PLAYLIST #KookV #BTS

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 10,623 Views

  • 459 Comments

  • 1,271 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    31

    Overall
    10,623

ตอนที่ 5 : TRACK03

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    5 พ.ค. 60

 

 

 



 

(c)              Chess theme

 

 

 



 

                








ตอนที่คิมแทฮยองอายุ 17 ปี เขาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก

 

 

อองอุก! ไอโองเอียนอักอี!

 

“ไม่อ่ะ จะรอพี่แทฮยอง”

 

 

เด็กโข่งอายุ 15 

 

“จองกุก! ไปโรงเรียนสักที!” คำโวยวายถูกโพล่งซ้ำเมื่อพ่อหันมาทำหน้างง อาหารเช้าวันนี้คือข้าวผัดสุดอร่อยฝีมือพ่อ นั่นจึงน่าหงุดหงิดมากพอให้แทฮยองกลอกตา เขาจำใจกลืนข้าวลงคอ กระดกนมตามอึกใหญ่ ก่อนกระแทกแก้ว ปั้ก! ลงบนโต๊ะ แล้วหันไปขู่น้องชายที่นั่งเล่นเกมรอราวกับไม่ต้องเข้าเรียนในอีก 15 นาทีข้างหน้า “แต่โรงเรียนแกไกลกว่า เดี๋ยวก็ได้ล้างห้องน้ำอีกหรอก” เขาหมายถึงเรื่องเทอมที่แล้วที่จองกุกโดนทำโทษด้วยการล้างห้องน้ำแทบทุกเดือน เพราะเจ้าตัวไปโรงเรียนสายด้วยเหตุผลที่

 

อยากไปโรงเรียนพร้อมพี่ชาย

 

อาจารย์ต้องกุมขมับ

 

“จริงด้วย” ได้ผล! จองกุกตาโต สำเหนียกเสียทีว่าควรเลิกรอแล้วรีบไปโรงเรี “รีบกินสิพี่แทฮยอง ผมจะสายแล้ว” ไม่ใช่ละ ไม่ได้อยากให้ล็อคคอเอาข้าวกรอกปากเขาแบบนี้โว้ยยยย หน็อย คอยดูนะ คอยดู

 

“แค่กๆ พอ! หยุด! รีบแล้วๆๆ คอยดู ว่าเขาไม่สู้ไงล่ะ! สุดท้าย นั่นก็เป็นอีกวันที่แทฮยองต้องรีบกินข้าวเช้า พี่ยุนกิเคี้ยวข้าวด้วยความเร็วต่ำไม่ใยดี ส่วนพ่อที่ยุ่งอยู่กับการจัดขนมใส่กล่องเพียงหัวเราะเอ็นดู ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ครอบครัวคิมก็ช่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีใครเข้าข้างเขา แทฮยองบอกลาทั้งสองคนอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนเดินตามจองกุกที่ยืนถือกระเป๋ารออยู่หน้าประตู

 

อพาร์ตเมนต์กลายเป็นสีชมพู แทฮยองอารมณ์ดีขึ้น เมื่อออกมานอกอาคารเพื่อพบว่าถึงเวลาซากุระผลิดอกสะพรั่ง สีหวานละไมเข้าคู่กันกับท้องฟ้าใสสะอาด ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาบรรจบอีกปี หอบความสดชื่นมาสู่วันใหม่อีกหนและเขาที่ตัวติดกับจองกุกอีกแล้ว

 

“เย็นนี้เลิกเรียนแล้วโทรบอกด้วยนะ”

 

แทฮยองกลอกตาใส่เจ้าเผด็จการตาใส “เป็นน้องหรือพ่อ จิกเหลือเกิ

 

“เมื่อคืนผมดูมวยปล้ำ ท่าเยอรมันซูเพล็กซ์นี่น่าลองเนอะ?”

 

เดี๋ยวโทรหาคับ” และชักลูกตากลับแทบไม่ทัน

 

แทฮยองถอนลมหายใจทิ้ง หลังจากเลิกกับจูฮยอน เขาไม่คิดรักใครอีกในเร็วๆ นี้เพราะไม่มีเวลาคิด ครั้งเมื่อจองกุกลั่นวาจา อะไรที่พี่จูฮยอนทำได้ ผมก็ทำได้น้องชายของเขาก็รักษาคำพูด... เกินไปโว้ย! มันเล่นเอาเวลาที่เคยเป็นของจูฮยอนไปเป็นของตัวเองหมด เลิกเรียนก็เตร็ดเตร่ด้วยกัน สุดสัปดาห์ก็ออกไปหาอะไรทำด้วยกัน แม้โรงเรียนมัธยมปลายของเขาจะใกล้บ้านกว่าโรงเรียนของจองกุก 4 สถานี หรือก็คือ เขาตื่นสายกว่าน้องได้ และการไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก น้องชายของเขาก็ช่างให้ความร่วมมือด้วยการรอไปโรงเรียนพร้อมกันตอนเช้า และนัดเจอกันที่ซับเวย์ตอนเย็น

 

ไม่เหงามันก็ดี แต่บางทีเขาก็อยากมีเวลาเหงาบ้าง นี่! มัน! ตัว! ติด! กัน! เกิน! ไป! แล้ว!

 

“พี่แทฮยอง ฟังเพลงใหม่ของ busker busker หรือยัง?” ตาของจองกุกเปล่งประกายยามพูดถึงเพลงรักแห่งฤดูใบไม้ผลิ ซับเวย์ตอนเช้าคับคั่งด้วยผู้คน แต่กลับเงียบเหงาประสาคนแปลกหน้า นั่นจึงทำให้จองกุกขยันสร้างเพลย์ลิสต์มาชวนให้เขาฟังแก้เหงาเสมอ

 

“ร้องได้ทั้งเพลงแล้วเหอะ”

 

“ไม่มีเพลงไหนที่ผมรู้จักแล้วพี่ไม่รู้จักเลยแฮะ” แน่สิ นี่พี่แกนะ เขายิ้มเหนือ “แต่ผมโหลดแล้ว” อุ่ย และหน้าเจื่อนเมื่อตระหนักว่าลืมโหลดเพลงโปรดใส่เครื่อง “กับเรื่องง่ายๆ นี่เซ่อจัง” หูฟังข้างหนึ่งถูกส่งมาให้อย่างผู้ชนะ น้องชายของเขาสวมหูฟังอีกข้าง ก่อนกดปุ่มเพลย์ เชิญให้ท่วงทำนองสดใสเล่าเรื่องราวการหวนรำลึกถึงความรักของหนุ่มสาวในวันซากุระปลิวร้อยลม เพราะคนเยอะ จองกุกจึงไม่กล้าแหกปากร้องเพลงหรือกระโดดโลดเต้นเหมือนตอนร้องเพลงด้วยกันที่บ้าน กระนั้น แทฮยองรู้ว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดี ผ่านรอยยิ้มและจังหวะเคาะเท้าที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และจังหวะชนไหล่ยามชวนฮึมฮัมท่อนฮุคไร้เสียง

 

            “ดีจัง นี่ขนาดไม่ได้คิดเรื่องแฟน ยังฟังแล้วอยากพบรักใต้ต้นซากุระเลย” แต่กลับต้องมาติดแหง็กกับเด็กกะโปโล เขาถอนหายใจเฮือกใส่คนไม่สะทกสะท้าน

 

            “ไปดูซากุระกับผมแทนก็สิ้นเรื่อง ผมอเนกประสงค์”

 

            “ไม่จริงอ่ะ”

 

            “พี่อยากทำอะไรผมก็ทำให้ได้ ไม่มีเรื่องไหนของพี่ที่ผมไม่รู้แม้แต่ไซส์กางเกงชั้นใน แบบนี้ไม่อเนกประสงค์ตรงไหน?”

 

“ตรงแรกคือการที่แกตุ๊ยท้องพี่ตอนไม่ได้ดั่งใจ ตรงที่สอง แกไม่มีไฟหน้าตู้มๆ”

 

            “ตู้มแบบพี่จูฮยอนที่ทิ้งพี่ไปมีแฟนใหม่อ่ะนะ?” ตรงที่สาม ชอบทับถมกู! แทฮยองแยกเขี้ยว บ้องกะโหลกน้องชาย-- ในจินตนาการแน่อยู่แล้ว “แต่ก็จริงของพี่ ปีหนึ่ง ซากุระจะบานไม่เกิน 2 สัปดาห์” แทฮยองพยักหน้าตาม “เพราะผลิดอกไม่นาน เห็นซากุระทีไรเลยรู้สึกว่าทุกนาทีมีค่า อะไรที่เคยคิดผลัดวันก็พาลอยากทำขึ้นมาเพราะเวลาไม่คอยใคร” จองกุกอมยิ้ม “ถ้าอยู่กับคนที่ชอบต่อหน้าซากุระ อะไรที่อยากเก็บไว้คงหลุดหมดปากแน่ๆ”

           

            “โรแมนติกเป็นด้วยเหรอเรา?” น้องชายของเขาทำหน้าเหรอหรา ราวไม่ตระหนักว่าเรื่องที่พูดออกมาช่างชวนให้เกาคางเย้าหยอกเหลือเกิน และแทฮยองทำเช่นนั้น “นั่นแน่ะ มีสาวที่ชอบแล้วหรือเปล่านะ?”

 

            “แค่สมมุติ ผมยังไม่คิดเรื่องแฟนตอนนี้” เมื่อไม่เลิกล้อ จริงเร้อ? เขาจึงได้คำตอบเป็นสีหน้าจริงจังของจองกุก ยามปัดมือที่คางมากุมไว้ เอ่ยคำหนักแน่น “จะโสดเป็นเพื่อนพี่แทฮยองไปเรื่อยๆ เลย”

 

ที่ทำให้หุบยิ้มไม่ได้ โธ่ เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย

 

 

 

เพราะกะโหลกกะลาแบบนี้ จะคบใครก็คงโดนทิ้งอีกอยู่ดี ถ้าผมมีแฟน พี่คงไม่เหลือใคร

 

 

 

            “...”

โอเค หุบได้ละ      

 

 

 

           ห้องเรียนมีชีวิตชีวาด้วยเสียงพูดคุยจากเพื่อนร่วมชั้นเมื่อแทฮยองมาถึง และมนุษย์รักการเข้าสังคมอย่างเขาไม่เคยเบื่อที่จะทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง กระเป๋าถูกหย่อนลงบนโต๊ะประจำตัวริมหน้าต่าง มันเปิดรับลมเย็นและเสียงเตะอัดลูกบอลจากสนามด้านล่าง

 

            “ซองแจ เย็นนี้กูคงกลับไวหน่อยนะ” เขาส่งกล่องขนมให้เจ้าของโต๊ะด้านหน้าที่หันมายิ้มตาหยี แทงกิ้วยุกซองแจเคี้ยวขนมอย่างสุขสันต์

 

            “ไปหาน้องอีกล่ะซี่” ซองแจมองหน้า-- มีหลายสิ่งที่เขาชอบเกี่ยวกับโรงเรียนนี้ แต่สิ่งที่ชอบที่สุดคือการไม่มีจองกุก เพราะเมื่อเขาส่งยิ้มแห้งๆ แทนการเลี่ยงคำตอบที่ถูกเปิดเผย คนสันนิษฐานยิ้ม

           

            “น่าสนุกจัง” โดยปราศจากคำล้อเลียนใด

 

             หลังผ่านประสบการณ์การเรียนโรงเรียนประถมและมัธยมต้นย่านเดียวกันทั้งสามพี่น้อง แทฮยองตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่อยู่ไกลกับโรงเรียนของน้องชาย ที่นี่เต็มไปด้วยเพื่อนใหม่ และจองกุกเป็นเพียงเรื่องเล่า เมื่อไม่มีจองกุกมายืนเฝ้าหน้ารั้วหรือตามเขาไปทั่ว น้อยคนจึงจะมีโอกาสรู้จักน้องชายของเขาจนมีเรื่องราวมาล้อเลียน

 

            ซองแจกอดขนมอีกสามห่อที่เขาส่งให้อย่างรักใคร่ เพื่อนคนอื่นเดินมาขอส่วนแบ่งบ้าง และเขาไม่อิดออดที่จะปันน้ำใจจนโดนโบกมือยั้ง “แบ่งให้มากไปแล้ว ใจดีอ่ะ”

 

            “กินเยอะๆ เลย” แทฮยองยิ้มกว้างราวกับคุณซานต้า ยามยกกระเป๋าขึ้นมาเปิด ขนม ตุ๊กตา และจดหมายอัดแน่นในนั้น “คนให้ของขวัญเต็มล็อคเกอร์กูจนไม่มีที่เก็บของละ ช่วยหน่อยนอย่าๆๆ อย่าจี๋ๆๆ กดด่หดกสาหดกวด่ว!” ก่อนโดนรุมจั๊กจี้ด้วยความหมั่นไส้ทันทีเมื่อสิ้นคำ

 

“ฮ็อตนักเหรอมึง” น้ำตาเขาแทบเล็ดจนต้องรีบแก้ตัวใส่เจ้าของเสียงลอดไรฟัน

 

“ธรรมด๊า”

 

            “มันทำหน้าเหนือว่ะ เกลียดดดด” เพื่อโดนจั๊กจี้ซ้ำ โธ่ แค่คิดว่า 'ก็จริง' หรอกน่า เขาดิ้นพล่าน ท่ามกลางเสียงหวีดลั่นจากทางประตูห้อง เป็นกลุ่มรุ่นน้องที่เกาะกระจกโวยวาย

 

            “อย่าทำร้ายพี่แทฮยองนะคะ!


            “ดิ้นท่ากากๆ ยังหล่อเลย!

 

            นี่คือยุครุ่งเรืองของเขาเชียวล่ะ แต่ประโยคหลังคือชมใช่ไหม?

 

แทฮยองรู้ตัวว่าเป็นคนหน้าตาดี แต่เพิ่งรู้ว่าขายดีสุดๆ ก็ตอนแตกเนื้อหนุ่ม เมื่อรูปที่เขาชอบอัพโหลดเล่นๆ บน sns ได้รับความสนใจท่วมท้นและมีคนคอยห้อมล้อมไม่ขาด ของขวัญมากมายถูกส่งให้ในทุกโอกาสจนล็อคเกอร์ไม่เคยว่าง เหตุผลของความนิยมถูกนิยามว่า เพราะเขาเป็นคนเข้ากับคนง่าย อัธยาศัยดี และโสด

 

ความทุกข์จากการเลิกกับจูฮยอนช่วยให้ค้นพบความสุขอีกรูปแบบ แทฮยองไม่มีเวลาเหงา เพราะตัวติดกับน้องชายไม่แพ้ติดเพื่อน ประกอบกับความนิยมล้นหลามที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจหลังผิดหวังจากรักแรก ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นที่ต้องการแค่ไหน ตอนนี้ แทฮยองจึงมีความสุขดีกับการเป็นออลจังสุดป๊อป

 

“จดหมายรักก็มา มึงนี่ขายดีจังว้า” แทฮยองคลานหมดสภาพขึ้นมาจากพื้นหลังหมดยก ไม่เดือดร้อนที่ถูกหยิบจดหมายรักมาจีบปากจีบคออ่านด้วยสีหน้าหมั่นไส้ แล้วจะให้ทำอย่างไร? ก็หล่อจริงๆ อ่ะ “สวัสดีค่ะ พี่แทฮยอง หนูชื่อฮเยมี เป็นแฟนคลับรุ่นที่ 1 ของพี่นะคะ พี่น่ารักมาก หนูชอบพี่จนปวดหัวใจไปหมด” อา ขอโทษนะจ๊ะที่ดูดีมากไป

 

เมื่อรู้ข่าวว่าพี่แทฮยองไปเดทกับเด็กผู้ชายม.ต้น ทำไมต้องปิดบังกันด้วยคะว่ามีแฟนแล้ว แถมยังเป็นผู้ชายอีก หนูผิดหวังจนเผาฮาร์ดดิสก์ไฟล์รูปพี่ทิ้งและอันฟอโลวพี่ไปแล้วค่ะ

 

 

เดี๊ยวววววววว

 

 

เสียงหัวเราะระเบิดลั่น แทฮยองตาเหลือกใส่ซองแจที่หงายหลังขำแทบตกเก้าอี้ ปล่อยให้เขารีบฉกจดหมายรัก (ใช่ป่ะวะ?) ในมือมาอ่านทวนว่าไม่ได้โดนแกล้ง และเนื้อความเหมือนคำอ่านตรงหน้านั่นทำเขาแทบกรี๊ด “เชี่ย โคตรมั่วเหอะ กูไปมีแฟนตอนไหนวะ” สมองตีรวนด้วยความคิด เดท เด็กม.ต้น ผู้ชาย ก่อนคีย์เวิร์ดเหล่านั้นจะทำแทฮยองเบ้หน้าเหยเก คนที่เขาหิ้วไปไหนสองต่อสองก็มีอยู่คนเดียว!นั่นน้องชายกูต่างหาก!

 

            “มะ มึงเดินกับน้องแบบไหนให้เขาเข้าใจผิดเนี่ย?” ซองแจดูเหนื่อยกับการหยุดหัวเราะมาถาม แทฮยองส่ายหน้ารัว ใจความระบุว่ามีคนเห็นเขาเดินจับมือกับน้องชายสามสี่ครั้งจนเก็บไปลือกันว่าเขากินเด็ก! พัง! เรตติ้งตกหมด“แต่จะว่าไป ที่ที่มึงไปกับน้องก็ที่เดททั้งนั้น” ความจริงใจราวเอ่ยถึงเรื่องธรรมชาตินั่นทำให้เขาโกรธไม่ลง แม้ยิ่งฟังยิ่งคันคะเยอ “ให้เวลากับน้องตลอด ดูหนัง กินข้าว ไปเที่ยวด้วยกันในที่ที่ไม่เคยไปกับพวกกูก็หลายครั้ง” คำพูดนั้นติดตลก “เหมือนแฟนกันเลยเนอะ

 

            “แฟนกับผี!” แต่เขาไม่ตลก นี่มันน่าอายกว่าโดนล้อว่าติดน้องอีก!

 

            “แต่แฟนคลับมึงเขาคิดว่าแฟนอ่ะ ว้า อีกหน่อยกูคงอดแดกขนม”

 

            “ไม่ใช่แฟนโว้ยยยยยย”

 

            ศีรษะถูกความอนาถใจผลักให้ทิ้งน้ำหนักลงโขกโต๊ะ อ้า เพลงนี้ฮิตชะมัด แทฮยองได้ยินอินโทรเพลงของ busker busker อีกครั้งผ่านวิทยุโรงเรียน มันสอดประสานกับระลอกเสียงหัวเราะเป็นท่วงทำนองน่าหงุดหงิดจนต้องระบายด้วยเสียโหยหวน ค่อยแก้ข่าวใน sns ก็ได้ใครสักคนบอกแบบนั้น หลังเล่นสนุกกับเขาจนพอใจ

 

แต่คำแนะนำเข้าทีไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ข่าวลือเสียงดังกว่าความจริงเสมอ แทฮยองสมน้ำหน้าความบ่วงน้องของตัวเองเมื่อถูกโฮซอกหัวเราะเยาะในเย็นวันนั้น กูว่าแล้วว่าสักวันต้องเป็นแบบนี้ และความอับอายตลอดวันตกตะกอนเป็นความหมายมั่น

 

            ไม่เพียงปลายเหตุ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วย

 

            ได้เวลาที่เขาควรตกลงกับจอกกุกเสียทีว่า เราต้องห่างกัน!’

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

            พี่แทฮยอง พรุ่งนี้พี่กลับบ้านเองนะ

 

 

 

            คับ งั้นพรุ่งนี้เราห่างกันเล เดี๋ยว ข้างบนนั่นต้องเป็นบทเขาสิ

 

 

 

            “อือ? โอเค” ไอร้อนจากหม้อลอยอ้อยอิ่งคั่นกลางระหว่างแทฮยองและน้องชาย บนโต๊ะทานข้าวตอนเที่ยงคืนที่พ่อหลับสนิทและพี่ยุนกิหมกตัวอยู่กับเปเปอร์ในห้อง คำประกาศของจองกุกคือตัวเอก “พรุ่งนี้มีซ้อมเหรอ?” แม้จะโดนแย่งบทพูดไปแบบนั้น แต่วิธีการไม่สำคัญไปกว่าผลลัพธ์ และไม่น่าสนใจไปกว่ารามยอนสองห่อที่จองกุกชอบชวนมาต้มกินด้วยกันในวันที่เขาอ่านหนังสือดึกดื่น

 

            จองกุกสูดเส้นรามยอน “ฮึ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ซ้อมเลย”

 

            “แสดงว่าติดเรียนเสริม? บอกแล้วว่าให้ตั้งใจเรียน”

 

“เปล่าครับ สอบซ่อมผ่านแล้ว”

 

“อ้าว? งั้นไปไหนเนี่ย?”

 

คำถามของแทฮยองถูกตอบรับด้วยรอยยิ้มเล็กๆ แห่งความขัดเขิน จองกุกหลบตา พูดงึมงำว่า

 

 

“ก็แค่... มีธุระนิดหน่อย”

 

 

และแทฮยองเลิกเซ้าซี้

 

แทฮยองเลิกเซ้าซี้แม้ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา จองกุกจะเขินเบอร์นั้นแค่ตอนฉี่รดที่นอน แทฮยองตบปากรับคำแม้น้องชายที่ไม่เคยมีความลับกับเขาจะตอบเลี่ยงคำถาม เขาให้คำตอบแก่ความน่าสงสัยชอบกลนั้นว่า แม้แต่ตัวเขาเอง ยังมีเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครก้าวก่าย ฉะนั้น จองกุกจะทำอะไร ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของน้องเสียเถอะ และที่สำคัญ การห่างจากจองกุกสักวันเป็นเรื่องดี

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

ใช่ การห่างกันสักวันเป็นเรื่องดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

ใช่ ใช่ ห่างกันในอีกวันถัดไปยิ่งดี

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

ถูกจองกุกตีตัวออกห่างในวันที่สามยิ่งดี เนอะ

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

กระทั่งเข้าวันที่สี่ที่ต้องห่างกันแล้วก็ยิ่งดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 

 “มีความลับแน่ ทำตัวแปลกๆ แบบนี้มีความลับแน่ๆ!

 

   

แต่มันข้องใจอ่ะ ข้อง! ใจ!!

 

 


เสียงเพลงดังกลบเสียงพูดจนหูแทบดับ ทุกคนที่กำลังสนุกสนานทำให้รู้สึกราวถูกเยาะเย้ย เมื่อมีเพียงแทฮยองที่ถูกบางเรื่องกวนใจตลอดวัน เขาตะโกนแข่งเสียงเพลงอีกครั้ง “โฮซอก กูว่าจองกุกแม่งปิดบังบางอย่างอยู่!

 

“น้องเคยโกหกมึงเสียที่ไหน?” โฮซอกจำใจวางไมโครโฟนมาทำหน้าเหม็นเบื่อใส่เขา ห้องคาราโอเกะระยับแสงไฟดิสโก้ในตอนนี้มีเพียงเพื่อนสมัยมัธยมต้นที่กำลังแข่งกันตะเบ็งเสียงร้องเพลง แทฮยองจึงสะดวกจะเปิดเผยเรื่องหนักอก

 

            “แต่มันไม่ยอมกลับบ้านพร้อมกูตั้งหลายวัน (แค่สี่วัน-- โฮซอกแย้ง แต่ช่างแม่งเหอะ) ทั้งที่ไม่มีซ้อมหรือเรียนเสริม ถามว่าไปไหนก็ไม่บอก เอาแต่ตอบแชทในโทรศัพท์ ดูอารมณ์ดีผิดปกติ เหม่อลอยเหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาจนลืมคุยกับกู ยิ้มคนเดียว เดินผ่านซากุระก็เพ้อว่า สวยเนอะ” เขากัดฟันกร็อด “แปลกไปหมด ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ และมันปิดบังกู

 

            “ปิดบังบ้างก็ดี ปกติเปิดเผยเกิน”

 

            “แต่นั่นมันจองกุกนะ! จองกุกที่อยากอยู่กับกูตลอด 24 ชั่วโมง จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปแบบนั้น

 

            “อ้อ มึงไม่พอใจที่น้องไม่สนใจ?” แทฮยองจิ๊ปากเมื่อถูกแซวทางสายตาว่า ติดน้องเอ๊ย “เท่าที่ฟังก็สบายใจได้ ถ้าน้องมีเรื่องปิดบัง ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว” รอยยิ้มของโฮซอกช่างน่าหมั่นไส้ แทฮยองตั้งใจจะหยิกสักทีให้หายซ่า แต่กลับต้องหัวเราะพรืดใส่ประโยคถัดมาที่ถูกเอ่ยด้วยความมั่นใจ

 

 

“อาการแบบนั้นน่ะ เรียกว่ามีความรัก

 

 

           "ไม่มีทาง!” และเถียงขาดใจทันทีที่หายขำ “อย่างมันน่ะ สนใจแค่ผู้หญิงในการ์ตูนกับเกมเท่านั้นล่ะ”

 

            “แต่จองกุกเริ่มเป็นหนุ่มแล้วนา”

 

            “มันเพิ่งพูดว่าไม่คิดเรื่องแฟน”

 

“เมื่อวานมึงบ่นว่าอยากกินไก่ทอด แต่วันนี้กลับบอกว่าเลี่ยน ใจคนเปลี่ยนไม่ยาก” อีกฝ่ายไหวไหล่ ย้ำคำยืนยัน “หมื่นวอน น้องมึงติดหญิงชัวร์”

 

“หมื่นวอน เรื่องความรักไม่ง่ายเหมือนไก่ทอด”

 

“ดี! งั้นก็ถามให้รู้เรื่องไปเลย” มันไม่ยอมบอก!’ แทฮยองเถียงด้วยจนปัญญา แต่โฮซอกโต้กลับมา เปิดสวิทช์ไฟในหัว ปิ๊ง “แต่น้องมีเพื่อน”

 

จริงด้วย!

 

            โฮซอกยิ้มกว้างเมื่อเขาชูโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรู้กัน ง่ายแค่นี้เอง! ไมค์ถูกส่งคืนให้โฮซอกแทนคำขอบคุณ ก่อนเขาจะปลีกตัวออกมานอกห้องในมุมที่สงบพอสำหรับการคุยโทรศัพท์ นิ้วไถหน้าจอกระทั่งพบรายชื่อ ไททัน no.4’ จึงกดโทรออก และเมื่อสิ้นสัญญาณรอ เสียงจากปลายทางเอ่ยทักทายด้วยคำคุ้นเคย

 

            (วันนี้จองกุกไม่มาซ้อมนะพี่แทฮยอง)

           

            “ไม่ใช่เรื่องนั้น” กับอีกฝ่ายแล้ว เขาสนิทสนมพอให้ยิงเข้าเป้าแบบไม่ต้องมีพิธี “โฮบอม จองกุกมีแฟนหรือยัง?” เขาโพล่งลั่น และคาดหวังจะได้ยินประโยคจำพวก มันเคยชอบใครนอกจากนามิด้วยเหรอ?หรือ พี่เพ้อเจ้อชะมัด’ แต่แทฮยองกลับต้องตาเหลือก เมื่อคำตอบที่ได้กลายเป็นน้ำเสียงตื่นเต้นของโฮบอมยามกระซิบดังลั่น

  

 

(พี่ก็คิดงั้นเหรอ!?)

 

 

“นายคิดงั้นเหรอ!?” และเขาก็ไม่แพ้กัน เพียงแต่ด้วยความไม่เชื่อหู นั่นทำให้ปลายสายรีบร่ายข้อสนับสนุน แบบที่จินตนาการได้ว่า หากโฮบอมอยู่ตรงหน้า คงกำลังตบเข่าฉาด กระซิบกระซาบด้วยความขี้เสือกเบอร์ใหญ่


(โหยพี่ คืองี้) เรื่องราวไม่ต่างจากที่เขาประสบพบถูกเล่าซ้ำสะกิดย้ำต่อมใคร่รู้ ดูเหมือนสามวันที่ผ่านมา น้องชายของเขาจะออกอาการไม่ปกติ แบบที่ไม่ยอมบอกใคร  (ส่วนวันนี้ พอเลิกเรียนก็รีบไปอีกแล้วล่ะครับ ผมว่าไม่ธรรมดามันเป็นตอนที่แทฮยองเกือบจะคิดไปไกลกับข้อสันนิษฐานที่มีหลักฐานไม่เพียงพอ ที่โฮบอมพูดต่อ  (แต่เย็นเมื่อวาน ผมบังเอิญเจอจองกุก ผมคิดว่ามันไปเดทแน่ๆ เลยแอบตามไป เพราะ ผู้หญิงของจองกุกน่ะ ใครจะไม่อยากเห็น ใช่ไหมล่ะ? แต่กลายเป็นว่า)

 

“กะแล้วว่าต้องหักมุม ไม่ใช่เดทล่ะสิ” แทฮยองตบเข่าฉา

 

(ก็เดทนั่นแหละครับ)

 

แล้วจะแต่เพื่ออออ (เดทชัวร์ ที่คาเฟ่ นั่งเขินใส่กันจนผมเลี่ยนแทน มีการลูบหัวด้วยนะ เดี๋ยวผมส่งรูปให้ดู)  แทฮยองจิ๊ปาก หากจองกุกเดท เขาจะแซวจนกว่ามันจะไปเกิดใหม่... ตั้งแต่เด็กจนโต แทฮยองอุทิศชีวิต (เต็มใจหรือไม่ก็ช่างเหอะ มันฟังดูเท่ห์ดี) ให้เจ้าน้องชายที่รู้ทุกเรื่องของเขาแม้กระทั่งไซส์กางเกงชั้นใน ทั้งยังห้ามไม่ให้เขาเดท แต่ตอนนี้ มันกลับเป็นฝ่ายมีความลับและเดทเสียเอง ไม่ยุติธรรม! (แต่ว่า คนที่เดทด้วยน่ะสิครับ) ความหมั่นไส้ทำให้เกือบลืมเงื่อนไขของประโยค ในตอนที่โฮบอมเอ่ยถึงมันอย่างเรียบง่ายในจังหวะหายใจถัดมา แทฮยองจึงไม่คาดคิด ว่า คำว่า 'แต่' แท้จริงแล้วหมายถึงเรื่องนั้น

 

ที่ทำเขามึนไปเลย ว่าใครต้องจ่ายหมื่นวอน

 

 

 

 

 (เป็นผู้ชายอายุมากกว่า หล่อเชียวครับ)

 

           

 

 

            เพราะหากจองกุกมีความรัก ก็ไม่ได้ติดหญิง

 

            น้องมันติดผู้ชาย!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(VERSE 1)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             คนแรกที่รู้ว่าแทฮยองมีแฟนคือจองกุก

 

            เพราะอยู่ใกล้ตัวกว่าใคร จองกุกจึงเป็นคนแรกที่รู้ทุกความเคลื่อนไหวของเขา และเป็นคนแรกที่เขาเล่าทุกเหตุแห่งความเคลื่อนไหวให้ฟัง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ต้องการอะไร แทฮยองไม่เคยปิดบังหรือแม้คิดปิดบัง จองกุกก็ไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้น พวกเขาไม่มีความลับระหว่างกัน เป็นแบบนั้นเสมอมา

 

            ดังนั้น ตอนนี้แทฮยองจึงไม่อยากเชื่อเลย

 

            ไปไหนมา?

 

            ไม่อยากเชื่อจนหยุดจ้องไม่ได้เลย

 

            มันฝรั่งทอดพร่องลงครึ่งถุง และภาพจากรายการโทรทัศน์ที่ไม่เคยหยุดดูกำลังเคลื่อนไหวในจอแก้ว ถ้ารู้ว่าดีขนาดนี้คงดูไปนานแล้ว ทำไมถึงมองข้ามมาได้ตั้งนานนะ? พี่ยุนกิพึมพำ แทฮยองไม่รู้หรอกว่าดีอย่างไร เพราะมัวแต่มองน้องชายไม่วางตา วันนี้จองกุกกลับดึก พร้อมคำอธิบายว่า กินข้าวมาแล้ว เขาจงใจจ้องแรงๆ ตั้งแต่อีกฝ่ายก้าวเท้าเข้าบ้าน วางกระเป๋า เดินมาหยิบมันฝรั่งทอดเข้าปาก กระทั่งหันมาสบตาเขาในตอนนี้

 

            “ไปเที่ยวกับเพื่อน”

 

            “ตอบใหม่ ไปไหนมา”

 

            “ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนไง? จะให้ตอบอะไรล่ะ?” คิ้วของอีกฝ่ายขมวดตามระดับความข้องใจ

 

            “ตอบใหม่”

 

“เอ๊ะ?”

 

“เอ๊ะ”

 

เอ๊ะ” มันเป็นเสียงโวยของจองกุก เขา และพี่ยุนกิที่ยัดมันฝรั่งทอดอุดปากเขาตามลำดับ “ไปตีกันที่อื่นไป หนวกหู” แล้วทำไมต้องยัดใส่ปากเขาคนเดียววะ! ลำเอียง! แทฮยองค้อนขวับใส่พี่คนโตอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ กระทั่งกลืนมันฝรั่งทอดลงคอเสร็จจึงหันไปถามน้องคนเล็กที่เคี้ยวมันฝรั่งทอดพอดีคำสบายใจ

 

 

เพื่อนชายที่อายุมากกว่าใช่มะ?

 

 

            —และขมวดคิ้วใส่คำของเขาทันที

 

 

“ที่พักนี้แกเอาแต่แชตกับเขา เหม่อคิดถึงเขาใช่ป่ะ?” สีหน้าของน้องชายคนเล็กเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ ตกใจ และตื่นตระหนก ต่อเนื่องรวดเร็วอย่างกับตอนพี่ยุนกิกดเปลี่ยนช่องโทรทัศน์หนีรายการน่าเบื่อ

 

            “ที่หน้าตาแบบนี้ ที่เมื่อวันก่อนไปคาเฟ่แถวฮงแดกันใชฟฟฟฟฟ!โทรศัพท์มือถือที่เขาหยิบมาหมายประจานหลักฐานถูกคว้าหมับทันควัน แทฮยองฟาดแขนฟาดขาอย่างขัดใจเมื่อถูกยัดมันฝรั่งทอดเข้าปากเป็นรอบที่สองด้วยฝีมือน้องชาย ซ้ำร้ายยังโดนล็อคคอลากเข้าห้องต่อหน้าพี่ยุนกิที่ไม่แยแสแถมยังโบกมือไล่ทำดี ทำดีและทันทีที่สิ้นเสียงล็อคกลอนประตู จองกุกหันมาถลึงตาถาม ตื่นตระหนกจนน่าหมั่นไส้

 

ไปรู้มาจากไหน?

 

            ทำไมล่ะ? คราวหน้าจะได้ปิดบังพี่ให้เนียนกว่านี้หรือไง?” แทฮยองชี้คางเอาเรื่อง ความรู้สึกของการเป็นคนไม่น่าไว้ใจพอให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังนั้นช่างน่าหงุดหงิด “จะมีแฟนทำไมถึงไม่ยอมบอก? แล้วนี่แกชอบผู้ชาย? แก่กว่า?” แทฮยองหยุดปากไม่ได้ พอๆ กับสมองที่กำลังสับสน— จำได้ว่าครั้งอยู่มัธยมต้น เพื่อนในกลุ่มเคยชี้ไปที่เด็กชายโดดเดี่ยวท้ายห้อง ป้องปากกระซิบ ราวกับคำที่เอ่ยนั้นเฝื่อนลิ้น ‘รู้ไหมลือกันว่าเจ้านั่นเป็นเกย์ล่ะ ประหลาดชะมัด’ นั่นคือชายรักชายที่ใกล้ชิดที่สุดที่แทฮยองรู้จัก และเขาไม่เคยคาดคิดว่าจองกุกที่แย่งนามิกับเขาอยู่เสมอจะชอบผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นผู้ชายที่ดูแล้วคราวพ่อ... ตอนนี้ จองกุกที่อยู่ตรงหน้า และความรักรูปแบบที่ไม่คุ้นเคยช่างกระชั้นชิดและกะทันหันจนรับมือไม่ถูก


“เพราะบอกแล้วจะวุ่นวายแบบนี้ไง”

 

“มันวุ่นวายมาตั้งแต่แรกแล้ว” แทฮยองแยกเขี้ยว ยิ่งจองกุกเลิกคิ้วสงสัย วุ่นวายอะไร? ยิ่งทำให้เขาถอนหายใจ ก็เล่นเงียบหายไปตั้ง 4 วัน พี่ต้องวิ่งวุ่นจนเหนื่อยว่าแกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่สืบจนได้รูปมาแบบนี้ก็คงไม่มีวันรู้ว่าแกกุ๊กกิ๊กกับใครอยู่

 

             “ท่าจะว่าง”

 

            “จะด่าว่าขี้เสือกก็ด่า” แทฮยองอยากเตะก้นมันนัก แต่กลับต้องเลิกคิ้วสงสัย เมื่อแทนที่จะโกรธ จองกุกกลับอมจนแก้มตุ่ยขึ้นมาแทน และเมื่อถาม มีความสุขอะไรขึ้นมา? คำตอบที่ได้รับก็ทำให้ต้องกลอกตาวน

 

แค่ดีใจที่พี่สนใจผม ทั้งเรื่องนับวันที่ผมหายไป แล้วก็พยายามหาสาเหตุว่าเป็นผมอะไร 

 

            มันใช่เวลาไหมมมมม?

 

            “แต่ว่านะ พี่เข้าใจผิดแล้วล่ะ” แก้วตาที่กลอกวนหยุดชะงัก จุดโฟกัสพุ่งตรงไปยังนัยน์ตาคู่ใสของอีกฝ่ายที่เอ่ยปากขึ้นมาหลังครุ่นคิดอยู่ขณะหนึ่ง “ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่แฟนของผมหรอก”

 

            ซึ่งทำให้เขาตบเข่าฉาด นั่นประไร

 

            ว่าแล้วว่าเต้าข่าว! โฮบอมน่ะเฟอะฟะจะตายขนาดพี่ไปเที่ยวกับแก คนอื่นยังเข้าใจผิดง่ายๆ ว่าเป็นแฟนเลย ผู้ชายคนนั้นก็คงเพื่อนแกสักคนนั่นล่ะ โว้ะ เสียเวลาจริงๆเขากัดฟันกร็อด เสียอารมณ์จนต้องคว้าโทรศัพท์มาพิมพ์ข้อความด่าเจ้าต้นเรื่องคนอย่างแกน่ะไม่มีวันมีแฟนหรอก ติดพี่ขนาดนี้ แถมยังติดเกม ติดการ์ตูน แล้วก็ไม่ได้ชอบผู้ชา—” กระทั่งจองกุกส่งสัญญาณว่าอยากเอ่ยบางอย่าง เขาจึงเงยหน้าขึ้นจากจอ จับจ้องริมฝีปากของอีกฝ่ายยามขยับเป็นคำว่า

 

            “ไม่ใช่แฟน

 

 

แค่คุยๆ กันอยู่ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

            “ทำไมวันนี้ตื่นสายล่ะครับ?”

           

            แก้วนมเบื้องหน้าว่างเปล่า

 

            คราบนมสดใหม่ในแก้วบ่งบอกการใช้งาน เช่นเดียวกับถ้วยในซิงก์ที่เปื้อนคราบซอส หลักฐานคาตาว่ามีคนทานเสร็จแล้วรีบร้อนจนลืมล้าง แทฮยองหยิบแก้วนมวางลงคู่กับถ้วย ตามปกติ เขาควรเซ็งที่มีคนแย่งตำแหน่งคนไม่ล้างจานประจำบ้าน แต่วันนี้ แทฮยองพบว่าตัวเองยินดีทำความสะอาดแทนเช้านี้อากาศสดใส เขารู้สึกได้แม้ไม่ได้เปิดหน้าต่าง วันนี้เป็นวันที่ดี เขารู้แม้จะเพิ่งตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน พี่ยุนกิที่หรี่ตามองเหมือนคุณลุงทำแว่นสายตาหาย หรือผ้ากันเปื้อนสีเบบี้พิงค์ที่พ่อใส่นั่นก็เท่ห์ไม่เบา

           

            “ทะเลาะกันหรือไง? ทำไมจองกุกออกไปก่อน?”

 

            อ้า เพราะสาเหตุนี้ไงล่ะ

 

            “เปล่าครับ น้องแค่รีบไปหาเพื่อน”

 

            “ใครกันนะ? ปรกติไม่เคยรีบร้อนแบบนี้แท้ๆ” พ่อขมวดคิ้วใส่หนังสือพิมพ์ แทฮยองตอบรับสายตาสงสัยที่สองคิมส่งมาด้วยการไหวไหล่ กระดกนมเข้าปากสบายใจ

 

           

 

            เขาชื่ออีมินอู อายุ 35 ปี เราเพิ่งเริ่มคุยกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

 

 

          ยังจำบทสนทนาเมื่อคืนวานได้ดี

 

พี่ช่วยเงียบไว้ อย่าเพิ่งบอกใครได้ไหม?’ มันเป็นคืนที่จองกุกวอนขอเขา ความจริงจังเข้มข้นในน้ำเสียงชายโสดวัยกลางคน ดูภูมิฐาน คนแบบที่เขาคาดไม่ถึงว่าจองกุกจะชอบ ผมขอเวลาสักหน่อย... มันคงไม่สนุกที่ต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงเดทกับผู้ชาย แถมยังอายุมากกว่าหนึ่งรอบ ใช่ไหมล่ะ?’ 

 

แกแน่ใจเหรอ? หมายถึง? แกชอบผู้ชายแน่เหรอ? ก่อนหน้านี้ก็เห็นแกสนใจผู้หญิงนี่?

 

ถ้าการชอบเขาแปลว่าชอบผู้ชาย ก็คงใช่

 

แต่แกคิดให้ดีกว่านี้ไหม? เป็นไปได้เหรอที่ลุงอายุสามสิบกว่าจะนึกชอบเด็กผู้ชายรุ่นลูกที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วัน? ดูหน้าแล้วเหมาะจะเป็นพ่อแกมากกว่าแฟนอีก ไม่อันตรายไปเหรอ?

 

ไม่ต้องกังวลครับ ถ้าไม่เชื่อใจเขา อย่างน้อยก็เชื่อใจผม ผมไม่ทำอะไรให้ตัวเองเสียหายหรอก ผมก็กลัวจะเสียมาถึงพ่อกับพี่เหมือนกัน

 

‘จะไม่ให้กังวลได้ไง? นี่มันแปลกจะตายไป—’ สาบานได้ ตอนนั้นแทฮยองเพียงอยากให้น้องชายเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง เขาจึงไม่ตระหนักว่าคำพูดของตัวเองช่างน่าฟาดปาก ไม่ทันคิดว่าเขากำลังตัดสินคนอื่นด้วยความไม่คุ้นเคยได้อย่างน่าทุบ ไม่เข้าใจแม้กระทั่งสาเหตุที่ใบหน้าของน้องชายพลันนิ่งตึง

 

            ถ้ามันแปลกนัก พี่ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใจก็ได้ครับ ผมจัดการเองได้

 

          ‘แต่ว่า—’

         

          จองกุกถอนหายใจ ผมว่าพี่เอาเวลาไปดูแลตัวเองเถอะ อย่ามัวแต่ยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย

 

ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าน้องชายสมควรโกรธ

 

แทฮยองอ้าปากพะงาบ คำพูดที่อีกฝ่ายตัดบทอย่างเย็นชานั่นทำให้เขาหน้ากระตุกจนลืมพิจารณาความผิดของตัวเองไปหมดสิ้น ได้! เป็นคนอื่นก็ได้! ถ้าเห็นความเป็นห่วงเป็นความขี้เสือก เขาไม่เสือกก็ได้!

 

หลังตกลงว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ วันรุ่งขึ้นจึงกลายเป็นเช้าแสนสดใส— ซะเมื่อไหร่ หงุดหงิดโว้ย! แต่ในเมื่อมันผลักไสไล่ส่งให้เขาเอาเวลาไปดูแลตัวเอง ไม่ให้ยุ่งเรื่องของมันดีนัก เขาก็จะมีความสุขให้สุดเหวี่ยงไปเลยโว้ย! โตแล้ว ชีวิตใครก็รับผิดชอบเองแล้วกัน ส่วนเขาเองก็มีแต่ได้กำไรที่ไร้ตัวภาระมาคอยเกาะแกะ อย่างเช่นเช้าวันนี้ที่คุณมินอูอาสาขับรถไปส่งน้องชาย เท่ากับว่าพวกเขาต้องแยกกันไปโรงเรียน แทฮยองจึงได้หลับเต็มตื่นแถมยังมีเวลาละเลียดทานข้าวเช้า ไม่ถูกจองกุกปลุกด้วยการกระโดดทับหรือโดนกรอดข้าวใส่ปาก แล้วยังได้ไปโรงเรียนคนเดียวไม่โดนวอแว เห็นไหมล่ะ? มีแต่เรื่องดีชัดๆ

 

“วันนี้ก็คงแยกกันกลับบ้านอีกแล้วใช่ไหม?” ประมาณนั้นครับ เขาตอบคำถามของพ่ออย่างสดใส และนั่นทำให้ท่านพยักหน้าเข้าใจ เทซีเรียลใส่ให้จนพูนถ้วย “อย่าเหงาล่ะ

 

ตอนนั้นแทฮยองยิ้ม

 

เขายิ้มกว้าง แน่นอน ย้ำพ่อแบบนั้น อยู่คนเดียวน่ะดีจะตาย กลิ่นฤดูใบไม้ผลิสดชื่นกว่าทุกครั้งเพราะไม่มีคนมาแย่งอากาศหายใจ กลีบซากุระที่เริ่มร่วงโรยบนท้องถนนก็งดงามกว่าทุกครั้งเพราะไม่โดนแย่งความสนใจ เดินไปกดโทรศัพท์แชตไปก็ง่ายดายไร้คนก่อกวน แล้วยังมีเวลาสังเกตสาวมัธยมน่ารักๆ บนซับเวย์เมื่อเรื่องที่สงสัยกระจ่างชัดแล้ว จองกุกจะหายไปไหนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

 

หากมีสิ่งเดียวที่เขารู้สึกผิดแปลกไป คงเป็นตอนที่สายตากวาดผ่านเด็กนักเรียนสองคนที่ยืนแชร์หูฟัง และตอนที่รู้สึกว่าเสียงรถไฟฟ้าเคลื่อนบนรางช่างไม่เพราะหู ตอนที่หยิบหูฟังของตัวเองขึ้นมาสวม แล้วค้นพบว่าลืมดาวน์โหลดเพลงโปรดใส่โทรศัพท์มือถือ

 

เมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นในความทรงจำนั่นเอง ที่แทฮยองรู้สึกขึ้นมา

 

 

กับเรื่องง่ายๆ นี่เซ่อชะมัด

 

 

            มันเป็นเช้าที่ดีที่คงดีกว่านี้ หากมีเสียงเพลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

            “แทฮยอง น้องนายองแกงค์เชียร์ลีดเดอร์ตกลงไปโยนโบวล์กับกูแล้วว่ะ

 

            “เฮ้ยเก่ง ทำไง? เต๊าะมาตั้งนาน น้องเขาดูไม่สนใจมึงเลยนี่”

 

            “กูบอกว่ามึงไปด้วย”

 

            “เออ ก็เขาเป็นแฟนคลับกูนี่เนอะ อิอิ

 

“น้องนายองบอกว่าจะถ่ายรูปพี่แทฮยองตอนโยนโบวล์ไปโพสในกลุ่มแฟน— ไม่รู้ว่าควรขอบคุณหรือเกลียดมึงดี

 

            “ขอบคุณเหอะ กูไม่แย่งน้องเขามาจากมึงหรอกเพราะกูจะเป็นโสดให้สาวกรี๊ดเฮ้ย

           

            จอโทรศัพท์มือถือถูกบังด้วยฝ่ามือของยุกซองแจ

 

            ห้องเรียนตอนพักกลางวันวุ่นวายและจอแจ เสียงคุย เสียงเลื่อนโต๊ะ เสียงช้อนกระทับกล่องและกลิ่นอาหารหอมกรุ่น แทฮยองรับรู้ทั้งหมดนั้น แต่ไม่รู้ว่ากำลังเป็นจุดรวมสายตาของเพื่อนร่วมโต๊ะจนกระทั่งเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ ซองแจมองมาอย่างสงสัย “ช่วงนี้มึงแปลกไปนะ? เป็นอะไร?” เปล่านี่? อีกฝ่ายส่ายหน้าเมื่อเขาแย้งไปเช่นนั้น “แปลกสิ! มาโรงเรียนสายจนโดนทำโทษให้ไปถอนหญ้า”

 

            “แค่ไม่มีคนปลุก”

 

“ตอนเย็นก็ชวนพวกกูไปเที่ยว ใครชวนไปไหนก็ไป”

 

“ก็ว่างไง”

 

            ซองแจขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยคำถามเปี่ยมความข้องใจที่เขาได้ยินแล้วทำได้เพียงไหวไหล่ “แต่ปกติชีวิตมึงดูยุ่งอยู่กับน้องตลอดนี่นา? ช่วงนี้เขาไม่ว่างหรือไง?”

           

            ไม่มีสัญญาณจากจองกุก

 

ผิดคาดปกติ ไม่ต้องทัก น้องชายของเขาก็เป็นฝ่ายส่งข้อความไร้สาระมาทุกวัน แต่สามวันที่ผ่านมา แม้เขาจะเป็นฝ่ายทักไปเอง อีกฝ่ายก็ถามคำตอบคำซ้ำยังตอบช้า ไม่ว่างเจ้าตัวบอกแบบนั้น แต่ครั้งลองถามเพื่อนของน้องชาย กลับได้คำตอบว่าอีกฝ่ายติดโทรศัพท์ยิ่งกว่าเดิม ดูเหมือนว่าการมีคนคุยจะทำให้จองกุกเริ่มรู้จักเฉลี่ยความสำคัญ... ค่อยทำตัวสมเป็นเด็กวัยรุ่นแบบที่เขาคิดว่าควรเป็นหน่อย แม้เขาจะยังกังวลเรื่องแฟนหนุ่มรุ่นพ่อนั่น แต่ก็มีโฮบอมคอยเป็นหูเป็นตา ดังนั้น หากซองแจคิดว่าแปลก มันก็เป็นความแปลกที่ดี “มันรู้ตัวช้าไปด้วยซ้ำว่าควรจะเลิกตามกูต้อยๆ แบบนี้น่ะดีแล้ว กูจะได้เป็นอิสระมากขึ้น” แทฮยองไถจอโทรศัพท์ต่อไม่เดือดร้อน กระทั่งคำพูดถัดมาถูกเอ่ย

 

“นึกว่าจะดีใจเสียอีก?”

 

สีหน้าข้องใจของซองแจคือสิ่งที่เห็นยามเงยหน้าขึ้นจากจอ “ก็ดีใจไง?” คำตอบของเขาทำให้สีหน้านั้นแปรเป็นไม่เห็นด้วย แทฮยองมองซองแจส่ายหน้า

 

“แต่มึงเช็คโทรศัพท์บ่อยกว่าเมื่อก่อนอีก ใจลอยบ่อยขึ้น ตอนคุยกับเราก็เอาแต่ไถหน้าจอ” อีกฝ่ายบอก ทำให้แทฮยองก้มมองสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ มองสิ่งเดิมที่เปิดดูทั้งวัน “เหมือนรออะไรอยู่ตลอดอย่างนั้นล่ะ

 

และเขาอ่านข้อความของจองกุกซ้ำไปซ้ำมาอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

            “มึงมาได้ไงเนี่ย?

           

            จองโฮซอกทำหน้าเหรอหรา

           

            ซาวด์เอฟเฟคจากตู้เกมแข่งรถดังแข่งกันจนฟังคำพูดไม่ได้ศัพท์ เกมเซนเตอร์ในวันเสาร์คับคั่งด้วยผู้คน แทฮยองใช้ข้ออ้างนั้นในการทำหูทวนลมใส่คำถามของอีกฝ่าย วุ่นวายอยู่กับการคุมพวงมาลัย แต่สุดท้าย เมื่อรถพุ่งชนขอบสนาม และภาพบนหน้าจอเกลือกกลิ้งขณะถูกคาดทับด้วยคำว่า ‘GAME OVER’ แทฮยองจำต้องถอยให้เพื่อนในคิวเล่นต่อ ปล่อยให้โฮซอกคล้องวงแขนรอบคอ ฟังคำถามที่หมดทางเลี่ยง “ไหนว่าเสาร์นี้ไม่ว่าง? มีนัดกับจองกุกไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมมาอยู่กับพวกเราได้?” โฮซอกถามอย่างประหลาดใจ ก่อนจะประมวลผลได้ และร้อง อ๋อ โดนเทนี่เอง

 

            อ้า เขาเกลียดความสมน้ำหน้าในน้ำเสียงนั่นนัก

 

            พี่แทฮยอง เดี๋ยวผมตามไปนะ

 

นึกถึงสีหน้าร่าเริงจองกุกเมื่อเช้าแล้วหมั่นไส้ไม่หาย ทั้งที่เป็นฝ่ายนัดเขาเองแท้ๆ แต่วันนี้ เจ้าน้องชายคนที่เคยเป็นฝ่ายระริกระรี้จะพาเขาเที่ยวเล่นให้ได้กลับโบกมือลา ปล่อยให้เขายืนเด๋ออยู่หน้าซับเวย์ พอดีคุณมินอูนัดเจอกะทันหัน ไว้ตอนบ่ายเราค่อยเจอกันนะ แพลนดูหนังและชิมเค้กร้านใหม่โดนเลื่อนด้วยเหตุผลนั้น กลายเป็นวันที่แทฮยองต้องเตร็ดเตร่คนเดียว จนต้องโทรหาเพื่อนด้วยทนเบื่อไม่ไหว 

 

“ก็ดี ชีวิตกูมันควรเป็นแบบนี้แหละ อยู่กับเพื่อน ไร้พันธะ” เขายืดอกภูมิใจใส่โฮซอก อิ่มเอมกับอิสรภาพ

 

 

ครืด

 

 

ที่พลันสั่นสะเทือนในกระเป๋ากางเกง

 

“โทรศัพท์มึงสั่นว่ะ สงสัยพันธะโทรมา กร๊าก”

 

แทฮยองถอนหายใจใส่โฮซอกที่เซ้นส์ดีเหลือเกิน เมื่อชื่อของจองกุกโชว์เด่นชัดบนหน้าจอโทรศัพท์ ปล่อยให้สงบสุขนานๆ ไม่ได้เลย “ว่าไง?” เขากดรับสาย เตรียมฟังคำถามของจองกุกว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน จะได้ตอบว่าอยู่เกมเซนเ

 

 

(ผมไม่ไปแล้วนะ)

 

 

—ดีนะที่ปากไม่ลั่น

                                     

 

ยังไงนะ?” แม้ได้ยินชัดเจนแต่ก็ทะเล่อทะล่าถามออกไป เพราะไม่เคยมีประโยคนี้อยู่ในพจนานุกรมหมวดจองกุก และนั่นทำให้โดนอีกฝายตอกย้ำ ไม่ไปแล้ว เข้าให้ที่บ้องหู แทฮยองเบ้ปาก เมื่อพอคาดเดาเรื่องราวได้ผ่านน้ำเสียงสดใสของปลายสาย “อยู่กับแฟนต่อล่ะซิ?”

 

(ยังไม่ใช่แฟน) จองกุกแก้ (ตกลงว่าวันนี้เราแยกกันนะ... แค่นี้นะ ผมยุ่ง เดี๋ยวโทรหาครับ) เดี๋ยว ไม่ทันได้ถามเพิ่ม สัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัด แทฮยองถลึงตามองอุปกรณ์สื่อสารในมือ มึนงงกับประสบการณ์โดนทิ้งเป็นครั้งแรก กระทั่งได้สติจึงสบเข้ากับสายตาสังเวชใจของโฮซอก เพื่อนของเขาส่ายหน้า ส่งเสียง จุ๊ๆ

 

“ปากบอกก็ดี แต่ทำหน้าหมาหงอย”

 

แทฮยองกลอกตา

 

อุตส่าห์ชะเง้อคอรอทั้งวัน เสียใจแย่ เพื่อนอีกคนที่เดินมากอดคอล้อเลียนยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่เท่ห์ ชวนพวกกูดูหนังเรื่องอื่นเพราะน้องนัดดูเรื่องที่พวกกูอยากดู ข้าวก็ไม่กินเพราะจะรอไปกินกับน้อง... ถึงจะบอกว่ารำคาญ แต่มึงน่ะ อะไรๆ ก็จองกุกและโฮซอกที่ร้องโถพลางลูบหัวปลอบอย่างสมน้ำหน้ายิ่งทำให้เขาอยากจะมุดดินหนี

                              

ไม่ขาวก็ต้องดำหรือไง? ทำไมจะดีใจที่มีอิสระ แต่ก็เซ็งที่โดนทิ้งไม่ได้?

 

“จ้ะๆ เทาๆ ก็ได้ ว่าแต่เอนไปทางไหนมากกว่ากันล่ะ?” โชคดีที่เขามัวแต่อ้ำอึ้งจนประจวบกับที่โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นอีกในที่สุด เพราะนั่นทำให้โฮซอกหันเหความสนใจไปที่เครื่องมือสื่อสารแทน “นั่นประไร อย่างจองกุกมันเทมึงเป็นเสียที่ไหน” แทฮยองกัดกระพุ้งแก้มกลั้นยิ้ม (แม้ฟังจากเสียงหัวเราะของโฮซอกแล้ว สภาพเขาคงดูระริกระรี้อย่างปิดไม่มิดก็เถอะ) โทรศัพท์ถูกคว้าขึ้นมาอ่านชื่อบนหน้าจอทันควัน ก่อนปุ่มรับจะถูกกด เออๆ ว่าไง

 

 

(ฮยอง นี่โฮบอมนะ เกิดเรื่องแล้วครับ)

 

 

โฮบอม

 

 

“เกิดอะไรขึ้น?” ใช้ความพยายามพอตัวในการถามลอดไรฟันอย่างใส่ใจขณะที่กัดฟันกร็อดใส่เสียงหัวเราะเยาะของโฮซอก แต่แทฮยองทำได้ เพราะน้ำเสียงกังวลที่โฮบอมใช้บ่งบอกว่าอีกฝ่ายอยากคุยเรื่องสำคัญ เขากระตือรือร้นฟัง (แย่แล้วล่ะ วันนี้ผมมาที่เดิมที่เคยเห็นจองกุกไปเดท แล้วบังเอิญเจอลุงคนนั้นเข้าอีกแล้วล่ะครับ)

 

“ฮงแดก็ไม่แย่นะ พี่ชอบ”

 

(แย่สิครับ) ได้ยินโฮบอมถามหายใจ และเขาตระหนักในที่สุดว่าเดทที่เดิมแย่อย่างไรเมื่อเหตุผลถูกเอ่ยในวินาทีถัดมา (เขาไม่ได้มากับจองกุก)

 

แทฮยองเลิกคิ้ว

 

(ลุงนั่นมากับผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นอุ้มเด็กด้วย แล้วเด็กนั่นยังเรียกเขาว่า พ่อ) ทุกคำกังวานในหู สื่อสารเนื้อหาที่ฟังดูชอบกลจนหัวคิ้วชนกัน แทฮยองคิดว่าตัวเองอาจดูละครมากไปจนมีแต่ภาพสถานการณ์ร้ายๆ ในหัว เขาจึงหวังให้โฮบอมตีความเรื่องราวออกมาในแง่ดี แต่เมื่อผ่านพ้นจังหวะหายใจเงียบกริบ ปลายสายกลับเอ่ยบทสรุปตรงใจจนต้องนวดขมับแก้กลุ้ม (ฮยอง แย่แล้ว หรือจองกุกจะโดนหลอกเข้าแล้ว?)

 

เรามีเรื่องต้องคุยกัน จองกุก!

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

จองกุก ขอคุยด้วยหน่อย

เสียงโทรทัศน์ดังที่สุดในครัวร้างคน

 

เช่นเดียวกับหม้อทองเหลืองที่วางค้างอยู่บนชั้นมาหลายวัน ร้างการใช้งาน โครก เขาท้องร้องตามความเคยชิน เมื่อปรกติ หม้อทองเหลืองนั่นควรบรรจุน้ำซุปเดือดปุดและเส้นรามยอนอืดๆ สำหรับสองคนไว้

 

และคนที่มักเป็นฝ่ายชวนต้มรามยอน ตอนนี้กลับยืนเล่นโทรศัพท์พลางเคี้ยวขนมปังอยู่หน้าเครื่องปิ้ง จองกุกเพียงเหลือบมองเมื่อแทฮยองเดินมาเปิดตู้เย็น เจ้าตัวถาม วางโทรศัพท์ลงเพื่อปาดนูเทลาบนขนมปังปิ้ง “จะคุยเรื่อ เฮ้ย” ก่อนขมวดคิ้วขัดใจเมื่อเขายื่นหน้าเข้างับขนมปังเข้าให้อย่างก้าวร้าว สมน้ำหน้า อยากอิ่มคนเดียวดีนัก! เขาเคี้ยวขนมปังเยอะเย้ย กระทั่งกลืนมันลงคอเสร็จจึงเอ่ยเรื่องที่หาจังหวะคุยมาตลอด

 

แฟนแกมันไว้ใจไม่ได้

 

ความเหนื่อยหน่ายถูกถอนผ่านลมหายใจทันทีที่จองกุกได้ยิน “บอกแล้วไงว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของผม”

 

“มีคนเห็นเขามากับลูกเมีย” แต่เขาไม่ปล่อย เขาท่องประโยคที่ซ้อมไว้ในหัวมาตลอดวัน “ดูยังไงก็ลูกเมียแน่ๆ... ไอ้เลวนั่น... เขาคบกับแกทั้งที่มีครอบครัวแล้ว” แทฮยองอยากต่อยลุงนั่นนักเมื่อจองกุกพลันเลิกคิ้ว ไม่อยากเชื่อ

 

“จะไม่เชื่อก็ตามใจ แต่คิดหน่อยก็ดี กับคนเลวพรรค์นั้น แกแน่ใจเหรอว่าคบกับเขาแล้วจะไม่เสียใจ?” เขารีบสวนกลับก่อนอีกฝ่ายจะเถียงทัน “รู้แล้วว่าไม่อยากให้ยุ่ง นี่ก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก จะคบใครก็เรื่องของแก” ถึงแม้เขาจะโคตรเบื่อตอนไม่ได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ เซ็งตอนที่ไม่มีข้อความให้ตอบ หรือไม่มีคนคอยลากไปไหนมาไหน... ถึงแม้เขาจะไม่ชินเท่าไรกับการไม่มีคนคอยวุ่นวาย... แทฮยองไม่พูดมันออกไป เขาคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจมันไม่เท่ห์ “แต่ตอนผิดหวังหรือโกรธอะไรมา แกก็บ่นให้พี่ฟังอยู่เรื่อย ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี ถ้าเขาทำให้แกเสียใจ พี่ก็ต้องลำบากเป็นที่ระบายอารมณ์ของแกอีก 

 

“พี่

 

“รู้แล้วว่าแกโกรธจนไม่อยากมายุ่งวุ่นวายกับพี่ แต่ขอพี่สนใจหน่อยได้ไหมล่ะ?”

 

“พี่แทฮยอง”

 

“บอกว่ารู้แล้วไง ไม่เถียงได้ไหมล่ะ ฟังกันบ้างได้ไห

 

พี่แทฮยอง” คำที่ตั้งใจจะพูดค้างบนปลายลิ้นเมื่อจองกุกบีบมือของเขาเชิงให้ฟัง แต่ก่อนได้ตอกกลับว่า ทำไมต้องดื้อกับพี่ด้วย จองกุกยิ้ม “เข้าใจแล้วครับว่าฮยองรู้เยอะ” เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุด น้องชายของเขาก็เข้าใจกันเสียที

 

 

“แล้วฮยองรู้ไหม ว่าผมรู้อยู่แล้วว่าเขามีครอบครัวแล้ว”

 

 

            เข้าใจแล้วเนอะ ดีจังเลย— ดีกับผีสิ!

 

 

            เป็นบ้าหรือไง!เสียงโวยของเขาดังลั่นครัวทันทีที่หายหน้าชาเหมือนโดนน้ำเย็นสาดหน้า แทฮยองตาเหลือก ไม่เชื่อหู คบเขาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจได้ยังไง สติดีอยู่ไหม? แกกำลังทำลายครอบครัวคนอื่นอยู่นะ!” แทฮยองคิดว่าเขาต่างหากที่จะเป็นบ้า เพราะตอนนี้จิตหลุดไปกับเรื่องความรักของน้องชายเสียแล้ว เกินไป แบบนี้ก็เกินไป!

 

“ชอบไปแล้วนี่ ทำไงได้” แต่เจ้าตัวกลับเพียงไหวไหล่ โอ้? ถามจริง?

 

“หัดยับยั้งชั่งใจบ้างไม่ได้หรือไง!” แทฮยองโกรธหน้าร้อนเมื่ออีกฝ่ายอุดหู ลอยหน้าลอยตาเดินหนีจนเขาต้องพยายามรั้งตัวไว้ “จองกุก! มาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้! อย่าหนีนะ จองกุ โว้ย! ฟังหน่อยซีวะ!” แต่สุดท้าย อีกฝ่ายปิดกลับประตูห้องนอนใส่หน้า ส่งสัญญาณว่าไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น แทฮยองเคาะประตูรัว ยิ่งไร้การตอบรับจากอีกฝั่งของประตูยิ่งปวดหัว จะบ้าตาย! น้องมันหลงผู้ชายจนหน้ามืดตามัวไม่ฟังใครแล้ว!

 

แทฮยองลงส้นเท้าปึงปังกลับเข้าครัว เล็งโทรศัพท์ของตัวเองที่วางทิ้งไว้มาโทรหาพ่อที่ยังไม่กลับบ้าน ถ้าน้องเขาจะไปไกลขนาดนี้ เห็นที่จะเก็บเป็นความลับไว้ไม่ได้! เขาจะฟ้องพ่อ! ให้พ่อจัดการมันให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนเสีย! แทฮยองคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา

 

 

 

 

เพื่อพบว่ามันคือของจองกุก

 

 

 


โทรศัพท์แปะสติ๊กเกอร์ไอรอนแมนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า ได้ยินเสียงดีดของเข็มนาฬิกา หนึ่ง สอง สาม สี่ และเขาแทบไม่เสียเวลาคิด

 

ตึง! ประตูถูกล็อคกลอนทันทีที่แทฮยองพุ่งเข้าห้องนอนเหมือนหนีตาย แน่ล่ะ ถ้าเจ้าน้องชายรู้ตัวว่าลืมโทรศัพท์ และเขากำลังฉกมันมาหาทางจัดการอีมินอู เขาโดนทุ่มท่าเยอรมันซูเพล็กซ์ถึงตายแน่ๆ กระนั้น เขามองเครื่องมือสื่อสารอย่างสาแก่ใจ ตายเป็นตาย!

 

รหัสปลอดล็อคโทรศัพท์คือเบอร์สั่งพิซซ่า เขาเป็นไม่กี่คนที่รู้ แทฮยองลงมือขุดคุ้ยทันที ติดโทรศัพท์ดีนัก คุยกันทั้งวันดีนัก ได้! เขาจะคุ้ยให้หมด ให้รู้กันว่าผู้ชายคนนั้นพูดอะไร ใช้คารมแบบไหนหลอกล่อให้น้องชายของเขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น และแน่นอน เขาจะโทรด่าอีมินอูให้ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยแทฮยองมุ่งมั่นไล่เปิดตั้งแต่บันทึกโทรออก อัลบั้มภาพ และข้อความในโทรศัพท์ ทุกทางที่เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับอีมินอู เขาค้นดูทั้งหมด คาดหวังจะได้รู้จักผู้ชายคนนั้นมากขึ้น



            แต่สิ่งที่ไม่คาดหวัง คือการที่เขาจะพบความจริง

 

แทฮยองขมวดคิ้วมุ่น เมื่อหลังจากเช็คทุกอย่างครบถ้วนแล้วกลับพบว่ามีบางสิ่งผิดจากที่คาดไว้ เขาไล่ดูทุกอย่างซ้ำใหม่ รอบแรกด้วยไม่อาจจับต้นชนปลาย รอบที่สองอย่างพยายามทำความเข้าใจ... และรอบสุดท้าย ภาพที่เชื่อมโยงไว้ตั้งเค้าเป็นรูปร่าง แทฮยองถอนหายใจ

 

และเขารู้แล้ว ว่าควรทำอย่างไรกับอีมินอู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                

 

 

 

 

 

 

 

           

 

พี่มาทำไม?

 

“มารับแกกลับบ้าน”

 

วันนี้ฟ้าโปร่งไร้เมฆ

 

เช่นเดียวกับอากาศเย็นสบาย และลมที่หอบกลิ่นสดชื่นของฤดูใบไม้ผลิ มันเป็นวันที่ดีจนเขาไม่แปลกใจหากมีผู้คนเดินตากอากาศคับคั่ง แทฮยองปัดกลีบดอกไม้ที่หล่นลงบนปลายจมูก ซากุระบานสะพรั่งจนเริ่มร่วงโรย น่ารักจนใครๆ ต่างพากันชี้ชวนชม มีเพียงจองกุกที่ยืนขมวดคิ้วอยู่หน้ารั้วโรงเรียน มองมายังเขาที่ยืนรออยู่ก่อนอย่างขัดใจไม่แพ้กัน ช่างไม่เข้ากับบรรยากาศเอาเสียเลย

 

“เย็นนี้มีนัดโยนโบวล์ไม่ใช่หรือไง?”

 

“ช่างเหอะ กลับบ้านกัน”

 

“แต่ผมไม่ว่าง”

 

กลับบ้าน

 

จองกุกงับคำที่อยากพูดไว้มั่น

 

แทฮยองไม่นึกขอโทษที่ทำเสียงแข็งใส่ ไม่เลย เขาดึงสายกระเป๋าของอีกฝ่าย บังคับให้เดินตามมาอย่างไม่เต็มใจ เลียบรั้วโรงเรียนปกคลุมด้วยกลีบดอกไม้ เขาได้ยินเสียงเพลงจากที่ไหนสักแห่ง มันคือเพลงฮิตนั่นอีกแล้ว สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดมา พากลีบซากุระโปรยปราย บนถนนที่สองเราเดินคู่เคียงแทฮยองเพิ่งรู้ว่าเพลงนี้เป็นตลกร้าย ผู้ประพันธ์เห็นคู่รักมากมายออกเดทในฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่มีแต่ตนที่ไร้คู่ จึงแต่งเพลงสาปแช่งให้ซากุระร่วงโรย แต่สุดท้าย เพลงนี้กลับกลายเป็นเพลงแสนหวานที่ถูกหูคู่รักไปเสีย

 

พาไปหาอีมินอูหน่อย

 

ไม่ต่างกับจองกุก

 

“ทำไมผมต้องพาพี่ไปหาเขาด้วย?” แทฮยองถอนหายใจใส่ข้อสงสัยแสนใสซื่อ

 

“ไม่ได้เหรอ? ทำไมล่ะ... ไม่ว่าง? เขิน? ต้องการเป็นความสวนตัว?” เขาถาม “หรือเพราะแฟนแกไม่มีตัวตน?

 

และครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นจองกุกเป็นแบบนี้คือตอนที่อีกฝ่ายทำโทรศัพท์ของพี่ยุนกิหล่นจนขอบบิ่น

พี่รู้? แทฮยองกลอกตา และจองกุกที่เบิกตาโพลง ขมุบขมิบริมฝีปากเป็นคำนั้นทำให้เขาเอ่ยคำยืนยันรอดไลฟัน “ตั้งแต่ตอนเอาโทรศัพท์ไปคืนแกเมื่อคืนแล้ว ไอ้ตัวดี!

 

เมื่อคืน เขาเป็นคนเดินออกจากห้องนอนตัวเองมาส่งโทรศัพท์ให้จองกุกที่กำลังก้มหน้าก้มตาหามันในครัวอย่างว้าวุ่น สายตาหวาดระแวงของเจ้าตัวบ่งบอกว่ามันช่างไม่น่าเชื่อที่เขาจะแค่ เก็บโทรศัพท์ได้เลยเอามาคืนและแน่นอน เขาเอามาคืนอย่างเดียวเสียที่ไหน หลังจากขุดคุ้ยทุกอย่างในโทรศัพท์อยู่หลายรอบจนแน่ใจ แทฮยองแทบทนตีหน้านิ่งไม่ไหว อยากระโดดถีบเจ้าน้องชายตั้งแต่เห็นหน้า

 


ไม่มีคนชื่ออีมินอู

 

 

ไม่มีอีมินอูในเบอร์โทรออกล่าสุด แทฮยองไล่ย้อนบันทึกเบอร์โทรออกอย่างไรก็ไม่พบอีมินอู มีเพียงชื่อที่ถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์... ไม่มีอีมินอูในรูปถ่าย แทฮยองค้นอัลบั้มภาพที่ไม่มีคนแปลกหน้าในชีวิตของเขาถูกบันทึกไว้... ไม่มีอีมินอูในข้อความล่าสุด แทฮยองไล่อ่านข้อความ ตั้งแต่บทสนทนาสุดท้าย ไล่ไปถึงข้อความในวันเดียวกับที่รู้ว่าอีกฝ่ายเดท แต่กลับพบเพียงบทสนทนาธรรมดากับอีมินอู ไม่มีอะไรพิเศษบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์แน้นแฟ้นของทั้งคู่ ผิดคาดเสียจนแทฮยองตัดสินใจโทรไปถามเจ้าของชื่อด้วยความข้องใจ และได้คำตอบแสนหงุดหงิดงัวเงีย พร้อมเสียงลูกร้องลอดผ่านสายที่ทำให้เขาต้องกลอกตาวน


           
ใครคืออีมินอู? แล้วแฟนบ้าบออะไรของคุณ ผมเป็นอาจารย์สอนพิเศษ!

 

 

ไอ้-น้อง-เวร

 

 

อธิบายมา” ถ้าไม่กลัวโดนจับทุ่มเขาคงฟาดมันสักที โทษฐานไม่สลด ซ้ำยังทำหน้าผิดหวังที่แผนการล่มกลางคัน มันน่าไหมล่ะ มันน่าไหม!

 

“ก็ตอนนั้นเพิ่งฟังเพลงวงชินฮวามา” จองกุกเอ่ยคำสารภาพ หัวเราะแหะๆ “อาจารย์ไม่ได้ชื่ออีมินอู แต่มีตัวตนจริงๆ นะ ที่ผมสอบซ่อมภาษาอังกฤษผ่านก็เพราะอาจารย์ช่วยเข็ญแทบตาย วันนั้นผมแค่ไปซื้อกาแฟพร้อมเขา แต่โฮบอมไม่ได้กวดวิชาด้วยกันเลยไม่รู้แล้วตีโพยตีพายไปเอง— ตอนแรกที่พี่บอกว่าผมมีแฟน ผมไม่ได้ตั้งใจโกหก แต่เห็นว่าพี่จริงจังเรื่องผมจนดูตลกเลยตามน้ำเล่นๆ กะว่าแถต่อไม่ไหวเมื่อไรค่อยสารภาพผิด”  แทฮยองไพล่นึกถึงเรื่องเล่าที่ใครก็ใส่สีตีไข่ได้ และภาพถ่ายที่ไม่มีอะไรพิเศษ ตระหนักว่าพิษการคิดเองเออเองมันร้ายนัก เขามองจองกุกหัวเราะพรืด เล่าความตลกตอนเห็นเขาทำหน้าตื่น หรือตอนโฮบอมร้อนใจด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองนิ่งเช่นนั้นจนจองกุกจับสังเกตได้และพยายามบีบแขนเอาใจ “ขอโทษครับ ต่อไปจะไม่ล้อเล่นอีกแล้ว ไม่โกรธนะ?”

 

“เท่านี้ใช่ไหมที่อยากเล่า?” เขาย้ำ หงุดหงิดเมื่อเห็นสายตาใสซื่อที่จองกุกใช้มองมายามพยักหน้า

 

 

แล้วเรื่องที่คนที่แกคุยช่วงนี้ไม่ใช่อีมินอู แต่คืออาของแกล่ะ?

 

 

ก่อนเสียงหัวเราะของจองกุกจะหายไป

 

“เรื่องที่แกคุยกับเขาต้องแต่ช่วงสัปดาห์ก่อนแต่ปิดเงียบไว้ ไม่บอกใครแม้กระทั่งพ่อล่ะ?” สายตาอ่านยากของอีกฝ่ายทำให้เขาอารมณ์เสีย จองกุกเงียบไปขณะหนึ่งจึงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ มันช่างแห้งผาก พี่รู้จริงๆ ด้วย

 

แน่นอนว่าแม้ไม่มีอะไรพิเศษระหว่างอีมินอูกับจองกุก แต่เป็นความจริงที่น้องชายของเขาเปลี่ยนไปจนผิดปรกติ ก่อนโทรหาอีมินอู แทฮยองจึงยืนยันให้แน่ใจอีกครั้งด้วยการดูชื่อหมายเลขโทรออกล่าสุด อ่านข้อความล่าสุด และเขาพบว่ามันเป็นชื่อของ จอนมินจู

 

แทฮยองรู้จักหลายคนในชีวิตของจองกุก แต่เธอคนนี้คือใคร แม้คุ้นเท่าไรก็นึกไม่ออก

 

จอนมินจูอยู่ในข้อมูลหมายเลขโทรออกเพียงหนึ่งครั้ง นอกเหนือจากนั้นมีเพียงข้อความ แทฮยองย้อนอ่านบทสนทนาของเมื่อคืนวันก่อนที่จองกุกจะยกเลิกนัดกับเขา มันเป็นข้อความสุดท้ายที่น้องชายพิมพ์ว่า ผมอยากเจอคุณอาจังครับเมื่อไล่ย้อนต่อไป เขาพบว่าอีกฝ่ายเป็นฝ่ายส่งข้อความหาจอนมินจูเสียส่วนใหญ่ ทานข้าวให้อร่อยนะครับ’ ‘อากาศเย็นขึ้นนะครับ’ ‘วันนี้รถติดไหมครับ?คำถามหาสารทุกข์สุขดิบถูกพิมพ์ลงไปทุกวัน และถูกตอบกลับสั้นๆ อย่างเป็นกันเอง วิธีคุยและสรรพนามที่ใกล้ชิดอย่างประหลาดทำให้เขาพยายามนึกชื่อญาติสักฝ่าย ข้องใจจนถ่างตารอพ่อกลับบ้านเพื่อขอคำตอบ

 

และสิ่งที่เขาได้รับคือสีหน้าอ่านยากกับเสียงถอนหายใจ

 

 

เธอเป็นน้องสาวของกุกจู

 

 

น้อยครั้งที่พ่อเอ่ยชื่อเธอคนนั้น

 

และอาจเพราะมันเกิดขึ้นน้อยครั้ง แทฮยองจึงคิดว่ามันฟังดูแตกต่างจากการเรียกชื่อใครคนไหน บางอย่างที่ลุ่มลึกยากเข้าใจ เหมือนกาแฟดำที่พ่อชอบดื่มทุกเช้าแล้วบ่นว่าขม บางอย่างที่มีความหมายจนน่าอิจฉา

 

เธอติดต่อมาใช่ไหม?’ แทฮยองนึกออกในที่สุดว่าคุ้นชื่อเธอจากไหน เขาเคยได้ยินพ่อเอ่ยชื่อ มินจู บ้างยามหลบไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียง พอจำได้เพราะเป็นไม่กี่ครั้งที่พ่อดูเคร่งเครียด  แทฮยองไม่เคยใส่ใจว่าเขากับจองกุกเกิดมาต่างสายเลือด มันจึงเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักว่า ตลอดมา พ่อเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่แบกภาระเลี้ยงดูลูกชาย 3 คนให้มีกินมีใช้ เงินไม่ได้ถูกเสกขึ้นง่ายๆ และพ่อเป็นเพียงพนักงานระดับเมเนเจอร์ในบริษัทเอกชนขนาดกลาง

 

แทฮยองรู้ในวันนั้นว่าเสื้อผ้าที่จองกุกใส่ไม่ได้มาจากเงินของพ่อ

 

บ้านของกุกจูรับผิดชอบเรื่องค่าเลี้ยงดู มีมินจูเป็นธุระให้โดยตรง เธอติดต่อมาบ้าง ส่งของขวัญมาในวันสำคัญหลายหนโทรศัพท์ รองเท้าคู่โปรด ฟิกเกอร์ไอรอนแมน มันไม่ได้มาจากเพียงเงินของพ่อ แทฮยองเพิ่งรู้ในวันนั้นว่าตลอดมา จองกุกไม่ได้ถูกทอดทิ้ง พ่อรับน้ำใจที่ครอบครัวของฝ่ายหญิงหยิบยื่นให้เสมอ และมันทำให้เขาข้องใจว่าเหตุใด พ่อจึงไม่อยากเอ่ยถึง

 

ไม่บอกน้องหน่อยเหรอครับว่าครอบครัวของเขาไม่ได้อยู่ไหนไกล? แต่เมื่อถามออกไป พ่อส่ายหน้า ส่งรอยยิ้มที่เหมือนท้องฟ้าก่อนฝนตก

  

ไม่รู้จักกันจะดีกว่าครับ

 

 

 

“ผมแค่ไม่รู้จะบอกทำไม” จองกุกเกาท้ายทอย และแทฮยองเกลียดความรู้สึกตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนไม่น่าไว้ใจเหลือเกิน เขาจ้องน้องชาย อยากให้สายตาฟาดอีกฝ่ายได้ขึ้นมา

 

“มันยากตรงไหน?” เขากอดอก ยืนประจันหน้า “แกจะคุยกับเขา หรือหนีพี่ไปหาเขาแบบเมื่อวาน จะทำอะไรก็แค่บอกกันบ้างมันยากหรือไง? แกคิดว่าพี่จะว่าแกหรือไง?” แทฮยองยิ่งคาดคั้นเมื่อจองกุกหลบตา กระทั่งในที่สุด น้องชายของเขามองมา

 

 

 

“ไม่ได้เจอกันครับ”

 

 

 

และแทฮยองพบว่าอีกฝ่ายมองกระดุมเสื้อ

 

“จะเมื่อวานหรือวันไหนก็คงไม่ได้เจอ— เรื่องแบบนั้น จะให้ผมบอกพี่ทำไม?” แทฮยองพบว่าจองกุกที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้ไม่ยอมสบตา แสร้งมองกระดุมเสื้อราวกับมันมีอะไรน่าค้นหา ราวกับไม่ใช่เจ้าตัวดีที่เขารู้จัก

 

“เธอโทรมา” ท่ามกลางห้วงความกระอักกระอ่วน จองกุกเล่า “ไม่กี่ครั้ง ผมบังเอิญรับโทรศัพท์นับครั้งได้ รู้ว่าเธอชื่อจอนมินจู รู้ว่าเธอคุยหลายเรื่องกับพ่อ ปรึกษากันหลายเรื่องเกินกว่าจะเป็นเพียงคนอื่นคนไกล แต่ในเมื่อพ่อไม่เคยพูดถึงครอบครัวฝั่งแม่ แม้อยากรู้ ผมจึงคิดแค่ว่าอย่าสนใจเลย.. กว่าจะบังเอิญรับโทรศัพท์อีกครั้งและกล้าถามออกไป จึงผ่านมานานขนาดนี้ ท่านบอกว่าพ่อไม่อยากให้คุยกับผม ท่านบอกว่าอยากคุยกับผมแต่ไม่มีโอกาส ตอนนั้นผมโกรธพ่อมาก ทำไมถึงไม่อยากให้ผมคุยกับคุณอาล่ะ? ท่านเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่สนใจเรื่องผมนะ?” แทฮยองนิ่งฟัง “เราคุยกันทางโทรศัพท์ ผมได้รู้ว่าท่านทำงานที่โซล ใกล้กันแค่นี้เอง ท่านถามเรื่องชีวิตผม เรื่องเพื่อน เรื่องเรียน เรื่องบ้าน ท่านบอกว่ายินดีที่ได้ฟังจากปากว่าผมมีความสุข มีชีวิตที่ดี โตมาในที่ที่ดี” ปลายเท้าขยับยุกยิก จองกุกเขี่ยมันบนพื้นอิฐ “แล้วท่านก็วางสาย

 

และตอนนี้ ท้องฟ้าที่สดใสชักจะน่ารำคาญ

 

“ไม่บอกว่าจะติดต่อมาอีก ถึงจะพยายามส่งข้อความไปหาก็ได้แค่ถามคำตอบคำ จากที่กระตือรือล้นคุย ก็เริ่มหมดความหวัง กระทั่งรวบรวมความกล้าบอกว่าอยากเจอในที่สุด ก็ไม่ได้คำตอบอีกเลย” ผู้คนรอบตัวที่กำลังมีความสุขก็ด้วย แทฮยองนึกรำคาญเสียงหัวเราะ เบื่อความสดชื่นของฤดูใบไม้ผลิอย่างน้อย หากฝนกำลังตก หรือรอบตัวมีแต่ความหดหู่ จองกุกคงไม่หลบตาและทำเหมือนสบายดีแบบนี้

 

“ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าน่าจะเชื่อพ่อตั้งแต่แรก ไม่น่าอยากรู้จัก ไม่น่าอยากเจอเขาเลย” แทฮยองมองอีกฝ่ายไม่ยี่หระเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ “ไม่น่ารู้เลย ว่าต่อให้อยู่ใกล้กันแค่ไหน เขาก็ไม่ต้องการ

 

และน้ำเสียงวางเฉยนั่นทำให้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป แทฮยองก้าวเข้าประชิด คว้าแขนน้องชายที่พลันสบตาอย่างประหลาดใจ เขาวางมือลงบนกลุ่มผมของอีกฝ่าย อ่อนโยนราวกับกลัวคนตรงหน้าจะแตกสลาย

 

           

 

 

 

 

 

 

            “สมน้ำหน้า!

 

            แล้วบ้องกะโหลกอีกฝ่าย เพี้ยะ

 

 

 

 

            “ไม่ต้องมาทำตาขวาง!” เขาง้างมือ มองจองกุกถลึงตาใส่อย่างเอาเรื่องหลังดึงสติที่โดนตบปลิวกลับมา แทฮยองหงุดหงิดจนไม่สนใจแล้วว่าหลังจากนี้จะถูกจับทุ่มหรือไม่ รำคาญใจจนอาจหาญขึ้นเสียงใส่ “โง่! ทิ้งแกแล้วหายไปเป็นสิบปี แกน่าจะคิดได้ว่าถ้าเขาอยากเป็นครอบครัวเดียวกับแก คงไม่เอาเงินฟาดหัวพ่อแล้วโผล่มาแค่เสียงในโทรศัพท์ที่บอกว่าอยากคุยกับแก ถ้าอยากจริงๆ แค่ดันทุรังให้ได้คุยจะไปยากอะไร? เขาไม่มีโอกาสเพราะไม่พยายามสักนิดต่างหาก! แกบังเอิญรับสาย เขาเลยพูดไปตามมารยาทเพราะไม่อยากรู้สึกผิดต่อแกมากกว่า แล้วแกยังกล้าสำคัญตัวเองผิด โง่ในโง่!

 

“เออ! โง่ รู้แล้ว ทำไมต้องซ้ำเติมด้วยเล่า!” จองกุกขึ้นเสียงกลับ อ้า หงุดหงิดนัก สายตาขุ่นเคืองและม่านน้ำที่เต้นในตากลมใสนั่นกระตุ้นให้เขาตะคอกคืนดังกว่าเดิม

 

“เออสิ แกจะได้จำใส่สมองไว้ว่านั่นไม่ใช่ครอบครัว!

 

 

 

 

ครอบครัวแกน่ะ อยู่นี่!

 

 

 



กลีบดอกไม้ร่วงหล่น

 

 และสีหน้าของจองกุกทำให้เขาโมโห อยู่ด้วยมากี่ปี เพิ่งดูเหมือนรู้สำนึกตอนนี้ มันน่าตีนัก “แกเป็นลูกพ่อซอกจิน เป็นน้องพี่ยุนกิ เป็นน้องพี่ถึงจะคนละท้อง แต่ข้าวที่แกกินก็ข้าวหม้อเดียวกับเรา รู้จักไอรอนแมนก็เพราะพวกเรา เวลามีปัญหาก็พึ่งพวกเรา แกโตมาเป็นคนเจ๋งขนาดนี้ก็เพราะพวกเรา แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าครอบครัว ไม่ใช่ใครสักคนที่แค่มีปากพูดว่าเป็นน้า บ้านของแกน่ะอยู่นี่!” แทฮยองพักสงบอารมณ์ มองจองกุกที่เงียบฟังไม่วางตาจนจบ กระทั่งอีกฝ่ายก้มหน้าลงมองพื้นอีกครั้งราวกับจัดการความคิดมากมายไม่ถูก เขายื่นคำขาด

 

 

อยู่กันแบบนี้แหละ ถ้าหนีไปหาคนอื่นอีก จะตีให้ร้องไห้เลย

 

 

            ฤดูใบไม้ผลิปีที่ 17 แทฮยองไม่ชอบซากุระ

 

เขาคิดว่าดอกไม้นั่นช่างไร้กาละเทศะที่ผลิดอกสะพรั่งในเวลาแบบนี้ เขาหมั่นไส้ความสวยของมัน อากาศสดชื่นก็ด้วย ผู้คนที่กำลังมีความสุขก็เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม แทฮยองคิดว่าเพลงฮิตประจำฤดูใบไม้ผลินั้นจะเป็นเพลงโปรดไปอีกนาน เมื่อหลังผ่านห้วงแห่งความเงียบงัน จองกุกเงยหน้าขึ้นในที่สุด เขามั่นใจ ตอนที่อีกฝ่ายมองกระดุมเม็ดที่สองของเขา ตอนที่ขยี้ชายกางเกงอย่างเก้ๆ กังๆ ตอนที่โลกทั้งใบสว่างไสวอย่างขัดเขินในแววตา

 

ตอนที่จองกุกยิ้ม

 

           

 

           

           

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

            “พี่แทฮยอง กินรามยอนไหม?

 

            จองกุกยืนขนานพื้น

 

            แทฮยองกะพริบตา ไล่ภาพพร่าเบลอ ก่อนยกศีรษะต้านแรงโน้มถ่วง ภาพของจองกุกหมุนทวนเข็มนาฬิกาขึ้นตั้งตรงในที่สุด น้องชายของเขายืนอยู่หลังประตูห้อง สวมชุดนอนสีขาว “ผมว่าพี่นอนดีกว่า ไม่กวนแล้ว”

 

“ไม่อ่ะ ไปต้มเลย”

 

“ลืมตาแทบไม่ขึ้นยังจะกินอีก ตะกละ” แทฮยองแยกเขี้ยวตอบอีกฝ่ายที่ส่ายหน้าเอือมระอา สมุดการบ้านขาวโล่งกว่าครึ่งหน้า และเข็มสั้นของนาฬิกาตั้งโต๊ะชี้เยื้องเลข 11 ไปทางขวา เตือนว่าหากไม่มีอะไรตกถึงท้องตอนนี้ เขาคงง่วงจนร่วง เมื่อวันนี้ต้องเหนื่อยกับเรื่องน้องชาย ซ้ำต้องเหนื่อยสมองกับการบ้าน แต่แทนที่จะให้ความร่วมมือ เจ้าน้องชายกลับไม่ยอมปิดประตูเสียที แทฮยองมองอีกฝ่ายยืนเม้มปาก ไม่เข้าใจว่าจะมัวละล้าละลังทำไมตั้งนาน กว่าจะเอ่ยคำถามชวนหงุดหงิดออกมาได้

 

            “แล้วไม่ไปโยนโบวล์แบบนี้จะไม่แย่เหรอ?” พี่ให้ความสำคัญกับแฟนคลับจะตาย เขาถอนหายใจใส่คำถาม

 

            “โคตรแย่” นั่นนายองนะโว้ย นายอง แฟนคลับเบอร์ต้น เขาอยากไปอยู่กับพวกเธอ ไปสูดกลิ่นความป๊อปของตัวเองจะแย่

 

            “เพราะผมเหรอ?” คำคาดเดาติดตลกนั่นทำให้เขาจิ๊ปาก เออ แกนั่นแหละ และคำตอบนั้นพลันทำให้จองกุกดูพิลึก ที่อยู่ๆ ก็กัดกระพุ้งแก้มกลั้นยิ้มพลางบิดลูกบิดเล่นเหมือนหาที่เก็บมือไม่ถูก “พี่อยากอยู่ห่างๆ ผมเพราะกลัวโดนเข้าใจผิดไม่ใช่หรือไง?”

 

“ก็ใช่ แกชอบทำตัวน่ารำคาญ วอแว วุ่นวาย อยู่ด้วยแล้วมีแต่เรื่อง ก็ต้องอยากอยู่ห่างๆ ป่ะ?” แทฮยองถอนหายใจ น้องเขาน่ะไอ้ตัวยุ่ง

 

แต่เมื่อไพล่นึกถึงเช้าที่ไม่มีหูฟัง วันที่ไร้ข้อความตอบกลับ วันที่ไม่ได้ดูหนังด้วยกัน และหม้อรามยอนที่ว่างเปล่า เทาๆ ก็ได้ แต่ค่อนไปทางไหนมากกว่าล่ะ? แทฮยองนึกถึงคำถามของโฮซอกแล้วส่ายหน้าประสบการณ์ว่างเปล่าแบบนั้นน่ะ ไม่สนุกสักเท่าไร “แต่ไม่ชอบตอนแกหายไปมากกว่า

 

เสียงของเขาเบาสิ้นดี แน่ล่ะ น่าอายตายชัก เขาไม่ใช่พี่ชายประเภทที่พูดอะไรชวนขนลุกแบบนี้ แทฮยองคิดว่าเขาควรมองแค่สมุดตรงหน้าจนกว่าจองกุกจะไสก้นออกไปจากห้อง แต่เมื่อเหลือบเห็นอีกฝ่ายมองมา คลี่ยิ้มกว้างราวกับมีความสุขจนไม่อยากเชื่อ น้ำหนักของความขลาดอายก็พลันเบาเท่าอากาศ แทฮยองกระแอมเคลียร์ความกระดากอายในลำคอ ก่อนกลั้นใจพูดออกไป “ไม่ต้องไปไหนหรอก อยู่ให้รำคาญแบบนี้ไปเรื่อยๆ น่ะดีแล้ว

 

และจองกุกทำให้รู้ว่าเขาตัดสินใจได้เยี่ยมยอด

 

 

 

พี่แทฮยองพูดดีๆ แบบนี้แล้วพิลึกอ่ะ ป่วยเหรอ?

 

 

 

ที่บ้องกะโหลกมันไปตอนนั้นน่ะ เด็กเวร

 

“เออ สงสัยจะแพ้เกสรดอกไม้” แทฮยองกลอกตาใส่น้องชายที่กลั้นขำจนตัวงอ ประเสริฐมาก อย่าหวังเลยว่าจะได้ยินอีกเป็นครั้งที่สอง “ว่าแต่แกเถอะ ก่อนหน้านี้จะหายหน้าหายตาไปทำไม?”


“ก็ตอนนั้นผมเสียใจอยู่ อยากหลบไปเลียแผลใจคนเดียวไม่ได้หรือไง? โตแล้ว ไม่อยากงอแงให้พี่ฟังทุกเรื่องหรอกนะ”

 

“โตแต่ตัวน่ะสิ แล้วจำเป็นต้องสร้างเรื่องแฟนมาเป็นข้ออ้าง? เล่นใหญ่จนคนอื่นเขาวุ่นวายไปหมด” เขาบ่นมากกว่าถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายไหวไหล่ไม่ยอมเอ่ยอะไรแบบนั้นจึงเพียงนึกหมั่นไส้ก่อนหันมาสนใจการบ้านตรงหน้าอีกครั้ง กระทั่งผ่านขณะหนึ่งของความเงียบ เนิ่นนานพอให้คิดว่ามีเพียงเสียงพลิกหน้าหนังสือ และเสียงเพลงของ busker busker จากโทรทัศน์ในห้องโถงที่ใกล้จบ เขาได้ยินจองกุกพูด ลอยตามลม

 

            “เพราะผมชอบที่พี่เข้าใจผิด

 

แทฮยองคิดว่าหูแว่ว

 

            “พี่บอกว่าไม่ชอบตอนผมหายไปใช่ไหม?” เพราะเมื่อหันไปมอง เขาพบว่าจองกุกมองเพดาน มองนิ้วเท้า มองทุกอย่างที่ไม่ใช่เขา แทฮยองคงคิดว่าหูแว่วจริงๆ หากสายตาคู่นั้นไม่หันมาสบมองในที่สุด “ตลอดมา ผมก็รู้สึกแบบนั้น

 

            จองกุกตรงหน้าช่างคล้ายกับจองกุกตอนยืนอยู่บนสนามแข่งเทควันโด

           

            “ผมรู้สึกแบบนั้นมาตลอด อยากอยู่กับพี่ อยากให้พี่อยู่ในสายตาตลอดเวลา อยากสำคัญที่สุดสำหรับพี่ แต่พี่น่ะใจร้าย ไล่ตามอยู่ฝ่ายเดียวมันน่าหงุดหงิดจะตาย ใช่ไหมล่ะ?” จองกุกไม่หลบตา แต่กลับกลืนน้ำลายอึกโต คล้ายกับตอนที่อีกฝ่ายยืนต่อหน้าคู่แข่งที่เก่งกว่าและโอกาสชนะแทบเป็นศูนย์ ยืดอกเรียกความความมุ่งมั่นแม้แววตาประกาศความหวั่นใจ “วันที่พี่ถามเรื่องแฟน ตอนแรก ผมตั้งใจจะล้อเล่นแค่ไม่นานเพื่อตัดปัญหาเรื่องคุณอาไปด้วย แต่ยิ่งเห็นพี่เซ้าซี้ ยิ่งเห็นพี่กระวนกระวายกับเรื่องของผม ผมยิ่งอยากให้พี่เข้าใจผิดผมอยากให้พี่คิดเรื่องของผมเยอะๆ อยากให้ในหัวของพี่มีแต่เรื่องของผม อยากให้พี่ลองเป็นผมบ้าง

 

            “จดที่พูดไว้แล้วเอาไปสารภาพรักกับสาวที่ชอบนะ ใช้ได้เลย” แทฮยองหัวเราะให้บทพูดพิลึกพิลั่นของจองกุก และนั่นกลับยิ่งพิลึกเมื่อทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายเลิกคิ้ว ครุ่นคิด ก่อนสูดลมหายใจเฮือกเหมือนตัดสินใจบางอย่าง เขาย่นหน้า มองน้องชายปล่อยลูกบิดแล้วเดินตรงเข้าประชิดขอบโต๊ะ ตึง มือข้างหนึ่งวางท้าวโต๊ะ ขณะอีกข้างที่ท้าวพนักพิงเก้าอี้ จองกุกที่ขังเขาไว้ด้วยสองแขนยิ่งทำให้บรรยากาศชักพิลึกไปกันใหญ่ 

 

            “พี่ไม่รู้หรอก” ใบหน้าของพวกเขาห่างเพียงความยาวช่วงแขน อีกฝ่ายมองมา ส่งสายตาที่แฝงนัยยะประหลาดเกินอ่าน แทฮยองรู้แต่เพียงมันช่างเข้มข้นจนทำตัวไม่ถูกนอกเสียจากหลบตา เผลอกลั้นหายใจเมื่อจองกุกยื่นใบหน้าเข้าใกล้ ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้นอีก ใกล้เกินไป “ตลอดมา พี่ไม่รู้หรอก

 

            ลมหายใจร้อนรดบนปลายจมูก แทฮยองกลืนน้ำลายอึกโต เงียบมองริมฝีปากชุ่มฉ่ำของจองกุกขยับอย่างอ้อยอิ่งเป็นคำว่า

 

 

 

 

 

            ว่าหลับน้ำลายยืดติดแก้มอ่ะ น่าเกลียด”

 

 



            จ้ะ

 


 

 

 

             ไป๊! จะไปต้มรามยอนหรือไปไหนก็ไป!” สมุดการบ้านกลายเป็นอาวุธปาไล่หลังน้องเวรที่แซะเขาเสร็จก็วิ่งหนีไปเรียบร้อย ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะลั่นห้องรับแขก โว้ย เบื่อมัน!

 

แทฮยองกระชากทิชชูมาถูแก้ม จนแน่ใจว่าไร้คราบจึงแนบหน้าลงบนหนังสืออีกครั้งอย่างเหนื่อยใจ เขาพลิกโลกกลับด้าน มั่นใจว่าหลับได้เพียงดีดปลายนิ้ววันนี้มีแต่เรื่อง เขาไม่ได้บอกเจ้าน้องชายเจ้าปัญหาว่าคิดมากเรื่องมันทั้งคืนจนนอนไม่หลับ อยากเคลียร์ตั้งแต่เช้าก็กลัวมันจะเสียเวลาเรียนและเสียบรรยากาศทั้งวันจึงเก็บความอึดอัดมาถึงตอนเย็น ต้องกลั้นใจยกเลิกนัดจนสาวๆ งอนกันใหญ่ ไหนจะต้องรีบขึ้นซับเวย์มาดักรอน้องชายเลิกโรงเรียน แทฮยองถอนหายใจ ยุ่งยากวุ่นวายเหลือเกิน

 

แต่เมื่อนึกถึงรอยยิ้มและประกายในแววตาของจองกุกใต้เงาซากุระในความทรงจำ แทฮยองตระหนักว่าเขาไม่คิดเสียดายแม้สักนิดในสิ่งที่ทำลงไป เขาปิดเปลือกตา ปล่อยให้ห้วงฝันพาเคลิ้มลอย

 

วุ่นวายอย่างยินยอมพร้อมใจ

 

อย่างไรก็ครอบครัวเดียวกันนี่นา

 

           

 

           

           

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

 

 

“พี่แทฮยอง? หลับแล้วเหรอ?”

 

แม้มันจะเป็นไอ้ตัวป่วนก็เถอะ

 

หากศีรษะไม่หนักอึ้ง แทฮยองคงโวยใส่เจ้าน้องชายที่มารบกวนเวลาพักผ่อน เขาง่วงเกินกว่าจะลืมตา ไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปเท่าไร ไม่แน่ใจกระทั่งว่าตื่นหรือฝันยามได้ยินเสียงเปิดประตูอีกครั้ง “ฮยอง? รามยอนเสร็จแล้วนะ?” ไม่ไหว ไม่กินแล้ว ได้ยินเสียงจองกุกแว่วมา แต่เขาไร้เรี่ยวแรงขยับปากตอบ แทฮยองปล่อยทุกสิ่งผ่านประสาทสัมผัส ทั้งเสียงสลิปเปอร์ลากเสียดพื้น เสียงปิดโคมไฟบนโต๊ะ หรือเสียงจัดข้าวของเข้าที่ เขาคิดว่าคงหลับก่อนที่อีกฝ่ายจะออกจากห้อง กระทั่งสัมผัสถึงมวลอากาศและลมหายใจที่เกลี่ยบนปลายจมูก เขาจึงรู้ว่า แทนที่จะจากไป จองกุกกลับกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

 

เพราะง่วงเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมาขู่ว่า อย่าเอาปากกาเมจิกมาเขียนหน้าเหมือนคราวที่แล้วเชียว เขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายเกลี่ยปลายนิ้วไล้ผิวแก้ม เรี่ยมายังปลายจมูก เรื่อยไปถึงผมหน้าม้าที่ถูกเกลี่ยทัดใบหู เพลิดเพลินไปกับสัมผัสแผ่วเบาราวกล่อมนอนและลมหายใจกลิ่นมิ้นท์ กลิ่นยาสีฟันเดียวกันกับที่เขาใช้ แทฮยองคาดเดาว่าน้องชายตัวแสบจะจากไปพร้อมกับรูปหนวดแมวที่วาดบนใบหน้า หมากฝรั่งที่แปะบนผม หรือถุงเท้าที่ถูกวางบนจมูก คุ้นเคยจนไม่แปลกใจยามมีแรงกดทับจรดทาบริมฝีปาก

  

 

  

หากเพียงแต่มันไม่ได้เกิดจากปลายปากกา

 

 


เสียงโทรทัศน์ยังดังจากห้องโถง และห้องนอนยังเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ แทฮยองหลับตา แต่ทุกประสาทสัมผัสในนาทีนั้นพลันตื่นตัว ริมฝีปากกระตุกวูบเมื่อตระหนักรู้ทันทีว่าต้องสัมผัสผิดวิสัยไม่เหนียวหนึบเช่นหมากฝรั่ง หรือฉุนกลิ่นน้ำหมึก ผิวสัมผัสนั้นนุ่มหยุ่น กรุ่นกลิ่นมิ้นท์ มันแตะบนริมฝีปาก แผ่วเบา ลังเล และขลาดกลัว

 

เขารู้ว่ามันคืออะไร ยิ่งแน่ใจเมื่อเสี้ยวนาทีที่สัมผัสนั้นแนบสนิท อีกฝ่ายพลันถดหนี ทิ้งไว้เพียงอายร้อนวูบวาบบนผิวสัมผัส เขารู้ และคิดว่าเข้าใจผิดไป อาจมีอะไรผิดพลาด

 

และเขารู้ ได้รับคำตอบว่านี่ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด เมื่อท้ายที่สุด หลังผ่านขณะหนึ่งของความลังเล สัมผัสนั้นกดย้ำลงอีกครั้ง ก้าวผ่านความลังเลลงเม้มซ้ำทำให้ยิ่งกว่ารู้ ยิ่งกว่ามั่นใจเมื่อความนุ่มนวลนั้นสั่นไหวบนริมฝีปาก แนบแน่น มั่นคง ไม่ละหนีเช่นครั้งก่อน ส่งต่ออุณหภูมิร้อนผ่าว แสดงเจตนาชัดแจ้ง

 


 

ฤดูใบไม้ผลิปีที่ 17 นอกจากจะไม่ชอบซากุระ แทฮยองคิดว่าตนเข้าใจ— เหตุใดจองกุกจึงให้ความสำคัญกับซากุระที่บานไม่กี่สัปดาห์

  

เพราะผลิดอกไม่นาน ซากุระจึงเป็นสิ่งเตือนใจว่าทุกนาทีมีค่า เมื่อใดที่เห็นกลีบดอกไม้ร่วงโรย ก็เป็นชั่ววินาทีให้ย้อนคิดถึงสิ่งที่ผลัดวันทั้งที่อยากทำตลอดมา

  

           ว่าเวลาไม่หวนคืน

 

 


          เสียงโทรทัศน์ยังดังจากห้องโถง และห้องนอนยังเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ แทฮยองหลับตา กระทั่งสิ้นเสียงฝีเท้ารีบเร่งและเสียงปิดประตูห้องแสนลนลาน ที่เขาไม่อาจแสร้งไม่รู้เรื่องราวได้ต่อไป ตาของเขาเบิกตาโพลง สมองยุ่งเหยิงด้วยเส้นสายโยงใยและคำถามมากมายที่ไร้คำเชื่อมโยง ความคิดกระจัดกระจายไม่อาจตีกรอบ แทฮยองจับหัวใจไม่ให้กระเด็นออกจากอก  เขารู้ เขารู้ว่ามันคืออะไร แน่ใจอย่างไม่แน่ใจที่สุดในชีวิต

 

 

 

            เขาถูกจองกุกจูบ?

 

 

           

 

 

 (Pre Chorus)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(VERSE 1)


เยอรมันซูเพล็กซ์




พอกลับจากคอนก็นึกขึ้นได้ว่า ปีที่แล้วก็มีแรงเปิดฟิคหลังจบคอนเหมือนกันนี่เนอะ

ดองฟิคมาครบปีแล้วนะคะ55555

ขอบคุณคนอ่าน ทั้งที่ผ่านมา ผ่านไป หรือยังอยู่ และขอบคุณฟี้ดแบคจากตอนที่แล้วมากๆ ค่ะ เราอ่านนะ :)

แล้วพบกันใหม่ค่ะ 






(Pre-Chorus 1/2)

สวัสดีในรอบกว่าครึ่งปีค่ะ นี่เราเอง คนที่ดองฟิคเหมือนเลิกแต่งไง5555555555555555

อันดับแรก ขอขอบพระคุณที่่อ่าน รวมถึงที่คอมเมนต์ในตอนก่อนหน้านี้ค่ะ

จริงๆ แล้ว พาร์ทนี้มี 8k ซึ่งยาวไปเลยขอตัดครึ่งดีกว่า ไหนๆ ที่เหลือก็ยังตบไม่เสร็จ5555
มีอะไรที่ต้องทำและอยากทำเพิ่มขึ้น ทำให้เหลือแรงมาแต่งฟิคน้อยมาก ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็เป็นที่ที่สบายใจทุกครั้งที่ได้มาซุกตัวค่ะ

ขอบพระคุณอีกครั้ง
แล้วเจอกันใหม่ค่ะ




(Pre-Chorus 2/2)

ได้บอกคนอ่านสักที ว่าตกลงน้องกุกมาแบบไหน /รัวมือ /เมอร์ซี่

ขอบพระคุณทุกคอมเมนต์และฟีดแบคเช่นเคยนะคะ อ่านและน้อมรับทั้งหมดค่ะ
อ่านไปบิดไปดีใจตัวเป็นเกลียวจริงๆ นะคะ

ขอให้โชคดีมีสุขในเดือน 5
แล้วเจอกันใหม่ค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

144 ความคิดเห็น

  1. #456 Nm Pair (@namussaya) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 14:54
    ฮืออคิดถึงจังง
    #456
    0
  2. #454 kkkanunnn (@kkkanunnn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 22:26
    คิดถึงเรื่องเน้
    #454
    0
  3. #447 settingnow (@settingnow) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 17:44
    ของอนุยาญกรี๊ดได้ไหมคะ งื้อคือเรื่องนี้ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก(ก.ไก่ล้านตัวก็ไม่พอ)สำนวนดีภาษาดีเนื้อเรื่องดี ละมุนละไม ชอบตัวละครทุกตัวเลยค่ะ แอบขำตรงที่มีหัวโจกบังชีฮยอกด้วย555555 ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะไม่รู้ว่าไรท์จะมาต่อไหมแต่จะรอนะคะ
    #447
    0
  4. #445 MoonMill (@MoonMill) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 22:03
    ร..ไรท์เขียนยังไงคะ ทำไมทำให้เราตกหลุมรักนิยายของไรท์ได้มากขนาดนี้ อบอุ่นมากๆค่ะ..ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ไปมองดูพวกเค้าแบบใกล้ชิดเลย งือ...ทำยังไงไรท์ถึงจะมาต่อคะ เราจะทำยังไงTT
    #445
    0
  5. #442 DESTINY' (@destined) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 16:18
    คิดถึงเสมอนะคะ /เปิดเพลงพี่ปู
    #442
    0
  6. #441 1886 บันไซ (@eoengnoi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 00:00
    คิดถึงมากกกกกเลยค่ะฮือออออออ
    #441
    0
  7. #435 cookiessreading (@faiithikamporn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 17:01
    อ่านตอนนึงเหมือนได้อ่านไปแล้วหลายตอนเลย แต่เราชอบภาษา การเขียนของไรท์ ตอนแรกนึกว่าแต่งเรื่องนี้ปีนี้ เราจะรอนะคะถึงจะเพิ่งมาอ่านก็เถอะ
    #435
    0
  8. #429 Suchaa_12247 (@MingKwanKung) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 02:35
    คอยเสมอนะคะ
    #429
    0
  9. #426 bluebergy (@blueber_g) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 01:11
    คิดถึงจังเลยค่ะ ยังคอยอยู่เสมอนะคะ
    #426
    0
  10. #425 Inmtwnk (@Inmtwnk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 13:48
    คิดถึงไรท์นะคะ .___.
    #425
    0
  11. #420 1886 บันไซ (@eoengnoi) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:01
    คิดถึงนะคะะรอเสมอค่าㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #420
    0
  12. #417 valkyries1 (@valkyrie-0810529) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 00:39
    ไรท์​กลับมาได้ไหม ;;;;~;;;; สนุกมากๆ สำนวนการเขียนดีมากๆเลยค่ะ ชอบมาก เมื่อไหร่​พี่แทจะเลิกซึนแล้วน้องกุกหนีไปมีแฟนแล้ว ก็ยัง​คิดว่าเพราะอยากให้พี่ชายสนใจใช่ไหมล่ะ แงงงงงมาต่อเถอะน้าาา
    #417
    0
  13. #416 gammoopea (@gammoopea) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 13:02
    โอยย เราไม่ไหว ฮืออ เด็กกระต่าย รู้ใจตัวเองอยู่แล้วนี่นาา อยากรู้มุมเด็กกระต่ายมากๆ งอแงงง เด็กร้ายกาจ อยากรู้เรื่องต่อๆมามากๆ เรื่องพี่โบกอม เรื่องพัคจีมิน เรื่องแฟนของเด็กกระต่าย แงงง

    ขอบคุณไรท์ที่แต่งเรื่องนี้นะคะ เราเพิ่งมาเจอ หลังจากที่ไรท์อัพตอนล่าสุดมาจะครบปีแล้ว นั่นหมายความว่าไรท์กำลังจะมาต่อรึป่าว ฮื่อออ รออย่างมีความหวัง เป็นกำลังใจให้นะคะ ไม่ว่าไรท์เหนื่อยหรือท้อ ยังมีพวกเราอยู่น้า ขอเพียงอย่าทิ้งกันไป ;-; สุขสันต์วันปีใหม่นะคะ
    #416
    0
  14. #410 blueber_g (@blueber_g) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มกราคม 2561 / 17:39
    ว้าววววววว อบอุ่นสุดๆ รอนะคะ 
    #410
    0
  15. #406 บลูเออร์ (@blurberr) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 13:07
    ชอบจังหวะการเล่าเรื่องมากๆเลยค่ะ มันทั้งตลกและซึ้ง ตัดตอนได้ดีมากๆ เราจะรอนะคะ ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆแบบนี้ให้อ่านค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ปล. เราตามอ่านเรื่องอื่นของคุณด้วยค่ะ สนุกมากเลย
    #406
    0
  16. #404 Inmtwnk (@Inmtwnk) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 17:20
    รอนะคะ ชอบเรื่องนี้มากเลย ฮือ
    #404
    0
  17. #403 vvmk912 (@mtaetaestan) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 01:27
    น้องน่ารักมากๆเลย แต่… มันจะเป็นไปได้หรอ เป็นพี่น้องกันนี่
    #403
    0
  18. #398 KTHJJK (@KTHJJK) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 04:02
    ยังไงเนี่ยยยคิมจองกุกคิดอะไรอยุ่น้าาาา
    #398
    0
  19. #397 PaiiKanj (@PaiiKanj) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 17:30
    ดีต่อใจ
    #397
    0
  20. #392 fayfai2302 (@fayfai2302) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 03:38
    สนุกมากค่ะ ไม่มีคำไหนจะเอื้อนเอ่ย ดีต่อใจเหลือเกิน ใจหายวาบ สับสน อบอุ่น ใจเต้นแรง ทักอารมณ์ที่พูดมาในตอนเดียว

    ปล. ขอบคุณสำหรับ gif ท่ามวยปล้ำที่สงสัยมานานค่ะ 555555
    #392
    0
  21. #387 mameemamey (@maneemamey) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 04:14
    ฮือออออ เพิ่งเข้ามาอ่านแต่ก็ตกหลุมรักเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ ชอบมากๆเลย หวังว่าไรท์จะมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งในเร็วๆนี้นะคะ :)))))
    #387
    0
  22. #385 DoDeaen (@DoDeaen) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 23:52
    แงงงง้ ชอบจัง พึ่งได้มาอ่าน รวดเดียวจบเยย มาต่อไวๆน้าค้าไรท์ โคตรชอบ ฟีลกู๊ดมากมาย โง่ยยย ชอบบบ
    #385
    0
  23. #384 Finger. (@bua123456789) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2560 / 17:09
    ขอให้ไรท์มาอัพเรื่องเป็นของขวัญปีใหม่ที สาธุ55555555
    #384
    0
  24. #383 Finger. (@bua123456789) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2560 / 17:08
    จะปีใหม่ละนะะะะะะ555555555 เราก็ยังรออยู่เหมือนเดิม
    #383
    0
  25. #382 jeenarin (@jeenarinoftaetae) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 23:47
    ไรท์ใกล้จะมาต่อแล้วใช่มั้ยคะ งือออ รีบมานะคะะะ รอวววว
    #382
    0