คัดลอกลิงก์เเล้ว

กาลปพนาดร

โดย Mana

เพราะกาลเวลา ไม่เคยหยุดเดิน เหมือนสายน้ำ ที่ไม่หยุดไหล

ยอดวิวรวม

63

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


63

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 ม.ค. 59 / 06:20 น.
นิยาย ŻҴ กาลปพนาดร | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Q ♕ lala.

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 ม.ค. 59 / 06:20


กาลปพนาดร

By Mana

 

 

 

กาลเวลา ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไป

แต่หัวใจ ยังวิ่งวน อยู่ที่เดิม

ตายจากไป มิได้หมาย ว่าห่างเหิน

รอมาเติม ความรัก รักต่อไป

 

 

 

“ติก ติก ติก” เสียงเข็มวินาทีกำลังขยับไปอย่างต่อเนื่อง บอกเวลาที่ไหลไปราวกับสายน้ำ และจะไม่หวนกลับ

 

                พระสมุทร ชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปี บัณฑิตจบใหม่ ในเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวและกางเกงขายาวสีดำ กำลังเดินมองภาพวาดมากมายที่อยู่ขนาบสองข้างทางไปเรื่อย โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย ศิลปะพวกนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นจากการทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์ วันอาทิตย์แบบนี้เขาจึงเลือกที่จะมาผ่อนคลายที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แทนการนั่งอยู่บ้านเฉย ๆ

 

                เนื่องจากงานแสดงพิเศษที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแคมเปญพิเศษ โดยการนำวัตถุโบราณจำนวนมาก จากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดง ซึ่งจะเป็นงานศิลปะซะส่วนใหญ่ เช่น ภาพวาด เครื่องปั้นดินเผา หรือถ้าเอามาไม่ได้ เขาก็จะนำรูปหรือโมเดลของวัตถุชิ้นนั้นมาจัดแสดงแทน ซึ่งแคมเปญนี้เป็นแคมเปญที่ใหญ่มากในรอบหลายปีสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ครั้งก่อนนี้ก็เห็นมีจัดแสดงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชุด เสื้อผ้า คราวนี้ก็เป็นงานศิลปะ

 

                พระสมุทรผู้หลงใหลในงานศิลปะโบราณจึงไม่ยอมที่จะพลาดโอกาสนี้ไป เขารู้ข่าวเกี่ยวกับงานนี้มาสามสี่วันแล้ว จากโฆษณาทางโทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ที่พากันรีวิวเกี่ยวกับกิจกรรมที่นี่ เขาจึงเลือกที่จะขับรถมาจากบ้าน และมันก็คงจะดีกว่า ถ้าเขาได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้านบ้าง การที่เขาจะอยู่แต่เพียงในบ้านแล้วอยู่กับ พ่อ ของเขา ซึ่งก็ดูไม่ได้ใส่ใจในตัวเขาเสียเท่าไหร่ มันก็คงอึดอัดไม่น้อย ตัวของพระสมุทรเองก็ไม่ได้อยากจะแย่งอากาศหายใจจากบุพการีเสียด้วยสิ

 

                พระสมุทรอาศัยอยู่ในบ้านเล็ก ๆ เขาไม่ได้รวยมาก ฐานะปานกลางที่พอจะมีเงินเก็บ และไม่ต้องไปพึ่งใคร เขาพอใจกับฐานะของเขา แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่อยากจะอยู่บ้าน นั่นอาจจะเป็นเพราะ พ่อที่เอาแต่เย็นชากับเขาล่ะมั้ง ตั้งแต่แม่เสียไป ก็ไม่มีใครที่ดูแลเขาได้เท่ากับแม่อีกเลย

 

                พระสมุทรสะบัดไล่ความคิดต่าง ๆ ออกจากหัว แล้วเดินหน้าต่อไป เขาขอชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่าจัดแสดงภาพได้ค่อนข้างดี พื้นผนังสีอ่อนกับกรอบรูปสีเข้ม ทำให้รูปดูเด่นขึ้นมา ประกอบกับการให้ประวัติความเป็นมาใต้ภาพ นอกจากนี้ จากที่ตัวเขาสังเกตมา พิพิธภัณฑ์แบ่งชั้นโดยใช้เกณฑ์เป็นอายุของชิ้นงาน จึงไม่แปลกที่บางรูปภาพจะเป็นของฝั่งยุโรปและอาจมีเครื่องปั้นดินเผาของจีนมาคั่นอยู่ตรงกลาง

 

                พิพิธภัณฑ์จัดให้แต่ละชั้นให้เป็นห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก มีหลายชั้น ชั้นแรกจะเป็นชั้นของศิลปะเก่าแก่ ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนมากเป็นเครื่องปั้นดินเผาและอาวุธ บางรูปเป็นรูปถ่ายที่ทางผู้จัดไปถ่ายมาจากถ้ำ ก็เป็นพวกภาพฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของคนในยุคสมัยนั้นให้เราได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงวิถีชีวิตของเขา ก็ถือว่ายังคงความเป็นพิพิธภัณฑ์เอาไว้ได้ เพราะถึงจะเป็นงานจัดแสดงงานศิลปะก็เถอะ แต่ที่นี่ก็ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่แกลเลอรี่ที่จะมาจัดแสดงรูปภาพอย่างเดียว

 

                ชั้นที่สองเป็นชั้นของรูปภาพในช่วงของยุคทองเป็นส่วนใหญ่ หรือก็คือช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด เป็นช่วงที่รุ่งเรืองมาก ๆ ของภาพวาด ส่วนมากเป็นของประเทศดัตช์ (เนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน) เกิดขึ้นหลังจากสงครามระหว่างศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ ภาพหลาย ๆ ภาพก็ยังคงจุดประสงค์เดิม คือการบอกเล่าความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้น เพียงแต่มีการเติมแต่งความสวยงาม ความประณีตในงานมากกว่าภาพวาดฝาผนังของยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ภาพ The Milkmaid ของ Johannes Vermeer เป็นภาพของสาวใช้ในชุดสีเหลือง กำลังตั้งหน้าตั้งตาเทน้ำนมจากเหยือกลงบนถ้วยดินเผาอีกถ้วยหนึ่ง

 

                ชั้นที่สามเป็นชั้นของศิลปะในยุคจินตนิยม หรือในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า ประมาณปี 1800-1850 เป็นช่วงที่คนยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเกี่ยวกับปรัชญา วรรณกรรม และศิลปกรรม ภาพส่วนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านความคิดและการเมืองแบบเก่าในยุคแสงสว่าง ที่มีการใช้เหตุผลเป็นหลัก และศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ ในส่วนของศิลปะยุคจินตนิยมจะต่างออกไป ภาพหนึ่งที่สวยงาม และเรียกให้พระสมุทรหยุดเดินคือภาพ The Morning ของ Philipp Otto Runge เป็นภาพที่มีภาพอีกภาพหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลาง ภาพตรงกลางเป็นภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนตรง รับแสงอาทิตย์ของวันใหม่ โดยมีเด็กจำนวนมากอยู่ในภาพ กำลังรอต้อนรับการเบิกรับอรุณของหญิงผู้นี้ ส่วนมากเน้นไปที่แสงสีเหลือง ราวกับจะแสดงสิริรุ่งโรจน์และความสง่างาม มีดอกลิลี่เป็นส่วนประกอบของภาพ จุดหนึ่งที่สำคัญคือองค์ประกอบของภาพนี้ ภาพนี้มีความสมดุลมาก คือทั้งสองข้างของภาพมีการจัดสัดส่วนให้เท่ากัน ถ้าตัดส่วนของผู้หญิงออกไปก็เหมือนเอากระจกมาทาบกลางระหว่างภาพเลยก็ว่าได้ พระสมุทรใช้เวลาอยู่นานกว่าจะผละตัวเองออกจากภาพวาดนี้

 

                ในชั้นที่สี่เป็นชั้นของศิลปะสมัยใหม่ อันนี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับยุคของเรา จิตรกรที่มีชื่อเสียงก็อยู่ในยุคนี้ เช่น Pablo Picasso หรืออย่าง Vincent Van Gogh  ศิลปะในยุคนี้ขึ้นอยู่กับความคิดความรู้สึกของศิลปิน ศิลปินจะใส่ความเป็นตัวเองลงไปในผลงาน บางผลงานสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพสังคม บางอันก็แสดงมุมมองที่ต่างออกไป หรือแม้กระทั่งบางผลงานถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนภาวะทางจิตใจของศิลปิน ภาพหนึ่งที่พระสมุทรชอบคือภาพ Flowering Plum Tree เป็นภาพของ Vincent Van Gogh ซึ่งคัดลอกมาจากจิตรกรชาวญี่ปุ่น Hiroshige เป็นภาพของต้นไหน (ต้นพลัม) ในยามใกล้มืด กำลังออกดอกเล็ก ๆ สีขาวจำนวนหนึ่งสวยงามในแบบของมัน พื้นหลังเป็นท้องฟ้าสีแดงฉาดบอกว่าสุริยะใกล้จะลาลับขอบฟ้าแล้ว ข้าง ๆ ภาพเป็นอักษรคันจิ ภาพนี้ประกอบไปด้วยสีโทนร้อน เช่น แดง น้ำตาล ส้ม เสียส่วนใหญ่ ภาพนี้เคยถูกจัดแสดงใน Vincent Van Gogh Museum แต่บางที ทางพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจจะไปขอมาได้ก็ได้มั้ง พระสมุทรไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก และเดินหน้าต่อไป

 

                ในชั้นที่ห้า ชั้นสุดท้าย เป็นการรวบรวมศิลปะมากมายมาไว้อยู่ด้วยกัน ทั้งงานประติมากรรม ศิลปกรรม เครื่องปั้นดินเผา หรือผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่ไม่สามารถระบุอายุ หรือช่วงยุคของมันได้ จะถูกมารวมไว้ในชั้นที่ห้า ถึงแม้มันจะเป็นชั้นที่คล้ายจะถูกลืม แต่ก็มีบางคนยังเดินขึ้นมาอยู่บ้าง ในส่วนของพระสมุทรเอง เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าจะเดินให้ครบทุกชั้น

 

                รูปภาพ เครื่องปั้นดินเผา ประติมากรรมในชั้นห้านี้ ไม่ได้เรียกความสนใจของพระสมุทรไปได้เลย หากแต่มีหุ่นเชิดตัวหนึ่ง กลับทำคะแนน เรียกให้สายตาของพระสมุทรหยุดไปมอง...หุ่นเชิดที่นั่งอยู่ในตู้จัดแสดงแก้วนั้น

 

                พระสมุทรคิดว่า หุ่นตัวนี้เป็นวัตถุโบราณที่ค่อนข้างจะประหลาดไปจากวัตถุโบราณชิ้นอื่น ๆ ไปเสียหน่อย เขาไม่เจอตำหนิ หรือร่องรอยจากกาลเวลาที่ล่วงเลยมานาน มันยังดูใหม่...ไม่สิ มันยังดูสวยงามเหมือนเพิ่งกับสร้างเสร็จได้ไม่นาน และสาเหตุที่หุ่นตัวนี้ถูกนำมาวางไว้ที่ชั้นห้านี้ ก็เพราะไม่สามารถระบุปีที่แน่ชัดของการสร้างได้ แม้แต่ประเทศที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาก็ไม่มีใครทราบ

 

                ร่างโปร่งของพระสมุทรเดินเข้าไปใกล้ สายตาที่ล่องลอยไร้ความรู้สึกนั้น ทำให้พระสมุทรแปลก ๆ ไม่น้อย ความรู้สึกคุ้นตาเกิดขึ้นมาในทันที คิ้วเริ่มขมวดกันเป็นปมเมื่อเขาเริ่มใช้ความคิด

 

                ผมสีดำขลับทรงสั้นไม่ยาว ใบหน้าขาวสะอาด คิ้วหนากำลังดี รอบนัยน์ตาเป็นสีชมพูเข้ม สีของดวงตาเป็นสีดำเหมือนสีผม แพรขนตายาวสลวย จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากหนาน่าลิ้มลองเผยอออกเล็กน้อย ไฝเม็ดเล็กทรงเสน่ห์จุดอยู่ที่มุมแก้มเนียนด้านซ้าย ร่างกายโปร่งบางอรชรในชุดสูทสีน้ำตาลทับเสื้อเชิ้ตสีขาว หากแต่ความสวยงามนี้เป็นของหุ่นเชิดที่ครองเพศ...ชาย

 

                เขาไม่ได้ประหลาดใจอะไรมาก เพราะหุ่นเชิดทุกตัวที่เขาเคยเห็น ก็มักจะถูกสร้างชายหญิงคล้ายกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาแปลกใจคือ ยามที่ได้มองใบหน้าของหุ่นตัวนี้ เขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด และเขาก็ยิ่งประหลาดใจเข้าไปอีก เพราะหากตัดเรื่องทรงผมที่เขาไม่ได้จัดมาเป็นพิเศษและคิ้วที่ขมวดเป็นปมแล้ว ยามที่ตู้กระจกที่ทำจากแก้ว สะท้อนใบหน้าของเขา ไปทับซ้อนกับใบหน้าของหุ่น และมันทับกันสนิทได้อย่างน่าอัศจรรย์!

 

                “ติก ติก” เสียงเข็มนาฬิกาก้าวเดินดังกว่าปกติ มือเรียวของพระสมุทรเอื้อมเข้าไปหยิบตัวต้นเสียง คือนาฬิกาขนาดพกพาสีทองแดงที่มีโซ่ยาวออกมาจากกระเป๋า มันเป็นของชิ้นสุดท้ายที่มารดาผู้เป็นที่รักของเขาให้ไว้ ก่อนจะสิ้นใจ เขามองมันที่ส่งเสียงดัง พลางหันกลับไปมองที่หุ่นเชิดตัวนั้นอีกครั้ง และก็พบว่า ที่มือของหุ่นตัวนั้น อยู่ในรูปที่เหมือนจะกำอะไรไว้ซักอย่าง และมันน่าแปลกที่สิ่งแรกที่เขาคิดคือ หุ่นตัวนี้กำลังกำนาฬิกาพกพาเรือนที่เขาถืออยู่

 

                “ติก” ไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อ ยามที่นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง สายตาของพระสมุทรหันกลับไปมองยังตาที่ไร้ความรู้สึกของหุ่นนั้นและก็ได้พบว่ามันกำลังดูดกลืนความรู้สึกทุกอย่างของเขาเข้าไป สติสัมปชัญญะของร่างบางกำลังเลือนหาย เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณที่ยืนนิ่งแข็งทื่อ หุ่นตัวนี้กำลังนำพาพระสมุทรกลับไปยังอดีตที่จากมาอีกครั้ง รสหวานอมขมที่ปลายลิ้นยังคงย้ำเตือนความรู้สึกในตอนนั้นของพระสมุทร...

 

 

 

 

 

 

ปฐพี ท่านมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”

“ข้ามาขอร้องท่าน”

“หากท่านจะมาขอเรา เรื่องนั้น เราไม่สามารถให้สิ่งนั้นแก่ท่านได้ ไม่ว่าท่านจะรบเร้าเราอีกกี่ครั้งก็ตาม”

“...”

“เราได้เห็นความตั้งใจในตัวเจ้าแล้ว ปฐพี ดังนั้นเราจึงได้ตกลงกับเอวา เราจะให้พรข้อหนึ่งแก่เจ้า หากแต่มันมีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง ท่านจะยอมรับมันหรือไม่”

“ท่านบอกเรามาเถิด”

“เราจะให้พรท่านหนึ่งประการ คือ เราจะหยุดเวลาของโลกเอาไว้เป็นเวลาหนึ่งวัน แล้วขอให้ท่านใช้เวลานั้น ทำตามประสงค์ของเจ้าเถิด แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง คือเจ้าจะไม่สามารถพบหน้ากับวารีได้ในที่แห่งนั้น เจ้ายอมหรือไม่”

“ข้า...ยอม”

“หากเป็นเช่นนั้น ก็ขอให้เป็นไปตามวาทะของเราเถิด”

 

 

 

 

 

 

“ติก” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา เป็นเสียงของเข็มนาฬิกาที่สอดแทรกกับเสียงของเม็ดทรายสีเหลืองจำนวนมากที่หลั่งไหลพรูลงมาอีกข้างหนึ่งของนาฬิกาทราย ลมพัดโบกพริ้วไหว ใบไม้ดอกไม้ต่าง ๆ เริ่มจะขยับตามสายลมเอื่อยนั้น ชายคนหนึ่งนั่งมองสิ่งที่ตนเองรักมาเป็นเวลานาน และมันใกล้จะถึงเวลาแล้ว

 

                “กึก ครืด” กล่องเพลงไม้ถูกหมุนเพื่อใช้งาน ก่อนจะถูกวางลงเบา ๆ ที่เก้าอี้ไม้ จากนั้นชายหนุ่มก็ละตนเองออกจากบริเวณนั้น

 

                “ติก ติก” ยามทีมีเสียงเพลงบรรเลง ลมพัดเอื่อย และมีเสียงของเข็มนาฬิกา หุ่นเชิดตัวหนึ่งจึงเริ่มที่จะขยับตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ จากดวงตา ใบหน้า นิ้ว แขน ขา ก่อนที่หุ่นเชิดตัวน้อยจะหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ มองไปรอบ ๆ ตนเองด้วยความประหลาดใจ ในความสามารถใหม่ของตนเอง

 

                “ติก ติก ติก” เสียงเข็มนาฬิกาดังขึ้นอีกแล้ว หุ่นเชิดมองไปตามเสียงนั้น จึงพบนาฬิกาเรือนหนึ่งวางอยู่บนฝ่ามือ มีโซ่พันรอบยาวจนถึงศอก

 

                ร่างบางอยู่ในชุดสูทสีน้ำตาล ทับเสื้อเชิ้ตสีขาว กับกางเกงขายาวสีเข้ากับชุด สวมถุงมือสีขาวและมีนาฬิกาเรือนเล็กอยู่บนฝ่ามืออีกที กายบางนี้กำลังสอดส่องไปทั่ว ณ สถานที่แห่งนี้ กาลปพนาดร ที่นี่เป็นอุทยานใหญ่หาที่สิ้นสุดมิได้ ประกอบไปด้วยต้นไม้เป็นนานาชนิด สวยงามไปด้วยสีสันของดอกไม้ที่อยู่บนต้น และอยู่ในแปลง ส่วนที่ร่างบางอยู่ ณ ตอนนี้ คือกลางอุทยาน เป็นส่วนที่อุทยานจะเปิดโล่ง เป็นพื้นหญ้า มีเพียงต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้น และสถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้คือ โรงละคร

 

                โรงละครนิรนาม แห่งนี้เป็นโรงละครขนาดเล็ก ไม่มีเวทีที่ยกสูง มีเพียงฉากที่กั้นระหว่างคนดู กับผู้แสดง มีเก้าอี้หนึ่งตัวสำหรับนักแสดงที่ร่างบางเคยนั่ง และเก้าอี้อีกตัวหนึ่งสำหรับผู้มาชม และมีกล้องขนาดใหญ่อีกอันหนึ่งวางอยู่ด้านหลัง มีของประกอบฉากจำนวนหนึ่งวางอยู่รอบ ๆ มีนาฬิกาทรายที่กำลังทำงาน มีโต๊ะไม้สีเหมือนเก้าอี้ มีกระจกส่องหน้าที่ทำให้พระสมุทรรู้ว่านี่คือตนเอง ตรงกันข้ามเป็นกังหันไม้ขนาดตั้งโต๊ะที่ผู้สร้างตั้งใจทำ บัดนี้ได้กลายเป็นของเล่นของหุ่นเชิดเกิดใหม่นี้เสียแล้ว มองอีกที เก้าอี้ที่ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า กลับมีกล่องเพลงปริศนาที่กำลังบรรเลงเพลง เพลงที่เป็นดั่งความรู้สึกของเจ้าของกล่อง...

 

                หุ่นเชิดมองไปยังกล่องเพลงนั้นด้วยจิตสงสัย แต่ยามที่ได้เข้าไปใกล้ต้นเสียงนั้น ก็เห็นว่ายังมีสถานที่อีกที่หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงละครแห่งนี้มากนัก ร่างบางในชุดสูทสีน้ำตาลจึงเลือกที่จะเดินผละออกไปจากโรงละคร และเริ่มการท่องเที่ยวภายในอุทยานตนเองไม่รู้จักแห่งนี้

 

                ขาเรียวย่างกายมาจนถึง สวนสุมาลโยทยาน สวนดอกไม้กว้างใหญ่ รอบแปลงดอกไม้เป็นพุ่มไม้สูง และมีประตูโค้งสีขาว บ่งบอกอาณาเขตของสวนดอกไม้แห่งนี้ ร่างบางเยื้องกายเข้าไปภายในสวนดอกไม้นั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

ทันทีที่ได้เข้ามาภายใน ก็พบกับดอกไม้นานาพันธุ์ ถูกปลูกลงในแปลงใหญ่ มันถูกแยกพันธุ์และแยกสีสันออกจากกัน แต่ถูกปลูกลงในแปลงเดียวกัน ลมที่พัดโชยมาสู่หน้าของร่างบางทำให้ดอกไม้เอนเอียงไปในทางเดียวกัน คล้ายกับว่าจะโค้งต้อนรับการมาของเขา ยามที่ดอกไม้พลิ้วไหวไปตามสายลมนั้น สีสันที่แตกต่างของมันสร้างความสวยงามตระการตาแต่หุ่นเชิดตนนี้มากนัก หากจะขาดไปเสียสีหนึ่ง เขาเองก็คงจะรู้สึกแย่ เพราะพันธุ์และสีเหล่านี้เข้ากันได้ดีเหลือเกิน

 

ดอกทิวลิบทางซ้ายมือ ทั้งสีแดง สีเหลือง และสีขาว ต่างแซมกันขึ้นมาและรวมกันอย่างผสมกลมกลืน

 

ตรงกลางเป็นดอกไม้หลายชนิด ทั้งเดซี่สีขาว สีส้ม ดอกทานตะวันที่เหลียวมองพระอาทิตย์ ดอกไอริส ดอกไม้แห่งความเชื่อสีม่วง ดอกเอสเตอร์ ดอกเล็กที่คล้ายกับคำสัญญาว่าจะคุ้มครองเขาจากเหล่าร้าย ดอกไม้เหล่านี้ถูกปลูกสลับกันไป ไล่เลียงสีเพื่อความสวยงาม แต่ดอกที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นทานตะวันที่อยู่กึ่งกลาง ดอกใหญ่เพียงดอกเดียว

 

ด้านขวามือของหุ่นเชิด เป็นดอกกุหลาบหลากสี ทั้งสีแดง ส้ม ขาว ปลูกคู่กับดอกลิลี่ในสีเดียวกัน

 

ประตูโค้ง และพุ่มไม้ที่อยู่โดยรอบ ก็มีดอกกล้วยไม้หลากสีปลูกอยู่ สีขาว สีม่วง และสีอื่น ๆ ปลูกอยู่ประปรายไป

 

ร่างบางเพิ่งจะสังเกตตนเองว่า เมื่อผ่านพ้นประตูโค้งสีขาวนั้นมาแล้ว จากเสื้อสูทหลวมตัว ก็กลายเป็นเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นแทน แม้จะให้ความรู้สึกที่ต่างกันไป แต่เหมือนว่าเขาจะชอบชุดใส่สบายนี้เสียมากกว่าชุดเป็นทางการเช่นนั้น

 

หุ่นเชิดตัวน้อยรู้สึกสนใจเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่อยู่ที่มุมสวนทันทีที่ได้เห็น มันกำลังทำงาน แผ่นเสียงสีดำหมุนวนอยู่ในถาดและมีเข็มจิ้ม บรรเลงเพลงเพราะออกมา เพลงที่ถูกขับขานนี้มีเพื่อสร้างความสบายและผ่อนคลายให้แก่ดอกไม้นานาชนิดในแปลงนี้ แต่ตอนนี้มันถูกใช้เพื่อสื่อความรู้สึกบางอย่างให้แก่ร่างบางที่ยืนหลับตาพริ้มฟังเพลงอยู่นั่น

 

เป็นอีกครั้งที่หุ่นเชิดช่างสังเกตเห็นอะไรแปลก ๆ คราวนี้เป็นโต๊ะไม้กลม มีผ้าปูโต๊ะสีขาวคลุมอยู่ มีชามเซรามิคสูงสีขาววางอยู่ที่โต๊ะ ภายในเป็นดอกไม้ภายในแปลง ที่ถูกนำมาจัดไว้ในชามด้วยความประณีต และมีมงกุฎที่ถูกสานด้วยดอกไม้จำนวนมาก ต่างชนิด วางไว้อยู่ข้างบน เรียกความสนใจของหุ่นเชิดตัวนี้เป็นอย่างมาก

 

“สวยจัง...” คำพูดคำแรกถูกเปล่งออกมาจากลำคอของร่างบาง มือเรียวหยิบมงกุฎสานนั้นขึ้นมาเชยชมด้วยความตื่นตะลึง แล้วนำมันมาสวมบนศีรษะของตนด้วยความยินดี มุมปากที่ฉากกว้าง กับดวงตาที่กลายเป็นขีด คงเป็นสิ่งยืนยันที่ดีถึงเรื่องนี้

 

 

 

 

 

 

ถัดจากนั้นไปไม่ไกล ก็มีบ้านขนมสีสวย กลิ่นหอมหลังหนึ่ง อยู่ไม่ไกล ตัวบ้านทำจากขนมปังขิง หลังคาทำมาจากช็อกโกแลต มีขนมหวานฟูก้อนใหญ่วางไว้อยู่บนหลังคา มีน้ำตาลสายรุ้งหลากสีโรยอยู่ด้วย แต่หุ่นเชิดมิได้อยากกินขนมเหล่านี้หรอก ตอนนี้เขาเพียงแค่ต้องการกินอาหารอะไรบางอย่างเท่านั้น และต้องไม่ใช่บ้านด้วย แต่ร่างบางก็เข้าไปภายในบ้านขนมแห่งนี้ เพราะเขาเองก็อยากจะเที่ยวเล่นเช่นกัน

 

                ภายในบ้านขนม ก็คล้ายกับภายนอก พื้นทำจากขนมปังขิง และส่วนต่าง ๆ ก็สร้างด้วยขนมปังกรอบ ร่างบางในชุดเอี๊ยมสีน้ำตาลคล้ายแฮนเซลเดินไปเรื่อยจนเจอกับโต๊ะขนาดกลาง มีข้าวต้มสามชามวางอยู่ สามขามนี้ทำมาจากเซรามิค หุ่นเชิดตัวบางเดินเข้าไปใกล้ และด้วยความหิวโหยจึงเริ่มที่จะกินข้าวต้มชามสีแดง

 

                “โอ๊ะ ร้อนจัง” ข้าวต้มชามสีแดงร้อนมาก ยามที่แตะริมฝีปากก็ต้องรีบนำมันออก ร่างบางจึงเอื้อมมือไปหยิบเอาชามสีฟ้าที่อยู่ข้าง ๆ แทน

 

                “เย็น” แม้จะไม่ได้เย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็ง แต่เย็นชืดแบบนี้ก็ไม่ได้รสชาติของอาหารหมดแล้ว มือเรียวผลักมันออกไปไม่ไกล แล้วร่างบางก็นำข้าวต้มชามสีเหลืองที่อยู่ตรงกันข้ามนั้นมาแทน

 

                “อร่อย” ชามสีเหลืองนั้น เป็นชามที่ใส่ข้าวต้มที่กำลังอุ่นพอดี ไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไป ทั้งยังมีรสชาติอร่อย กลมกล่อมอีกด้วย

 

                เมื่อกินข้าวต้มจนอิ่มแล้ว หุ่นเชิดตัวน้อย ก็เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน ชั้นนี้มีเตียงนอนอยู่เตียงหนึ่ง ข้าง ๆ เป็นกี่ทอผ้า และดูเหมือนมันกำลังพังอยู่ แต่ก็มิอาจห้ามความอยากรู้อยากเห็นของหุ่นเชิดได้ ร่างบางเดินเข้าไปใกล้กี่นั้น นิ้วชี้เรียวยื่นออกไปแล้วแตะลงบนเครื่องมือทอผ้า และไปโดนเสี้ยนไม้โดยมิได้ตั้งใจ ร่างเล็กนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ สายตาพร่ามัว โซซับโซเซไป จนกระทั่งทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่มที่อยู่ไม่ไกล

 

 

 

 

 

 

ร่างบางตื่นขึ้นมาในยามบ่ายแก่ ๆ แสงอาทิตย์ที่แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเวลาที่ใกล้ค่ำแล้ว เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงสีขาว ท่ามกลางทุ่งดอกแดนดิไลออน สวมเสื้อไหมพรมแขนยาวสีขาว และกางเกงสีเหมือนกัน แต่ร่างเล็กยังคงจำได้ว่าก่อนที่เขาจะเข้าสู่นิทราไป เขา...

 

                ความสงสัยเหล่านี้คงจะไม่เกิดขึ้น หากหุ่นเชิดตัวเล็กมิได้เข้าไปยังเขตหวงห้ามของกาลอุทยาน เรือนนิรมิต เรือนแห่งความหวังและความหลอกลวง เรือนนี้มีไว้เพื่อหลอกให้มนุษย์ที่หลงเข้ามายังอุทยาน ถูกหลอกล่อและเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะพบกับความว่างเปล่า และสูญเสียชีวิตไปตลอดกาล หากแต่มีใครบางคนมาช่วยหุ่นเชิดไร้เดียงสานี้ทัน

 

                ทั้ง ๆ ที่เขาได้เตรียมอาหารจำนวนหนึ่งไว้แล้วแท้ ๆ เสื่อหมอน ที่นอนเขาก็เตรียมไว้ให้ พยายามทำสถานที่ที่สวยทัดเทียมขึ้นมา เพราะกลัวว่าหุ่นเชิดตนนี้จะหลงเข้าไปยังเรือนนิรมิต สุดท้ายก็เข้าไปอยู่ดี แต่เขาก็ให้อภัยร่างไร้เดียงสานี้ ด้วยความไม่รู้และอ่อนต่อโลก จึงไม่แปลกหากร่างบางจะหลงเข้าไปยังสถานที่สวยงามจอมปลอมเช่นนั้น

 

                มือเรียวขยี้เปลือกตาสีมุกเบา ๆ แล้วหยัดกายลุกขึ้นจากเตียงนอนนั้น และดำเนินกายไปต่อ

 

                สายลมพัดโบกปลิวสบายตลอดวัน ไม่แรงพอที่จะทำร้ายกัน และก็ไม่อ่อนพอที่จะให้ความร่มเย็นแก่ร่างบางนี้ จนในที่สุด ขาเรียวก็ลากร่างกายมาจนถึงอีกสถานหนึ่ง ขาตั้งไม้กับผ้าใบที่ถูกวาดรูปเอาไว้ มีรูปรูปหนึ่งถูกหมุดติดเอาไว้และเป็นรูปเดียวกับที่ผ้าใบนี้แสดง มันเป็นรูปของหุ่นเชิดตนหนึ่ง ที่นั่งลงบนเก้าอี้ รอบข้างเป็นโรงละครขนาดเล็ก...นี่คือรูปของที่นี่ หุ่นเชิดที่นั่งตรงนั้นก็คือร่างบางที่กำลังมองรูปอยู่นี้ ส่วนฉาก ก็เป็นโรงละครนิรนามนั้น ว่าแต่...ใครเป็นคนถ่ายล่ะ?

 

                ข้าง ๆ นั้นเองมีกล้องส่องทางไกลตกอยู่ หุ่นเชิดผู้ไร้เดียงสาไม่รู้ว่ามันคืออะไร จึงหยิบมันขึ้นมาเล่น เห็นว่ามันมีสองรู จึงใช้สายตามองดูมัน เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกสนุกขึ้นมา เขาเห็นสวนสุมาลโยทยาน เห็นโรงละครนิรนาม เห็นเตียงสีขาวกลางดงแดนดิไลออน เห็นสถานที่ที่เขาเดินผ่านมามากมาย หารู้ไม่ว่ามันเป็นเครื่องมือใช้ส่องหาหุ่นเชิดเพียงตนเดียวในอุทยาน แต่แล้วสายตากวางก็หยุดลงที่ชายคนหนึ่ง เขายืนหลบอยู่หลังต้นไม้

 

หุ่นเชิดตัวน้อยคิดว่าเขาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ภายในอุทยานแห่งนี้ แต่เมื่อได้เห็นดังนั้นก็อยากจะเรียกชายหนุ่มคนนั้นมาเป็นเพื่อนเล่น นั่งคุยด้วยกัน คิดได้ดังนั้นจึงละกล้องส่องทางไกลไป และคิดจะวิ่งไปตามหาชายหนุ่มคนนั้น แต่เมื่อเขารู้ตัวว่าหุ่นเชิดตัวน้อยของเขาวิ่งไล่ตามเขามา กลับกลายเป็นว่าเขาต้องรีบวิ่งหนีออกไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุดแทน

 

หุ่นเชิดน้อยผู้น่าสงสาร ความคิดที่อยากจะได้เพื่อนเล่นกลับพังทลายไป เพราะเขาไม่สามารถจะวิ่งทันชายหนุ่มผู้นั้นได้ ชายหนุ่มคนนั้นวิ่งไปไกลเสียที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่แล้วเขาเองก็ต้องมาหยุดจากการวิ่งลง แต่เขายังคงจำได้ จำถึงลักษณะ เสื้อผ้า และรูปร่างของชายหนุ่มคนนั้นได้ คิดไปคิดมาแล้ว หุ่นเชิดน้อยกลับคิดว่าเขาคุ้นเคยกับชายหนุ่มคนนั้นเสียเหลือเกิน

 

 

 

 

 

 

กาลพฤกษ์ เป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดภายในอุทยานแห่งนี้ มีขนาดใหญ่กว่าต้นไทรสองต้นมัดรวมกัน และสูงกว่าหุ่นเชิดตัวบางสองคนยืนต่อกันเสียอีก และตอนนี้ร่างบางกำลังยืนมองมันด้วยความประหลาดใจ

 

                หลังจากวิ่งมาเป็นเวลานาน หุ่นเชิดตัวน้อยก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเหมือนมนุษย์ธรรมดาคนอื่น ๆ ร่างกายเพรียวลมต้องการที่พักพิง เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งจึงเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะนั่งพักลงใกล้ ๆ นั้น

 

                แต่แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ยามที่ร่างกายน้อย ๆ ได้สัมผัสกับต้นไม้ใหญ่ อักษรโบราณสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นบนลำต้น เรียงรายไล้จากโคนต้นไปยังกิ่งก้านต่าง ๆ จากนั้นมันก็ค่อย ๆ หายไป หุ่นเชิดตัวน้อยมองมันอย่างประหลาดใจ แต่แล้วก็ลุกขึ้นและมองไปยังด้านบนด้วยความสนใจ

 

                ผ่านไปซักพัก ต้นไม้ที่ดูเหมือนจะมีแต่ใบนี้ก็ผลิดอกออกมา เป็นดอกไม้รูปร่างประหลาดและมีหลากสี ในต้นเดียว ทั้งสีแดง สีส้ม สีน้ำเงิน สีเขียว และสีชมพู มันค่อย ๆ ผลิออกมาทีละดอก แต่แล้วดอกก็พลันแตกออก กลายเป็นรูปภาพ ดอกสีส้มดอกหนึ่งที่ผลิออกเป็นดอกแรก กลายเป็นรูปภาพขาวดำใบหนึ่ง แล้วจึงตกลงมา หุ่นเชิดตัวน้อยอ้าแขนรับก่อนที่มันจะตกลงสู้พื้นได้ทัน

 

                รูปนั้นเป็นรูปของชายหนุ่มที่หุ่นเชิดคุ้นหน้า ตอนที่เขาสร้างงานไม้ชิ้นใหม่ของเขาได้สำเร็จ เป็นชุดเครื่องไม้จำนวนมากที่มีผู้มาสั่งซื้อ อีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นงานที่เขาเคยทำเยอะที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา ในยามนั้นเขากำลังขัดสนและไม่คิดว่าจะปฏิเสธงานใดได้ จึงรับงานนี้ไว้ และตอนนั้น ตอนที่เขาก็ทำมันเสร็จแล้ว ต่อมาชายผู้เป็นคนสั่งชุดเครื่องไม้นี้ก็มารับของของตน พร้อมกับลูกสาวของเขา รอยยิ้มของชายหนุ่มคนนั้นเป็นรอยยิ้มที่เหมือนเด็ก ๆ เสียเหลือเกิน

 

                ดอกไม้ที่สีใกล้เคียงกลับใบไม้ แตกออกแล้วกลายเป็นรูปใบหนึ่ง มันเป็นตอนที่หญิงสาวคนเดิม ซึ่งเป็นลูกสาวของลูกค้าของชายหนุ่มผู้นั้น เขากำลังมาเข้าใกล้ และตามตื๊อ พลางพูดจาหว่านล้อมหว่านเสน่ห์ใส่ชายหนุ่มคนนั้นอย่างหน้าไม่อาย เมื่อเธอไม่ได้ตามที่เธอต้องการ เธอก็มักจะกลับมาอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งเธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น เพื่อหวังว่าชายหนุ่มจะตกหลุมพรางในการยั่วยวนของเธอ แต่เปล่าเลย ชายหนุ่มคนนี้ปฏิเสธกลับไปได้ทุกครั้ง ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด หากแต่เมื่อได้มองรูปนี้แล้ว...ความรู้สึกอิจฉาก็เกิดขึ้นในใจของหุ่นเชิดตัวน้อยอย่างน่าประหลาดใจ

 

ดอกไม้สีแดง แปรเปลี่ยนเป็นรูปเหตุการณ์ในขณะที่ชายหนุ่มคนเดิม ที่ครั้งนี้หน้าหันด้วยแรงของหมัดจากชายอีกคน ชายหนุ่มคนนั้นพาหญิงสาวผู้เป็นที่รักของเขามาด้วย หญิงสาวผู้นี้เป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่อยู่ในรูปก่อน ๆ ทั้งที่มาในฐานะลูกสาวของลูกค้าของชายหนุ่ม และหญิงสาวที่พยายามใช้เรือนร่างของเธอยั่วยวนชายหนุ่มให้ตกหลุมพราง มันเป็นครั้งที่ชายหนุ่มผู้เป็นที่รักของเธอบุกเข้ามาถึงร้านของชายที่หุ่นเชิดคุ้นหน้าคนนี้ เขามาเพื่อทำร้ายและขู่ไม่ให้เขาไปยุ่งกับหญิงที่เขารักอีก ทั้ง ๆ ที่เธอนั่นแหละที่เป็นคนมายั่วยวนและหว่านล้อมชายหนุ่มช่างไม้คนนี้ก่อน ใบหน้าของร่างบางแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ เหตุใดหญิงถึงยังยิ้มได้แบบนั้นล่ะ รอยยิ้มที่แสยะและแสดงถึงความไม่จริงใจแบบนั้น เขาไม่อยากดูรูปนี้ต่ออีกแล้ว

 

รูปใบหนึ่งตกลงสู่ศีรษะของร่างบาง เป็นผลของดอกไม้สีฟ้า มันเป็นรูปของชายหนุ่มคนเดิม ที่กำลังนั่งลงเอามือกุมหน้าด้วยความสิ้นหวัง หลังจากที่ผ่านพ้นการทะเลาะวิวาทครั้งก่อนมาแล้ว เขาก็ยังไม่มีรายการสั่งซื้อจากใครเลย นั่นก็เป็นเพราะพ่อของหญิงสาวคนนั้นเป็นคนใหญ่คนโต เขาสามารถไปพูดโน้มน้าวให้ใครต่อใครเลิกใช้สินค้าและบริการของชายหนุ่มคนนี้ นั่นทำให้ตอนนี้เขาแทบจะไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน แต่ถึงแม้เขาจะขัดสนขนาดไหน เขาก็ไม่ยอมจะขายหุ่นเชิดตัวเล็กที่เขาบรรจงสร้างขึ้นมา หุ่นเชิดเพศชายที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิม ที่ยังจ้องหน้าเขาไม่วางตาตัวนั้น

               

ดอกไม้สีชมพู ผลของดอกนั้นเป็นรูปปรากฏให้เห็นถึง ยามที่ชายคนหนึ่งกำลังใช้เครื่องมือมากมาย ซ่อมบำรุงหุ่นเชิดตัวโปรดของเขา ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ใบหน้าหล่อเหลานั้นที่มีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย และเหงื่อกาฬเล็กน้อยจากการทำงานมาหลายชั่วโมง แต่เขาก็ดูไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามีความสุขที่ได้ทำ เป็นความสุขที่เขาจะได้ดูแลและทะนุถนอมหุ่นเชิดตัวเล็กของเขาอีกครั้ง เขาคอยเฝ้าดูแลมิให้หุ่นเชิดตัวนี้ต้องผุพังโดยง่าย และเมื่อมันเกิดตำหนิขึ้น เขาก็ไม่บ่นเลยถ้าจะต้องยื่นมือเข้ามาซ่อมบำรุงให้มันมีสภาพเช่นเดิมอีกครั้ง เมื่อได้มองภาพนี้หุ่นเชิดตัวน้อยก็รู้สึกหน้าเห่อร้อนขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ความอบอุ่นส่งผ่านจากภาพ ตรงมายังหัวใจตัวเล็กของร่างบาง

 

หุ่นเชิดตัวบางเก็บรูปทุกอย่างลงในกระเป๋าเสื้อของตน ก่อนจะเดินหน้าต่อไป แต่หากหันกลับไปซักนิดก็จะเห็นว่าต้นไม้ที่เคยสูงใหญ่นั้น ได้มีสีเข้มขึ้นจนดำ จากนั้นก็โค้งลงทรุดลงกับพื้นพสุธา ราวกับทำความเคารพผู้ที่มาและจากไป

 

กาลพฤกษ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเทพี เป็นต้นไม้แห่งความทรงจำ ยามใดที่มีผู้เข้ามาใกล้ มันจะแสดงปาฏิหาริย์ ความทรงจำทั้งหลายภายในจิตใต้สำนึกของผู้เข้ามาใกล้จะหลั่งไหลเข้าไปยังลำต้น ความทรงจำเหล่านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้นานาชนิด สีของดอกไม้แต่ละดอกบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกที่คนคนนั้นมีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ดอกสีส้ม แสดงถึงความชื่นชมยินดี ดอกสีเขียว แสดงถึงความอิจฉา และสีเขียวเข้มแสดงถึงความริษยา ดอกสีแดง แสดงถึงความโกรธ สีแดงเพลิงแสดงถึงความอาฆาต สีฟ้า และสีน้ำเงิน แสดงถึงความเศร้าโศก และสีชมพู แสดงถึงความรัก เมื่อดอกเหล่านั้นแตกออก จะออกผลเป็นรูปภาพต่าง ๆ ภายในความทรงจำ แม้คนคนนั้นจะไม่สามารถระลึกได้ถึงเหตุการณ์นั้น แต่เมื่อได้มองเห็นรูปภาพความรู้สึกต่าง ๆ จะไหลหลั่งไปยังจิตใจ และเขาก็จะจำได้ ต้นกาลพฤกษ์จึงเป็นต้นไม้ที่เทพีหมายจะมอบให้แก่ผู้ที่สูญเสียความทรงจำ หรือความรู้สึก อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ หากแต่ว่า ต้นกาลพฤกษ์นี้จะมีโอกาสใช้ได้เพียงสิบปีครั้งเท่านั้น หากใช้แล้วครั้งหนึ่ง กาลพฤกษ์จะเหี่ยวลง และอีกสิบปีจึงจะกลับมาสูงใหญ่ดังเดิม

 

วันเวลาที่ยังมีเหลืออยู่ นั่นหมายความว่ายังมีเวลาสำหรับการเดินทางของหุ่นเชิดตนนี้

 

 

 

 

 

 

เท้าคู่เล็กก็ย่างกายมาจนถึงเขตของ มหาสิริวารี น้ำพุขนาดใหญ่ ที่มีสายน้ำพวยพุ่งประดังออกมาไม่ขาดสาย น้ำนั้นใสสะอาดสวยงาม และเย็นสดชื่นเสียจนใครที่ได้มาอยู่ใกล้ ๆ จะรู้สึกได้ถึงความเย็นนั้น รอบ ๆ น้ำพุทำมาจากหินอ่อนขัดเงาสีขาวทั้งหมด ตรงกลางมีนาฬิกาทรายขนาดใหญ่วางตระหง่านอยู่ ทรายสีทองนั้นกำลังไหลลงสู่ด้านล่างอย่างต่อเนื่อง เหมือนสายน้ำที่ไหลไม่มีวันหมด เหมือนกาลเวลาที่ไม่มีทางหยุดเดิน ด้านบนนาฬิกาทรายนั้นเป็นรูปปั้นสีทอง และรูปปั้นสีเงิน ซึ่งถูกประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดาสวยงาม เป็นรูปปั้นของเทพีสององค์ซึ่งหุ่นเชิดตัวน้อยไม่รู้จัก

 

แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดไปเอง เขาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของรูปปั้นเทพีสององค์นั้น ราวกับกำลังยิ้มให้กับร่างบางอยู่ ร่างบางก็ได้แต่ยิ้มตอบไปด้วยความไร้เดียงสา แต่ยามที่มองอีกครา เทพธิดาทั้งสององค์พลันคว่ำปากลงพร้อมใบหน้าที่เศร้าสร้อย ความเปลี่ยนไปนั้นหุ่นเชิดตัวน้อยสังเกตได้ นิ้วชี้ลงสู่เบื้องล่าง เรียกให้สายตาของหุ่นเชิดตัวน้อยมองกลับลงไปยังทรายภายในนาฬิกาเรือนสวยนั้น

 

เวลาของเขา ใกล้จะหมดลงแล้ว

 

ใบหน้าของเทพีทั้งสองพลันกลับมาไร้อารมณ์ดังเดิม เป็นใบหน้าที่ส่องแสงรัศมีเจิดจรัส ทรงอานุภาพ และเปล่งบารมีส่องแสงออกมา

 

หุ่นเชิดตัวน้อยเมื่อได้รับคำใบ้นั้นแล้ว แต่กลับไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เขามองไปรอบ ๆ เพื่อหาคำตอบอย่างอื่น แต่แล้วสายตาก็ไปหยุดลงที่ชายหนุ่มคนเดิมที่ยืนมองเขาอยู่ คราวนั้นเขาพยายามซ่อน แต่คราวนี้เขากลับพยายามเปิดเผยตน ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะวิ่งไปอีกทาง

 

ตอนนี้หุ่นเชิดผู้ไร้เดียงสารู้ใจของตนแล้ว...เขารู้แล้วว่าเขาควรไปตามหัวใจของตน ในยามที่เวลาใกล้จะหมดแล้ว

 

 

 

 

 

 

ร่างเล็กวิ่งตามชายหนุ่มคนนั้นมาจนถึงโรงละครนิรนาม เป็นอีกครั้งที่ได้มาที่นี่ โรงละครแห่งนี้เป็นทั้งจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของเรื่องราวทุกอย่างของการท่องเที่ยวในอุทยานกาลปพนาดรแห่งนี้ ของหุ่นเชิดตัวน้อย

 

ชายหนุ่มคนนั้นหยุดเดินลงที่เก้าอี้ไม้ฝั่งคนดู แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับหุ่นเชิดตนนั้น เมื่อร่างเล็กได้กลับมาประจำที่ยังฉากของตน

 

ใช่แน่ ๆ ชายหนุ่มคนนี้ คือคนที่เขาเห็นว่าพยายามซ่อนตัวไปจากเขา เป็นชายหนุ่มคนนี้แน่ ๆ ที่วาดรูปในผ้าใบผืนนั้น เจ้าของกล้องส่องทางไกลที่คอยสอดส่อง มองเขาอยู่จากที่ที่ห่างไกล โดยที่ไม่ให้เขารู้ตัว และต้องเป็นชายหนุ่มคนนี้แน่ ๆ ที่อยู่ในรูปเหล่านั้นที่วารียังเก็บมันไว้อยู่ในกระเป๋ากางเกงของตน

 

ใบหน้าหล่อเหลาในชุดสูทสีดำ ปล่อยชาย กับหมวกทรงสูงใบหนึ่ง ร่างบางมองเขานิ่ง ๆ ซักพัก และไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมา จนกระทั่งฝ่ายของชายหนุ่มถอดหมวกทรงสูงของเขา แล้วโค้งทักทายหุ่นเชิดตัวน้อยด้วยความสุภาพอ่อนโยน

 

วารี ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าชื่อ ปฐพี” เสียงนุ่มทุ้มลึกของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหุ่นเชิดตัวน้อยเต้นเร็วขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ใบหน้าของเขาและปฐพีพลันขึ้นริ้วแดงพร้อมกัน

 

“...”

 

“วารี...ข้ามีสิ่งหนึ่งจะบอกเจ้า”

 

“...” เท้าเล็กพยายามจะใช้กำลังเฮือกสุดท้ายในการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า หากแต่มันยากเย็นเสียเหลือเกิน เวลาที่ค่อย ๆ ถดลง หมายถึงความสามารถของวารีที่จะค่อย ๆ หายไปด้วย

 

“ข้า...”

 

“...” มือเรียวยื่นออกไป ในขณะที่ชายหนุ่มยังยืนนิ่งเฉย ทั้ง ๆ ที่ความจริงอยากจะดึงเข้ามากอด แต่หากทำเช่นนั้นท่านเทพีคงสาปให้เขากลายเป็นหิน ไม่อย่างนั้นก็คงสาปให้วารีกลายเป็นฝุ่นผงไปเป็นแน่ เขาต้องพูดสิ่งนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลง

 

“รัก...”

 

“...” ใบหน้าของวารีเชิดขึ้น มองยังใบหน้าที่ถูกบรรจงสร้างของปฐพี เขาหลงใหลใบหน้านี้ยิ่งนัก ยามที่เขาอยู่ในความทรงจำ เขาก็ชอบแล้ว แต่เมื่อได้มองมันตรง ๆ เขากลับยิ่งหลงใหลมันมากกว่าเดิมเสียอีก ดวงตาคม จมูกสันโด่ง ริมฝีปากหนา และสันกรามที่น่าเกรงขามนั้น

 

ขาเรียวหยุดเดิน แขนเล็กหยุดขยับ และดวงตาเบิกโพลง...นั่นคือสัญญาณว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้หมดสิ้นลงแล้ว

 

วารี ข้ารักเจ้า

 

“ติก” เสียงของเข็มนาฬิกาบนฝ่ามือของหุ่นเชิดที่ก้าวทับกันบนเลขสิบสอง กล่องเพลงหยุดทำงาน และทรายบนนาฬิกาไหลลงมาจนเต็มอีกฝั่ง

 

“...” แม้จะช้าไปเสียนิด แต่ยามที่คำพูดนั้นได้เข้าไปยังโสตประสาทของวารี น้ำใสก็ไหลรินออกจากดวงตา หยดที่หนึ่ง หยดที่สอง...วารีรับรู้ได้ถึงความรักที่แท้จริงจากประโยคนั้น แม้จะเป็นประโยคสั้น ๆ และไม่ได้สวยหรูอะไร และปฐพีเองก็ไม่เสียใจ หากแค่เขาพูดไม่ทันเวลาที่วารีจะมีชีวิต เมื่อพรของเทพธิดาหมดลง มือใหญ่ก็ฉุดเอาหุ่นเชิดไร้ชีวิตนั้นเข้ามากอดด้วยความหวงแหน ก่อนจะกระซิบบอกความในใจสุดท้ายให้เขาได้ฟัง

 

“ขอบใจเจ้านะ...วันนี้ข้ามีความสุขที่สุด ตั้งแต่ที่ข้ามีชีวิตขึ้นมาเลย”

.

.

.

.

.

.

“ขอโทษนะครับ นี่ใช่นาฬิกาของคุณรึเปล่า” พสุธาเรียกให้พระสมุทรให้ตื่นจากภวังค์ นาฬิกาที่เขายื่นอยู่นั้นก็เป็นนาฬิกาของเขาที่หยิบออกมาเมื่อสักครู่นี้ และก็...

 

อ่า ขอบคุณครับ” ใช่...ทุกอย่างมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นแหละ

 

เพราะกาลเวลา มันไม่เคยหยุดเดิน เหมือนกับสายน้ำ ที่ไม่มีทางหยุดไหล

 

 

 

 

 

 

 

I shall grant you one wish. Beyond the power of time, from the power of life, I shall give the life to your love. You will not live alone anymore. Not in this life, but in your next life. For your honesties to your love and your tolerance. One thing for you to do is to find my watch that I left to your love. I will watch you from here and let you have a good time with your lover.

 

Believe in you

-          From Nile, the Goddess of Time

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mana จากทั้งหมด 11 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 มกราคม 2559 / 17:58
    พระสมุทรกับพสุธา คือวารีกับปฐพีในชาติก่อนสินะ อ่านแล้วได้บรรยากาศเย็นๆมาก จะงงตรงย้อนอดีตนิดนึงแต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก โดยรวมแล้วดีเลย ชอบๆ
    #2
    0
  2. #1 Tari (@myidme) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มกราคม 2559 / 20:51
    งงตอนเดินอยู่ในความทรงจำ แต่จบได้น่าติดตามต่อมากค่ะ น่าจะมาสัก5ตอน ????
    #1
    0