คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF] Jindong - Heaven

โดย Mana

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...ผมจะไม่ยอมให้แม่จากผมไป”

ยอดวิวรวม

227

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


227

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ก.ย. 58 / 21:17 น.
นิยาย [SF] Jindong - Heaven [SF] Jindong - Heaven | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
CR.SQW

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ก.ย. 58 / 21:17


[SF] Jindong – Heaven

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...”

 

 

 

 

 

“ตึก ตึก ตึก...”

เสียงรองเท้าหนังสีดำขลับกระทบกับพื้นหินดังระงมไปทั่วโบสถ์สีขาว ซึ่งเป็นสีของหินและหินอ่อน ประดับด้วยรูปมรรคาสิบสี่สถานกรอบสีเหลืองนวลตัดกับรูปภาพพระมหาทรมานภายในนั้น และรูปปั้นเซรามิคซึ่งเป็นสีขาวโพลน

เสียงรองเท้าหนังสีดำของชายร่างเล็กยังคงดำเนินต่อไป ภาพข้างหน้าเป็นรูปของพระเยซูศาสดาและพระเจ้า กำลังถูกตรึงกางเขน พระพักตร์ของพระองค์ซบกับหัวไหล่ที่ถูกตรึงอย่างอ่อนล้า ข้างๆรูปปั้นนั้น มีรูปปั้นแม่พระอุ้มพระกุมาร ลูกของตนไว้อยู่ ท่านสวมมงกุฏสีทองประดับด้วยเพชรนิลจิลดาสวยงาม

เสียงนั้นมิได้เรียกผู้ใดให้สนใจกับเลย เพราะทุกคนต่างนั่งคุกเข่า ทำความเคารพองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งสถิตอยู่ภายในตู้ศีลมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์สีเหลืองทอง ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของพระแท่นบูชา

ผู้มาร่วมงานบางคนก็สวดสายประคำ คร่ำควรญถึงแม่พระ แม่ของพระเยซู เสียงผู้นำสวดสายประคำนั้นดังมาจากบริเวณด้านข้างของพระแท่น เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนเอ่ยเอื้อนไปเรื่อยๆพร้อมกับเสียงสัตบุรุษอีกประมาณห้าสิบกว่าคนภายในโบสถ์สีขาวนี้

ส่วนผู้มาร่วมงานอีกบางก็สวดภาวนาชดเชยบาปของตนเอง ความอ่อนแอที่ทุกคนมี ทำให้ทุกคนมีความผิดบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า บางคนก็สวดด้วยความตั้งใจ สีหน้าที่แสดงออกถึงความทุกข์เหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เป็นทุกข์ถึงความผิดของตน กลับอีกบางส่วนที่ทำไปเพื่อให้มันผ่านๆไป

บาทหลวงผู้เป็นประธานในพิธี ทรงอาภรณ์สีขาวในชุดเตรียม ท่านกำลังจัดเตรียมพระแท่นและของบูชาเพื่อใช้ในพิธีภายในวันนี้ เสียงกระดาษพลิกไปพลิกมาของพระคัมภีร์ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการนี้ไปเสียแล้ว

ร่างบางของหนุ่มน้อยวัยยี่สิบสามคนหนึ่ง ในชุดเสื้อทีเชิ้ตมีปกสีดำขลับ คู่กับกางเกงขายาวสีดำสนิทที่เข้ากัน เขากำลังเดินเข้าไปภายในตัวโบสถ์เรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปยังเก้าอี้ไม้ยาวแถวหนึ่งสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับสีของโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งมีผู้มารอเขาอยู่แล้วเมื่อไม่นานนี้

ร่างเล็กของวัยรุ่นคนหนึ่ง อายุห่างจากร่างบางคนนี้ห้าปี ร่างเล็กซึ่งกำลังคุกเข่าภาวนาสายประคำสีดำนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาของผู้เป็นพี่อยู่ซักพัก ก็หันหน้ากลับไปซบมือที่ประสานกันของตัวเองอีกครั้ง เพื่อซ่อนน้ำตาแห่งความโศกศัลย์ น้ำตาแห่งความอ่อนแอ น้ำตาที่แสดงว่าตนยังไม่พร้อมที่จะให้ผู้อื่นเห็น

ผู้เป็นพี่เมื่อเห็นน้องซบหน้าลงภาวนาอีกครั้ง ตนก็คุกเข่าลงสวดภาวนาเช่นกัน “วันนี้ลูกมาพบพระองค์ที่พระวิหารแล้ว ลูกมาเพื่อชดใช้บาปของลูกแล้ว” ร่างบางใช้เวลาซักพักฝากคำภาวนาที่มีอยู่ในใจนั้นไปให้กับพระแท่น เพื่อนำถวายแด่พระบิดาในสวรงสวรรค์

เมื่อร่างบางของผู้เป็นพี่สวดภาวนาเสร็จแล้ว ก็ลุกขึ้นนั่งตามเดิม ดวงตาคู่นั้นหันไปมองน้องของตนซึ่งกำลังซบหน้าลง หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงสั่นสะอื้นด้วยความเศร้าดังเข้ามายังโสตประสาทของผู้เป็นพี่

ใจที่อ่อนโยนพลางหวั่นไหวมากกว่าเดิม ดวงตาที่แห้งเหือดกลับกลายเป็นชุ่มและคลอไปด้วยน้ำตา ผู้เป็นพี่เองก็รู้สึกเศร้าโศกไปไม่น้อยไปกว่าน้องเลย แม้เขาอาจจะไม่แสดงออก แต่ความรู้สึกเหล่านั้น มันฝังร่างลึกลงไปยังก้มบึ้งของหัวใจ และเมื่อได้เห็นผู้เป็นน้องหลั่งน้ำตายิ่งทำให้น้ำตาที่คิดว่าจะไม่มีให้หลั่งนั้น พลันไหลรินออกมาเป็นสายธารอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้

“พระเจ้าข้า ถ้าท่านเห็นว่าชีวิตของลูกมีค่า โปรดนำมันไปเถิด เพื่อชีวิตของน้องของชีวิตของแม่ของลูก จะไม่ต้องทุกข์ระทมเช่นนี้อีกต่อไป” นี่เป็นคนภาวนาของ จินฮวาน ซึ่งพร่ำสวดอยู่ต่อหน้ารูปปั้นชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งทรงอาภรณ์สีขาวกับผ้าคลุมสีแดงสด ชี้ที่หัวใจซึ่งมีมงกุฏหนามคลุม เลือดไหลรินออกมาจากใจนั้น ผู้คนต่างเรียกรูปปั้นนี้ว่า พระบุตรของพระเจ้า

คำภาวนาที่ออกมาจากใจที่พร้อมจะสูญเสียทุกสิ่งเพื่อจะให้ได้ซึ่งความสุขของผู้เป็นน้องและมารดาของตนนั้น ใช่ว่าพระเจ้าจะไม่สดับฟัง แต่มันคงเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว มันอาจจะเป็นบททดสอบบทหนึ่งที่สองพี่น้องนี้จะต้องได้รับ แม้จะเป็นอะไร มันก็คงจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้อีกแล้ว

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...ผมจะไม่ยอมให้แม่จากผมไป”

 

 

 

 

 

 

เมื่อหกเดือนที่แล้ว

“จินฮวาน ลูกช่วยเอายาแก้ปวดท้องมาให้แม่หน่อยสิครับ” เสียงหวานของผู้เป็นมารดาเรียกให้ลูกของตนนำยาแก้อาการทรมานในช่องท้องของตนมาให้

“ได้ครับ” ลูกคนโตเดินไปหยิบขวดยาสีน้ำตาลทรงกระบอกจากถุงกระดาษสีน้ำตาลใบขนาดกลางมาให้ผู้เป็นแม่ แล้วจึงเดินไปเติมน้ำมาให้ครึ่งแก้ว ก่อนจะวางมันตรงหน้าของแม่ของตน

จินฮวาน เป็นหนุ่มน้อยใฝ่เรียน หลังจากที่เขาเรียนปริญญาตรีจบแล้ว เขาก็ออกมาทำงานกิจการของที่บ้านได้ซักพัก ตอนนี้เขาก็เรียนปริญญาโทต่ออีกแล้ว

ที่บ้านของจินฮวานทำงานค้าขาย เขาก็เลยเลือกที่จะเรียนการบริหารมาช่วยบริหารงานที่บ้าน เพราะเขาเห็นมันมาตั้งแต่เด็ก จึงมีความคิดที่จะช่วยมารดาซึ่งเหนื่อยมามากแล้ว และในช่วงว่างๆเหล่านี้ จินฮวานก็มักจะใช้เวลาในการอ่านหนังสือและดูแลแม่ในเวลาเดียวกัน

ผู้เป็นแม่ได้แต่มองลูกด้วยความเป็นห่วง แต่ร่างกายกับทรยศเธอ เธอได้แต่กุมมือที่ท้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน แต่เลือกที่จะเก็บความทรมานในช่องท้องของเธอเอาไว้และไม่คิดจะบอกจินฮวานลูกคนโตของเธอ เพราะเธอไม่อยากจะเป็นภาระให้แก่ลูก เธออยากจะเห็นลูกของเธอไปได้ดีและไปได้ไกลกว่าตัวของเธอ แม้ว่าเธออาจจะต้อง

ไม่ใช่ว่าไม่รักแม่ แต่เพราะการที่เขามองข้ามและเลือกที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าคนรอบข้าง ความละเลยเหล่านั้นจึงกลับมาทำร้ายเขาเสียเอง

 

 

 

หนึ่งเดือนต่อมา

อาการเจ็บปวดที่ช่วงท้องของเธอหนักขึ้น จนเธอแทบทนไม่ไหว ซ้ำแล้วยังกระจายไปยังจุดอื่นๆของร่างกายอีก ความคิดที่จะพาร่างของตนเองไปโรงพยาบาลจึงผุดขึ้นมา แต่เธอก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นอะไร

“จินฮวาน...ลูก” เสียงของมารดาสั่นคลอไปด้วยความทรมาน ซ้ำแล้วยังต้องเดินขึ้นบันไดจากชั้นหนึ่งขึ้นมา แล้วยังมีโรคร้ายมารุมเร้า เธอทรมานจนแทบจะไม่สามารถยึดเกาะราวบันไดได้อยู่แล้ว

“แปปนึงนะครับแม่ เดี๋ยวจะเสร็จแล้ว” เมื่อผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหวานของลูก ความคิดของตนก็เปลี่ยนไป เธอคิดว่าเธอสามารถรอให้ลูกของเธอทำงานเสร็จก่อนจะช่วยพาเธอไปโรงพยาบาลได้ แต่ร่างกายของเธอแสดงความเจ็บปวดออกมามากขึ้นกว่าเก่า ขาของเธอเริ่มไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยืน มือที่เกาะราวบันไดก็ไร้พลังงานจนแทบใช้การไม่ได้

แต่เธอก็ยังพยายาม ค่อยๆนำตัวเองนั่งลงบนบันได เพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด แต่ร่างกายของเธอกลับไม่สามารถทนความทรมานรวดราวตั้งแต่ช่องท้อง ซึ่งขยายตัวออกมาเรื่อยๆไม่ได้แล้ว สติของเธอเริ่มพล่ามัว ก่อนที่ภาพที่อย่างของเธอจะดับหายไปจากโสตประสาทของเธอ

.

.

.

.

“แม่!!!!

 

 

 

 

 

“พิธีบูชาขอบพระคุณจบแล้ว จงไปในสันติสุขเถิด”

“ขอขอบพระคุณพระเจ้า” เสียงการตอบรับคู่สุดท้าย เป็นสัญญาณให้รู้ว่าพิธีมิซซาประจำวันอาทิตย์ครั้งนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จินฮวานและดงฮยอก สองพี่น้องยืนขึ้นร่วมขับร้องเพลงปิดก่อนจะเดินออกจากบริเวณโบสถ์ที่สวยงามแห่งนี้ไป

สถานที่ต่อไปมิใช่บ้านหรือร้านอาหาร แต่เป็นสุสานเก่าข้างๆโบสถ์แห่งนี้ ดงฮยอกขอตัวไปซื้อช่อดอกไม้ช่อหนึ่งมาให้แก่หลุมศพที่ตนเองกำลังจะไปทำความเคารพ จึงเหลือแต่จินฮวานที่เดินเข้าไปภายในสุสานนั้นก่อน

ดงฮยอกใช้เวลาไม่นานเดินจากบริเวณของโบสถ์มาถึงร้านดอกไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก ร้านนี้ประดับประดาไปด้วยของตกแต่งสวยงาม เป็นร้านออกแนวทันสมัยและสีก็ดูจัดจ้านอยู่หน่อย ดงฮยอกผลักประตูบานไม่ใหญ่ไม่เล็กเข้ามา ก่อนจะเดินตรงไปที่พนักงานผู้หญิงคนหนึ่ง

“รับดอกไม้ชนิดไหนดีคะ” พนักงานหญิงยิ้มต้อนรับลูกค้าอย่างสวัสดิภาพ เป็นภาพที่ไม่ว่าลูกค้าคนไหนๆก็ต้องติดใจในความสดใสเหมือนกับร้านดอกไม้ร้านนี้ ดงฮยอกได้แต่ยิ้มบางๆให้แก่พนักงานของร้าน

“ขอดอกกุหลาบดำช่อหนึ่งครับ” เสียงเล็กเอ่ยเบา จนมันแค่ทำให้เสียงของเขาไปกระทบกับหูของพนักงานได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนตรงหน้ากลับยิ้มตอบมาให้ และเดินออกมาจากเคาท์เตอร์ร้าน ไปยังกลุ่มของดอกกุหลาบดำสีสดเหล่านั้น

เธอค่อยๆรวบมันขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เธอวางมันบนเคาท์เตอร์ ก่อนจะหาผ้าขนาดไม่ใหญ่มากมา เธอค่อยๆห่อดอกกุหลาบจำนวนไม่เยอะนั้นเข้าด้วยกัน และใช้ผ้าของเธอทำเป็นทรงกระบอกยาวและมีปลายเปิดกว้าง เผยให้เห็นดอกกุหลาบจำนวนนับสิบต้นกำลังผลิดอกบานสวยงาม เธอใช้เข็มหมุดกลัดผ้าที่พันกันไว้เพื่อไม่ให้มันหลุด ก่อนจะมอบมันให้แก่ลูกค้าของเธอ ดงฮยอกรับมาก่อนจะควานหากระเป๋าเงินของเขา

“รู้รึเปล่าคะ ว่าดอกกุหลาบดำมีความหมายว่าอะไร” เสียงเล็กหวานของพนักงานเอ่ยขึ้นในขณะที่เขายังหากระเป๋าเงินไม่พบ นั่นทำให้ความสนใจของดงฮยอกมาอยู่ที่เจ้าของเสียงนั้นแทน แต่เขากลับส่ายหน้าแทนคำตอนนั้นไป ที่เขาเลือกดอกกุหลาบสีนี้ก็เพราะเขาจะนำไปมอบที่หลุมศพ และสีของมันดูจะเหมาะสมกับสิ่งนั้นที่สุดแล้ว

“มันหมายถึงรักนิรันดรค่ะ” ดงฮยอกเหลือบไปมองดอกกุหลาบสีดำนั้นอีกครั้งหนึ่ง

“รักนิรันดร์งั้นหรอ” ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบซักพัก ก่อนที่พนักงานหญิงคนนั้นจะเป็นคนทำลายความเงียบเหล่านั้น

“เข้มแข็งเข้าไว้นะคะ”

“ครับ?” ดงฮยอกเงยหน้าขึ้นมาผู้หญิงคนนั้น เธอเงยหน้ามองฟ้าและพยายามไม่ให้ดวงตาปล่อยน้ำของมันออกมา

“ดิฉันเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว จุดที่ทรมานที่สุดในชีวิตของดิฉัน”

“...”

“ลูกของฉันไม่รู้ตอนนี้เขาจะไปอยู่ไหน แต่ดิฉันขอให้เขาปลอดภัย และมีความสุขก็พอ” เสียงนั้นสั่นคลอด้วยความเจ็บปวดภายในหัวใจ ดงฮยอกก้มหน้าลงอย่างสลด เพราะเขาเองก็...เพิ่งเสียคุณแม่ไปไม่นาน และจุดประสงค์ของการซื้อดอกกุหลาบดำก็เพราะสิ่งนั้นด้วย

“...”

“แต่ยังไงคุณก็ต้องเข้มแข็งนะคะ คุณยังโชคดีที่มีพี่ชาย แต่กลับดิฉัน สามีก็ยังเสียไปอีก” เธอยิ้มให้ผมเหมือนเดิมที่เธอยิ้มให้ผมในครั้งแรกที่ผมเข้ามาในร้าน

“....ครับ ขอบคุณครับ” เสียงนั้นดังและหนักแน่นขึ้น เขาหยิบเงินจากกระเป๋าสะพายของเขาจำนวนหนึ่งก่อนจะมอบให้แก่พนักงาน ก่อนที่เขาจะวิ่งออกไปจากร้านและมุ่งหน้าไปที่สุสานนั้น

 

 

 

 

“ฮึก ฮึก ฮึก” เมื่อเดินลึกเข้าไปตามแถวของหลุดศพเข้าไปเรื่อยๆ เสียงสะอึกสะอื้นและเสียงร้องไห้กลับดังขึ้นมาก แต่สายตาคมของดงฮยอกกลับไม่สามารถจับภาพของใครได้ ดงฮยอกเดินเข้าไปใกล้กลับหลุมของมารดาตัวเองมากขึ้นเท่าไร เสียงนั้นก็จะยิ่งดังขึ้นมากเท่านั้น จนเมื่อเขาเดินมาถึงแถวของหลุดศพของแม่ของเขา

“ฮึก ฮึกๆ” สายตาของเขาพลันมองเห็นพี่ชายของเขากำลังคุกเข่าลง และหน้าผากของเขาก็แนบติดกับพื้น มือทั้งสองกำแน่นและมือข้างขวาเป็นสีแดงก่ำ แสดงให้เห็นว่ามือนั้นทุบพื้นดินอย่างแรงเป็นเวลานานจนเจ้าของหมดแรง น้ำตาของพี่ชายของเขาไหลรินออกมาผสมกับดินจนเปียกปอนอย่างมาก

ดงฮยอกจึงเข้าใจว่า พี่จินฮวานของเขาเป็นผู้สร้างเสียงสะอึกสะอื้นนั้น ความโศกเศร้าที่เขามักจะไม่ค่อยได้เห็นจากพี่ชายของเขา น้ำตาของเขาไหลรินออกมาด้วยความโศก ความทรมานในจิตใจที่เขาไม่เคยเห็นพี่ชายของเขาแสดงออกมาสิบกว่าปี ตั้งแต่บิดาของพวกเขาสองพี่น้องจากไป แต่วันนี้เขากลับเห็นความโศกเศร้าเหล่านั้นจากพี่ชายของเขาที่แสดงต่อมารดาของพวกเขาอย่างทุกข์ระทม

ดงฮยอกค่อยๆเดินใกล้พี่เขาเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนกับว่าพี่ของเขาจะไม่ได้สังเกตถึงน้องชายของเขา จนกระทั่งดงฮยอกเดินมาถึงแล้ว เขาค่อยๆคุกเข่าลงข้างๆ มือของเขาค่อยๆโอบกอดพี่ชายที่กำลังร้องไห้อยู่นั้น และเมื่อจินฮวานรู้ว่าเป็นดงฮยอก  เขาก็โผกอดน้องชายของเขาอย่างแรง ใบหน้าของทั้งสองซบลงกับบ่าของอีกคนหนึ่ง น้ำตาไหลรินจนเสื้อของอีกฝ่ายเปื้อนกันไปหมด มันเป็นช่วงเวลาที่พวกเขามีความทุกข์ แต่ก็มีความสุขเพราะทุกข์ไปด้วยกัน

“พี่ขอโทษนะ ดงฮยอก” เสียงสั่นและอู้อี้ที่บ่าของดงฮยอกดังขึ้นใกล้หูของเขา จินฮวานกอดดงฮยอกแน่นขึ้นกว่าเดิม

“ผมต่างหาก ที่ต้องขอโทษพี่ ผมขอโทษนะครับ พี่จินฮวาน” ทั้งคู่กอดกันกลมด้วยความเสียใจ น้ำตาที่พวกเขาหลั่งกันวันนี้มันมากเหลือเกินที่เขาจะนับได้แล้ว และมันก็คงดังไปถึงแม่ของพวกเขาที่อยู่บนสวรรค์นั้นด้วย

 

 

 

 

 

เมื่อสี่เดือนที่แล้ว

ดงฮยอกเพิ่งจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ดงฮยอกเลือกที่จะอยู่หอเพื่อที่จะได้อยู่กับเพื่อนๆ และจะได้สะดวกต่อการเดินทางเพื่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัย เขามองข้ามอะไรหลายๆอย่างไปจากสายตาของผู้เป็นแม่ในวันที่ไปส่งเขาที่หอวันนั้น แม้เขาจะสามารถกลับมาหาแม่และพี่ของเขาได้ในวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันที่ไม่มีการเรียนการสอนก็ตาม...

“ช่วงนี้แม่เป็นยังไงบ้างหรอครับ” ร่างโปร่งบางกรอกเสียงเล็กของตนเองลงไปยังมือถือในขณะที่กำลังติดต่อสื่อสารกับผู้เป็นพี่

“ช่วงนี้ท่านก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก ชอบปวดท้องอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน” เสียงหวานของผู้เป็นพี่ตอบกลับน้องมา ดงฮยอกพยักหน้ารับ เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พี่ชายกำลังสื่อคืออะไรเพราะเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดนั้น จุดเดียวกับที่พี่ชายของเขาผ่านมาแล้ว

“หืม? ปวดท้องบ่อยหรอครับ? ยังไงก็ตาม พี่ต้องดูแลแม่มากๆนะครับ ช่วงนี้ผมมีแต่กิจกรรมทั้งนั้นเลย บางวันก็กลับบ้านไปไม่ได้” สิ้นเสียงน้อง เสียงถอนหายใจของผู้เป็นพี่ก็ดังเข้ามายังเครื่องมือที่ใช้สื่อสารทันที

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เดี๋ยวทางนี้พี่จะดูแลไปก่อนก็ได้ แม่ยังพูดถึงนายเลยนะ เขาถามว่านายไปอยู่หอเป็นยังไงบ้าง สะดวกสบายรึเปล่า นายเองถ้าว่างเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมมาเยี่ยมแม่ล่ะ” พี่ชายกรอกเสียงหวานของตนตอบดงฮยอกผู้เป็นน้อง หารู้ไม่เลยว่าความรู้สึกภายในใจของเจ้าของคำพูดนั้นมิได้เป็นไปอย่างสบายใจเลยแม้แต่น้อย

“ถ้าน้องไม่ว่างก็อย่าให้น้องมาเยี่ยมแม่เลย ให้น้องเขาได้ทำกิจกรรม ได้มีเพื่อนดีกว่า แม่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

“ได้ครับ แต่อาจจะเป็นอาทิตย์หน้านะครับ ทั้งสัปดาห์นี้ผมไม่ว่างเลยอ่าครับ” สายตาเล็กกวาดตามองปฏิทินที่เต็มไปด้วยกำหนดการของตนเองแล้วพูดตามไปด้วย

“แล้วแต่นายเถอะ แต่อย่าลืมกลับมาเยี่ยมแม่ก็พอ พี่ก็มีเรื่องจะพูดแค่นี้แหละ”

“ครับ แค่นี้นะครับ” จากนั้นดงฮยอกก็กดปุ่มสีแดงบนหน้าจอมือถือของตน ก่อนจะหันกลับมาสนใจกองหนังสือการบ้านของตนเอง และทำงานต่อไปพลางคิดถึงแต่กิจกรรมที่จะต้องทำมากมายด้วยความที่เป็นรุ่นน้องปีหนึ่ง จึงทำให้มีแต่กิจกรรมที่รุ่นพี่จัดให้

.

.

.

อะไรหนอ เป็นสิ่งบังตาบังใจให้สองพี่น้องนี้ละเลยความสำคัญที่ต้องดูแลเอาใจใส่มารดาของตน เขาน่าจะรู้ว่า ชีวิตแลกชีวิตไม่ได้ ถ้าชีวิตหนึ่งหายไปแล้ว แม้อีกชีวิตหนึ่งจะมีค่าแค่ไหนก็ไม่สามารถแลกเปลี่ยนมันให้กลับมาได้

เขาน่าจะกลับไปดูใจแม่อีกสักครั้ง ก่อนที่จะไม่ได้ทำอีก

 

 

 

 

 

เมื่อสามเดือนที่แล้ว ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

“ปัง!!!!” เสียงเปิดประตูดังสนั่นไปทั่วบริเวณชั้นนั้น พร้อมกับร่างโปร่งบางของดงฮยอกที่กำลังตกใจกับภาพที่เห็น คือพี่ชายนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงสีขาวของผู้เป็นมารดา น้ำตานั้นไหลรินเสียจนแห้งเหือดเหลือเพียงรอยเอาไว้เท่านั้น ส่วนผู้เป็นมารดาก็นอนอยู่บนเตียงขาว ผิวขาวซีดและผอมโซลงอย่างเห็นได้ชัด

ร่างโปร่งนิ่งเดินเข้ามาใกล้เพื่อมองผู้เป็นมารดาให้ชัดขึ้น น้ำตาใสๆเริ่มไหลรินมาจากดวงตาของเขา มันยากเกินกว่าจะห้ามไว้ได้แล้ว มือบางทั้งคู่พยายามจะปัดป่ายมัน แต่มันก็ยังคงไหลลงมือเรื่อยๆเป็นสายธารทอดยาวลงมา ความรู้สึกตอนนี้ของดงฮยอกมันผสมปนเปกันไปหมด ทั้งตกใจ หดหู่ กลัว กังวล ความรู้สึกเหล่านี้มันวนตีร่างโปร่งบางไปหมด จนเขาแยกไม่ออกแล้วว่าเขาควรจะรู้สึกอย่างไร

“ดงฮยอก” เสียงหวานของผู้เป็นพี่ทำให้เขาหันหน้าไปมองเจ้าของเสียงนั้น ซึ่งได้แต่ทำหน้าขอโทษ เพราะเป็นตัวของเขาเองที่บอกน้องชายว่าแม่ไม่เป็นอะไรมาก หากเขาบอกว่าให้น้องชายกลับมาเยี่ยมเยียนแม่บ้าง...มันก็คงไม่แย่ไปอย่างนี้หรอก จริงไหม?

“ทำไมพี่ไม่บอกผมบ้าง ว่าแม่อาการหนักขนาดนี้” ร่างโปร่งของน้องชายก้มลงกอดพี่ชายที่นั่งอยู่ ใบหน้าของเขาซบลงกับบ่าเล็กของผู้เป็นพี่ชาย น้ำตาที่คล้ายว่าจะเหือดแห้งไปแล้วของจินฮวานพลันกลับมาไหลรินอีกครั้งด้วยความโศกศัลย์อาลัย

“พี่ขอโทษ...ถ้าพี่-”

“พี่อย่าขอโทษผมเลย ผมต่างหากที่ผิด เป็นผมต่างหากที่ต้องขอโทษพี่ แล้วก็ขอโทษแม่” แล้วพวกเขาทั้งคู่ก็กอดกันอีกเป็นเวลานาน ทั้งคู่ได้แต่พร่ำขอโทษกันและกัน น้ำตาของพวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงไหลประดังอย่างดูไม่น่าจะมีที่สิ้นสุดได้ง่ายๆ และจะเป็นผู้เป็นน้องที่สะดื้นเสียงดังอย่างน่าสงสาร เพราะเขายังไร้เดียงสาและเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรจะมาเกิดกับพวกเขาเลย

มันเป็นบทเรียนอย่างดีสำหรับคนที่ละเลยและมองข้ามคนใกล้ตัวไป มันคงจะสายเกินไปแล้วสำหรับจินฮวานและดงฮยอกที่จะกลับไปแก้ไปอดีตของพวกเขา มันคงจะช้าไปแล้วที่พวกเขาจะยื้อชีวิตของมารดาที่อีกไม่นานก็ต้องจากพวกเขาไปแล้ว พวกเขาน่าจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้ ตอนที่แม่ของพวกเขายังไม่เป็นอะไร และพวกเขายังคงนั่งลงที่โต๊ะอาหารและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตามภาษาครอบครัว

 

 

 

 

 

 

ร้านอาหารของครอบครัวจินฮวานและดงฮยอก เป็นร้านอาหารสีขาวโล่ง ไม่ค่อยจะมีฟอร์นิเจอร์จำพวกสีฉูดฉาด จึงทำให้ร้านอาหารนี้ดูสงบและสวยงามในเวลาเดียวกัน ทั้งยังมีสวนดอกไม้นานาชนิดไว้ต้อนรับลูกค้ามากหน้าหลายตา แต่บัดนี้มันเป็นที่ไว้รองรับสองพี่น้องเจ้าของร้านที่กำลังนั่งลงและมองกันและกัน ทั้งคู่ต่างพูดคุยกัน เล่าเรื่องเก่าๆของกันและกันเหมือนกันที่เคยทำในสมัยก่อน และยังคงยิ้มและหัวเราะให้กับเรื่องเล่าตลกๆของอีกฝ่าย มันเป็นภาพที่น่ารักสำหรับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา แต่หารู้ไม่เลยว่า ภายในเสียงหัวเราะเหล่านั้นมีความโศกเศร้าแฝงอยู่ภายในลึกๆ

“ร้านของแม่ ยังไงก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ” ดงฮยอกเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเขาเงียบกันไปนาน

“ใช่ มันสวยงามเพราะมันเป็นของของแม่ และมันเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของพวกเรา” จินฮวานตอบกลับดงฮยอกด้วยเสียงหวานของเขาเช่นเคย

“ผมคิดถึงความรู้สึกเก่าๆพวกนั้นจัง อย่างน้อยถ้าแม่อยู่ด้วย...” เสียงของดงฮยอกขาดหายไปรอการเติมเต็ม

“แต่พี่กลับรู้สึกว่า ถ้าพวกเรารักกันและกัน มีอะไรก็มาเล่าสู่กันฟังเหมือนที่เรามักจะทำกัน...พี่เชื่อว่า ตอนนั้นแม่จะมานั่งอยู่ใกล้ๆเราเสมอ” มือเรียวขาวสวยของผู้เป็นพี่เอื้อมไปกุมมือของน้องชาย ก่อนจะส่งยิ้มให้ ผู้เป็นน้องก็ยิ้มตอบกลับมา

“นั่นสินะ ถ้าพวกเรารักกัน ยังไงแม่ก็ต้องอยู่กับเราเสมอ” ดงฮยอกยื่นมืออีกข้างหนึ่งมากุมมือของพี่ชาย

“พี่หิวแล้ว งั้นพี่เข้าไปทำกับข้าวในครัวก่อนนะ” จินฮวานยืนขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปภายในร้าน ตามมาด้วยดงฮยอกน้องชายของเขา

“เดี๋ยวผมเป็นลูกมือให้พี่เอง” ดงฮยอกเดินตามพี่ชายของเขาไปห้องครัวติดๆ

“จะเลอะมั๊ยเนี่ย” จินฮวานว่าอย่างขำๆ

“เชื่อใจผมได้เลย ฮ่าๆ”

อย่าผูกความรู้สึกของตนเองกับสิ่งที่จะไม่ได้กลับมาเลย นอกจากสิ่งนั้นจะไม่หวนกลับมาแล้ว ดวงใจของเราจะยิ่งเป็นทุกข์ แต่ให้ผูกดวงใจของเรากับสิ่งที่อยู่กับเราตอนนี้และตรงนี้ เพื่อที่ใจของเรากับเขาจะเชื่อมกัน และจะไม่มีใครทำร้ายพวกเราได้ เพราะเราจะช่วยกันเยียวยาแผลในหัวใจของกันและกัน

 

 

 

 

“แม่ครับ วันนี้เกรดผมออกแล้วนะครับ” เสียงของดงฮยอกดังขึ้นในโต๊ะอาหารของแม่ลูกสอง ผู้เป็นแม่ยิ้มออกมาอย่างสนอกสนใจ

“หืม? ไหนแม่ขอดูหน่อยสิ” ดงฮยอกละจากจานข้าวของตนและหยิบในเกรดของตนเองขึ้นมาให้ผู้เป็นแม่ดู

“โห ดงฮยอกเก่งมาก เก่งกว่าตอนพี่เรียนอีกนะเนี่ย” จินฮวานซึ่งหันไปมองใบคะแนนของน้องชายเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยชมด้วยความยินดี เขาเองก็ดีใจที่น้องชายของเขาสามารถทำคะแนนในวิชายากๆได้หลายตัวเลยทีเดียว

“ใช่ ดงฮยอกเก่งมากเลยนะลูก” ผู้เป็นแม่ลูบหัวดงฮยอกอย่างแผ่วเบา เธอภูมิใจในตัวของลูกเธอมาก เธอไม่เคยหวังว่าลูกของเธอจะต้องทำทุกอย่างออกมาได้ดี แต่เธอแค่ขอให้ลูกของเธอทำอย่างสุดความสามารถ และเธอเข้าใจลูกของเธอทั้งสองเสมอถ้าพวกเขาจะทำผิดพลาดอะไรซักอย่าง

“แฮ่ๆ ก็ได้พี่จินฮวานช่วยติวไง ผมเลยสอบออกมาได้ดี” ดงฮยอกยิ้มและให้ความดีความชอบนี้แก่จินฮวาน พี่ชายของเขา

“ไม่จริงหรอก ดงฮยอกตั้งใจเรียนต่างหาก”

“ไม่จริงหรอก ลูกทั้งสองคนของแม่เก่งต่างหากล่ะ” ผู้เป็นแม่ดึงลูกชายทั้งสองของเธอเข้ามากอดด้วยความรัก เธอภูมิใจในลูกชายของเธอเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ความรู้สึกนี้ก็ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของเธอเลยแม้แต่น้อย

“ผมรักแม่ กับพี่จินฮวานที่สุดเลย”

“พี่ก็รักแม่ กับดงฮยอกที่สุดเลยเหมือนกัน”

“แม่เองก็รักพวกลูกเหมือนกันนะ” และบรรยกาศภายในโต๊ะอาหารนั้นก็เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจเหมือนทุกครั้ง ความรักที่มากที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะให้ได้ มันส่งผ่านอาหารแต่ละจาน คำพูดแต่ละคำ รอยยิ้มแต่ละครั้ง และอ้อมกอดแต่ละครั้ง เพราะเธอต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่เพื่อเติมเต็มความสูญเสียเหล่านั้นของลูกของเธอ เพราะฉะนั้นเธอเองก็ได้ทำหน้าที่ของเธออย่างสุดความสามารถแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

วันนี้คุณบอก แม่ ที่ยังอยู่กับคุณวันนี้รึยัง อย่ารอให้ถึงวันที่คุณจะต้องปล่อยให้น้ำตาไหลและกอดรูปภาพ แล้วค่อยจึงบอกรักแม่ของคุณเลย เพราะคุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเขาจะได้ยินคำบอกรักของคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Writer’s part

ได้แรงบันดาลใจจากMV ประกอบเพลง Heaven ของ Beyonce เลยลองเอามาปรับๆเรื่องแล้วเขียนเป็นนิยายดู คิดยังไงบ้างก็ติชมมาด้วยนะ ^^

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mana จากทั้งหมด 11 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 กันยายน 2558 / 09:33
    หน่วงอ่ะ อยากกลับบ้านไปหาแม่เลยเนี๊ยยยยย^^
    "รักนิรันดิ์"
    #1
    0