[ตัวอย่าง BL Korean ลิขสิทธ์โดย Onederwhy] YEHO เยโฮ - Anasis

ตอนที่ 2 : == 2 ==

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1912
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    14 ส.ค. 60

2




อาณาจักรเหนือเป็นอาณาจักรที่หนาวเย็น อีกทั้งท้องฟ้ายังมืดมัวเป็นพิเศษ น้อยวันนักที่ดวงอาทิตย์จะสาดแสงเจิดจ้าลงมายังพื้นดิน ข้าต้องทนทุกข์ทรมานกับอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดเวลา ตอนที่ข้าแอบขึ้นเกี้ยวเพื่อลอบเข้าไปในวังขององค์หญิงซูยอง กระทั่งขึ้นรถม้างดงามที่อาณาจักรเหนือส่งมาเพื่อรับตัวองค์หญิง ยามนั้นอากาศยังแจ่มใสอยู่เลย ทว่ายิ่งเดินทางขึ้นเหนือมากเท่าไร อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำสายฝนยังโปรยปรายลงมาบ่อยครั้ง

นางกำนัลที่คอยดูแลข้าบอกว่า เดิมทีที่แห่งนี้มีหิมะตกลงมามาก แต่เพราะอากาศยังอบอุ่น จึงกลายเป็นฝนที่ตกลงมาแทน หากอากาศเย็นขึ้นเมื่อใด หิมะก็จะตกลงมาแทนหยาดฝน ครั้นพอหิมะตก กระแสลมก็จะพัดแรง และอากาศจะแห้งดำเนินติดต่อกันไปอีกหลายวัน

หลังจากที่ฝนและหิมะหยุดตกสองเดือน หยาดฝนจะโรยตัวอีกครั้งเป็นสัญญาณบ่งบอกการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ สายฝนจะตกบ่อยครั้งตลอดฤดูวสันต์ ยังให้พืชผลนานาพันธุ์เติบโตผลิดอกออกผลต้อนรับฤดูคิมหันต์ ฤดูเก็บเกี่ยวเริ่มต้นก่อนฤดูใบไม้ร่วงจะมาเยือน เพราะหลังจากนั้นทั้งฝนและหิมะจะพร่างพรมลงมาเหมือนเช่นในตอนนี้ เข้าสู่เหมันตฤดูซึ่งวนเวียนมาบรรจบอีกครั้ง เมื่อฤดูใบไม้ผลิซึ่งอากาศร้อนและชื้นที่สุดดำเนินเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านพ้นไปแล้ว อาณาจักรเหนือก็จะหนาวเย็นแทบตลอดเวลา

นางกำนัลหยอกข้าว่ายามฤดูร้อนมาเยือนนั้นไม่แย่เท่าไร แต่ในสายตาของคนจากทางใต้เช่นข้า คิมหันตฤดูของที่นี่คงเปรียบเหมือนฤดูใบไม้ร่วง และฤดูใบไม้ร่วงคงไม่ต่างจากฤดูหนาว ข้าหันไปยิ้มให้นางทั้งที่สวมผ้าคลุมหน้า ขดตัวนั่งอยู่ในรถม้านิ่งๆ พวกเขาไม่คิดว่าข้ามีความผิดปกติอันใดที่ไม่ยอมถอดผ้าคลุมหน้าออก หรือล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาด อาจเพราะเห็นว่าข้าไออยู่ตลอดเวลากระมัง จึงคิดว่าข้าป่วยซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก


การที่ข้าไม่ถอดผ้าคลุมหน้าออก ไม่ใช่แค่เกรงว่าว่าจะถูกจับได้ว่าข้าเป็นบุรุษ อากาศของอาณาจักรเหนือยังเหน็บหนาวเกินไปสำหรับข้าจนร่างกายไม่สามารถขยับได้ดั่งใจ ข้ารู้สึกถึงความร้อนที่ก่อตัวในร่าง ขณะเดียวกันเม็ดเหงื่อเย็นๆ ก็ผุดจากกาย กระนั้นข้าไม่อาจหมดสติได้ในตอนนี้ ได้แต่ต้องกัดฟันทนกระชับผ้าคลุมขนสัตว์เอาไว้ให้แน่นที่สุดเท่านั้น



พระราชวังของอาณาจักรเหนือวิจิตรงดงามเกินคำบรรยาย แม้ว่าร่างกายจะอ่อนล้าและไร้เรี่ยวแรงจากการไออย่างต่อเนื่อง สายตายังคงสามารถรับรู้ถึงความใหญ่โตโอ่อ่าได้ แม้ลักษณะของสถาปัตยกรรมจะมีส่วนคล้ายคลึงบ้านเรือนที่มุงด้วยกระเบื้องเรียบๆ ในอาณาจักรของข้า หากการตกแต่งกลับสวยตระการตากว่าเป็นไหนๆ ทำให้ข้าอดทึ่งไมได้ และคิดว่าช่างสมกับเป็นอาณาจักรใหญ่ยิ่งนัก ยิ่งใหญ่มากเสียจนหัวใจของข้าหดลีบ ใหญ่โตถึงขนาดที่ข้าไม่สามารถจะยกแม้กระทั่งห่วงของประตูวังด้วยตนเองได้

เมื่อมาถึงตำหนักเล็กซึ่งถูกจัดให้เป็นที่พักของข้าในวังหลัง ข้าในชุดขาวพิสุทธิ์ก็หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นตำแหน่งที่องค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรเหนือทรงประทับ แล้วคำนับสามครั้ง ก่อนรับเหล้ามงคลซึ่งถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะพิธีเรียบง่ายเบื้องหน้ามาดื่มสองจอก นางกำนัลบอกว่านี่เป็นธรรมเนียมที่สนมทุกคนต้องปฏิบัติ ครั้นจบพิธี ข้าก็เข้าไปในห้องด้านใน ถึงจะเหน็ดเหนื่อยจนแทบเป็นลมล้มพับ ข้าก็ไม่อาจคลายกังวลและพักผ่อนได้ในทันที เหตุด้วยนางกำนัลพยายามจะเข้ามาช่วยข้าถอดอาภรณ์ไหมออก

ข้าปฏิเสธหลายครั้ง กำชับให้นางกำนัลช่วยเตรียมน้ำอุ่นสำหรับชำระร่างกาย เครื่องหอมและผ้าเช็ดตัว ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการด้วยตนเอง ทว่านางกลับดึงดันที่จะอยู่ช่วย ข้าจึงจำต้องตวาดสั่งให้ออกไปด้วยน้ำเสียงจงใจเลียนแบบท่านแม่ ทำให้นางตกใจกลัวรีบปิดประตูออกไป


ข้าผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกครั้งหนึ่ง ก่อนถอดเสื้อผ้าออก มือไม้ซึ่งเคลื่อนไหวอย่างยากลำบากค่อยๆ จุ่มผ้าสะอาดลงในน้ำและเช็ดถูไปตามเนื้อกายที่ไม่ได้ชำระล้างให้ดีมาตลอดการเดินทาง ความเหนื่อยล้ากลืนกินทั่วทั้งร่าง


นานแค่ไหนกันนะที่ไม่ได้อาบน้ำอุ่นเช่นนี้ ข้าหวนคิดแล้วรู้สึกว่าความทรงจำนั้นช่างเลือนรางเหลือเกิน


หลังจากชำระล้างร่างกายแล้วจึงสวมเสื้อผ้าทีละชิ้นอย่างไม่รีบร้อน การสวมใส่เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ข้าล้มตัวลงบนที่นอนหนุนหมอนอย่างอ่อนล้า ระหว่างที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น เสียงของนางกำนัลซึ่งเข้ามานำน้ำที่อาบออกไปแว่วมาให้ได้ยินเบาๆ นางกำนัลสองคนคุยกันว่า เวลานี้องค์จักรพรรดิเสด็จออกลาดตระเวน อีกหลายเดือนกว่าจะเสด็จกลับวังหลวง ถึงเวลานั้นพระองค์อาจทรงลืมไปแล้วว่าวังหลังรับพระสนมเข้ามาใหม่


ข้าถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก หากเป็นเวลาหลายเดือนดังที่พวกนางว่า ท่านพี่ก็คงจะหนีไปไกลจนไม่มีใครจับได้แล้ว และท่านแม่เองก็คงถูกลืมว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนตัวข้าก็คงป่วยตายไปแล้ว ข้าคิดเช่นนั้นขณะจ้องมองความว่างเปล่าด้วยดวงตาจวนจะปิดอยู่ทุกเมื่อ


เห็นได้ชัดว่าข้าคงไม่สามารถทนอยู่ในอาณาจักรอันหนาวเหน็บเช่นนี้ได้นานนัก ระหว่างที่เดินทางมาก็จับไข้เพราะลมหนาวจนเกือบประคองสติไม่ได้อยู่หลายครา ยามไอออกมาก็มีเลือดปะปนอยู่ด้วย อีกไม่นาน
...ร่างกายนี้คงทนไม่ไหวในที่สุด ข้าได้แต่คิดแล้วยิ้มออกมาอย่างขมขื่น




แค่ก แค่ก...แค่ก แค่ก...”

ข้าใช้ผ้าปิดปากตนเองเอาไว้ขณะที่หอบไอจนตัวโยน สายตาเหลือบไปเห็นนางกำนัลร่างเล็กท่าทางกระฉับกระเฉงและมั่นใจค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับกลัวว่าจะติดเชื้อโรคจากข้าอย่างไรอย่างนั้น หากข้าไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้นัก เพราะยังต้องป้องกันไม่ให้ความลับที่ตนเป็นบุรุษถูกเปิดเผย แม้กระทั่งเวลาเกล้าหรือสางผม ข้ายังไม่ยอมให้นางช่วยแม้แต่น้อย เพื่อไม่ต้องกังวลยามมีคนมารับใช้อย่างใกล้ชิด


ข้าพยายามสะกดกลั้นอาการไอที่หนักขึ้น กายยืดตรงเพื่อพิศมองผ้าเช็ดหน้าซึ่งเปรอะรอยเลือด รอยยิ้มขื่นปรากฏบนริมฝีปาก มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่เพื่อไม่ให้ใครเห็นคราบเลือดนั้น ก่อนหันไปหานางกำนัล


ข้าขอชาร้อนสักถ้วยสิ”

เสียงของข้าแหบแห้ง แตกพร่าจนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสียงของสตรี ทว่านางกำนัลคงคิดว่าเป็นเพราะข้าไอมากเกินไป นางจึงยกถาดกาและถ้วยชาหยกเข้ามาโดยไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย 


นางกำนัลดันถาดน้ำชาเข้ามาให้ข้าขณะที่ยืนอยู่ห่างออกไป ข้ามิได้ให้ความสนใจจะกล่าวโทษนาง ค่อยๆ เทจองเหลวจากกาลงไปในถ้วย น้ำชาสีราวหยกใสไหลรินจนเต็ม ข้าจ้องมองแล้วยิ้มออกมาบางๆ เมื่อระลึกได้ว่าตัวข้าดื่มชาก็เพียงเพราะไอมากจนคอแห้งเท่านั้น ผู้ที่โปรดปรานชาแท้จริงคือท่านพี่และคนรักของนางต่างหาก หากหยิบยื่นชาชั้นเลิศสีสันงดงามนี้ให้พวกเขา ทั้งสองคงยิ้มกว้างออกมาเป็นแน่


ข้าถือถ้วยชาแล้วหัวเราะ จากนั้นพลันรู้สึกว่านางกำนัลยิ่งถอยห่างไปไกลกว่าเดิม ข้าเพิกเฉย ได้แต่คิดว่าเวลานี้ท่านพี่และคนรักคงกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ต่อไปนางคงให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว พวกเขาทั้งคู่ต่างมีญาติพี่น้องไม่มาก จึงปรารถนาที่จะมีบุตรหลายคน และอาจให้กำเนิดทายาทได้ถึงสิบสองคนก็เป็นได้


จากกันเพียงแค่สองเดือนข้าก็คิดถึงท่านพี่เสียแล้ว ส่วนหญิงร้ายกาจเช่นท่านแม่ข้าไม่นึกห่วงนัก เพราะคนอย่างนางไปที่ใดก็คงอยู่รอด การกระทำที่ผ่านมาของนางยังทำให้ข้าไม่คิดถึงนางเท่าใดนัก ผิดกับท่านพี่ที่ลำบากเพื่อข้ามาตลอด ข้าเป็นกังวลและเป็นห่วงนางเหลือเกิน ยิ่งร่างกายข้าทรุดลงทุกวัน ความคิดถึงยิ่งทวีขึ้น กระนั้นข้าก็มิอาจอ้อนวอนผู้ใด ในเมื่อทุกคนต่างเข้าใจว่าข้าคือองค์หญิงซูยอง


ช่างน่าขันนัก ผู้อื่นต่างคิดว่าข้าคือองค์หญิง แท้จริงนอกจากข้าจะไม่ใช่นางแล้ว ข้ายังเป็นบุรุษ ข้ายกยิ้มพลางวางถ้วยชาลง เมื่อหันกลับไปอีกครั้ง ก็พบว่าหยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ทันคาดคิด


...ฝนกำลังตกหรอกหรือ” เพราะได้ชาช่วยดับความแห้งผากในลำคอ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงฟังรื่นหูกว่าเดิมมาก นางกำนัลผู้กระตือรือล้นตอบกลับมาด้วยเสียงกังวานใส

ฝนนี้เป็นฝนสุดท้าย อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวแล้วเพคะพระสนม”

ฤดูที่อากาศแสนแห้งและหนาวเหน็บ ซ้ำลมยังพัดแรงสินะ ข้าฝืนยิ้มแล้วลุกขึ้น


ฝนสุดท้ายอย่างนั้นหรือ น่าเสียดายนัก” ข้าพึมพำเช่นนั้นแล้วเปิดหน้าต่างออกกว้าง 

นางกำนัลซึ่งอยู่ด้านหลังตำหนิด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่พอใจ “หากทำเช่นนั้น พระสนมจะอาการแย่ลงกว่าเก่านะเพคะ”


แล้วอย่างไร จริงอยู่ที่หากอาการแย่ลงจะทำให้ร่างกายข้ารับไม่ไหว แต่อย่างไรข้าก็ต้องตายมิใช่หรือ เช่นนั้นข้าทำสิ่งที่ข้าชอบแล้วค่อยตายไม่ดีกว่าหรืออย่างไร” เมื่อข้ารับคำติของนางด้วยรอยยิ้ม นางกำนัลจึงหน้าเสีย นางย่อตัวทำความเคารพก่อนถอยห่างออกไป

ข้านั่งเท้าคางบนกรอบหน้าต่าง มองดูฝนที่ตกปรอยๆ ลงมาเงียบๆ ไออวลความหนาวเย็นที่เติมเต็มภายในปอดช่างแตกต่างจากเวลาที่ข้ามองโซนากีก่อนจะมาถึงที่นี่นัก อากาศเย็นยะเยือกของอาณาจักรเหนือ กัดกินและซึมลึกเข้าไปจนถึงกระดูก กระนั้นข้าก็ยังไม่ยอมถอยจากหน้าต่าง มือยื่นออกไปรับหยาดฝนที่ตกกระทบหลังคาแล้วหยดลงมา


เม็ดฝนเย็นเยียบไหลลงตามข้อมือเรียว แขนเสื้อเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำ ข้าดึงมือกลับมาจ่อริมฝีปากแห้งแตกซึ่งทาด้วยผงชาดเลียนแบบสตรี แป้งหอมที่ประทินลงบนใบหน้าคงจะติดมือ หยาดฝนจึงเจือด้วยกลิ่นแป้งชัดเจน

กลิ่นเครื่องหอมช่างคล้ายกลิ่นหอมของท่านพี่ ชวนให้รอยยิ้มผุดจากมุมปากน้อยๆ น่าขันเสียจริง ทั้งๆ ที่ผงแป้งไม่เคยสัมผัสผิวนางสักครั้ง ใยกลิ่นเครื่องประทินโฉมชั้นเลิศถึงทำให้ข้าหวนนึกถึงนางได้ เอาเถอะ ไม่แน่ว่าตอนนี้คนรักของนางอาจซื้อเครื่องหอมและผงชาดให้นางใช้ก็เป็นได้ และเพราะความขัดเขินนางก็อาจจะใช้เพียงไม่กี่ครั้ง หลังจากนั้นคนรักของนาคงจะน้อยใจจนนางประดักประเดิด

ข้าคิดฟุ้งซ่านก่อนจะละมือจากสายฝน สายตาทอดออกไปนอกหน้าต่างดังเดิม

หากท่านพี่มีชีวิตเช่นนั้น หรือแค่เพียงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ข้าคงจะตายตาหลับโดยไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียงดาย จะมีก็เพียงเรื่องเดียวที่ข้ายังกังวล นั่นคือการที่ข้าไม่มีโอกาสได้เห็นนางใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


ข้าหลับตานิ่งฟังเสียงฝนตก มือกระชับผ้าไหมอ่อนนุ่มบนไหล่ ปล่อยให้สายลมเย็นพัดกระทบใบหน้า ตลอดระยะเวลาร่วมเดือนที่เดี๋ยวไข้เดี๋ยวดีหลายต่อหลายครั้ง ข้าไม่เคยได้นั่งสบายๆ เช่นนี้ นอกจากนี้ยังไม่เอาแต่ไอจนเหนื่อยหอบ ขณะคิดถึงท่านพี่ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ว่าหากข้านอนหลับใหลแล้วจากไปทั้งอย่างนี้ก็คงจะดีไม่น้อย


เสียงเพลงแว่วเบาจากลำคอ เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ท่านพี่เคยร้องให้ข้าฟังยามท่านแม่ยุ่งอยู่กับการออกไปเที่ยวข้างนอกและไม่ได้อยู่ดูแลข้า ท่านพี่จะฮัมทำนองเพลงนี้ขณะช่วยตบหลังข้าเมื่อข้ากระจองอแงและไอจนนอนไม่หลับ แม้นางจะไม่รู้เนื้อร้องก็ตาม ข้ามักจะหนุนตักนางและหลับไปโดยมีไออุ่นจากนางโอบกายทั้งอย่างนั้น และเสียงเพลงของนางก็จะแว่ววนซ้ำให้ได้ยินอยู่เสมอ


ตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ถึงการมาถึงของใครคนหนึ่ง ฝีเท้าระมัดระวังเช่นนั้น คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโซอา นางกำนัลที่ดีกับข้ายิ่งกว่าใคร นางคงเข้ามาเพื่อปิดหน้าต่าง ริมฝีปากของข้าเอ่ยพูดกับนางทั้งที่ยังหลับตา


เปิดไว้เถิดโซอา อากาศกำลังดี ฝนตกทำให้อากาศบริสุทธิ์ เดี๋ยวข้าจะปิดคนปิดหน้าต่างเองภายหลัง เจ้าไปจัดการงานของเจ้าเถิด”

หน้าซีดเผือดขนาดนั้นยังคิดจะตากอากาศเย็น ภายหลังค่อยปิดหน้าต่างหรือ ถึงเวลานั้นคงได้ตายเสียก่อน”

ข้าเปิดเปลือกตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงไม่คุ้นหู ภาพบุรุษรูปร่างเพรียวสูง ร่างกายแข็งแรงกำยำผู้หนึ่งกำลังปิดหน้าต่างปรากฏแก่สายตา ข้าพูดอะไรไม่ออกได้แต่จ้องมองเขานิ่งงันอยู่เช่นนั้น จนกระทั้งเขาหันกายกลับมาพิงหน้าต่างมองดูข้า

องค์หญิงซูยองเป็นผู้มีศิริโฉมงดงามรึ เห็นท่าจะไม่เป็นความจริง ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษขนาดนี้ ร่างกายยังผ่ายผอมจนเห็นกระดูก หากตายในเร็ววันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด”

ท่านเป็นใคร”

บุรุษที่สามารถเดินเข้ามายังตำหนักสนมด้วยตนเอง จะเป็นใครได้อีกเล่า”

มุมปากฝืนยิ้มให้แก่บุรุษเบื้องหน้าซึ่งตอบคำถามด้วยสีหน้าเย็นชา

เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท ขอประทานอภัยที่ข้ามิได้ลุกขึ้นต้อนรับพระองค์”

ไม่ต้องมากพิธี ข้าเพิ่งจะกลับมาจากการออกลาดตระเวน คิดจะแวะมาดูหน้าองค์หญิงซูยองผู้โด่งดังเสียหน่อย ทว่าสิ่งที่พบกลับกลายเป็นซากศพใกล้ตายเสียอย่างนั้น”

คำพูดร้ายกาจปราศจากความเมตตาทำให้ข้ายิ่งกดยิ้มประดับใบหน้า ข้าเองก็ประหลาดใจไม่น้อย เดิมทีคิดว่าจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเหนือนั้นแก่ชรา ไม่นึกว่าแท้จริงกลับเป็นชายฉกรรจ์ยังหนุ่มแน่น หากองค์หญิงซูยองได้ทราบความจริง นางคงจะรู้สึกปวดท้องอยู่ไม่น้อย1 ข้าคิดพลางค่อยๆ ลุกขึ้น

ขอประทานอภัยที่ข้าเป็นได้เพียงซากศพ ตอนนี้หากฝ่าบาทจะถอนรับสั่ง และเปลี่ยนให้องค์หญิงองค์อื่นมาแทนก็ยังไม่สาย”

เรียวคิ้วของเขาขมวดเล็กๆ เมื่อได้ยินคำพูดล่วงเกิน มุมปากข้างหนึ่งหยัดยก สีหน้าคับคล้ายว่าจะยิ้ม

ปากคอเราะร้ายไม่เบา รักษาลิ้นของเจ้าไว้ให้ดี เพราะบางทีหากดึงลิ้นออกมาตัดมันยุ่งยากนัก ข้าอาจจะตัดทั้งหัวเลยก็ได้”

เช่นนั้น...ข้าคิดว่าตัดศีรษะของซากศพไปก็คงมิมีประโยชน์อันใด”


ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล มือกระชับผ้าคลุม ก่อนเดินไปนั่งหน้าโต๊ะน้ำชา


ฝ่าบาททอดสายตามองการกระทำของข้า แล้วก้าวมานั่งลงตรงหน้าข้า


อวดดีเสียจริง”

โปรดประทานอภัยให้ข้าด้วย ฝ่าบาท”

ข้าก้มศีรษะ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็พบกับสายตาดำขลับซึ่งจ้องข้าอย่างแน่นิ่ง ข้าจ้องมองตอบ ไม่รู้เพราะเหตุใด นัยน์ตาราวไข่มุกดำจึงดูคล้ายคลึงดวงตาสดใสของท่านพี่ยิ่งนัก ทว่ากลับให้ความรู้สึกเยือกเย็นและโหดเหี้ยมกว่ามาก


ริมฝีปากของข้าวาดยิ้ม ชวนให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

ฝ่าบาทจะทรงใช้เวลาในค่ำคืนนี้ที่นี่หรือไม่”

ข้าไม่ได้นิยมชมชอบการร่วมเตียงกับซากศพ”

คำพูดนั้นทำให้ข้าลอบถอนใจน้อยๆ ดูท่าวันนี้คงจะยังไม่ใช่วันตายของข้า

อาจเพราะอ่านสีหน้าโล่งใจออก จักรพรรดิหนุ่มขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาปั้นหน้าเย็นชาอีกครั้ง “แต่ถึงจะไม่เคยชมชอบ ตอนนี้ข้าคิดอยากลองร่วมเตียงกับศพดูบ้างแล้ว”

คำพูดของฝ่าบาททำให้ข้ายิ้มเจื่อน พยายามสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ยตอบ

ไม่คิดเลยว่าข้าต้องทูลให้พระองค์ทรงทราบเช่นนี้"

ดวงตาดำขลับของอีกฝ่ายเบิกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าฉายแววสงสัย หากข้ากลับแสดงอารมณ์ให้เรียบเฉย

ข้าได้ยินว่าฝ่าบาทเสด็จออกลาดตระเวน จึงคิดว่าตนเองคงจะตายเสียก่อนที่ฝ่าบาทจะเสด็จกลับมา และถึงแม้ฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาก่อนที่ข้าจะสิ้นใจตายจริงๆ ข้าก็มิอาจหาญกล้าคิดว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาประทับที่ตำหนักแห่งนี้ ร่วมเตียงกับสนมรูปโฉมไม่น่าดูชม อีกทั้งยังเหมือนกับซากศพ สุดท้ายจึงมิได้คิดเตรียมคำพูดเอาไว้ก่อน...”

ข้าหยุดครู่หนึ่ง พยายามปรับลมหายใจให้ปกติ

แม้ว่าตอนนี้ฝ่าบาทจะทรงมีพระประสงค์ที่จะลองร่วมเตียงกับซากศพ แต่คงไม่มีพระประสงค์ที่จะร่วมเตียงกับบุรุษเป็นแน่ ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


ถ้อยคำที่ข้าเอ่ย ทำให้ฝ่าบาทถึงกับชะงักไป

1 สำนวน หมายถึง อิจฉา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

35 ความคิดเห็น

  1. #7 Ssername (@Ssername) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 22:34
    ฝ่าบาทต้องอยากลองแน่เลย นายเอกน่ารักก
    #7
    0
  2. #4 punny (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 20:05
    ฝ่าบาทจะกล่าวอันใดในตอนหน้ากันนะ

    ชอบนายเอก ฝีปากเหลือร้าย ชอบๆ
    #4
    0