    อัพๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #65
    0
  7. #63 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 14:42
    พระเอกใจร้ายจังเลย
    #63
    0
  8. #62 banreng (@tasjaros) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 20:53
    ไก่งามเพรราะชนคนงามเพราะแต่ง น้ะจ้ะ ตาเจมส์
    #62
    0
  9. #61 porb (@porb) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 14:34
    ต่ออีก ต่ออีก
    #61
    0
  10. #60 ช่อช้องนาง (@chongnangsemuang) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 00:22
     พระเอก  แกใจร้ายมากๆๆๆๆๆๆ
    #60
    0
  11. #59 Park Ji Wook (@nookdaesungtoptg) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 00:18
    ไร้เตอร์ต้องขอโทษขออภัยเป็นอย่างสูงที่ลงตอนใหม่ช้าไปหน่อยนะคะ เนื่องจากว่าไม่สบายอยู่เป็นอาทิตย์เลย กว่าจะเขียนเสร็จก็เกือบแย่ แต่ตอนนี้หายดีแล้ว พร้อมลุยเต็มที่ รับรองว่าจะไม่ทิ้งไว้ให้คอยกันนานแน่นอนค่ะ
                                                       ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานมาโดยตลอดค่ะ 
    #59
    0