...ปากที่เสกศิลป์...
|
ชายวัยปลายสามสิบผู้นั้นใช้พู่กันจุ่มสีน้ำ จรดมันบนกระดาษขาว เขาตวัดพู่กันด้ามนั้นไปมา บนกระดาษปรากฏภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็กลายเป็นรูปทิวทัศน์วิจิตรงดงาม
ต่อเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา จึงแลเห็นปากของเขาที่กำลังคาบพู่กันด้ามนั้น
ทนง โคตรชมภู ใช้ปากวาดรูปมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาวาดภาพเพื่อเลี้ยงชีพ เขาวาดรูปได้หลายประเภท เช่น ภาพทิวทัศน์ ภาพดอกไม้ ภาพบุคคล ฯลฯ
ทนงเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2509 ที่ตำบลบ้านถ่อน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน เมื่อเขาอายุราวสิบขวบ เขาป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อสลาย เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน เขาจึงไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แขนขาของเขาอ่อนเปลี้ยไร้กำลังลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดทั้งขาและแขนก็ลีบ ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ทั้งสิ้น ต้องนั่งรถเข็น มีคนป้อนอาหารให้
เขาเหลือแต่ปากที่ยังทำงานปกติ
แม้จะพิการ ทนงก็ดิ้นรนเรียนหนังสือจนจบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการศึกษานอกโรงเรียน
เขายังอยากวาดรูป
ทนงไม่เคยมีโอกาสร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันใดๆ ความฝันผลักดันให้เขาทำในสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าไม่อาจทำได้
อาวุธของเขา คือ ความเพียร
แน่นอน รูปที่เขาเขียนด้วยการใช้ปากคาบพู่กันในตอนแรกๆ ใช้การไม่ได้ แต่เขาก็ฝึกๆๆๆ และฝึกๆๆๆ และฝึกๆๆๆ จนในที่สุดวันหนึ่งก็มีคนบอกเขาว่า ภาพที่เขาวาดนั้นสวยงามยิ่ง
ทนงบอกว่า "ผมมิอาจที่จะคาดหวังว่า จะได้รับการยอมรับและชื่มชม เพราะผมรู้ในมาตรฐานงานของตัวผมดีว่า ในสภาพร่างกายที่พร้อมอย่างนี้ ก็ย่อมมีข้อบกพร่องและผิดพลาดอย่างมากมาย แต่ทั้งหมดมันก็คือ ความตั้งใจเพียรพยายาม ที่จะทำอย่างจริงจังจังและอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือ ทางเลือกของผม ทางเลือกที่จะเต็มไปด้วยความรับผิดชอบในชะตากรรมของตัวผมเอง...
"และผมก็รู้อยู่เสมอว่าผมยังต้องก้าวต่อไป เพื่อที่จะได้รับรู้สัมผัสถึงความจริง ด้วยพลังญาณทัศนะและศักยภาพที่เหลืออยู่ทั้งหมดของผม ซึ่งแน่ทีเดียวว่าทุกอย่างต้องถูกระดมออกมาใช้อย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะได้เข้าใจศิลปะอันเป็นหัวใจสำคัญ ของการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างแท้จริง และงานทั้งหมดนี้คือ ผลแห่งการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการสร้างสรรค์งาน"
คนจำนวนไม่น้อยยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่สัมผัสอุปสรรค และเลือกที่จะก่นด่าโชคชะตา โยนความไม่สมหวังไปที่กรรมเก่า
"ชาติก่อนเราคงทำกรรมมาหนัก ชาตินี้ก้มหน้ารับกรรมไปก็แล้วกัน..."
แล้วก็ก้มหน้ารับกรรมไปอย่างว่าง่าย
แต่อีกหลายคนกลับเห็นว่า ความพิการทางกายภาพไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต ดิ้นรนใช้ทุกอย่างที่ตนเหลืออยู่เป็นเครื่องมือเดินหน้าต่อไป
ทนงเคยกล่าวว่า "ความพยายามของผมไม่เสียหลาย ได้ช่วยเพื่อนๆ ที่พิการให้รับรู้ว่า ชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนและตอบแทนสังคม"
ทนง โคตรชมภู ใช้ความเพียรขับเคลื่อนชีวิต ใช้ความอดทนสร้างทางเดินให้ตัวเอง ใช้ศิลปะเป็นพาหนะ ปลดปล่อยชีวิตเป็นอิสระ และอยู่เหนือ 'กรรมเก่า' ใดๆ
คุณค่าของมนุษย์มิได้อยู่ที่ร่างกายครบสามสิบสอง หรือสรีระที่สวยงาม หากอยู่ที่กำลังใจที่เข้มแข็งด้วยความเพียร และจิตใจที่งดงามด้วยศิลปะ
เพราะนั่นเป็นพื้นที่เดียวที่คนพิการ และคนไม่พิการมีโอกาสเท่าเทียมกัน
หมายเหตุ : ทนง โคตรชมภู ได้รับรางวัลอันดับ 1 เหรียญทอง จากการแสดงศิลปกรรม The Hebe Ransford Memorial Melbourne, Australia เป็นครูสอนศิลปะพิเศษและวิทยากรตามสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่โรงเรียนในชนบท เช่น โรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน ไปจนถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมคนพิการต่างๆ
ทุกวันนี้เขายังเขียนภาพเพื่อผลิตเป็นบัตรอวยพรปีใหม่ทุกปี ผ่านกลุ่มจิตรกรสร้างสรรค์ด้วยปากและเท้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับ The Association of Mouth and Foot Painting Artists of the World (MFPA) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ที่ลิคเตนสไตน์
วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com 18 พฤษภาคม 2550 |
ที่มา : http://www.winbookclub.com/frontpage.php |
|
|
|
ความคิดเห็น
พระองค์ทรงเป็นผู้นำตามแนวพระราชดำริ ให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคคลบาทด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
ร้อยรัดดวงใจเพื่อเทิดไท้องค์ราชัน ที่พระองค์ทรงฝ่าฟันให้ไทยนั้นได้ร่มเย็น
เราเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยพระบารมีของพ่อหลวง
๓ สถาบันหลักของชาติไทยเป็นมรดกมาจากบรรพบุรุษของเรา
ธงชาติไทยมี ๓ สี แต่ละสีมีความหมาย ช่วยไทยรักสามัคคี
แม้แต่โจรยังรักในหลวง แล้วเราเป็นใครล่ะจะไม่รักหรือ
เราคงสิ้นแผ่นดินถิ่นอาศัย หากสิ้นชาติ สิ้นศาสน์ สิ้นกษัตริย์
ชาติไทยผ่านพ้นวิกฤตมาหลายคราด้วยพระบารมีของล้นเกล้า
Gangkaitia "รักในหลวง"