(END) Red fox น้องจะตอบแทนพี่เอง (Yaoi)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 255,404 Views

  • 6,043 Comments

  • 12,291 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    832

    Overall
    255,404

ตอนที่ 17 : บทที่ 16: ความสุข(?)ของครอบครัวก้อนขน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27734
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3290 ครั้ง
    15 ส.ค. 61










16



            “มาให้แม่กอดหน่อย คิดถึงจังเลยลูก”


                “คิดถึงเหมือนกันครับ”


                “โกหก....ถ้าคิดถึงแม่จริง ต้องมาหาแม่บ่อย ๆ สิ”


                “โธ่....ผมผิดไปแล้วครับ” ชริณถึงกับหลุดหัวเราะ เมื่อเจอแม่ฟาดแขนเข้าให้เพื่อทำโทษ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินไปสวมกอดแม่เองอย่างลูกชายช่างอ้อน ในที่สุดเขาก็มาถึงเมืองไทยเสียที กว่าจะมาถึงก็ช่วงบ่ายของวันแล้ว พอกลับมาอยู่ในบ้านเดิม ๆ ที่เติบโตมาตั้งแต่เด็ก ๆ ความรู้สึกเดิม ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง


                แม้ตัวชริณจะไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นหลายร่วมปี จนส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นกำลังกลืนกินเขาอย่างช้า ๆ แต่ยังไงเสียที่เมืองไทยบ้านก็คือบ้าน ชริณเติบโตที่นี่ ไม่มีอะไรอบอุ่นเท่าบ้านเราอยู่แล้ว เขาเองอยากพักอยู่ที่นี่นาน ๆ เหมือนกัน แต่การกลับบ้านมาครั้งนี้ เขามาเพื่อธุระ ไม่ใช่ตั้งใจจะมาพักผ่อนตั้งแต่แรก


                “พ่อ...สวัสดีครับ” หลังจากปล่อยให้แม่กอดจนหายคิดถึงแล้ว ชริณก็เข้าไปทักทายพ่อต่อซึ่งพ่อของเขาก็พยักหน้ารับอย่างเช่นทุกที


                เราไม่ได้คุยโทรศัพท์กันอีกเลยตั้งแต่ครั้งที่ชริณพูดเรื่องครอบครัวผ่านสายโทรศัพท์ให้พ่อฟังคราวนั้น อาจมีบ้างที่เขาโทรมาหา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการจองตั๋ว เรื่องจุกจิกในการไปญี่ปุ่นมากกว่า ไม่ได้คุยเรื่องอื่นเป็นกิจจะลักษณะ


                สารภาพตามตรงตั้งแต่ที่ชริณก็ได้เล่าเรื่องราวชีวิตช่วงนี้ ครอบครัว คนที่ใช้ชีวิตร่วมกันที่ญี่ปุ่นให้พ่อฟังผ่านสายโทรศัพท์คราวนั้น เขาก็มีความเกรงใจคนเป็นพ่อมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่เวลาเราคุยกัน เรามักจะคุยเกี่ยวกับเรื่องงาน การใช้ชีวิตมากกว่า เพิ่งจะมาได้คุยเรื่องส่วนตัวกันก็ตอนครั้งนั้น แม้บทสนทนาจะเป็นไปในทิศทางที่ดีจนทำให้ชริณโล่งอก แต่ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้


                “เขาไม่มาด้วยเหรอ”


                “ครับ?


                “คนที่ลูกเล่าให้ฟังไง” พ่อขยายความ


                “อ๋อ....” ชริณเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “เขาไม่สะดวกครับ เจ้าตัวเล็ก ๆ ยังขึ้นเครื่องไม่ได้ เขาเลยต้องรออยู่ที่นั่นเพื่อดูแลลูก” ชริณว่าพร้อมกับสังเกตปฏิกิริยาของพ่อ  


                ชริณกลัวพ่อมากกว่าแม่ พ่อของเขาเป็นคนเงียบ ๆ  เวลากำลังคิดอะไรอยู่ก็จะไม่ค่อยพูดออกมา ต้องรอให้มั่นใจถึงค่อยพูดและสมาชิกในบ้านทุกคนก็จะต้องฟังเสมอ


                โชคดีที่ชริณได้พูดรายละเอียดคร่าว ๆ แล้วว่าเรื่องมันเป็นมายังไงให้ฟังแล้ว เขากำลังคบหากับใครอยู่ การพูดคุยแบบนั้น แม้จะไม่ได้พูดเป็นกิจจะลักษณะ เป็นเพียงแค่การเล่ารายละเอียดผ่านสายโทรศัพท์ แต่อย่างน้อยพ่อแม่ของเขาก็จะได้รับรู้เพื่อที่จะได้รับมือ


                ชริณรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ เพราะเขาเป็นลูกชายคนเดียว....แต่ทุกอย่างมันเป็นไปแล้ว


                “งั้นไม่เป็นไร....เดินทางมาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปนอนพักผ่อนเถอะลูก”  เพราะบรรยากาศที่เริ่มเครียดตึง ทำให้พ่อเลือกที่จะปล่อยตัวเขาขึ้นมาพักผ่อนก่อน


                ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจออกมาพร้อมทิ้งตัวลงบนเตียงนอนที่แสนคุ้นเคย เพราะเห็นปฏิกิริยาพ่อแม่แบบนั้น เขาก็เริ่มเครียด ทั้งพ่อทั้งแม่ดูไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งนั้น เขารู้ล่ะว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับท่านทั้งสอง แต่อยากให้ท่านลองเปิดใจดูสักนิด เพราะครอบครัวก้อนขนของเขา น่ารักกันทั้งนั้น


                เหมือนความเครียดกลับมากองอยู่ที่ตัวชริณแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้ง ทั้งเรื่องพ่อแม่ ทั้งเรื่องครอบครัวก้อนขน ไม่รู้ป่านนี้เจ้าจิ้งจอกและแก็งก้อนขนจะเป็นยังไงบ้าง คุณแม่ลูกสี่จะรับมือลูก ๆ ตัวแสบของเราได้ไหม? อยู่ห่างกันไม่ถึงวัน เขาก็เป็นห่วงฝั่งทางนั้นแล้ว  เขาอยากรีบกลับญี่ปุ่นเหลือเกิน


                ความกังวลยังคงตามหลอกหลอนชริณจนกระทั่งเวลาที่เขามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ยิ่งเวลาผ่านไปเร็วขึ้นเท่าไร ทั้งสองครอบครัวก็ยิ่งใกล้พบกันมากขึ้นเท่านั้น ไฟล์ทบินจากไทยไปญี่ปุ่นที่ชริณจองไว้ให้พ่อแม่ออกเดินทางประมาณเที่ยงคืน พอไปถึงที่นั่นก็เช้าพอดี คราวนั้นแหละทั้งสองครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที

               





            ฝั่งคุณแม่ลูกสี่คิดว่าจะสามารถรับมือกับลูก ๆ เหมือนอย่างในทุกวัน ตอนสามีไปทำงานได้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้กำลังคิดผิดถนัด เจ้าจิ้งจอกน้อยกำลังหัวหมุน เพราะมันไม่ใช่อย่างที่คิดและน้องไม่สามารถตอบคำถามขี้สงสัยของลูก ๆ ได้หมด


                “คุงพ่อเมื่อไรจะกลับมาอ่า”


                “นี่มันหายไปนานแล้วนะ คุงแม่”


                “เลาออกไปตามหากันดีไหมคะ”


                “ฮือ...เมื่อไรคุงพ่อจะกลับมา” เสียงเล็ก ๆ ของแก๊งก้อนขนบ่นกันระนาว เมื่อเข้าใจว่าวันนี้เป็นอีกวันที่คุณพ่อจะไปทำงานและกลับบ้านมาตอนห้าโมงเย็นพอดี ทว่ารอจนแล้วจนเล่าก็ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าประตูเสียที จนเจ้าหนูน้อยทั้งหลายเริ่มไม่สนใจของเล่น แต่กลับนั่งล้อมวงจ้องหน้าประตูราวกับกดดันให้คุณพ่อรีบกลับบ้านเสียที


                หากวัดความขี้เห่อ แก๊งก้อนขนจะเห่อคุณพ่อมาก ๆ เมื่อเทียบกับแม่ที่เจอกันตลอดเวลาตั้งแต่ตอนตื่นจนถึงตอนเข้านอน แต่คุณพ่อจะมีช่วงเวลาที่ต้องไปทำงาน หายไปจากวงจรชีวิตของลูก ๆ ครู่หนึ่ง ทำให้ทุกครั้งที่พ่อกลับบ้าน อีกฝ่ายจะเป็นผู้ชายสุดฮอตของลูก ๆ เสมอ แก๊งก้อนขนจะเรียกหาพ่อจนคุณแม่ที่เลี้ยงมาทั้งวันต้องแอบหลบฉากไปก่อน


                “คุงแม่ เมื่อไรคุงพ่อจะกลับมา” ดวงดาวลูกสาวคนสุดท้อง เริ่มส่งเสียงงอแงคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เมื่อไม่เห็นคุณพ่อของเธอกลับบ้านมาเสียที


                “เดี๋ยวคุณพ่อก็มานะ รอก่อน ๆ” ฝั่งแม่เองก็รีบให้คำตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ กลัวว่าเจ้าหนูน้อยจะพากันปล่อยโฮ เพราะหากแก็งเจ้าก้อนขนร้องไห้พร้อมกันทั้งสี่คน คราวนี้ปวดหัวยิ่งกว่าการตอบคำถามไม่รู้ต่อกี่เท่าแน่


                “แล้วจะมาตอนไหนอ่า” ดวงดาวยังคงสงสัยต่อ


                “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันลูก” เจ้าจิ้งจอกน้อยว่า


                ไม่ใช่แค่เหล่าลูก ๆ รอคุณพ่อกลับบ้าน แต่เจ้าจิ้งจอกน้อยก็รอสามีกลับบ้านเช่นกัน คุณแม่ลูกสี่รู้สึกจนปัญญาเหลือเกินกับคำถามของลูก ๆ ภาวนาให้แก็งก้อนขนอย่าถามอะไรมากกว่านี้ เพราะเจ้าจิ้งจอกก็ให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมืองไทยอยู่ไกลจากญี่ปุ่นเราขนาดไหน อีกทั้งก็ลืมถามชาริน ซังจึงไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้


                เพื่อเป็นการตัดปัญหา ไม่ให้ลูก ๆ จดจ่อกับการกลับบ้านของพ่อมากเกินไป เจ้าจิ้งจอกน้อยจึงเลือกที่จะใช้ขวดนมเตรียมส่งให้ลูก ๆ เข้านอนก่อนกำหนดเกือบสองชั่วโมง ภาวนาให้พรุ่งนี้เช้าเจอชาริน ซังพร้อมคุณปู่คุณย่าอยู่หน้าบ้าน น้องจะได้ไม่ต้องคอยตอบคำถามลูก ๆ ของเราอีก


                ชาริน ซังรีบกลับบ้านมานะ ลูก ๆ รออยู่...

 

                โชคดีที่ไม่ได้เกิดเหตุไม่คาดคิดอะไร อย่างเช่นเครื่องบินดีเลย์ ทำให้ชริณสามารถพาพ่อแม่มาเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นได้ตรงเวลาตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้


                “อากาศเย็นกว่าที่ไทยนิดหน่อย ระวังด้วยนะครับแม่” ชริณว่าพร้อมกับกำชับผ้าพันคอของมารดาให้เข้าที่เข้าทาง ขณะที่รอให้รถแท็กซี่มาจอดตรงหน้า


                ในตอนนี้อากาศที่ญี่ปุ่นถือว่าเย็นกว่าเมืองไทยเจ็ดถึงแปดองศา ทำให้เขากลัวว่าพวกท่านทั้งสองจะไม่สบายเอาได้


                หลังจากมาถึงสนามบิน ชริณก็เลือกต่อรถแท็กซี่พาพวกท่านมายังบ้านพักใหม่ของตัวเองและครอบครัวทันที โดยปกติหากเขาเดินทางคนเดียว มักจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าและต่อด้วยรถประจำทาง แต่เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ลำบาก เบียดอัดกับผู้คน ทำให้ชริณยอมจ่ายแพงกว่านิดหนึ่ง เพื่อให้พวกท่านสะดวกสบายมากขึ้น


                “บ้านใหม่น่าอยู่ดีนะลูก” แม่ว่า เมื่อรถแท็กซี่มาจอดสนิทที่หน้าบ้านชริณแล้ว


                 บ้านหลังใหม่ที่ว่าอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังเก่ามากนัก อยู่โซนเดียวกัน โชคดีที่ชริณสามารถหาบ้านพักหลังใหม่ได้ใหญ่กว่าเดิม แต่ยังคงอยู่แถว ๆ ขอบป่าตามจุดประสงค์ที่วางเอาไว้เพื่อครอบครัวก้อนขนในภายภาคหน้า


                บ้านหลังนี้มันอาจไม่ได้ใหญ่โตจนเหมือนบ้านเศรษฐีร่ำรวย แต่มันก็ใหญ่พอสำหรับสมาชิกสี่ห้าชีวิตที่กำลังเติบโตขึ้นในทุก ๆ วัน


                หากให้เทียบกันแล้ว แม่จะมาเยี่ยมชริณบ่อยกว่าพ่อ พ่อนาน ๆ ทีถึงมาเยี่ยมเขา เนื่องด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนักเมื่อเทียบกับแม่ แต่ชริณก็สนิทกับพวกท่านทั้งสอง ไม่มีการรักพ่อมากกว่าหรือรักแม่น้อยกว่า พ่อแม่ของเขาจะคอยสนับสนุนเขาคนละด้าน เขาก็มีท่านเป็นแบบอย่างในการเลี้ยงลูก


                “อา...พ่อแม่เข้าบ้านก่อนนะครับ ข้างนอกอากาศมันหนาวเดี๋ยวไม่สบาย ส่วนทางนี้ผมจะจัดการต่อเองครับ” ชริณว่าเมื่อเห็นว่าเหลือเพียงแค่ขนสัมภาระเข้าบ้าน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจรับผิดชอบขนย้ายสัมภาระเข้าบ้านทั้งหมดเอง ให้พ่อแม่เข้าไปข้างในบ้านก่อนดีกว่า


                เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปไขกุญแจบ้านเปิดให้พวกท่านเข้าไปพักข้างในก่อน เราเดินทางจากประเทศไทยมายังญี่ปุ่นร่วมห้าหกชั่วโมง ทำให้เรามาถึงญี่ปุ่นค่อนข้างเช้าและเวลานี้ครอบครัวก้อนขนคงยังไม่ตื่นแน่ เขาจึงไม่ต้องไปอธิบายอะไรให้มากความ ลูก ๆ ก็ไม่ต้องแตกตื่นกับคนแปลกหน้า เพราะเวลานี้ยังไม่มีใครตื่น


                 เขารู้สึกได้เลยว่าพ่อกำลังเงียบจนผิดสังเกต นั่นอาจเพราะกำลังเก็บหลักฐานบางอย่างอยู่ก็ได้ การที่ชริณคบกับใครสักคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชาย มันเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่สำหรับครอบครัวเรา แม้วันนั้นพ่อบอกว่าจะพยายามเข้าใจ เพราะนั่นคือความสุขของเขา แต่ชริณรู้ดีว่าพ่อเองก็ทำใจยากเหมือนกัน เพราะพ่ออยากอุ้มหลาน


                ก่อนขึ้นเครื่องบินมาที่นี่แม่ก็แอบบีบมือให้กำลังใจเขา ท่านรู้ว่าชริณกำลังเครียดกับเรื่องพวกนี้ แม้เขาจะตัดสินใจบอกเรื่องราวบางส่วนให้พ่อแม่ได้รับรู้และตั้งหลักแล้ว แต่มันก็เป็นเรื่องยากอยู่ดี


                 ชริณรู้ดีว่าแม่เองก็ทำใจลำบากไม่ต่างจากพ่อ เพียงแค่ท่านเลือกที่จะให้กำลังใจเขาด้วยแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรและตอนนี้เขาจะถอยกลับไม่ได้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดฝั่งแก็งก้อนขนก็ครอบครัวเขาเหมือนกัน ฝั่งพ่อแม่ก็ครอบครัวเขาเช่นกัน


 

                ฝั่งคุณแม่ลูกสี่ที่เพิ่งหลับไปก่อนฟ้าสางก็ถึงกับลืมตาขึ้นมา นิ่งแล้วฟังเสียงอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไป


                ชาริน ซังกลับมาได้แล้วเหรอ?


            คราวนี้ไม่ใช่นอนฟังเสียงเพื่อให้ตัวเองแน่ใจเฉย ๆ แต่เจ้าจิ้งจอกน้อยรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วเอาหูไปแนบตรงประตูห้องนอนเพื่อฟังเสียงอีกครั้ง หากอยู่ในร่างจิ้งจอกคงได้เห็นพวงหางสวยสับส่ายไปมาแน่


                พอได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันข้างนอก น้องก็เริ่มมั่นใจไปแล้วเกินครึ่งว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นสามีน้องแน่ แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน เพราะสามีน้องเคยสอนว่าหากมีอะไรน่าสงสัยให้ฟังจนแน่ใจเสียก่อน อย่าเพิ่งบุกออกไป มันจะเป็นอันตราย หากเป็นสมาชิกในบ้านค่อยเดินออกไปหาก็ได้


                กลีบปากบางถึงคลี่ยิ้มเมื่อมั่นใจว่าข้างนอกใช่ชาริน ซังสามีคนดีของน้อง แชาริน ซังไม่ได้อยู่ข้างนอกเพียงลำพัง น้องได้ยินเสียงผู้ชาย ผู้หญิงด้วยโทนเสียงที่แตกต่างดังสลับกันไปมาด้วย ซึ่งน้องคิดว่านั่นคงจะเป็นคุณปู่คุณย่าของลูก ๆ


                เอาไงดี...สามีก็อยากเจอ คิดถึงจะตายถ้าน้องจะบุกออกไปหาตอนนี้จะเหมาะสมไหม?


                ตั้งแต่เรามีลูก สร้างครอบครัวด้วยกัน เราก็ตัวติดกันแทบทุกวัน นอนด้วยกันทุกคืน ช่วยกันแบ่งหน้าที่ดูแลเจ้าก้อนขนทั้งสี่ตัว แต่พอสามีหายไปร่วมยี่สิบสี่ชั่วโมง แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไปทำเพื่อเรื่องครอบครัวของเรา แต่อาการความคิดถึงก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่ดี ไม่ใช่แค่ลูก ๆ ที่คิดถึงพ่อ แต่คุณแม่เองก็ไม่ต่างกัน เพียงแค่ว่าต้องทำตัวเข้มแข็งต่อหน้าลูก ๆ ก็เท่านั้น


                เอาน่า....ถึงจะบุกไปกอดอย่างที่ต้องการไม่ได้ ขอแง้มประตูนิด ๆ พอได้เห็นหน้าสามีให้ความคิดถึงมันหยุดทำงานสักนิดก็ยังดี...


            เมื่อคิดได้เช่นนั้นเจ้าจิ้งจอกน้อยก็ถึงกับเลียปากอย่างลุ้นระทึก กลัวว่าคนข้างนอกจะจับได้ด้วย แต่ถึงมันจะมีความเสี่ยงว่าอาจทำให้คนที่อยู่ข้างนอกจับได้ แต่น้องก็เลือกที่จะทำ เพราะคิดถึงชาริน ซังจริง ๆ ขอแค่ได้เห็นหน้าพอให้ได้ชื่นใจก็ยังดี


                หลังคิดได้เช่นนั้น มือเล็กเอื้อมไปจับลูกบิดโดยพลัน ก่อนจะค่อย ๆ หมุนอย่างเบาเสียงให้ได้มากที่สุดและค่อย ๆ เปิดมันออกอย่างช้า ๆ ท่ามกลางเสียงสนทนาของพ่อแม่และตัวชาริน ซัง


                 ทุกอย่างควรเป็นอย่างที่น้องคิด ตั้งใจจะขอแง้ม ๆ ดูหน้าสามีสักหน่อยแ ล้วกลับไปนอนรอที่เตียงอย่างว่าง่าย  แต่บานพับประตูดันเกิดอาการฝืดขึ้นมากะทันหัน นั่นทำให้มันส่งเสียงดังลั่นแล้วพ่อแม่รวมถึงตัวชาริน ซังก็หันมามองประตูห้องนอนอย่างไม่ได้นัดหมายทันที


                “....!!


                ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ร่างกายเหมือนถูกสาปชั่วขณะที่เมื่อทุกคนหันมามองน้องที่กำลังแง้มประตูแอบดู ก่อนที่เจ้าจิ้งจอกน้อยจะได้สติ รีบปิดประตูเสียงดังลั่นแล้วกระโดดหนีขึ้นเตียงไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น


                “ตายแล้ว ๆ เขาจับได้แล้ว ทำไงดี!


                “ฮือออออออออออออ” เสียงครวญครางของเจ้าจิ้งจอกน้อยดังขึ้นลั่นผ้าห่มพื้นหนา ขาเรียวถีบสะเปะสะปะไปมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ชั่วครู่ น้องก็แค่อยากเห็นหน้าชาริน ซังเอง แต่ทำไมคุณประตูถึงต้องส่งเสียงด้วย ร้อยวันพันปีไม่เคยฝืด ดันมาฝืดจังหวะนี้พอดี พ่อแม่ชาริน ซังจะมองว่าน้องเป็นพวกสอดรู้สอดเห็นไหม!


                ฝั่งพ่อแม่ของชริณที่เพิ่งเข้ามานั่งพักในบ้านได้ไม่นาน พูดคุยเกี่ยวกับบ้านหลังใหม่ของลูกชายไปได้นิดหน่อย ก็ถึงกับหันมองหน้ากัน หลังประตูห้องนอนของลูกชายเพิ่งถูกปิดไปจากคนในห้อง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้เห็นแค่ตาแป๋ว ๆ ของว่าที่ลูกสะใภ้เพียงครู่เดียวอีกฝ่ายก็รีบปิดประตูห้องเสียแล้ว สงสัยคงจะตกใจ


                “นั่น...เมียแกเหรอ” พ่อถามอย่างอึ้ง ๆ


                “ใช่ครับ...”


                “งั้นก็เข้าไปดูกันก่อนไป เผื่อเขาเป็นอะไร”


                เพราะเห็นว่าคนรักของลูกชายดูมีท่าทีแปลก ๆ จากที่ตั้งใจจะคุยเรื่องส่วนตัวที่ทำให้พ่อแม่ถ่อมาถึงที่นี่ ทำให้คนพ่อเลือกที่จะปล่อยให้ลูกชายเข้าไปดูอาการคนรักก่อน เผื่ออีกฝ่ายจะไม่สบายและตกใจที่เห็นคนแปลกหน้าอยู่ในบ้าน ฝั่งชริณเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขารีบลุกขึ้นเดินไปห้องนอน เพื่อไปดูอาการของเจ้าจิ้งจอกน้อยทันที


                “ฮือออออออออออ มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ” ฝั่งเจ้าจิ้งจอกน้อยยังคงตีโพยตีพายกับตัวเองอยู่ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เจอกันครั้งแรกพ่อแม่ชาริน ซังก็ต้องประทับใจน้องสิ ไม่ใช่มองว่าน้องเป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน แบบนี้ใครจะอยากให้เป็นคู่ชีวิตของลูกชายตัวเองกัน!


                เสียงเปิดประตูห้องนอนทำให้เจ้าจิ้งจอกน้อยรีบออกมาจากอุโมงค์ผ้าห่มของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเป็นชาริน ซังที่เดินเข้ามาหา เจ้าจิ้งจอกน้อยก็รีบออกจากผ้าห่ม ท่อนแขนเล็กอ้าออกกว้างหวังจะได้รับอ้อมกอดอุ่น  ๆ จากสามีมาปลอบใจ


                “ฮือออ ชาริน ซังช่วยน้องด้วยยยยยย” เจ้าจิ้งจอกน้อยงอแง อุตส่าห์อยากให้พวกท่านประทับใจตั้งแต่แรกเจอ แต่น้องกลับทำมันพังหมดเพียงเพราะอยากเจอหน้าสามีให้ชื่นใจ พัง พัง พัง!


                “เป็นอะไร หืม?” ฝั่งชริณเองก็ไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนอะไรกับเหตุการณ์เมื่อครู่ จึงเอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงใจเย็นแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงข้าง ๆ กับอีกคน


                “เมื่อกี้พ่อแม่ได้ว่าอะไรไหม”


                “ไม่นี่”


                “ฮือ พวกท่านต้องมองว่าน้องสอดรู้สอดเห็นแน่ ๆ เลย น้องไม่ได้อยากไปฟังตอนชริณคุยธุระกับพวกท่านนะ น้องก็แค่อยากเห็นหน้าชารินเฉย ๆ แต่เจ้าบานพับประตูดันฝืดนี่สิ ฮืออออ” เจ้าจิ้งจอกน้อยโวยวายใหญ่พลางเอาหน้าซุกอกสามีไว้


                “คิดมาก...ไม่มีอะไรหรอก พ่อแม่ไม่มาคิดอะไรแบบนี้หรอก” ชริณถึงกับกลั้วหัวเราะเมื่อรู้ว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยกำลังคิดอะไรอยู่ “ว่าแต่เราเถอะเป็นอะไร โดนจับได้แล้วทำไมถึงไม่ออกไปล่ะ”


                “ก็น้องตกใจอะ แต่พ่อแม่ชาริน ซังจะไม่มองว่าน้องเป็นพวกสอดรู้สอดเห็นใช่ไหม” เจ้าจิ้งจอกน้อยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง


                “คิดมาก เอาเวลาไปคิดว่าทำยังไงถึงจะให้พ่อแม่ประทับใจดีกว่า”


                “จริงสิ....แต่ตอนนี้น้องขอกอดชาริน ซังก่อนนะ คิดถึ๊งงงงคิดถึง” เจ้าจิ้งจอกน้อยว่าพลางกระชับอ้อมกอดตัวเอง สูดกลิ่นกายที่ตัวเองชื่นชอบ คุณแม่ยังคิดถึงขนาดนี้ ส่วนลูก ๆ ที่ถามหาพ่อสามเวลาหลังอาหารจะคิดถึงขนาดไหน นี่ว่าถ้าเห็นคุณพ่อกลับบ้านแล้วคงได้ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ดีใจตั้งแต่เช้าตรู่แน่ แต่ตอนนี้คุณแม่ขอกอดคุณพ่อให้หายคิดถึงก่อน ลูก ๆ ค่อยกอดต่อแล้วกัน


                “อะไรกัน ห่างกันไม่ถึงวันเอง” ถึงจะว่าเช่นนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชริณเองก็คิดถึงเจ้าจิ้งจอกเหมือนกัน เป็นห่วงไปหมดเพราะอีกฝ่ายต้องเลี้ยงลูกทั้งสี่ชีวิตเพียงลำพัง พอเห็นแบบนี้เขาก็ชื่นใจแล้ว


                “ก็ไม่เคยห่างกันนี่นา ชาริน ซังรู้ไหมลูก ๆ ของเราบ่นคิดถึงใหญ่เลย”


                “จริงเหรอ ฟังแล้วชื่นใจจัง” เขาถึงกับฉีกยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น แค่ได้ยินว่าแก็งก้อนขนถามหาตัวเองเขาก็ดีใจแล้ว หัวใจพองโตแปลก ๆ เพียงเพราะลูกถามหา


                “อื้อ! น้องตอบคำถามลูกไม่ค่อยได้ด้วย เสียใจมาก ๆ เหมือนทำหน้าที่บ้านได้ไม่ดีพอเลย” เจ้าจิ้งจอกทำหน้าสลด รู้สึกแย่นิดหน่อยที่ตอบคำถามของลูก ๆ ไม่ได้ น้องคิดว่าเป็นแม่ที่ดีต้องตอบทุกอย่างที่ลูกอยากรู้ได้ แต่นี่ไม่ค่อยรู้อะไรเลยนอกจากเรื่องในป่า


                “ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ขนาดมนุษย์ยังใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่องเสียหน่อย”


                “จริงเหรอ”


                “อืม...การเป็นแม่ที่ดีไม่ได้หมายถึงต้องรู้ทุกเรื่องที่ลูก ๆ สงสัยนะ แค่เป็นห่วงลูกหวังดีโดยไม่หวังผลตอบแทนก็นับว่าเป็นแม่ที่ดีแล้ว” ชริณว่าพลางลูบหัวแม่ของลูก ๆ ด้วยความเอ็นดู ชริณว่าพักหลังมานี้เขาเริ่มหนักแล้ว หมายถึงหลงเจ้าจิ้งจอกหนักเลย ไม่รู้ทำไมถึงเอ็นดูในความคิดของอีกฝ่ายขนาดนี้ ดูเหมือนเจ้าจิ้งจอกจะมุ่งมั่นการเป็นแม่ที่ดีเพื่อนลูก ๆ มาก ๆ ทำให้เขาอดเอ็นดูไม่ได้


                “แล้วตอนนี้น้องเป็นแม่ที่ดีของลูกหรือยังอะ” เจ้าจิ้งจอกน้อยถามสามี


                “แล้วหวังดีกับลูกไหมล่ะ” ชริณย้อนถาม


                “ก็ขอแค่เห็นลูกกินอิ่ม นอนหลับน้องก็สบายใจแล้วนะ แต่ต้องยกเว้นดวงดาวนะ รายอันกินนมน้องเท่าไรก็ไม่อิ่ม กินนมขวดก็ไม่อิ่ม”


                “ฮ่า ๆ” ชริณถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเมื่อคุณแม่ลูกสี่พูดถึงลูกคนสุดท้องที่ดูเหมือนจะเป็นสาวจ้ำม่ำกว่าใคร “งั้นแค่เท่านั้นก็นับว่าเป็นแม่ที่ดีแล้ว”


                ฝั่งเจ้าจิ้งจอกเมื่อได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้นก็ถึงกับยิ้ม หัวใจพองโตเหมือนตัวเองได้รับพลังวิเศษ น้องคิดไว้ตั้งแต่ตั้งท้องแล้วว่าหากลูก ๆ คลอดออกมา จะทำหน้าที่เป็นแม่ให้ดีที่สุด ต้องรอลูกโตจนลูกสามารถใช้ชีวิตในสังคมที่โหดร้ายนี้ได้ถึงจะหมดห่วง


                น้องคิดแค่นั้นจริง ๆ เป็น แต่น้องไม่รู้ว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ตัวเองเป็นแม่ที่ดีหรือยังเพราะไม่มีใครคอยบอก แต่พอได้ยินสามีการันตีเช่นนั้น เจ้าจิ้งจอกก็รู้สึกว่าตัวเองทำภารกิจสำเร็จแล้วจริง ๆ อิ่มเอมยิ่งว่าตอนรู้ว่าเผ่าพันธุ์ตัวเองจะไม่สูญหายไปจากโลกนี้แล้วเสียอีก


                “รู้สึกดีขึ้นยัง?” ชริณถาม


                “ดีขึ้นแล้ว ดีใจจังที่ตัวเองเป็นแม่ที่ดี คราวนี้เหมือนน้องได้ทำภารกิจสำเร็จจริง ๆอะ”


                “ก็ดีแล้ว อันไหนตอบลูกไม่ได้ก็ไม่ต้องเครียด โลกนี้ยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ” ชริณว่า เอ็นดูคุณแม่มือใหม่จริง ๆ แค่ตอบลูกไม่ได้ก็หน้างอแล้ว “แล้วนี่พร้อมจะเจอพ่อแม่ยัง”


                “น้องอยากแก้มือ แต่พ่อแม่ชาริน ซังไม่ดุจริง ๆ นะ”


                “เขาไม่กล้าดุเราหรอก งั้นก็ออกไปด้วยกันเลยไหม”


                “งั้นชาริน ซังรอน้องก่อน น้องขอเวลาห้านาที” เจ้าจิ้งจอกน้อยว่าก่อนจะผละออกจากร่างกาย วิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำส่วนตัวเพื่อไปแปรงฟัน ล้างหน้า เพื่อที่จะได้เจอกับพ่อแม่สามีอย่างเป็นทางการเสียที ไหน ๆ ก็พลาดไปแล้ว งั้นน้องขอแก้มือแล้วกัน!


                หลังจากแปรงฟัน ล้างหน้าเสร็จ เจ้าจิ้งจอกน้อยก็มาเช็กสภาพตัวเองหน้ากระจกแต่งตัวเพื่อให้มั่นใจ โดยที่มีสามีนั่งรออยู่ในห้องเตรียมจะออกไปพร้อมกัน จริง ๆ น้องก็ใส่ชุดอยู่บ้านปกติ ไม่ได้ใส่ชุดพิเศษอะไร แต่ก็อยากเช็กให้มั่นใจเสียก่อน ดวงตากลมโตกวาดตามองตัวเองผ่านกระจกเงา ขณะเดียวกัน กลีบปากบางก็ขยันท่องบทแนะนำตัวเป็นภาษาไทยไปด้วย


                “พร้อมยัง”


                “พร้อมแล้ว” เจ้าจิ้งจอกน้อยยืนยันกับสามีพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อุตส่าห์เตรียมตัวมาตั้งหลายวัน น้องจะทำตัวให้ดีที่สุด คุณพ่อคุณแม่ของชาริน ซังจะได้รัก ได้เอ็นดูน้องแล้ว


                เมื่อชริณได้ยินเช่นนั้น เขาบีบมือเจ้าจิ้งจอกเพื่อเป็นกำลังใจให้ทั้งเจ้าจิ้งจอกและตัวเขาเอง ภาวนาให้วันนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะได้หมดห่วงเสียที แต่ทว่าทันทีที่เปิดประตูออกไปแทนที่จะได้เห็นพ่อแม่นั่งรออยู่บนโซฟาเหมือนอย่างที่คิด แต่เราสองคนกับพบเพียงโซฟาที่วางเปล่าพร้อมกระเป๋าสัมภาระ ก่อนจะได้ยินเสียงพ่อแม่ดังออกมาจากห้องนอนของแก็งก้อนขน!


                “อุ้ม ๆ อุ้มโหน่ยยยย”


                “อุ้มผมด้วยค้าบบบบ”


                “ฮ—ฮึก คิดถึงคุงพ่อ”


                “ฮืออออ เมื่อไรหนูจะได้กินนม” เสียงงอแงของแก็งก้อนขนทำให้พ่อแม่ตัวจริงรีบวิ่งเข้าไปดู ทั้งคู่ต่างตกใจเมื่อเห็นว่าที่คุณปู่คุณย่าของเด็ก ๆ แทนที่จะนั่งอยู่โซฟา กลับกำลังคลุกคลีกับแก็งเจ้าก้อนขนที่เพิ่งตื่น ลูกบางคนถือวิสาสะจะปีนขึ้นหัวคุณปู่ด้วยซ้ำ ทำเอาคุณแม่จิ้งจอกแทบเป็นลม


                “อาทิตย์ ไม่เอานะลูก” เมื่อเห็นท่าไม่ดี ลูกชายกำลังลามปามเจ้าจิ้งจอกน้อยก็รีบเข้าไปอุ้มอาทิตย์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังจะปีนขึ้นหัวคุณปู่ออกทันที พอ ๆ กับชริณก็รีบเข้าไปอุ้มสายรุ้ง ลูกสาวคนโตที่กำลังเตรียมร้องไห้โฮมากอดแนบอกเอาไว้              


                “โอ๋ ๆ พ่ออยู่นี่แล้วนะคะ” สถานการณ์ยิ่งโกลาหลอยู่แล้ว พอคุณพ่อสุดที่รักปรากฏตัว เด็ก ๆ ที่กำลังเห่อกับคนแปลกหน้าอย่างปู่ย่า ก็รีบปล่อยทุกอย่างพยายามทั้งคลานทั้งเดินมาหาคุณพ่อสุดที่รักที่กำลังปลอบลูกสาวคนโตอยู่


                “คุงพ่ออออกอดหนูด้วย”


                “ฮ—ฮึก คุงพ่อกลับบ้านแล้ว”


                “คิดถึงคุงพ่อจางงงง” เด็ก ๆ รีบมารุมมาตุ้มคุณพ่อ ทำเอาชริณที่กำลังปลอบหนูสายรุ้งอยู่ ต้องนั่งลงก่อน เพื่อที่จะได้กอดลูก ๆ ทุกคน                


                “พ่อกลับมาแล้ว ไม่ร้องไห้นะลูก” ชริณว่าพลางใช้นิ้วเช็ดน้ำตาสมาชิกแก็งก้อนขนหนึ่งในสี่ออก รู้แล้วว่าลูก ๆ คิดถึงเขาจริง ๆ มันเป็นความวุ่นวายแต่กลับทำให้เขายิ้ม ฝั่งพ่อแม่ชริณก็มองภาพเด็ก ๆ ทั้งสี่วิ่งเข้าหาชริณด้วยความแปลกใจ เพิ่งจะเคยเห็นสายตาอ่อนโยนของชริณเวลามองเด็ก ๆ ที่ไม่ใช่ลูกตัวเองก็วันนี้


                เป็นแค่ลูกติดของแฟนลูกชายจริง ๆ เหรอ? คำถามนี้เกิดขึ้นในใจของคนพ่อผู้ซึ่งจะเป็นว่าที่คุณปู่ของแก็งเด็กทั้งสี่คนนี้....








                “ส—สาหวัดดีคั้บคูนพ่อ คูนแม่ โผมชื่อโอโต้โตะคั้บ ยินดีที่ด้ายลู้จักนะคั้บ”  (**น้องชาย โอ-โต้-โตะ)ภาษาไทยแปร่ง ๆ ถูกเปล่งออกมาอย่างประหม่า เมื่อประโยคแนะนำตัวเป็นภาษาไทยที่ฝึกซ้อมมาหลายวันกำลังถูกใช้ในสถานการณ์จริงต่อหน้าพ่อแม่ของชาริน ซัง ก่อนจะก้มลงไหว้ตามที่ฝึกฝนมาหลายวัน


                เจ้าจิ้งจอกน้อยรู้สึกได้เลยว่าตัวเองประหม่า น้องใจเต้นแรง เสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด ในเวลานี้ลูก ๆ สองคนอย่างหนูดวงดาวและตะวันกำลังซื้อใจคุณปู่คุณย่าโดยการกระโดดขึ้นตัก มือเล็ก ๆ คว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของคุณปู่คุณย่ากันตก ขณะเดียวกันก็เล่นกับนิ้วท่านไปด้วย พยายามอ้อนเหมือนอ้อนคนพ่อยามกลับจากบริษัท ดูแล้วเข้ากันยังไงไม่รู้


                ส่วนดวงจันทร์และสายรุ้งคุณพ่อก็เป็นคนรับมือเอง เจ้าจิ้งจอกน้อยค่อนข้างประหม่า ทุกอย่างดูติดขัดไปหมด แม้น้องจะทำใจ เตรียมพร้อมมาหลายวันแล้ว แต่พออยู่ในสถานการณ์จริง ทุกอย่างที่ตั้งใจจะทำนอกจากการแนะนำตัว น้องก็ลืมหมดเลย ยังดีที่ไม่ลืมการไหว้ ไม่เสียแรงที่ซ้อมมาหลายวัน


                ฝั่งพ่อแม่ของชาริน ซังสบตากันครู่กัน ก่อนจะพูดคุยกับชาริน ซังเป็นภาษาไทย ซึ่งคนน้องได้แต่เอียงคอฟังด้วยความสงสัย เพราะฟังไม่ออก ได้แต่อาศัยฟังน้ำเสียงและท่าทางเท่านั้น


                “แกสอนเขาพูดเหรอ” พ่อถามชริณ


                “เปล่านะครับ อันนี้เขาเป็นคนสอนให้ผมพาพูดเองนะครับ ผมไม่ได้บังคับให้พูด” ชริณรีบปฏิเสธ กลัวว่าพ่อแม่จะเข้าใจผิดว่าเขาบังคับให้น้องจิ้งจอกพูด เพื่อที่จะเอาใจท่านทั้งสองซึ่งมันไม่ใช่เลย เพราะเจ้าจิ้งจอกสมัครใจเองทั้งนั้น เขาก็แค่มีหน้าที่สอนในสิ่งที่เจ้าจิ้งจอกอยากรู้เท่านั้น


                บรรยากาศที่ชริณคาดการณ์ไว้ว่ามันจะต้องกดดันแน่ ๆ พ่อแม่อาจซักไซ้เจ้าจิ้งจอกน้อยอย่างหนัก โดยที่ใช้เขาเป็นสื่อกลางในด้านภาษาดูนุ่มนวลกว่าที่คิด อาจเพราะมีเด็ก ๆ คอยเป็นกาวเชื่อมให้ทุกอย่างมันดูไม่รุนแรง อีกทั้งพ่อแม่ของชริณก็พยายามเล่นกับเจ้าตัวแสบกันด้วย ไม่ได้พุ่งความสนใจไปหาเจ้าจิ้งจอกน้อยอย่างเดียว


                แม่ดูมีท่าทีผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด พยายามเล่นกับหลานที่นั่งอยู่บนตักซึ่งเจ้าตัวเล็กก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนพ่อของชริณก็มีท่าทีอ่อนลง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพึงพอใจกับเจ้าจิ้งจอก


                ไม่รู้ว่าในจินตนาการของพ่อแม่ก่อนจะมาที่ญี่ปุ่นมองเจ้าจิ้งจอกน้อยเป็นแบบไหน แต่ชริณอยากบอกว่าจริง ๆ แล้วเจ้าจิ้งจอกไม่มีอะไรชวนให้มองเป็นคนเลวร้ายเลย ขอเพียงแค่พ่อแม่ลองเปิดใจ มองข้ามสิ่งที่เจ้าจิ้งจอกเป็นก็เท่านั้นเอง


                ชริณรู้สึกว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง เขาสังเกตท่าทางอ่อนโยนของพ่อแม่ยามเล่นกับแก็งก้อนขน ดูเหมือนบรรดาลูก ๆ ของเขากำลังซื้อใจคุณปู่คุณย่าอยู่และดูเหมือนจะซื้อใจสำเร็จด้วย


                “แล้วนี่ลูกติดเขาทั้งสี่คนเลยเหรอ” แม่ถามบ้าง คราวนี้ชริณถึงกับอ้ำอึ้งคล้ายคนน้ำท่วมปากไปไม่ถูก ไม่อยากจะโกหกและก็ไม่กล้าโกหกต่อหน้าพ่อแม่ด้วย แต่จะให้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ลูกติดของเจ้าจิ้งจอกก็ไม่ได้อีก เพราะเขาได้อธิบายเรื่องนี้ผ่านโทรศัพท์กับพ่อไปแล้ว พ่อก็คงจำได้แม่น


                “ก—ก็ไม่เชิงหรอกครับ”


                “ไม่เชิง? ตอบอะไรกำกวมแบบนั้นลูก ตอบว่าใช่ไม่ใช่ก็แค่นั้นเองจะไม่เชิงได้ยังไง” เมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย คนเป็นแม่ก็ถึงกับทำหน้างง ไม่เข้าใจทำไมชริณถึงตอบแบบไม่มั่นใจทั้ง ๆ ที่คำตอบมันก็มีอยู่แค่สองทางว่าใช่หรือไม่ใช่


                “เขาเป็นพ่อม่ายลูกติดสี่คนแล้วมารักกับเราจนสร้างครอบครัวด้วยกัน แม่เข้าใจถูกไหม?” แม้ความสัมพันธ์ของคนสมัยจะดูยุ่งเหยิงจนคนรุ่นเก่าตามไม่ค่อยทัน แต่คนเป็นแม่ก็พยายามเข้าใจความสัมพันธ์ของลูก อย่างน้อยก็น่าจะช่วยพูดคุยกับสามีได้ในระดับหนึ่ง


                “แต่แปลก...ทำไมพ่อถึงรู้สึกว่าลูกติดเขาหน้าคล้ายแก” ฝั่งคนพ่อพูดขึ้นมาบ้าง ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอสังเกตดี ๆ กลับรู้สึกคล้ายจนนึกว่านี่คือการหลานแท้ ๆ ของตัวเอง ไม่ใช่ลูกเลี้ยงแต่อย่างใด


                “ความบังเอิญมั้งคะคุณ แหมพูดจาอะไรก็ไม่รู้ ลูกหน้าเครียดแล้วเห็นไหม” ท้ายประโยคว่าที่คุณย่าของเด็ก ๆ ก็หันไปเอ็ดสามี ไม่สังเกตหรือไงว่าตอนนี้ชริณกดดันจนยิ้มไม่ออกแล้ว หลังจากเอ็ดสามีเสร็จ ก็หันมาคุยกับลูกชายต่อเพื่อไม่ใช่บรรยากาศแย่ลงกว่านี้


                “แล้วนี่ลูกกับเขาคบหากันมานานหรือยัง?


                “ประมาณสองปีแล้วครับ”


                “อืม ก็ไม่เร็วเกินไปนะ เฮ้อ....ชริณจริง ๆ พ่อแม่ก็ไม่อยากจะมาคุยเรื่องนี้หรอกนะ ลูกเองก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” แม่ว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง ปัญหามันอยู่ที่ว่าคนเป็นพ่อแม่อยากอุ้มหลาน แต่ลูกชายคนเดียวกลับคบกับผู้ชายเดียวกัน พ่อแม่ก็เลยรู้สึกผิดหวังก็เท่านั้น


            คนเป็นแม่น่ะไม่เท่าไร ไม่ว่าลูกจะเลือกอะไรยังไงก็ต้องเข้าข้างลูกอยู่แล้ว แต่คนพ่อนี่สิ....ถึงแม้จะเป็นคนบอกว่าจะพยายามเข้าใจ เพราะนั่นคือความสุขของลูก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ชริณเปิดตัวกับครอบครัวว่ากำลังคบหากับพ่อม่ายลูกสี่ มันส่งผลกระทบทางด้านจิตใจอยู่พอสมควร เพราะพ่อของชริณอยากอุ้มหลานมาก....พอเจอแบบนี้ก็เลยผิดหวังมากเช่นกัน


                “ชริณของแม่ก็โตพอที่จะแยกแยะได้แล้ว แม่ไม่เป็นห่วงหรอก แม่เชื่อว่าลูกรู้ว่าทุกคนที่เข้ามาในชีวิตคนไหนเป็นยังไง แม่คิดว่าลูกคิดดีแล้วที่จะสร้างครอบครัวกับเขา...” ท้ายประโยคว่าที่คุณย่าของเด็ก ๆ ก็เลื่อนสายตามามองคนรักของลูก


                แม้เพิ่งเคยเห็นหน้ากันครั้งแรก อาศัยได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่ายผ่านบอกเล่าจากปากสามี แต่เธอเชื่อว่าลูกชายคิดดีแล้วว่าจะสร้างครอบครัวกับผู้ชายตัวเล็กคนนี้


                “....ไหน ๆ เรื่องก็มาถึงขนาดนี้แล้ว เอาเป็นว่าแม่ไม่มีปัญหาแล้วกัน แต่ถ้าลูกมีปัญหาก็ขอให้ลูกอย่าลืมว่ามีพ่อแม่คอยให้คำปรึกษาอยู่” คำพูดของแม่ทำเอาชริณถึงกับหัวใจพองโต เหมือนเขาผ่านอุปสรรคมาได้ครึ่งทางแล้ว คราวนี้เหลือพ่อที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคที่ยากที่สุด


                 วูบหนึ่งในความคิดชริณคิดอยากบอกความจริง ว่าแก็งก้อนขนที่กำลังนั่งตักของว่าที่คุณปู่คุณย่าเป็นหลาน ๆ ที่แท้จริง ไม่ใช่ลูกเลี้ยงของเขาแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นชริณก็ต้องยั้งปาก คิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อน เพราะถึงแม้จะบอกว่าว่าแก็งก้อนขนเป็นหลานของพวกท่านจริง ๆ ก็ใช่ว่าปัญหาทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

     

           เมื่อว่าที่คุณย่าของเด็ก ๆ ให้ไฟเขียวอย่างว่าง่ายแล้ว คราวนี้ความกดดันก็ตกมาอยู่ที่คุณพ่อของชริณเพียงผู้เดียว ทุกสายตาจับจ้องไปยังประมุขของบ้านอย่างลุ้นระทึก ยกเว้นเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกับนิ้วหนาของว่าที่คุณปู่คุณย่าอย่างเพลิดเพลิน


                เจ้าจิ้งจอกน้อยที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องก็อาศัยฟังน้ำเสียงและท่าทางของคุณแม่และตัวของชาริน ซังเอา พอเห็นรอยยิ้มบาง ๆ อย่างสามีหลังจากทั้งคู่สนทนาจบ น้องจึงพอเดาได้ว่าคำตอบออกมาในรูปแบบไหน


                “ชริณ....”


                “ครับ” ชายหนุ่มขานรับคนพ่อในทันที


                “พ่อขอเวลาหน่อย.... พ่อผิดเองที่เคยพูดว่าจะพยายามเข้าใจความสุขของลูก แต่ชริณรู้ใช่ไหมว่าพ่ออยากมีหลานมาก....มันเลยเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อ” พ่อของชริณเอ่ยขอเวลาด้วยน้ำเสียงลำบากใจ สำหรับคนใกล้เกษียณและอยากอุ้มหลานเต็มแก่ แต่ต้องก็พบกับความผิดหวังในช่วงเกือบบั้นปลายชีวิตมันเป็นเรื่องยากเกินไป


                ไม่ได้ต้องการให้ลูกเลิกรากับผู้ชายคนนี้แล้วไปแต่งงานกับผู้หญิงเพื่อมีหลานให้ตัวเอง แต่เขาก็แค่ขอเวลาที่จะยอมรับความจริงนี้ ปล่อยให้เวลาเป็นตัวเยียวยาให้ความผิดหวังนี้จางหายไป จนวันนั้นเขาคงจะยอมรับคนรักของลูกและว่าที่หลาน ๆ เป็นคนในครอบครัวอย่างเต็มใจ


                “ครับ” เมื่อพ่อเอ่ยขอเวลาเช่นนั้น ชริณจึงไม่สามารถขอคำตอบเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะให้เวลาพ่อตามที่อีกฝ่ายร้องขอ ชริณไม่อยากให้พ่อผิดหวัง เขาเสียใจที่ไม่สามารถเล่าความจริงทุกอย่างให้พ่อแม่ฟังได้


                หากเผ่าพันธุ์ของเจ้าจิ้งจอกน้อยเป็นความลับต้องสาป ใครรับรู้และไม่รักษาความลับจะต้องตาย งั้นเขาขอให้พ่อแม่เข้าใจผิดอย่างนั้นน่าจะดีกว่า






               หลังจากที่พ่อให้คำตอบอย่างชัดเจนว่าขอเวลาทำใจก่อน เราจึงไม่พูดคุยเรื่องนี้อีก ถือว่าพวกท่านรับรู้ว่าชริณกำลังสร้างครอบครัวกับเจ้าจิ้งจอก พ่อแม่ชริณดูคลายกังวลเมื่อครอบครัวเราไม่ได้พูดคุยเรื่องซีเรียสกันอีกแล้ว แม่เองก็ดูเหมือนจะให้ความเอ็นดูต่อเจ้าจิ้งจอกอยู่ไม่น้อย แม้ทั้งคู่จะพูดคุยต่างภาษากัน แต่ก็พยายามใช้ภาษามือเพื่อพูดคุยกันอยู่ตลอด ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเข้าหา


                ชริณยิ่งดีใจที่ได้เห็นแม่และเจ้าจิ้งจอกพยายามเข้าหากัน แม้จะมีอุปสรรคทางด้านภาษา แต่วินาทีนี้เขากลับมองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก


                สิ่งที่ทั้งคู่กำลังทำ ยิ่งตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกสะใภ้กับแม่สามีเข้ากันได้ดี แม่เองเอ็นดูเจ้าจิ้งจอกน้อยไม่ต่างกับเขา เอ็นดู...จนถึงขั้นจะสอนทำอาหารโปรดซึ่งเป็นอาหารไทยให้เจ้าจิ้งจอกใช้มัดใจเขาด้วยซ้ำ


                เพราะแม่จะลงทุนเข้าครัวเพื่อโชว์ฝีมือและสอนทำอาหารไทยลูกสะใภ้ป้ายแดง จึงชักชวนเขาและเจ้าจิ้งจอกพาไปห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านด้วยกัน ปล่อยให้พ่ออยู่บ้านเพียงลำพังครู่หนึ่งกับเจ้าแก็งก้อนขนที่กำลังนอนกลางวันอยู่


                ตอนแรกชริณว่าจะไม่ไป เพราะกลัวว่าหากเจ้าแก็งก้อนขนตื่นขึ้นมา พ่อของเขาจะรับมือไม่ไหว แต่พอพ่อออกปากว่าสามารถดูแลได้ ชริณจึงขอฝากบ้านและลูก ๆ ไว้กับพ่อครู่หนึ่ง เพื่อพาแม่และภรรยาไปซื้อของทำอาหารกันเย็นนี้


                หลังจากลูกชาย ลูกสะใภ้และภรรยาพากันออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้อวัตถุดิบแล้ว คนเป็นประมุขของบ้านก็ถึงกับถอนหายใจออกมา นึกว่าจะไม่มีโอกาสได้ตรวจหาความจริงด้วยตนเองเสียแล้ว


                หลังมั่นใจว่าสามชีวิตนั่นออกไปข้างนอกแล้วจริง ๆ พ่อของชริณก็ค่อย ๆ เดินกลับไปหยิบสมุดบันทึกในลิ้นชักห้องลูกชายตัวดีออกมาสืบหาความจริง


                ถึงแม้เรื่องราวของครอบครัวลูกชายและพ่อม่ายลูกติดสี่คนจะดูเหมือนเข้าใจง่าย จนภรรยาเขาเออออตามนั้น ลูกชอบใคร แม่ก็ชอบก็รักด้วย แต่ดูเหมือนไม่ใช่กับคนพ่อ... เขาไม่ได้เกลียดที่ลูกชายชอบเพศเดียวกัน ไม่ได้รังเกียจพ่อม่ายลูกสี่หน้าตาน่ารักนั่นด้วย ที่แต่ต้องขอเวลาก็เพราะอยากพิสูจน์ความจริงอะไรบางอย่างให้แน่ใจก่อนว่าไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดจริง ๆ


                มือที่เหี่ยวย่นตามช่วงวัย ค่อย ๆ เปิดดูสมุดบันทึกของลูกชายด้วยอาการใจเต้นแรง เพราะกลัวว่าจะเป็นอย่างที่ตนเองคิดไว้จริง ๆ

                พ่อของชริณอดคิดไปไม่ได้ว่าหากมันเป็นอย่างที่ตัวเองคาดการณ์ไว้ เขาจะทำอย่างไรต่อไปดี แล้วถ้าหากมันเป็นเรื่องจริง นี่คือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อใช่ไหม สอนวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กมาเกือบทั้งชีวิตความเป็นครู ต้องแพ้ให้กับสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้จริง ๆ เหรอ


                ดวงตาคมอ่านทุกตัวหนังสือที่ถูกเขียนไว้ในสมุดบันทึกแต่ละหน้า แค่เห็นตัวหนังสือแว็บเดียว มั่นใจเสียยิ่งกว่าใครว่านี่แหละ คือสมุดบันทึกของชริณ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองที่เขาเป็นคนฝึกฝนให้อีกฝ่ายอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่แบเบาะแน่


                ข้างในสมุดบันทึกความลับของลูกชาย ระบุวิวัฒนาการพร้อมกับรูปถ่ายประกอบของลูกชายทั้งสี่ของคนรัก มันจะไม่ใช่เรื่องแปลกเลย หากพ่อของชริณไปอ่านเจอพัฒนาการเด็ก ๆ ที่ไม่มีลูกมนุษย์ทั่วไป ไหนจะลูกชายของเขาเรียกเด็กสี่คนเหล่านั้นว่าแก็งก้อนขนอีก


                ทั้งอย่างดูยุ่เหยิงจะจนก้อนไหมพรมที่ม้วนไม่เป็นเส้น จากที่เหมือนจะเข้าใจอะไรง่าย ๆ หลังจากการสมุดบันทึกสำคัญกลับไม่ใช่เลย ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกสับสนไปหมด เพราะในสมุดบันทึกมีทั้งภาพเด็กทารก สลับกับภาพลูกหมาจิ้งจอกแดงเรียงสลับกันไปมา ในจำนวนที่เท่า ๆ กัน ทำเอาคิ้วเข้มถึงกับขมวด


                “นี่มันคืออะไร...” นั่นไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคอุทานกับตัวเอง ก่อนที่พ่อของชริณแทบหยุดหายใจ เมื่ออ่านเจอประโยคสุดท้ายของสมุดที่ยังจดบันทึกไม่เสร็จและกำลังรอให้เจ้าของสมุดแต่งแต้มเรื่องราวลงสมุดนี้ต่อ ๆ ไป


                สิ้นสุดการรอคอย6เดือน.... แก็งก้อนขนของคุณพ่อจะได้เป็นคนแล้ว



           

                “พ่อครับ กลับมาแล้วครับ” หลังจากพาเจ้าจิ้งจอกน้อยและคุณแม่ไปซื้อวัตถุดิบตามที่ต้องการ เราก็กลับมาบ้านในทันที ชริณสอดส่องสายตาหาผู้เป็นพ่อ  ก่อนจะแวะเข้าไปดูแก็งก้อนขนก่อน เผื่อบรรดาลูก ๆ จะตื่นหลังจากนอนกลางวันแล้ว แต่ทั้งสี่คนก็ยังหลับปุ๋ยอยู่


                “พ่อครับ” ชริณเอ่ยปากถามหาพ่ออีกครั้ง ก่อนจะมองเห็นแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อที่กำลังยืนอยู่ตรงระเบียง มองดูทิวทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างใช้ความคิด


                “ออกไปดูวิวข้างนอก โดยไม่ใส่เสื้อหนา ๆ แบบนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายเอานะครับพ่อ” ชริณว่าก่อนจะยืนข้างพ่อตัวเอง โดยอีกฝ่ายกำลังยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกงตัวเองเอาไว้


                 ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อของเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ชริณก็ยังอยากยืนอยู่ข้าง ๆ พ่อ เผื่ออีกฝ่ายอยากจะถามอะไร ลุก ๆ เขาเองก็มั่นใจด้วยว่าสิ่งที่พ่อกำลังคิดอยู่ตอนนี้คงเป็นเรื่องครอบครัวของเขา มันคงจะดี หากเราใช้ช่วงเวลานี้พูดคุยกันแบบพ่อลูก เผื่อเขาจะช่วยให้พ่อทำใจได้ง่ายขึ้น ส่วนหน้าที่ในครัวก็ปล่อยให้คุณแม่และลูกสะใภ้จัดการกันเองดีกว่า เข้าไปเขาก็คงเกะกะเปล่า ๆ


                ยิ่งชริณเห็นพ่อหนักใจมากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งอยากบอกความจริงเกี่ยวกับลูก ๆ หลาน ๆ ของพ่อมากขึ้นเท่านั้น เพราะเขาไม่ได้อยากโกหก อยากมีความลับกับครอบครัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่สถานการณ์บีบบังคับ ทำให้ชริณต้องทำเช่นนั้น


                ชริณไม่อยากให้พ่อแม่กับตาย หากต้องรู้ความลับของเจ้าจิ้งจอกแล้วเผลอพูดให้ใครฟัง... มันเสี่ยงเกินไปที่จะต้องดึงพ่อแม่เข้ามารู้เรื่องนี้ ขนาดชริณเองตอนแรก ๆ ที่รู้ความลับของเจ้าจิ้งจอก เขายังหนักใจเลยแล้วพ่อแม่ของเขาที่จะต้องรู้ว่าลูกชายเพียงคนเดียวกำลังสร้างครอบครัวกับสิ่งมีชีวิตไม่เชิงเรียกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องใหญ่เกินจะเก็บไว้


                ไหนจะเรื่องที่พ่อแม่ของเขาจะเก็บความลับนี้ไว้ได้หรือเปล่านั่นอีก...


                “ชริณมีอะไรจะพูดกับพ่อไหม” จู่ ๆ พ่อก็พูดคำถามนี้ขึ้นมา


                “ครับ?


                “พ่อคิดว่าเราคงมีบางอย่างอยากพูดกับพ่อ”


                “.....”


                “หรือเพราะพ่อรู้สึกไปเองนะ?” พ่อชริณถามหน้ายิ้มเหมือนไม่ได้จริงจัง แต่นั่นกลับทำให้ฝั่งคนลูกถึงกับหน้าถอดสี อาการน้ำท่วมปาก อึกอักลังเลว่าควรสารภาพความลับตัวเองออกมาดีไหม กลับมาเยือนเขาอีกครั้ง เมื่ออยู่กับพ่อเพียงสองคน


                แม้จะไม่ได้มีบรรยากาศกดดันอะไรเข้ามาเป็นฉากประกอบ แต่ชริณกลับรู้สึกว่าเขาพร้อมจะคายความลับออกมาได้ทุกเมื่อ ก้อนความรู้สึกผิดกำลังลุกลามอย่างเรื่อย ๆ จนเขาไม่สามารถปั้นหน้ายิ้มเหมือนไม่มีอะไรได้อีกแล้ว


                “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ พ่อไม่ได้คาดคั้นเราสักหน่อยเจ้าลูกชาย พ่อก็แค่สงสัย” ฝั่งพ่อของชริณเองก็ตบบ่าลูกคนเดียวอย่างให้กำลังใจ ดวงตาที่เหี่ยวย่นไปตามวัยมองลูกชายที่เลี้ยงมาตั้งแต่ตัวยังเล็ก ๆ ด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ความสัมพันธ์พ่อลูกที่ไม่เคยมีความลับต่อกัน ตอนนี้กำลังมีกำแพงที่มองไม่เห็น?


                “พ่อครับ ผมมีเรื่องจะสารภาพ...” ไม่รู้ว่าวินาทีนั้นชริณกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะพูดบางอย่างออกมา อย่างน้อยให้พ่อได้รับรู้ความจริงสักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี ก้อนความผิดของเขาจะได้น้อยลง ชริณจะได้รู้สึกผิดน้อยลงกว่านี้สักนิด


                “.....”


                “ผมขอโทษครับที่ผมโกหกพ่อ....ความจริงแล้วเด็กทั้งสี่คนไม่ใช่ลูกติดแฟนผมอะไรทั้งนั้น แต่เป็นลูกแท้ ๆ ที่เกิดจากเขาและผมเอง”


                “.....” พ่อของชริณถึงกับชะงักไป หลังจากฟังความจริงจากปากลูก ทั้ง ๆ ที่นั่นเป็นการเกริ่นนำความจริงเท่านั้นเอง


                 แม้จะทำใจไว้แล้ว เตรียมรับทุกสถานการณ์ความจริงที่เกิดขึ้น หลังจากได้รู้ความจริงแบบงงเพราะสมุดความลับนั่น แต่พอได้ยินลูกชายออกปาก เอ่ยสารภาพอีกทีก็อดใจหวั่นใจไม่ได้


                รู้สึกกลัวความจริงที่ต้องรู้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น....


            “แต่ผู้ชายกับผู้ชาย...”


                “ครับ น้องไม่เหมือนใคร” ชริณว่า เข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับคนเป็นพ่อ ลำพังแค่ความรักเพศเดียวกัน พ่อเขาก็ทำใจไม่ค่อยได้แล้ว ยิ่งมารู้ว่าสามารถท้องได้อีก มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต้องเข้าใจเรื่องแบบนี้


                “งั้นรวมถึงลูกแกด้วยหรือเปล่าที่ไม่เหมือนใคร”


                “พ่อรู้เหรอครับ” คราวนี้คำพูดของพ่อกลับทำให้ชริณชะงักแทน เขาสบตาพ่ออย่างตั้งคำถาม อึ้ง ๆ ปนระแวงกลัวว่าพ่อของเขาจะไปพบอะไรบางอย่าง ระหว่างที่ชริณไม่อยู่บ้าน

                “ฉันจะไม่ถามว่าเป็นตัวอะไร ทำไมถึงเป็นมนุษย์ ทำไมถึงเป็นจิ้งจอกได้ เพราะถ้าแกอยากบอก แกก็คงบอกฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ปล่อยไว้จนถึงตอนนี้หรอก....”


                “.....”


                “มันเป็นเรื่องยากใช่ไหมชริณ พ่อรู้...พ่อเชื่อว่าแกโตพอที่จะตัดสินใจอะไรเองได้แล้ว แต่พ่อขออย่างเดียวคือเราอย่ามีความลับต่อได้ไหม” พ่อของชริณว่าพร้อมกับสบตาลูกชายตัวดี “มันเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าสิ่งประหลาดเกิดขึ้นบนโลกนี้ แต่ถ้ามันเป็นไปแล้ว เด็กทั้งสี่คนเป็นลูกของแกจริง ๆ”


                “.....”


                “พ่อก็ขอเวลาทำใจก่อน คราวนี้พ่อดีใจนะที่รู้ว่าตัวเองกำลังมีหลานถึงสี่คน แม้ว่าเขาจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ แต่สักวันพ่อเชื่อว่าตัวเองจะทำใจยอมรับแฟนแกเป็นลูกสะใภ้อย่างสนิทใจได้ เพราะต่อให้เขาจะไม่เหมือนใคร... แต่แกก็เลือกที่จะใช้ชีวิตกับเขาเหมือนเดิม”


                “.....”


                “เขาก็คงดีพอตัวใช่ไหมล่ะ แกถึงเลือกที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป”


                “ครับ เขาคอยช่วยเหลือ คอยยืนอยู่ผมตลอด” ชริณก้มหน้าลง เขารู้สึกดีขึ้นเมื่อพ่อหลุดหัวเราะและลูบหัวเพื่อปลอบโยน


                “แน่สิ....พ่อคงไม่คิดว่าแกจะเลือกใครเพียงเพราะเขาหน้าตาน่ารักอย่างเดียวหรอก”


                “ถึงเขาจะไม่เหมือนใคร แต่พ่อก็ช่วยให้ความรักเขาเหมือนที่มอบให้กับผมด้วยนะครับ คิดเสียว่าเขาเป็นลูกชายของพ่ออีกคนเถอะนะครับ” นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ชริณอยากจะขอพ่อ


                “วางใจเถอะ นั่นคือสิ่งที่พ่อต้องทำอยู่แล้ว”








_____________________

สกรีมแท็ก #น้องจะตอบแทนพี่เอง

เหลืออีกบท แถมๆจ้า ยาวปายยย



มีคนเย็บๆถามเรื่องการรวมเล่ม ส่วนนี้พาให้สนพ.ฟาไฉจัดการเด้อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.29K ครั้ง

260 ความคิดเห็น

  1. #6031 Sea121 (@Sea121) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:19
    ใจหล่นวูบเลย
    #6031
    0
  2. #6020 Jinjoo.K (@yeye_mylove2) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 03:04
    คุณพ่อรู้แล้วเนอะ เห้อ จากนี้ก็ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน แต่เชื่อว่าน้องเอาชนะใจได้ไม่ยาก
    #6020
    0
  3. #5993 greentealatte ♡ (@qltz) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 20:07
    เกือบไปแล้ว
    #5993
    0
  4. #5938 agasep2 (@Agasep) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 15:08
    ใจหายหมดดด
    #5938
    0
  5. #5585 inunu (@inunu) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 02:33
    น้องและเจ้าก้อนน่ารักขนาดนี้ต้องเอาชนะใจคุณพ่อได้แน่ๆ
    #5585
    0
  6. วันที่ 14 กันยายน 2561 / 16:23
    น้องน่ารักถึงขนาดชนะใจพ่อได้ รู้แล้วพระเอกเราฉลาดเหมืนใคร
    #5569
    0
  7. #5551 maybee23 (@mmmmay2311) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 18:07

    น้องต้องน่ารักแค่ไหนถึงชนะใจคุณพ่อได้นะ
    #5551
    0
  8. #5525 Peachz. (@BowSK) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 07:47

    ซึ้ง~~
    #5525
    0
  9. #5519 bemysunshine (@DBK1802) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 18:00

    เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ดีมาเลย เจ้าก้อนขนทั้งสี่ตัวก็มัดใจคุณปู่คุณย่าได้ 55555
    #5519
    0
  10. #5518 Noey_y (@Noey_y) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 12:58
    ทำไมคอมเมนท์คนอื่นมีสติ๊กเกอร์อ่าาา (⊙o⊙)
    #5518
    1
    • #5518-1 GFMB (@GFMB) (จากตอนที่ 17)
      20 สิงหาคม 2561 / 14:17
      อัพเดท แอพพลิเคชั่นใหม่
      #5518-1
  11. #5476 MManatsawan (@MManatsawan) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 21:30

    แก๊งก้อนสู้ๆ
    #5476
    0
  12. #5470 primaholic (@ppim16) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 19:16
    คุณพ่อจะเอ็นดูน้องแน้วว
    #5470
    0
  13. วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 18:46

    เฮ้อออออ..
    #5468
    0
  14. #5464 pcyjjklkl (@pcyjjklkl) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 17:10
    คุณพ่อน่ารักมากๆ
    #5464
    0
  15. #5296 ZtotheK (@ZtotheK) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 01:08
    ทำไมรู้สึกว่าบทนี้น้องน่ารัปกว่าทุกๆ บทเลยยย
    #5296
    0
  16. #5295 somruethai1307 (@somruethai1307) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 01:06
    เย่คุณพ่อรู้แล้วใจดีจัง ชอบบ
    #5295
    0
  17. #5283 ป๊อกกี้สีแดง (@fewjer) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:47
    น้องงง มาทำให้พ่อสามีนุเอนดูเยอๆน้าาาา
    #5283
    0
  18. #5282 yayeff (@yayeff) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:38
    คิดถึงน้องงงงงงงงง
    #5282
    0
  19. #5281 momay1949 (@momay1949) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:26
    งืแออซึ้งอ่ะซึ้งๆๆๆ พี่รักน้องมากๆอ่ะ เข้าใจความรู้สึกมากๆ ถ้าน้องเข้าใจความหมายก็คงจะร้องไห้เพราะตื้นตันแน่
    #5281
    0
  20. #5280 10's (@HT1527) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:22
    แงงงง รู้ความจริงแล้ว อย่าลืมบอกคุณแม่ด้วยนะคะ
    #5280
    0
  21. #5279 Malila. (@piwwsiri) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:17
    ดีใจแทนน้องจริงๆ พ่อผัวต้องเอ็นดูน้องมากแน่ๆๆ
    #5279
    0
  22. #5278 THE DO (@tabbydororo) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 23:09
    งื้อ รู้สึกโล่งกว่าไปโกหกว่าเป็นลูกติดของเมียอีก
    #5278
    0
  23. #5277 nonnykp (@nonnykp) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 22:59
    โอ๊ยยยนยยโล่งใจมากเลยค่ะ
    #5277
    0
  24. #5276 dfernnnn (@dfernnnn) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 22:52
    ดีมากที่ยอมบอกไปไม่งั้นก็จะไม่สบายอยู่ตลอดและรู้สึกผิด ขอให้คุณปู่คุณย่าเอ็นดูน้องมากๆ
    #5276
    0
  25. #5275 Fujiwara no Fushiki (@0857304264) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 22:36

    หลังจากนับวันรอ!!!กลังจากอัพ70%เมื่อไหร่เน้อจะมาสุดท้ายยยก็ครบ100%กราบบบลุ้นมากเลยยยมาบุ๊ปอ่านไม่ถึง2วิกับรอ5วัน....????

    #5275
    0