oranuncha
ดู Blog ทั้งหมด

FF VII - OWS Case of Tifa

เขียนโดย oranuncha

http://ratatosk.exteen.com/20060118/ff-vii-ows-case-of-tifa-1st-edition/page/1#lastcomment

ให้เครดิตก่อนอีกล่ะ 55+
พอดีว่าไปเจอเข้า....ก็เลยเอามาอัพเก็บไว้อ่าน  ขอบคุณที่แปลให้นะคะ >< 


บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม

ตอนที่ 2: เรื่องของทีฟา (ฉบับแก้ไขครั้งที่ 1)

SOURCE: http://xthost.info/ffwebnovel/chtifa.htm

ลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านไปแล้วก่อนที่ทีฟาจะเข้าไปทำความสะอาดห้องครัว ห้องนั้นมีแสงสลัวเพียงเล็กน้อย แต่เท่านั้นก็สว่างพอแล้ว ที่นั่นไม่มีใครอื่นอีกนอกจากทีฟา วันก่อนเธอทำงานหนักมาก แต่เมื่อเห็นคนมาที่นี่กันเป็นครอบครัว ความขมขื่นของเธอก็พลันหายไป แต่ตอนนี้ มีเพียงความเย็นของน้ำ ตัวเธอ และหน้าที่ที่จะต้องทำกับเครื่องครัวที่สกปรก ทีฟาเคยลองเปิดไฟทุกดวงเพื่อทำให้ร้านดูมีชีวิตชีวา และเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ร้านก็สว่างขึ้นได้เพียงระยะเดียว เพราะค่าไฟที่ไม่อาจแบกรับไหวทำให้ร้านนี้ต้องเปิดไฟสลัวดังเดิม ความกังวลที่ไม่แน่นอนกำลังกวนใจเธออยู่ เธอกลัวว่ากำลังอยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้ ทันทีที่คิดเช่นนั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องเรียกชื่อของเด็กหญิง

"มาลีน!"

ไม่นานนัก เสียงก้าวเดินที่แผ่วเบาก็ดังออกมาจากห้องเด็กที่อยู่ด้านในของร้าน แล้วมาลีนก็ปรากฏตัวขึ้น

"ชี่ยย์" เธอยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากและทำหน้าไม่พอใจ ทีฟาแสดงท่าทีขอโทษ แต่ใจเธอก็หายห่วง

"เด็นเซลหลับได้แล้วเชียวนะ"

"แล้วเขายังเจ็บรึเปล่า?"

"ฮื่อ"

"เธอน่าจะเรียกฉันนะ"

"เด็นเซลไม่ให้หนูออกมา"

"เข้าใจล่ะ..."

ดูเหมือนทีฟาจะโทษตัวเองที่ไม่ได้ดูแลเด็ก ๆ

"แล้ว มีอะไรเหรอ?"

"อึมมม...หมายถึงอะไรเหรอ?" ทีฟาตอบเพื่อเลี่ยงความรู้สึกของตัว มาลีนมองไปรอบ ๆ ร้านที่มีเพียงเธอกับทีฟาเท่านั้น

"เหงาเหรอ?" เด็กน้อยดูออกทุกอย่าง "หนูไม่หายไปไหนหรอก"

"ขอบใจจ๊ะ เธอก็ควรเข้านอนได้แล้วนะ"

"หนูก็กำลังจะนอนอยู่แล้วล่ะ!"

"โทษที"

'ลูกสาวฉันเอง... นั่นคือสิ่งที่ฉันบอกกับคนอื่น ๆ พ่อกับแม่ของเธอตายไปไม่นานนัก แล้วเธอก็ได้รับการเลี้ยงดูจากเพื่อนสนิทที่สุดของพ่อเธอเอง ซึ่งก็คือ แบร์เร็ต' ตั้งแต่วันที่ทีฟาได้พบกับแบร์เร็ตและรวมกลุ่มกัน เธอก็ได้รู้จักกับมาลีนมานานถึงครึ่งหนึ่งของช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเด็กคนนั้น ด้วยเหตุนั้นเธอจึงกลายเป็นคนเลี้ยงดูมาลีนโดยปริยาย เมื่อแบร์เร็ตตัดสินใจว่าเขาจะออกเดินทางเพื่อสะสางอดีตของตัวเอง

ทีฟาหยุดทำความสะอาดและเดินตามมาลีนไป ในห้องเด็กมีเตียงสองหลังวางเรียงกันอยู่ เด็นเซลนอนหลับสนิท รอยปานดวงดาวบนหน้าผากวัยแปดปีนั้นรวดร้าวนัก เด็นเซลแบกรับความเจ็บป่วยซึ่งไม่อาจเยียวยาได้ และอาการของเขาก็ไม่ทำท่าจะดีขึ้นเลย ทีฟาเช็ดหนองออกจากหน้าผากของเขา เด็นเซลนิ่วหน้าขึ้นมานิดหนึ่งแต่ยังคงหลับต่อไป มาลีนเป็นผู้ดูแลเด็นเซล เธอขึ้นไปอยู่บนเตียงของตัวเองแล้วก็เรียกทีฟา

"ถึงจะมีเราอยู่กับเธอที่นี่แล้ว แต่เธอก็ยังเหงาสินะ?"

"...ขอโทษนะ" ทีฟาตอบโดยไม่อ้อมค้อม

"ไม่เป็นไรหรอก พวกเราก็เหมือนกัน"

"เหรอ"

"หนูอยากรู้จังว่าคลาวด์ไปไหน"

ทีฟาไม่รู้ เธอแตะคอตัวเองอย่างครุ่นคิด คลาวด์อยู่ที่ไหนสักแห่งในมิดกัลด์ เธอคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น หากเขาประสบอุบัติเหตุระหว่างออกไปทำงาน หรือถูกสัตว์ร้ายโจมตี

แต่ไม่นานเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเขายังอยู่ระหว่างการออกไปทำงานข้างนอก มีคนพบเห็นเขา เขาแค่ออกไปข้างนอกแค่นั้นเอง ทีฟาพยายามบอกกับเด็ก ๆ ว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่เธอกลับไม่อาจสงบใจได้เสียเองจนพวกเด็ก ๆ มองเห็นสิ่งผิดปกติ

"ทำไมเขาถึงไปล่ะ?"

'ฉันไม่รู้ ปัญหาทุกอย่างน่าจะแก้ได้แล้วนี่นา' แต่ทีฟายังจดจำรอยยิ้มครั้งสุดท้ายของคลาวด์ได้ มันบ่งบอกถึงความอ่อนโยนที่ทำให้เธอคิดว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี 'สงสัยว่าฉันจะเข้าใจอะไรผิด'

**

วันแห่งโชคชะตานั้น วันที่เมเทโอจากจักรวาลนอกรอบมาเยือน ไลฟ์สตีมหลั่งไหลออกมาจากดวงดาว และรวมตัวกันเพื่อทำลายเมเทโอนั้น ทีฟาได้เฝ้ามองเหตุการณ์นั้นจากบนฟ้าพร้อมกับพรรคพวก 'ฉันคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไรถ้าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกกลืนหายไป กลืนอดีตของฉันไป' เธอรู้สึกถึงความหวาดกลัวไร้ที่มาซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความโล่งใจที่การต่อสู้สิ้นสุดลง

'ฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างที่เคยเป็นหรือเปล่า' หากมีใครถามคำถามนี้กับเธอ เธอคงจะตอบว่า ทุกคนต้องมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเอง ...เธอไม่รู้

ผู้คนกล่าวชื่นชมบริษัทชินระที่สร้างพลังมาโคขึ้น และทำให้โลกมีความเจริญก้าวหน้า ก่อให้เกิดแสงสว่างบนผืนดิน ทว่าในเวลาเดียวกัน บางสิ่งที่มืดดำยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น กลุ่มต่อต้านชินระที่มีชื่อว่า อวาแลนซ์ พยายามป่าวร้องให้โลกได้รู้ว่าความมืดดำนั้นคืออะไร

พลังมาโคเป็นตัวการที่ทำลายดวงดาว แต่การกระทำของพวกเขาไม่ส่งผลอะไรมากนัก และโลกก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป หากผู้คนได้รู้ว่าเราแลกสิ่งใดเพื่อให้ได้มาโคมาใช้แล้ว คงยากที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย อวาแลนซ์เลือกวิธีที่รุนแรงขึ้นเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านี้ ที่มิดกัลด์ เมืองแห่งมาโค ที่ซึ่งมีประชากรหนาแน่น พวกเขาได้ระเบิดเตามาโคที่สร้างพลังงานสิ้นเปลืองนั้น

แต่เพราะระเบิดที่พวกเขาสร้างมีการคำนวณที่ผิดพลาด บริเวณที่ถูกทำลายกินบริเวณกว้างกว่าแผนที่วางไว้ อาณาเขตโดยรอบเตามาโคก็ถูกทำลายไปด้วย เมื่อรู้เช่นนั้น ชินระคอมปานีก็ไม่อาจอยู่เฉย และมีคำสั่งให้กระทำการรุนแรงลงไปเพื่อกำจัดกลุ่มเล็ก ๆ เช่นอวาแลนซ์เสีย หนึ่งในเขตของมิดกัลด์เป็นรังลับของอวาแลนซ์ถูกทำลายราบ เพียงเพื่อกำจัดอวาแลนซ์ ทำให้บรรดาคนบริสุทธิ์ต้องสูญเสียไปด้วยเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน

นั่นคือกลุ่มอวาแลนซ์ ที่ทีฟาเคยเข้าร่วมด้วย

เธอเคยคิดสงสัยว่าการสูญเสียเช่นนั้นสมควรหรือไม่ กับเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา ซึ่งคิดอยู่เสมอว่าตนเองพร้อมจะสละชีวิตทุกครั้งเช่นกัน แต่เมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้ เป้าหมายของพวกเขาก็หายไป ช่วงเวลายาวนานที่พวกเขาต่อสู้กับชินระ พวกเขาก็กำลังต่อสู้กับเซฟิรอธผู้แข็งแกร่งเช่นกัน ทีฟาอยู่กับ คลาวด์-เพื่อนสมัยเด็กของเธอ แบร์เร็ต-คนในกลุ่มอวาแลนซ์ที่รอดชีวิตมาได้ แอรีธ-คนที่พวกเขาได้พบท่ามกลางความวุ่นวายนั้น และ เรดเธอร์ทีน พวกเขาออกเดินทางร่วมกัน หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ อีก ไม่นาน ซิด เคทซิท ยัฟฟี่ และวินเซนต์ ก็ได้เข้ามาร่วมกลุ่มด้วย

ดูเหมือนว่าเพื่อนใหม่กลุ่มนี้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แล้วพวกเขากลับต้องพบกับความสูญเสีย...ซึ่งก็คือชีวิตของแอรีธ

แม้จะเป็นเช่นนั้น การเดินทางก็ยังคงดำเนินต่อไป การที่ได้พบเจอทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ในการเดินทาง ทำให้ทีฟารู้สึกว่าเธอสามารถละทิ้งทุกสิ่งได้

ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเพียงเด็กหญิง มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในเตามาโค ซึ่งสร้างอยู่ใกล้กับนีเบิลแฮล์ม บ้านเกิดของเธอ ซึ่งเป็นการคุกคามคนในหมู่บ้าน

เซฟิรอธ คนที่ชินระส่งมาเพื่อจัดการปัญหานั้น ฆ่าพ่อของเธอ 'ฉันไม่อาจทนแบกรับความเกลียดชังที่ฉันมีให้กับทั้งชินระและเซฟิรอธ เพราะฉะนั้นฉันจึงเข้าร่วมกับอวาแลนซ์ ใช่ มันเริ่มต้นขึ้นมาจากความเกลียดชังโดยส่วนตัวของฉันเอง คำขวัญของอวาแลนซ์แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับชินระ ไม่ยอมรับมาโค นั่นคือสิ่งที่ฉันใช้เพื่อแอบซ่อนจุดประสงค์ที่แท้จริงไว้ แต่จำนวนชีวิตที่สูญเสียเพื่อแลกกับการปกป้องดวงดาวนั้นมันมากเกินไป ถ้าทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อการแก้แค้นของฉันแล้วล่ะก็...'

'ฉันแบกรับความผิดบาปนั้นไว้ในใจ ฉันไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่กับความรู้สึกเช่นนี้ได้หรือเปล่า' เมื่อทีฟาเลี่ยงสายตาจากท้องฟ้าไปยังผืนดิน เธอกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่คลาวด์ที่อยู่เคียงข้างเธอเลือกที่จะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน นั่นเป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดการเดินทางที่ผ่านมา คลาวด์เห็นใบหน้าที่แสดงความฉงนของเธอ และถามว่า

"มีอะไรเหรอ?"

"คลาวด์ เธอกำลังยิ้มนี่"

"ฉันเหรอ?"

"ใช่"

"ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นแล้วล่ะ มันคือ..." คลาวด์หยุดคิดหาคำที่เหมาะสม "ชีวิตใหม่ไงล่ะ ฉันจะมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นทางเดียวที่ฉันจะได้รับการยกโทษ สำหรับทุกอย่าง...ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่พอฉันมาคิดดูอีกทีว่า ตัวฉันคิดจะเริ่มต้นชีวิตใหม่มากี่ครั้งแล้ว มันก็ตลกดีนะ"

"ทำไมล่ะ?"

"ก็มันไม่เคยสำเร็จเลย"

"แล้วเธอก็เลยยิ้มไม่ได้"

"...ฉันคิดว่าคราวนี้คงจะไม่เป็นไร" คลาวด์เงียบไป "เพราะมีทีฟาอยู่ด้วยนี่นะ"

"ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดซักหน่อย"

"นั่นเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้" คลาวด์ตอบ แล้วก็ยิ้มอีกครั้ง

**

ทีฟาเคยไปเยี่ยมแอรีธกับพวกเพื่อน ๆ แอรีธซึ่งเวลานี้อยู่ ณ ก้นบ่อน้ำผุดของเมืองที่ถูกลืมเลือน โลกที่เธอพยายามจะปกป้องโดยแลกด้วยชีวิตนั้น ตอนนี้มันปลอดภัยแล้ว พวกเขาบอกเช่นนั้น ทีฟาได้ยินเสียงที่ถามว่าเธอสบายดีหรือเปล่า เธอไม่รู้ว่านั่นคือเสียงของแอรีธหรือเสียงของตัวเธอเอง เธอร้องไห้ หลังจากที่เซฟิรอธช่วงชิงชีวิตของแอรีธไปเธอไม่ได้โศกเศร้านัก เธอเสียใจ แต่เธอเปลี่ยนความเสียใจนั้นให้เป็นความโกรธและเกลียดแก่ศัตรู แต่หลังจากที่เธอกลับมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง หัวใจที่ถูกฉีกทึ้งนั้นยังคงทำให้เธอเจ็บปวดนัก ระหว่างที่เธอยังคงอดทนกับมัน เธอคิดถึงการที่ตัวเธอเองได้ร่วมเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนมากมายเช่นนี้ และเป็นสมาชิกของอวาแลนซ์ได้อย่างไร น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอีก

"ขอโทษ ขอโทษนะ"

เธอรู้สึกถึงมือของคลาวด์ที่วางบนหัวไหล่ เขายึดเธอไว้แน่นราวกับไม่ต้องการให้เธอจากไปไหน 'ตอนนี้ ฉันจะร้องเท่าที่ต้องการ ฉันจะปล่อยวางทุกสิ่งให้ขึ้นอยู่กับเขา'

'เพราะถ้าอยู่เพียงลำพัง ฉันก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี'

**

ผองเพื่อนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกันต่างแยกย้ายกันไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว ไม่ต่างไปจากครั้งที่ได้มาร่วมกลุ่มกัน วินเซนต์จากไปเหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงผู้โดยสารที่ได้นั่งข้างกันบนรถไฟ ยัฟฟี่คัดค้าน เธอถามความเห็นทุกคนว่าจะแยกจากกันไปจริง ๆ หรือ ในเมื่อได้เป็นเพื่อนกันแล้ว แบร์เร็ตคนเป็นบอกกับเธอว่าเราจะมาเจอกันอีกเมื่อไรก็ได้ตราบใดที่ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นซิด หลังจากที่สัญญากันว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาพบกัน ทีฟา คลาวด์ และแบร์เร็ตแยกตัวกับทุกคนและมุ่งหน้าไปยังเมืองโคเรล ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของแบร์เร็ต สำหรับเขาแล้ว โศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นที่นั่น จากมาโค คือจุดเริ่มต้นทุกอย่างของเขา เขายืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็พูดว่าไม่ให้ใครตามไป เขาเองก็ต้องมีชีวิตอยู่พร้อมกับแบกรับความผิดบาปเอาไว้เช่นกัน

พวกเขาไปที่นีเบิลแฮล์มด้วยเช่นกัน ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของทีฟาและคลาวด์ พวกเขาไม่ได้รู้สึกรำลึกถึงเลย พวกเขาจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

"ฉันไม่น่ามาที่นี่เลย" คลาวด์ว่า "มันทำให้เธอคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว"

คำพูดของคลาวด์ตรงกับความรู้สึกของทีฟาไม่ผิดเพี้ยน

**

พวกเขาไปที่เมืองคาล์ม คนที่รออยู่คือเอลมัยร่า แม่เลี้ยงของแอรีธ และเด็กหญิงที่อยู่ในความดูแลของเธอ มาลีน เอลมัยร่ามีญาติสองคนที่มีบ้านอยู่ในคาล์ม พวกเขาอยู่ที่นั่น แบร์เร็ตกับมาลีนดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง คลาวด์เป็นคนบอกกับเอลมัยร่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับแอรีธ

แม้จะไม่มีใครบอกให้ทำเช่นนั้น แต่ทีฟา คลาวด์ และแบร์เร็ต ต่างก็เอ่ยคำขอโทษที่ไม่อาจช่วยแอรีธเอาไว้ได้

"พวกคุณทำสิ่งที่ทำได้ไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก" เอลมัยร่าว่าอย่างนั้น

ทีฟากับพรรคพวกไม่อาจพูดอะไรตอบกลับไป 'พวกเราได้ทำเท่าที่ทำได้ไปแล้วจริงหรือ?'

มีคนมากมายที่เดินทางมาเมืองคาล์มเพื่อลี้ภัย บ้านธรรมดากลายเป็นหลุมหลบภัยฉุกเฉิน ชาวเมืองคาล์มไม่ได้เรียกเก็บเงินกับพวกเขา แม้มีสิทธิ์ที่จะทำ แม้แต่โรงแรมก็เปิดห้องให้ผู้คนได้เข้าไปอยู่ฟรี ราวกับว่าทุกคนต่างร่วมมือกันเพื่อสร้างโลกใหม่

"กลับบ้านกันเถอะ" คลาวด์ว่า

"ที่ไหนเรอะ?" แบร์เร็ตถาม

"ความจริงที่ไม่แน่นอนของเราไง"

"นายจะพูดว่าไงแน่?"

"ก็ใช้ชีวิตตามปกติของเรา"

"แล้วเรามีอะไรแบบนั้นด้วยเรอะ?"

"เดี๋ยวเราก็เจอเอง" คลาวด์มองไปทางทีฟาและถาม "จริงไหม?"

"ใช่!" มาลีนร้องเสียงใส ทีฟาพยักหน้าตามไปด้วย แต่ เช่นเดียวกับแบร์เร็ต เธอไม่รู้ว่าชีวิตตามปกติของพวกตนจะเป็นอย่างไร

พวกเขาทั้งสี่กลับมาที่มิดกัลด์ เมืองได้รับการบูรณะจากความสับสนทั้งทางใจและทางกายแล้วหลังจากโดนเมเทโอถล่ม ผู้คนดำเนินชีวิตต่อไปโดยมองตรงไปข้างหน้า... ไม่สิ พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว ก็ทำให้ทีฟาโทษตัวเองอีกครั้ง ตอนที่เธอมองเมืองมิดกัลด์จากบนฟ้า เธอคิดว่าไม่เป็นไรถ้าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกกลืนหายไป เธอไม่รู้ว่ายังมีคนอีกมายมายที่ยังคงอยู่ที่นี่ ทีฟาไม่อาจยกโทษให้กับความเห็นแก่ตัวของตนเองได้ เธอบอกกับคลาวด์และแบร์เร็ตว่าเธอคิดอย่างไรขณะที่อยู่บนเรืออากาศ แม้ว่าแบร์เร็ตและคลาวด์จะเข้าใจความรู้สึกของเธอดี แต่พวกเขาก็ตำหนิเธอ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร พวกเขาก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากบาปที่ติดอยู่ในจิตสำนึกนี้

"เพราะอย่างนั้น เราจะมีชีวิตต่อไป เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้บาป มีทางเดียวเท่านั้น" แบร์เร็ตว่า

เมื่อทีฟาอยู่ตามลำพังกับคลาวด์ คลาวด์บอกว่า "ไอ้การที่มานั่งกังวลอยู่กับความคิดของตัวเองนี่มันดูไม่เป็นตัวเธอเลยนะ"

"แต่...ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ"

"ไม่หรอก เธอสดใสแล้วก็เข้มแข็ง ถ้าเธอลืมตัวตนที่เธอเคยเป็นไปแล้วล่ะก็ ฉันจะเป็นคนเตือนเธอเอง"

"จริง ๆ เหรอ?"

"บางทีนะ" คลาวด์พูดอย่างอาย ๆ

**

สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือรวบรวมข่าวสารจากทั่วเมืองมิดกัลด์ ของใช้จำเป็นกำลังขาดแคลน และยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่มีข้อมูลใดที่จะช่วยบอกได้ว่าพวกเขาจะหาซื้อมันได้จากที่ไหน พวกเขาทั้งสามแยกย้ายกันไปแบ่งปันข่าวสารที่ได้มากับพวกคนที่ยากไร้ ว่าจะได้สิ่งของที่ต้องการได้จากที่ไหน พวกเขาช่วยเหลือผู้คนที่ไม่อาจทำอะไรด้วยตัวเองได้ ในคืนนั้น พวกเขาหลับอยู่ใต้เพลทในมิดกัลด์ ที่มีข่าวว่ามันอาจหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ

วันหนึ่ง แบร์เร็ตกลับมาพร้อมกับไหเหล้า ฮีตเตอร์ และผลไม้หลายชนิด มีคนให้เขามาเพื่อตอบแทนกับการช่วยเหลือใครคนหนึ่งรื้อบ้าน

"ฉันบอกนายแล้วว่าให้คอยดู" แบร์เร็ตผู้เปี่ยมความสามารถเริ่มทำงานเกี่ยวกับอาหาร แต่พวกทีฟาก็ไม่เห็นว่าเขากำลังทำอะไร เมื่อเวลาผ่านไปราวสองสัปดาห์ พวกเขาจึงได้รู้ว่าเหล้าที่ยังพอเหลืออยู่นั้นคือเหล้าพิเศษที่ผลิตขึ้นในเมืองโคเรล ทีฟากับคลาวด์จิบเหล้าทีละน้อย ส่วนแบร์เร็ตดื่มราวกับอาบ ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขและพูดเกี่ยวกับความทรงจำในช่วงเวลาอันสงบสุข ทั้งเรื่องที่เขาดื่มมากเกินไปจนร่วงลงไปในบ่อ และเรื่องที่ตอนที่เขาขอภรรยาซึ่งเสียไปแล้วแต่งงานนั้น เขาก็เมามายจนไม่ได้สติ นานแล้วที่ทีฟากับคลาวด์ไม่ได้หัวเราะเต็มที่

วันต่อมา แบร์เร็ตพูดด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง "เรามาขายเหล้ากันไหม?"

"เราเหรอ?" คลาวด์ถามด้วยความประหลาดใจ

"ไม่ต้องพูดอะไรจิ๊บ ๆ ! เราเรียกลูกค้าไม่ได้อยู่แล้ว! นั่นมันหน้าที่ของทีฟา"

"ฉันเหรอ?"

"เธอนั่นล่ะเหมาะ"

ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนัก รังลับของอวาแลนซ์อยู่ในบาร์เหล่าชื่อเซเว่นเฮเว่น มันเป็นแหล่งเงินทุนของบรรดาสมาชิกและภารกิจทั้งหลาย ทีฟาเคยเป็นสาวเสิร์ฟที่นั่น และยังเป็นผู้จัดการด้วย

แบร์เร็ตพูดต่อ

"จากที่ฉันเห็น คนในมิดกัลด์แบ่งเป็นสองประเภท พวกที่เฉื่ยชาไปวัน ๆ ที่ยังยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเมืองไม่ได้ กับพวกที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง ฉันเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายนะ ทุกคนต่างก็กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาของตัวเอง แต่พวกเค้าก็มีวิธีจัดการกับมันไม่เหมือนกันใช่มะ? ทางออกของทุกคนก็คือเหล้านี่แหละ"

"ไหงงั้นล่ะ?"

"ไม่รู้สิ แต่เมื่อวานพอเราดื่มไปพอกึ่ม ๆ แล้วเราก็ลืมทุกอย่างเลยจริงมั้ย? นั่นแหละที่เราต้องการ"

"นั่นสิ นายอาจจะพูดถูก"

"การมีเวลาแบบนั้นก็สำคัญจริงไหม? นี่ ทีฟา เธอว่าไงล่ะ?"

ทีฟาไม่สามารถให้คำตอบได้ทันที เธอเข้าใจในสิ่งที่แบร์เร็ตพูด แต่การเปิดร้านให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการย้อนกลับไปช่วงเวลาที่ได้เป็นอวาแลนซ์

"ทีฟา ลองก่อนดูเถอะ ถ้ามันไม่ไหวเราค่อยเลิกก็ได้" คลาวด์พูดขึ้น

"ไม่ยากหรอกน่า ถ้าทีฟาไม่ได้ทำงาน ในที่สุดเค้าก็จะเอาแต่คิดอะไรไปเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดของที่สุดเค้าก็จะทำอะไรไม่ได้เลย"

'อาจจะจริง'

แล้วทั้งสามก็เตรียมตัว พวกเขาตัดสินใจเปิดธุรกิจในเมืองใหม่ที่มีชื่อว่าเอดจ์ ซึ่งอยู่ทางเหนือของมิดกัลด์

ทุกคนที่แบร์เร็ตกับคลาวด์เคยช่วยไว้ได้มารวมตัวกัน พวกเขาช่วยลำเลียงสิ่งจำเป็นซึ่งดูแล้วคงจะเคยเป็นชิ้นส่วนของอาคารร้านค้ามาก่อนเช่นกำแพงและต้นเสา

แบร์เร็ตตะโกนสั่งงานเสียงดังขณะที่คลาวด์เดินไปรอบ ๆ และบอกถึงจุดที่ต้องแก้ไขด้วยเสียงค่อย ๆ อีกด้านหนึ่ง ทีฟาได้เรียนรู้วิธีผสมเหล้าโคเรล และปรับปรุงสูตรให้น่าดื่มยิ่งขึ้น เธอคิดถึงรายการอาหารที่คิดว่าจะใส่ลงในเมนูของร้านโดยเลือกใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้สม่ำเสมอ มาลีนกลายเป็นขวัญใจของคนที่มาช่วยงานก่อสร้าง ดูเหมือนว่าเธอจะให้ความสำคัญกับการที่ตัวเองจะได้กลายเป็นสาวเสิร์ฟ แม้จะเป็นงานหนักในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวี่วัน แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่อิ่มเอม บางครั้งทีฟาพบว่าตัวเองกำลังสงสัยว่าในเวลาที่เธอยิ้ม บาปของตัวเองจะถูกฝังลึกลงไปเท่าไร บางครั้งก็มีคนเรียกเธอไปเพื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้เธอกระวนกระวายใจอยู่

เหลืออีกไม่กี่วันแล้วที่พวกเขาก็จะเปิดร้านได้ คลาวด์บอกอย่างนั้น แบร์เร็ตถามว่าจะทำอย่างไรกับชื่อร้าน เกิดความคิดขึ้นมากมายแต่ชื่อที่คลาวด์เลือกนั้นดูน่าเบื่อไปหมด ส่วนของแบร์เร็ตก็ชวนให้นึกถึงสัตว์ประหลาด ในที่สุดแล้วพวกเขาก็ให้ทีฟาเป็นคนตัดสินใจ ชายทั้งสองสัญญาว่าจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าชื่อนั้นจะเป็นอะไร แต่ทีฟาก็คิดไม่ออกจนกระทั่งใกล้ถึงวันเปิดร้าน วันหนึ่ง มาลีนเข้ามาถามพวกเขาว่าจะทำอย่างไรกับชื่อร้าน

"เรากำลังคิดอยู่"

"ฉันคิดว่าจะใช้ชื่อเซเว่นเฮเว่นซะอีก" มาลีนว่า นั่นเป็นชื่อที่ทีฟาอยากหลีกเลี่ยงมาตลอด 'แค่มีอดีตกับมันก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพยายามใช้ชื่อที่ทำให้ฉันคิดถึงมันหรอก'

"ทำไมล่ะ?"

"เพราะมันเป็นที่ที่เรามีความสุขน่ะสิ ถ้าเราทำสำเร็จ เซเว่นเฮเว่นก็จะได้เป็นที่ที่เรามีความสุขอีก"

เราลืมมันไปแล้ว พวกผู้ใหญ่มักมีความทะยานอยาก แต่สิ่งนั้นไม่จำเป็นสำหรับมาลีน สำหรับเธอแล้ว เซเว่นเฮเว่นเป็นบ้านที่เปี่ยมสุข ที่ซึ่งเคยมีแบร์เร็ต ทีฟา และเพื่อน ๆ ของเธอ

"อืมมมม เซเว่นเฮเว่น..."

'ฉันลบอดีตของตัวเองไม่ได้ ฉันทำได้แค่ยอมรับมันและมีชีวิตต่อไป' ทีฟาตัดสินใจได้ว่าเธอพร้อมแล้ว

วันเปิดร้านเซเว่นเฮเว่นประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เหล้าโคเรลเป็นอะไรที่ไม่จำเป็นต้องลังเลให้เสียเวลา ลองถ้าติดใจเข้าแล้ว ราคาก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนัก เพราะมันมีส่วนผสมพิเศษ พวกเขาไม่ได้ทำรายการอาหารอะไรพิสดารนัก แม้จะเป็นอย่างนั้น ผู้คนก็พูดถึงที่นี่อย่างเช่นว่า เป็นที่ที่มาดื่มกับเพื่อนได้ เป็นที่ที่ทำให้ลืมความทุกข์จากโลกแห่งความจริงทั้งหมดหรือบางทีอาจจะลืมความจริงแล้วคิดถึงอนาคต คนที่ไม่มีเงินก็สามารถเอาสิ่งของมาแลกกับเครื่องดื่มได้ พวกเด็ก ๆ ก็สามารถเข้ามาได้ด้วยเช่นกัน พวกเขาเตรียมเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ เพื่อให้มาลีนได้ลองเสิร์ฟกับลูกค้าที่วางใจได้ เธอกลายเป็นคนที่ทางร้านไม่อาจขาดไปได้ มาลีนเป็นคนเดินโต๊ะในเวลาไม่ดึกเกินไปนัก และคนที่ดื่มมากเกินขีดจำกัดก็จะถูกไล่กลับบ้านโดยไม่มีการรีรอ

แบร์เร็ตจิบเหล้าของตัวเองอยู่ที่มุมห้อง บางทีเขาอาจจะกำลังวางแผนโกหกอะไรสักอย่าง งานของคลาวด์คือเตรียมวัตถุดิบสำหรับเหล้าและอาหาร เขาไม่รู้ชื่อเรียกของผักและผลไม้ส่วนใหญ่ พอมาคิดว่าชีวิตใหม่ของคลาวด์เริ่มต้นด้วยการท่องจำชื่อผักผลไม้แล้ว เธอก็คิดว่ามันแปลกนิดหน่อย 'เปล่านะ ฉันไม่ได้หัวเราะนะ' ทีฟายืนยันกับตัวเอง

คลาวด์เข้าสังคมไม่เก่ง เขาพูดไม่เก่ง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เขาก็สามารถไปจ่ายตลาดซื้อของเข้าร้านได้ หากวัตถุดิบมีราคาแพงเกินสมควร คลาวด์ก็หาวิธีจัดการกับมันได้ คลาวด์เองก็เริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าแล้ว

หลังจากเปิดร้านมาได้หนึ่งสัปดาห์ แบร์เร็ตบอกว่าเขาจะออกเดินทาง เพื่อไปดูว่าธุรกิจทางโน้นเป็นอย่างไร เขาจากไปโดยไม่พามาลีนไปด้วย

"ฉันอยากจะออกเดินทางเพื่อสะสางอดีตของตัวเอง"

คลาวด์เห็นด้วย ราวกับว่าเขาเข้าใจดี

"สะสางอดีตเหรอ...? ฉันก็อยากทำเหมือนกันนะ"

"พวกนายทำอยู่ที่นี่แหละ อย่าเอาแต่ได้ หัดเป็นฝ่ายให้ซะบ้าง"

มาลีนมักจะเข้านอนกับทีฟาเสมอ แต่เธอก็ได้นอนกับแบร์เร็ตที่เป็นพ่อเลี้ยงในคืนก่อนที่เขาจะจากไป เสียงพูดคุยของทั้งสองดังแว่วอยู่ตลอดคืนนั้น

ในรุ่งเช้าวันต่อมา แบร์เร็ตก็พร้อมจะออกเดินทางแล้ว

มาลีนตะโกนตามหลังเขา "ส่งจดหมายมาหาหนูนะ! โทรศัพท์ด้วย!"

แบร์เร็ตยกแขนเทียมข้างขวาซึ่งติดปืนกลขึ้นเป็นการโบกอำลา เขาเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมา นั่นคือแผ่นหลังของผู้ที่ได้แต่เลือกหนทางแห่งการต่อสู้ได้เพียงเส้นเดียว 'เขาจะพบเส้นทางชีวิตแบบไหนกันนะ ฉันหวังว่าเขาคงจะอยู่ห่าง ๆ การสู้รบเอาไว้ ใช่ว่าจะเป็นแค่ฝ่ายรับ ฉันหวังว่าเขาคงจะพิสูจน์ได้ว่าเขาก็เป็นฝ่ายให้ด้วยเช่นกัน'

"เป็นลูกบ้านนี้ไปนะ!"

เมื่อได้ยินประโยคนั้น คลาวด์กับทีฟาก็มองหน้ากัน 'เป็นลูกบ้านนี้งั้นเหรอ?'

"หนูจะดูแลคลาวด์กับทีฟาเอง!"

แบร์เร็ตหันไปและตะโกน "โชคดี!" เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย

"เป็นครอบครัวที่กลมเกลียวกันแล้วรักษามันไว้ให้ดีล่ะ!"

**

'พวกเพื่อน ๆ มีความสำคัญสำหรับฉัน ดังนั้นฉันจะไม่เอาแต่จมอยู่กับความรู้สึกผิด ถึงพวกเขาจะเป็นเพื่อนที่มีบาดแผลเหมือนกันหรือแบกรับบาปเดียวกัน เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่เอาใจใส่กันและให้กำลังใจกัน'

'อาจจะเรียกว่าเป็นครอบครัวก็ได้นะ เราแค่ทำให้ครอบครัวของเรากลมเกลียวกันไว้และทำให้ดีที่สุด' ทีฟาคิดว่าเธอน่าจะจัดการทุกอย่าง หากได้อยู่กับเพื่อน ๆ ที่เธอเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

**

หลังจากเปิดร้านมาได้หลายเดือน ก็มีโทรศัพท์จากคลาวด์ที่ออกไปซื้อของเข้าร้าน เขาปรึกษาเรื่องสิทธิพิเศษของลูกค้าว่าคน ๆ หนึ่งจะดื่มกินได้ฟรีตลอดชีวิตที่ร้านเซเว่นเฮเว่นได้มากแค่ไหน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังเรื่องของเขา ทีฟาก็เข้าใจแล้วว่าเขาต้องการจะบอกอะไร เธอมั่นใจว่ามีอะไรบางอย่างที่คลาวด์ต้องการแลกเปลี่ยนด้วยสิทธิพิเศษนั้นไม่ว่าอย่างไร

เวลานั้นเป็นตอนกลางคืน คลาวด์กลับมาพร้อมกับรถมอเตอร์ไซค์ เป็นรุ่นที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่วันนั้น เขาก็ปรับแต่งมันทุกครั้งที่ว่างจากงาน เขาเอาตัวช่างที่รู้จักจากที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการปรับแต่งรถของเขา ดูเหมือนจะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ช่วยคลาวด์ปรับแต่งจนสำเร็จ มาลีนกับเพื่อนบ้านตัวน้อย ๆ ก็ดูอยู่ด้วย ภาพนั้นทำให้ทีฟาอุ่นใจว่าพวกเขาได้เป็นครอบครัวกันแล้วจริง ๆ

ก่อนนั้นมีหลายครั้งที่คลาวด์ต้องออกไปจากมิดกัลด์เพื่อส่งของ ส่วนใหญ่จะเป็นที่เมืองคาล์ม ดูเหมือนเขาจะเช่ารถมอเตอร์ไซค์หรือรถบรรทุก หรือบางครั้งก็เป็นโจโกโบะ แต่ตอนนี้เขามีรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเองแล้ว บางโอกาสก็ดูเหมือนเขาจะออกท่องเที่ยวไปไกลมาก ๆ แล้วก็ได้สินค้าหายากมา

มีโทรศัพท์มาหาคลาวด์ในคืนหนึ่ง หลังจากที่ได้คุยกับสายนั้นครู่หนึ่งแล้ว คลาวด์ก็บอกว่าเขาจะออกไปข้างนอกสักหน่อย

"จะไปไหนเหรอ?"

"จะพูดยังไงดีล่ะ..."

คลาวด์บอกกับเธอ ว่ามีหลายครั้งที่เขาได้รับคำร้องขอให้เอาของไปส่งตอนที่กลับมาจากร้านขายวัตถุดิบ คนที่โทรมาเป็นเจ้าของร้านที่แบ่งผักมาขายให้เขา ดูเหมือนว่าเขามีอะไรบางอย่างที่อยากให้คลาวด์เอาไปส่งให้ได้ภายในคืนนี้ คลาวด์มองหน้าทีฟาราวกับเป็นเด็กที่โดนจับความลับได้

"ทำไมมองฉันอย่างนั้นล่ะ?"

"คือ... ฉันขอโทษที่เก็บเงียบเรื่องนี้ไว้"

"เรื่องอะไร?"

"เรื่องที่ฉันทำอะไรตามใจน่ะสิ"

ทีฟาหัวเราะลั่น คลาวด์พูดต่อถึงเรื่องที่เขาได้ค่าจ้างเล็กน้อยเพื่อการส่งของ เขาบอกกับเธอว่าเขารู้สึกผิดที่ใช้เงินเหล่านั้นเป็นค่าปรับแต่งรถ ทีฟาคิดว่าเขาเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ 'มันอาจจะเป็นเรื่องเศร้านิด ๆ ที่คลาวด์มีโลกของเขาที่ฉันไม่รู้จัก แต่การที่โลกของเขากำลังเติบโตนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริง ๆ ใช่ มันคล้ายกับความรู้สึกของคนเป็นแม่' ทีฟาเดินไปส่งคลาวด์และมีความสุขกับความรู้สึกใหม่ที่กำลังเต็มตื้นขึ้นในตัวเธอ

**

ทีฟาจัดการกับความรู้สึกผิดในใจของตัวเองได้ เธอไม่ได้ลืมมัน สักวันหนึ่ง วันที่เธอถูกลงโทษอาจจะมาถึงก็ได้ จนกว่าจะถึงวันนั้น ทีฟาจะมองตรงไปข้างหน้าและมีชีวิตอยู่ เธอจะมีชีวิตอยู่ไม่ใช่แค่ด้วยการพูดถึงมันเท่านั้น แต่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอก็เป็นฝ่ายให้ด้วยเช่นกัน

**

ทีฟาส่งเสริมให้คลาวด์ทำธุรกิจขนส่งเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย แล้วก็รับงานของที่ร้านด้วย สำหรับการรับโทรศัพท์ มาลีนกับตัวเธอเองสามารถทำให้ได้ คลาวด์รู้สึกไม่มั่นใจ แต่หลังจากเอาไปคิดดูคืนหนึ่ง เขาก็ยอมรับความคิดเห็นนั้น เขาก็แค่รู้สึกไม่มั่นใจเท่านั้นเอง

และนั่นคือการเริ่มต้นของ สไตร์ฟ เดลิเวอรี่ เซอร์วิส [Strife Delivery Service: บริการขนส่งสไตร์ฟ] พวกเขารับขนส่งในมิดกัลด์เป็นหลัก แต่พวกเขาก็รับส่งของทั่วโลกด้วยเช่นกัน แต่เฉพาะสถานที่ ๆ คลาวด์สามารถไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ได้เท่านั้น คลาวด์ยิ้ม
เมื่อรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นการโฆษณาตัวเองอย่างโจ่งแจ้ง งานของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มันเป็นช่วงเวลาที่การส่งของไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนอื่นอยากจะทำกัน มีสัตว์ร้ายป้วนเปี้ยนอยู่นอกเมือง และยังมีถนนที่ก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ที่เสียหายจากการที่ไลฟ์สตีมพุ่งออกมา งานที่ต้องเดินทางไปทั่วโลกนี้ไม่ใช่งานที่ใคร ๆ ก็ทำได้ มันเป็นงานที่เขาค้นหามาตลอด ทีฟาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากที่คลาวด์ คนที่เข้าสังคมไม่เป็นเอาเลยนั้น จะทำงานที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านไปรษณีย์

หลังจากที่คลาวด์เริ่มงานส่งของ ชีวิต "ครอบครัว" ของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ใช่ว่ามันดีเกินไป นอกจากช่วงเข้าและดึกดื่น คลาวด์มักจะไม่อยู่บ้าน และแน่นอน พวกเขาทั้งสามไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ทีฟาปิดร้านสัปดาห์ละหนึ่งวัน แต่มันก็ไม่ได้เป็นวันหยุดงานของคลาวด์ สำหรับคลาวด์แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากที่จะปฏิเสธงาน 'ฉันแค่อยากให้เรามีเวลาร่วมกันสักวันหนึ่ง เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ฉันก็เก็บความคิดเห็นแก่ตัวนั่นไว้' ช่วงเวลานั้น มาลีนเป็นคนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของคลาวด์ เธอบอกกับทีฟาว่าบางครั้งคลาวด์ก็เหม่อและไม่ได้ฟังที่เธอพูด คลาวด์ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนากับมาลีนก่อนเลย 'แต่ฉันมั่นใจว่าเขาไม่เคยเมินเฉยมาลีนเวลาที่เธอคุยกับเขา ฉันรู้ว่าคลาวด์จะมีวิธีปฏิบัติเป็นของตัวเองเวลาที่อยู่กับมาลีน ฉันคิดว่าคนที่ไม่ถนัดการจัดการกับเด็ก ๆ ก็คงใช้วิธีทำตัวให้เหมือนกับเด็ก ๆ นั่นล่ะ'

'ฉันบอกกับเธอว่าคลาวด์อาจจะเหนื่อย แต่มันก็ทำให้ฉันลำบากใจ มาลีนเป็นเด็กที่รับรู้ได้เวลาที่ผู้ใหญ่มีอะไรผิดปกติ'

ระหว่างวันหยุดของพวกเขา ทีฟากับมาลีนทำความสะอาดห้องที่ตอนนี้กลายเป็นห้องทำงานของคลาวด์แล้ว มันมีใบงานมากมายวางกองอย่างไม่เป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นสะดุดตาทีฟา

ชื่อลูกค้า - เอลมัยร่า เจนส์บอร์จ
ของที่จะส่ง - ช่อดอกไม้
สถานที่ - นครที่ถูกลืมเลือน

ทีฟาวางใบงานแผ่นนั้นรวมกับแผ่นอื่น ๆ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เธอหวั่นไหวมาก การส่งของรอบโลกหมายความว่าเขากำลังเดินทางไปกับอดีตของตนเองเช่นกัน เธอรู้ว่าคลาวด์กำลังเจ็บปวดมาก เพราะเขาไม่สามารถปกป้องแอรีธได้ คลาวด์เกือบจะพ่ายแพ้ให้กับมัน แต่ตอนนี้ การกลับไปที่ที่เขากับแอรีธต้องแยกจากกันหมายความว่าความโศกเศร้าเสียใจของเขากำลังเข้าทำร้ายหัวใจของเขาอีกครั้ง

ตอนกลางคืนหลังจากที่ร้านปิดแล้ว คลาวด์กำลังดื่มเหล้าซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะมีบ่อยนัก เขาดื่มจนเกลี้ยงแก้ว เธอคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาก่อนที่จะเติมให้เขา

"ให้ดื่มด้วยคนได้ไหม?" เธอมีเรื่องที่อยากจะคุยกับเขา

"ฉันอยากดื่มคนเดียว"

เมื่อได้ยินอย่างนั้น ความอดทนของทีฟาก็ขาดผึง "งั้นก็ไปดื่มในห้องตัวเองซะ"

แบร์เร็ตโทรมาบ่อยมาก ส่วนใหญ่เขาจะพูดถึงตัวเองและถามเกี่ยวกับมาลีน และทุกครั้งก็จบลงด้วยการพูดคุยกับมาลีน เวลาที่มาลีนคิดว่าทีฟาไม่ได้ฟังอยู่ด้วยนั้น เธอจะพูดกับแบร์เร็ตด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า "คลาวด์กับทีฟากำลังทะเลาะกัน"

ไม่ว่าความรู้สึกระหว่างคลาวด์กับทีฟาจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็ไม่สามารถลากมาลีนเข้ามาเกี่ยวด้วยได้ ทีฟาบอกกับตัวเอง

ทีฟาพยายามพูดกับคลาวด์ตอนที่มีมาลีนอยู่ใกล้ๆ เธออาจทำให้สถานการณ์เป็นไปในทางบวก และทำให้การสนทนาไม่ตึงเครียดนัก คลาวด์งงงวยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของทีฟา แต่ก็เดาเอาจากการกระทำของเธอ เขาตอบโต้กับเธอด้วยความรู้สึกนั้น พวกเขาทำให้มาลีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนทนานั้น 'ฉันคิดว่ามันไปได้สวยทีเดียว แต่ฉันก็พูดในสิ่งที่อยากพูดไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไง'

เช้าวันหนึ่ง ทีฟาเล่าเรื่องสนุก ๆ ที่ได้ฟังจากลูกค้าท่าทางตลก ๆ คนหนึ่งมา

"เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก" คลาวด์ให้ความเห็นด้วยเสียงดัง

"เป็นไปไม่ได้หรอก!" มาลีนตะโกน

พวกผู้ใหญ่ประหลาดใจและมองไปทางมาลีน

"เธอเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟังมาก่อนแล้ว แล้วคลาวด์ก็ให้คำตอบเหมือนกันนี้เปี๊ยบ"

'ไม่ได้เรื่องเลย แต่พวกเราก็อยู่ด้วยกัน เพราะเราเป็นครอบครัว เราอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน และเราก็มีชีวิตอยู่ด้วยการรวมใจเป็นหนึ่ง มันอาจจะไม่มีคำพูดหรือรอยยิ้มมากนัก แต่เราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน' ทีฟาบอกกับตัวเอง ไม่สิ มันเป็นสิ่งที่เธอบอกกับตัวเองให้เชื่ออย่างนั้น

เมื่อแน่ใจว่าคลาวด์หลับไปแล้ว เธอก็พูดกับเขา

"พวกเราจะไม่เป็นไรใช่ไหม?"

'แน่นอนว่าไม่มีคำตอบ ฉันได้ยินแต่เสียงหายใจของเขาเท่านั้น ฉันสงสัยว่า ถ้าหากเขาหลับที่นี่จริง ๆ ก็หมายความว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว'

"เธอรักฉันรึเปล่า?"

คลาวด์ตื่นทันที สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

"นี่ คลาวด์ เธอรักมาลีนรึเปล่า?"

"ฮื่อ แต่บางที ฉันไม่รู้ว่าจะพูดจากับเค้ายังไง"

"ถึงแม้ว่าจะได้อยู่ด้วยกันในที่สุดน่ะเหรอ?"

"บางทีมันคงจะไม่มากพอ"

"ถึงจะเป็นพวกเราก็ไม่มากพอสำหรับเธอเหรอ?"

คลาวด์ไม่ได้ตอบออกไป

"ขอโทษที่ถามอะไรแปลก ๆ นะ"

"ไม่ต้องขอโทษหรอก มันเป็นปัญหาของฉันเอง"

คลาวด์หลับตาลง

"มาพยายามด้วยกันนะ"

คลาวด์ไม่ได้ตอบกลับไป

ไม่นานหลังจากนั้นคลาวด์ก็พาเด็นเซลมาด้วย ตอนที่เขาพาเด็กคนนั้นมาที่ร้าน เด็นเซลกำลังไม่ได้สติ รอยปานดวงดาว คลาวด์บอกว่าลักษณะอาการแบบนี้เพิ่งมีกันเมื่อไม่นานมานี้เอง ขณะที่ทีฟากำลังดูแลเด็นเซล เธอคิดถึงจำนวนเด็ก ๆ ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้ ตอนนี้มีสถานที่สำหรับเด็กกำพร้าอยู่มากมาย แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมคลาวด์จึงพาเด็นเซลมาที่นี่? เมื่อทีฟาจะถาม คลาวด์ก็พึมพำอะไรออกมา

"เด็กคนนี้มาที่ที่ของฉัน"

"เธอหมายความว่ายังไง?"

"ฉันหมายถึง..."

**

หลังจากเด็นเซลอาการดีขึ้น เธอได้ฟังเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็นเซลก่อนจะมาอยู่ที่นี่ เธอจึงคิดว่าเขาน่าจะอยู่ที่นี่ เขาเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ที่เขตเจ็ดถล่ม 'สาเหตุของการที่เขตเจ็ดถูกทำลายก็คือพวกเรา เพราะอย่างนั้นฉันจึงควรรับผิดชอบดูแลเขา เขามาพบกับคลาวด์เพื่อจะมายังที่ของฉัน'

ทีฟาปรึกษากับคลาวด์และมาลีนเรื่องที่เธออยากจะรับเด็นเซลเข้ามาอยู่ในบ้าน คลาวด์เห็นด้วยอย่างเงียบ ๆ แต่มาลีนนั้นท่าทางมีความสุขมาก

ในตอนแรก เด็นเซลยืนกรานที่จะช่วยงานเพื่อเป็นการตอบแทนที่ดูแลเขา และเมื่อได้ช่วยงานที่ร้านกับคลาวด์ เขาก็ได้คุยกับคลาวด์อย่างเปิดใจ

ตอนกลางคืนหลังจากที่ร้านปิดแล้ว ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดครัว ทีฟามองไปยังโต๊ะที่อยู่ตรงกลาง ที่นั่นมีเก้าอี้ผู้จัดการของสไตรฟ์เดลิเวอรี่เซอร์วิส คลาวด์กับผู้ช่วยทั้งสอง มาลีนกับเด็นเซล เด็นเซลมีอาการป่วยจากรอยปานดวงดาว แต่ในวันที่เขาไม่มีไข้หรือเจ็บปวดเขาก็ไปไหนมาไหนกับคลาวด์ คลาวด์ใช้เวลาราวครึ่งวันอยู่ข้างนอก ดังนั้นเมื่อเขากลับมาบ้าน มันจะเป็นเวลาที่เด็นเซลมีความสุขที่ได้ใช้เวลาอยู่กับฮีโร่ของเขา คลาวด์เป็นฮีโร่สำหรับเด็นเซล เขาช่วยเด็นเซลในเวลาที่กำลังต่อสู้กับความตายจากอาการกำเริบของรอยปาน เขาได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปยังที่ต่าง ๆ ... และทุกอย่างที่เด็นเซลร้องขอ เด็นเซลอยากจะถามทุกอย่างเกี่ยวกับคลาวด์ เขาจะถามกับทีฟาเรื่องของคลาวด์จนกว่าตัวคลาวด์จะกลับมาบ้าน ครั้งหนึ่ง ทีฟาพูดหยอกล้อกับเด็นเซลว่าเธอเป็นคนทำอาหารให้พวกเขาทุกวัน เด็นเซลก็พูดอย่างสุภาพราวกับเป็นผู้ใหญ่ว่าเขาก็ทำความสะอาดบ้านและร้านทุกวันเช่นกัน

'ใช่ และเขาก็ทำความสะอาดทุกอย่างได้ดี พอฉันถามเขาว่า แม่ของเขาเป็นคนสอนวิธีทำความสะอาดให้หรือ เขาตอบว่าไม่' วันต่อมาทีฟาถามคลาวด์ว่าใครเป็นคนสอนเด็นเซลทำความสะอาด เด็นเซลเคยบอกกับคลาวด์เรื่องนั้น และมันทำให้ทีฟาปวดใจเล็กน้อย

'ฉันไม่สบายใจว่าทำไมเด็นเซลถึงบอกคลาวด์ แต่ไม่บอกฉัน วันหนึ่งฉันลองถามเรื่องนี้กับลูกค้าที่มีอายุพอ ๆ กับเด็นเซล เขาตอบว่าเด็กผู้ชายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ดังนั้นมันไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ครอบครัวทั่วไปก็เป็นกัน'

คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยให้เธอเข้าใจนัก แต่คำพูดที่ว่า "ครอบครัวทั่วไป" ทำให้ทีฟาโล่งใจ

หลังจากปิดร้านแล้ว คนทั้งสามก็นั่งล้อมวงรอบโต๊ะ คงไม่แปลกนักถ้าจะบอกว่าสามคนนั้นคือคุณพ่อยังหนุ่มกับลูกสองคน 'ถ้าฉันรู้สึกอย่างนั้น ฉันก็คงจะไปที่โต๊ะตัวนั้นได้ และได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้ม'

คลาวด์มีแผนที่กางไว้บนโต๊ะ เขากำลังเลือกเส้นทางที่จะใช้ไปส่งของในวันพรุ่งนี้ เด็นเซลกับมาลีนกำลังเรียงใบงาน ถ้ามีคำที่มาลีนอ่านไม่ออก เธอจะถามเด็นเซล แล้วเด็นเซลก็จะสอนมาลีนเหมือนกับว่าเป็นพี่ชาย ถ้ามีคำที่แม้แต่เด็นเซลก็อ่านไม่ออก เขาก็จะถามคลาวด์ คลาวด์มักจะยื่นปากกาให้หลังจากที่บอกวิธีอ่านกับพวกเด็ก ๆ แล้วก็บอกว่า ถ้าพวกเขาเขียนคำเหล่าไม่ได้ พวกเขาก็จะจำมันไม่ได้ เมื่อเห็นที่รายชื่อสถานที่ในใบงาน พวกเด็ก ๆ ถามคลาวด์ว่าที่นั่นเป็นอย่างไร คำอธิบายของคลาวด์นั้นเรียบง่าย ที่นั่นมีคนเยอะแยะ ที่นั่นมีคนน้อย ที่นั่นมีสัตว์ร้ายมากเป็นที่ที่อันตราย ใช้ถนนเส้นเหนือจะปลอดภัยกว่า นั่นเป็นการพรรณนาที่ทำให้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า "แค่นั้นเหรอ?" แต่พวกเด็ก ๆ ดูเหมือนจะพอใจ ไม่นานนักทีฟาก็อยากจะคุยด้วย เมื่อเธอเสริมรายละเอียดเข้าไป เด็นเซลก็จะถามคลาวด์ว่าจริงหรือ มันทำให้ทีฟาไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เธอก็คิดว่ามันไม่เป็นไร นั่นอาจจะเป็นเรื่องที่ครอบครัวทั่วไปก็เป็นกัน

'ฉันคิดว่าเราอาจจะได้เป็นครอบครัวกันจริง ๆ แล้ว หลังจากที่มีเด็นเซลเข้ามา' คลาวด์รับงานน้อยลง ในตอนกลางคืน เขามักจะหาเวลาอยู่กับเด็ก ๆ ให้ได้เสมอ บทสนทนาทั่วไประหว่างเขากับทีฟาจะมาทีหลัง

**

"แก้ปัญหาได้แล้วสินะ?"

"ปัญหาไหน?"

"ปัญหาของเธอไง"

"อ้อ..."

คลาวด์คิดถึงมัน

"ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรนะ"

"ฉันอธิบายไม่ถูกน่ะ..." คลาวด์เตือนไว้ก่อนจะเริ่มพูด "ปัญหายังแก้ไม่ได้หรอก แต่ ฉันก็คิดว่าฉันไม่เคยลองแก้มันมานานแล้วล่ะ เราเรียกชีวิตที่เสียไปแล้วให้กลับมาไม่ได้"

ทีฟาพยักหน้าให้เงียบ ๆ

"แต่บางทีเราอาจจะรักษาชีวิตที่กำลังลำบากได้ บางทีแม้แต่คนอย่างฉันก็ทำได้"

"เธอหมายถึงเด็นเซล?"

"ใช่"

"นี่ เธอจำได้ไหมว่าเธอพูดว่าอะไร ตอนที่เธอพาเด็นเซลมาที่นี่"

"ฉันพูดว่าอะไรเหรอ?"

"เธอว่า เด็นเซลไปที่ที่ของเธอ"

"คือ..." คลาวด์ดูเหมือนกลายเป็นเด็กที่โดนจับความลับได้อีกครั้ง

"บอกมาสิ ฉันจะตัดสินใจทีหลังเองว่าฉันจะโกรธรึเปล่า"

คลาวด์พยักหน้าและเริ่มเล่า

"เด็นเซลล้มอยู่ตรงหน้าโบสถ์ที่แอรีธเคยอยู่ เพราะอย่างนั้นฉันเลยคิดว่าแอรีธพาเขามาที่ 'ที่ของฉัน' "

คลาวด์พูดออกมารวดเดียวโดยไม่หยุดหายใจ แล้วก็หันไปทางอื่น

"ฉันไปที่โบสถ์นั่น ฉันไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรหรอกนะ"

"เธอปิดบัง"

"ขอโทษ"

"ฉันไม่ได้บอกว่าเธอไปไม่ได้หรอกนะ แต่คราวหน้า ฉันไปด้วยนะ"

สีหน้าของคลาวด์มีความสงสัยเจืออยู่เมื่อเขามองไปที่ทีฟา

"แอรีธไม่ได้พาเด็นเซลมาให้เธอ"

"ฮื่อ ฉันก็คิดอย่างนั้นอยู่"

"แอรีธพาเด็กคนนั้นมาให้เรา จริงไหม?"

คลาวด์มองไปที่ทีฟา แล้วก็ยิ้มออกมาในที่สุด มันบ่งบอกถึงความอ่อนโยนที่ทำให้เธอคิดว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

**

'ไม่กี่วันหลังจากการพูดคุยครั้งนั้น คลาวด์ก็จากไป ฉันสงสัยว่ารอยยิ้มที่ได้เห็นครั้งนั้นเป็นภาพลวงตา หลังจากจูบราตรีสวัสดิ์พวกเด็ก ๆ ฉันก็ไปที่ห้องทำงานของคลาวด์ ฉันปัดฝุ่นบนภาพถ่ายครอบครัว แล้วก็ลองโทรหาเขา แล้วก็ได้ยินแต่เสียงบริการรับฝากข้อความทุกครั้ง'

- จบเรื่องของทีฟา -


Final Fantasy VII - On the Way to a Smile

แปลจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
โดย: Xcomp
ที่มา:
http://xthost.info/ffwebnovel/

จากต้นฉบับจริง (ภาษาญี่ปุ่น)
โดย: Kazushige Nojima
ที่มา: Final Fantasy VII: Advent Children - Prologue

เป็นภาษาไทย โดย Ratatosk (ra_ta_tosk@hotmail.com)
ที่ปรึกษา: Shinya

ความคิดเห็น

chocoghost
chocoghost 28 ก.ย. 52 / 13:59

งุงิ -.- 
มานั่งอ่านงิ แต่ยังอ่านไม่จบ ซิกๆ T_T มันเยอะ
แต่จอยอ่านไป ขนลุกไปอีกแล้วงิ T.T เฮือก!

อ่า นึกถึงตอนเล่น F.F.VII ช่วงแรกเลยงิ 
ตอนที่ชินระวางระเบิด -.- เส็งก็จับตัวแอริธไป -.,-
แล้วก็ไปเจอกับเร้ด 13 -_- ~ โอ้ ความทรงจำอันแสนหวาน >.< 

ขอบคุณนะงิ บางเรื่องจอยยังไม่รู้เลยอ่ะ
อ้อ ตอนนี้จอยเล่นถึงตอนที่เซฟิรอธเรียกเมเทโอลงมาแล้วล่ะงิ
ท้องฟ้าน่ากลัวสุดๆ เลย T_T (จอยอินมากกก)

ทิฟา & คลาวด์ ><! ยะฮู้ววว คู่นี้น่ารักที่สุดแว้ว

อ่าใช่ เมืองนีเบิลไฮม์ -.- ตอนเล่น Crisis Core ไฟไหม้น่ากลัวมาก T_T
เซฟิรอธก็เท่สุดๆ (ตอนนั้นเซฟิรอธกลายเป็นบ้าไปแล้ว โฮกก)
ทิฟาน่าสงสารที่สุดเลยงิ -.,- คลาวด์ก็...ตอนแรกไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนมา
ตอนสุดท้ายค่อยโผล่มาช่วยแซ็ค -_-^ เฮ้อ~
แต่ยังดีที่ทำให้เซฟิรอธตกลงไปในไลฟ์สตรีมได้งิ คิๆ -.- 

วันหลังจะมาอ่านต่อนะงิ

oranuncha
oranuncha 28 ก.ย. 52 / 21:32
อ่าจ้า....


ฟังจอยเล่าแล้วพี่อยากเล่นอ่ะ
...ต้องขอบคุณบทความนี้ พี่เองก็รู้อะไรหลายเรื่องที่ไม่เคยรู้เหมือนกัน 55+


รีบมาอ่านให้จบนะ *./*
chocoghost
chocoghost 30 ก.ย. 52 / 18:42
กี๊สสสส อ่านจบแล้วงิ พี่นันท์ 
(แอบสงสารทิฟา อ่ะ T_T ฮืออออ จับพี่คล้าวเขวี้ยงลงไลฟ์สตรีมดีไหมเนี่ย T.T)

เมื่อไหร่ไฟนอล 7 จะทำใหม่!
จอยจะเล่นทั้งวันทั้งคืนเลยคอยดู!!

ชอบตรงที่ ...
"เป็นลูกบ้านนี้ไปนะ!"
เมื่อได้ยินประโยคนั้ คลาวด์กับทิฟาก็มองหน้ากัน \\\\\\\'เป็นลูกบบ้านนี้งั้นเหรอ?\\\\\\\'

><! กี๊สสส ฉากนี้เหมือนเป็นครอบครัวกันเลยงิ
ภรรยา กับ สามี -.- อ๊ากกก (โดนบัสเตอร์ สวอร์ด ฟัน ฉับ! โน๊วววว อย่านะคลาวด์!!)
(โดนหมัดทิฟาไปสองหมัด ฮืออ T_T แก้มบวม)

ขอบคุณที่เอามาลงให้อ่านกันนะงิ
ได้ความรู้เยอะเลยงิ (ความรู้?? ไฟนอล เยสๆ -.-)