Angel academy [MarkBam]

  • 80% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 182,194 Views

  • 3,441 Comments

  • 4,387 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    316

    Overall
    182,194

ตอนที่ 175 : ภาค 2 - 20 - 62

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1019
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    2 เม.ย. 61


******ยังไม่แก้คำผิด วรรคตอนหรือเลขบทใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ





            ท่าทางเป็นมิตรส่งมาให้จนแบมแบมต้องอมยิ้ม ดวงตากลมโตมีแววตาชนิดหนึ่งส่งออกมาก่อนจะรีบแนะนำตัวกลับไปเช่นกัน


            “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะพี่ เรื่องแค่นี้เอง ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ น้องชื่อกันต์พิมุกต์ ปีหนึ่งหอมังกรค่ะ”


            “จ้า เอาเป็นว่าเรารู้จักกันแล้วนะ พี่ขอตัวไปสั่งขนมก่อน ไม่อย่างนั้นหมดพี่คงอดกินแน่ๆ อ้อ พี่ฝากกระเป๋าหน่อยนะ” ว่าแล้วก็เดินเร็วๆ เข้าไปตรงจุดที่คนตัวโตกำลังยืนคุยกับเจ้าของร้านอยู่ก่อนแล้ว


            “หึ” คนที่อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเด็กเฝ้ากระเป๋ายกยิ้มมุมปาก พึมพำร่ายเวทแผ่วเบาอยู่ชั่วครู่


            เปรี๊ยะ!


            นิ้วเล็กๆ นั้นดีดวัตถุทรงกลมไปที่กระเป๋าของรุ่นพี่คนสวย


            แปะ!


            ฟึ่บ!


            ซึมหายไปกับเนื้อผ้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าได้ตามต้องการก็กลับไปสนใจเค้กชิ้นเล็กๆ ที่เหลืออยู่น้อยนิดนั่นอีกครั้ง


            ไม่ถึงห้านาทีคนที่แบมแบมฝากความหวังเอาไว้ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ วางถาดที่ถือมามือก็หยิบจานขนมวางตรงหน้าคนรอจนหมดก่อนจะเอาถาดกลับไปวางที่โต๊ะของมัน


            “ช้านิดหน่อยนะ พี่ได้ขนมที่เจ้าของร้านไม่ได้ขายเอามาให้น้องชิมด้วยแหล่ะ พอดีเขาจะทำไว้ให้ลูกชายที่จะกลับมาเยี่ยมบ้านพรุ่งนี้น่ะ พอเห็นพี่เขาก็เลยแบ่งมาให้ชิมลองชิมดูนะครับ พี่เคยกินแล้วขอบอกเลยว่ามันอร่อยจริงๆ” มาร์คยกแก้วกาแฟของตัวเองขึ้นดื่ม ตวัดแขนเข้าหาเอวบางรั้งให้นั่งชิดเข้ามาใกล้ๆ กันอีก


            “น่ากินจังเลยพี่มาร์ค แบมว่าถ้ากินหมดนี่ คืนนี้เรายังจะกินมื้อดึกกันอีกมื้อไหวมั้ยคะ”


            “อืม ต้องดูก่อนว่าจะเล่นไพ่กันอีกหรือเปล่า” มือแกร่งหยิบช้อนส้อมตักเค้กชิ้นสวยตรงหน้าขึ้นมาเล็กน้อย ตาคมเหลือบไปเห็นสิ่งแปลกปลอมบนโต๊ะ คิ้วขมวด อาการเหล่านี้ไม่รอดพ้นสายตาคนข้างๆ ไปได้


            “กระเป๋าของใครครับแบมแบม เราไม่ได้สะพายกระเป๋ามานี่” หันไปหาคำตอบจากคนที่กอดอยู่ข้างกายเรื่องของคนตัวเล็กทำไมมาร์คจะจำไม่ได้ว่าวันนี้เจ้าตัวหอบอะไรติดตัวมาบ้าง


            “ที่นั่งเต็มเขาเลยขอมานั่งด้วยคนค่ะ” แบมแบมตอบด้วยเสียงเรียบๆ อ้าปากงับขนมที่คนพี่ตักมาจ่อใกล้ๆ


            ง่ำ!


            เคี้ยวขนมตุ้ยๆ ไม่ได้ว่าอะไรออกมาอีก ร่างโปร่งก็เลยไม่ได้สนใจจะไถ่ถามต่อไปแค่แบ่งที่นั่งเขาแบ่งให้ได้อยู่แล้ว แต่แล้วเสียงหวานใสจากคนข้างๆ ก็ดังขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ เดาอารมณ์ไม่ถูก


            “พี่คนนั้นไงคะ เขาบอกว่าชื่อแยมโรล...”


            นิ้วเล็กๆ กระดกไปทางคนที่กำลังเดินมานิดหน่อยแต่สายตา ใบหน้าและทุกๆ อย่างทำเหมือนไม่ได้หันไปสนใจทางนั้นเลย มาร์คที่อยู่กับร่างบางมาหลายเดือน ทำไมจะไม่รู้ว่าการทำแบบนี้ของน้องนั้น...มันหมายถึงอะไร


            ตาคมฉายแววที่คาดเดาไม่ถูกก่อนจะปรับให้เป็นปกติเมื่อคนที่เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วยเอ่ยทักทาย


            “อ้าว! มาร์คเองเหรอ นึกว่าใคร แยมโรลก็ว่าข้างหลังคุ้นๆ ขอนั่งด้วยหน่อยนะ อยากกินเค้กร้านนี้น่ะแต่ที่นั่งมันเต็ม ได้น้องกันต์พิมุกต์ใจดีให้นั่งด้วยนี่แหล่ะ ใจดีมาก”


            “อืม ใช่ น้องใจดี” เขาสนับสนุนความคิดนี้ของเพื่อนร่วมชั้นปีอย่างไม่มีข้อโต้แย้งเลยสักนิด


            มาร์คชะงักเล็กน้อยก่อนจะกลับไปเป็นธรรมชาติดังเดิมในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อได้ยินคนที่โดนเขาโอบเอวอยู่เอ่ยขึ้น


            “พี่แยมโรลลองชิมเค้กพวกนี้ด้วยกันสิคะ พี่มาร์คได้มาจากเจ้าของร้านค่ะ มันไม่มีขายเขาทำไว้ทานเองในครอบครัว ชิมไปแล้วคำนึงมันอร่อยมากจริงๆ ค่ะ” แววตาเป็นประกายกับท่าทางกระตือรือร้นที่แสดงออกมาอยู่ในสายตาของว่าที่คู่หมั้นที่เหลือบมองอยู่ตลอด

            แยมโรลยิ้มแย้มตอบกลับทันที “ให้พี่ชิมได้จริงๆ เหรอ ขอบใจมากนะ พี่ก็ว่าอยู่ว่าทำไมบางชิ้นมันไม่มีให้เลือกในตู้ อืม อร่อยจริงๆ ด้วยเนอะ”

            แล้วสองสาวก็พูดคุยกันราวกับสนิทสนมกันมาล้านปีแสง ทิ้งผู้ชายคนเดียวในโต๊ะให้นั่งดื่มกาแฟของตนไปเงียบๆ ไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดอะไร เป็นผู้ฟังและเพื่อนร่วมโต๊ะที่ดียามเมื่อสาวๆ ต้องการแนวร่วม

            มือแกร่งที่โอบเอวอยู่ตลอด นิ้วโป้งไล้เนื้อนุ่มใต้ร่มผ้าไปมาอย่างคุ้นชิน มาร์คยอมรับว่าเพลินและเสพติดมัน ขอจับนิดแตะหน่อยระหว่างรอแบมแบมผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีราวกับนางงามจักรวาลล้วง?...คุยเสร็จก็แล้วกันนะ

            ถือว่าแลกเปลี่ยนกับการที่เขาจะไม่ไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไปจากโต๊ะตั้งแต่แรก









 

            แก้มอิ่มที่ยกขึ้นเพราะรอยยิ้มกว้างมาตลอดเกือบชั่วโมงบัดนี้กลับมาอยู่ที่เดิมเรียบร้อยแล้ว มือบางที่ยกขึ้นโบกลาลดลงวางบนตัก เสียงถอนหายใจดังลอดออกมาเบาๆ มาร์คเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะอย่างอดเอ็นดูไม่ได้

            “ว่าไงเรา รู้สึกว่าชั่วโมงที่ผ่านมาคุยเก่งจังเลยนะครับ”

            “ก็เขาดีมาเราก็ต้องดีตอบสิคะ”

            “หึหึ ตามใจแบมครับ”

            ร่างบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย หันไปจ้องหน้าคนที่เอาคางเกยไหล่เธออยู่

            “แล้วตกลงพี่กับคุณแยมโรลนี่ยังไงกันคะ?”

            “หึ แบมว่าไงล่ะ” มาร์คถามกลับเสียงเรียบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้คุยเรื่องนี้กับน้อง ร่างบางหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย

            “จัดกันมาแล้วแน่นอน หุ่นแบบนั้นไม่น่าจะเหลือ ใช่มั้ยคะ?”

            “ครับ” ตอบตามตรงแบบไม่อ้อมค้อมสักนิด

            เรื่องกินในที่ลับไขในที่แจ้งสำหรับลูกผู้ชายนั่นเขาไม่ถือเพราะคนที่ถามคือคนที่ควรจะได้รับรู้มันที่สุด ขืนมาร์คปกปิดข้อมูลแล้วมารู้ทีหลัง มีหวังคอกับตัวอยู่คนละทิศแน่ๆ

            “เกิดก่อนที่เราคบกันหรือเปล่าคะ?” ถามด้วยหน้านิ่งๆ เสียงเรียบๆ เล่นเอาคนตอบจากที่ตอบอย่างสบาย ก็แอบหวั่นเหมือนกันว่าการตอบตรงๆ ของเขาจะทำให้แบมแบมคิดมากหรือเปล่า

            “ครับ หลังจากที่พี่คบกับแบม พี่ก็ไม่เคยไปยุ่งกับใคร” นี่คือความจริงที่สุด ร่างบางส่งยิ้มไปให้มาร์คตาหยีก่อนถามออกมาอีกคำถาม

            “แล้วตอนที่จีบแบมล่ะคะ ยังทำแบบนั้นกับสาวๆ หรือเปล่า”

            จบคำถาม ร่างโปร่งเงียบไป มาร์คอึ้งไปเล็กน้อย เขาจะบอกน้องยังไงดีว่าช่วงแรกที่จีบ วันแรกๆ น่ะ มันก็ยังมีบ้างเพราะว่าเขาก็ไม่รู้ว่าจะจีบติดหรือเปล่า จะได้เป็นแฟนกันจริงมั้ยหรือยังไง

            แบมแบมมองคนที่เงียบไปนิ่งๆ เธอเข้าใจนะว่าคนตัวโตกว่าคงกลัวว่าเธอจะโกรธ หึงน่ะมันก็มีบ้าง แต่ทุกอย่างเกิดตอนที่ยังไม่ได้ตกลงคบกันจริงจัง เธอไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขาด้วยซ้ำ แต่ไหนๆ ก็ถามแล้วแบมแบมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า อีกฝ่ายจะตอบเธอว่าอย่างไร

            “สามครั้ง” ไหนๆ ก็เลือกจะตอบแล้ว มาร์คตอบเป็นจำนวนมันซะเลย

            โดนซักทั้งทีก็เอาให้ขาวไปเลยจ้ะที่รัก

            “ครั้งละคืนกับสาวทีละคนหรือสามครั้งในคนเดียวคืนเดียวหรือ...ครั้งเดียวกับสาวทีละคน” เป็นคำถามที่ยิงออกไปพร้อมกับสีหน้าอยากรู้

            อย่าโทษใคร...ให้โทษภาษาที่มันดิ้นได้

            “...” เหงื่อซึมออกมาที่ขมับ

            “คะ?” ทำตาปริบๆ อย่างรอคอยคำตอบ เห็นแล้วหล่ะว่าพี่แกถึงขั้นเหงื่อซึม

            “...ครั้งละคืนกับสาวทีละคนครับ”

            แบมแบมยกมือบางขึ้นตบที่อกแกร่งของมาร์คเบาๆ ก่อนจะเคาะนิ้วชี้เป็นจังหวะ เอ่ยถามออกมาอีก

            “กับคุณคนนั้นกี่คืนคะ เขาถึงได้หมั่นไส้แบมขนาดให้คนไปท้าดวลที่ชมรม”

            “อืม สองครับ”

            “ถ้าให้เดา ครั้งล่าสุดของเขาจะต้องอยู่ในสามครั้งที่พี่มาร์คบอกว่า จัดกับสาวๆ ตอนที่เริ่มจีบแบมใหม่ๆ ...ใช่มั้ยคะ?”

            “อือหึ” ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาร์คตอบตรงมาขนาดนั้นแล้ว เอาให้สุดไปเลย มือแกร่งที่ยังคงวางอยู่บนศีรษะทุย กดรั้งให้ซบเข้าหาบ่าของตัวซึ่งคนน้องเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรคนพี่

            มาร์คกลัวใจจริงๆ ว่าจะออกหัวออกก้อย เพราะว่าตอนนี้คลื่นลมสงบเสียจนแอบหวั่นนิดๆ

            “โกรธหรือเปล่าครับ”

            “...”

            “หือ? ว่าไง โกรธพี่หรือเปล่า พี่สาบานได้เลยว่าตั้งแต่ที่พี่รู้ว่าพี่ชอบแบมจริงจัง เดินหน้าจีบจริงๆ และเราเริ่มคบกัน พี่ก็ไม่เคยสนใจสาวคนไหนอีกเลย ถึงพูดมากไปมันก็แค่นั้น ดูที่การกระทำของพี่ก็แล้วกันนะครับ”

            “ค่ะ จะรอดู” มือบางที่วางอยู่บนอกแกร่งเลื่อนลงล่างเพื่อกอดเอวคนที่เธอซบอยู่

            “สัญญากับพี่อย่างนึง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เราสองคนต้องคุยกันก่อนนะครับ อย่าใช้อารมณ์มาตัดสิน” มาร์คขออย่างเดียวจริงๆ

            “ค่ะ แบมสัญญา” ดันตัวเองขึ้นมานั่งดีๆ “แต่แบมบอกไว้ก่อนนะ”

            “ว่า?”

            “ถ้านอกใจ ตายคู่นะคะ”

            “หึ ฝันไปเถอะ ไม่มีวันนั้นหรอก” เขาไหวไหล่อย่างไม่แคร์เลยสักนิด มั่นใจในนิสัยข้อนี้ของตนเองมาก ว่าเขาเลือกคนไหนแล้วก็จะจงรักภักดี ดูแลและเอาใจใส่กับคนของตนเท่านั้น

            “ให้มันจริงตามที่พูดเถอะค่ะพี่มาร์ค หน้าพี่นะตอนที่ตอบคำถามแบมเมื่อกี้นี่ เหลือถึงสองนิ้วหรือเปล่าเถอะ เหงื่อก็ซึมด้วย โกหกอะไรแบมมั้ยเนี่ย ทำไมเหงื่อต้องออก”

            “โหย แบมอ่ะ พี่จะไปโกหกอะไรได้ ที่เหงื่อซึมก็เพราะว่าตอบตามจริงนี่แหล่ะ พี่นะลุ้นใจจะขาดว่าจะออกหัวหรือก้อย ดีหน่อยที่แบมเข้าใจพี่ มามะ มาให้พี่กอดหน่อยเร็ว พี่ขวัญเสียนะเนี่ย”

            ขอกอดกันดื้อๆ ซึ่งคนน้องก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ส่ายศีรษะเล็กน้อยอย่างหมั่นไส้แต่ก็โผเข้าสู่อ้อมอกของคนพี่ตามที่ขอ




 

            สองคนที่คุยกระหนุงกระหนิงกอดกันกันในร้านไม่ได้รับรู้ถึงสายตาของคนที่แอบมองอยู่ไกลๆ ริมฝีปากบางสวยงุ้มลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ใบหน้าก็ยังงดงามชวนมองอยู่ตลอดเวลาแม้จะติดบึ้งหน่อยก็ตามที หนุ่มๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับเหลียวหลังจนคอแทบเคล็ด


            แยมโรลถือถุงขนมเค้กเอาไว้ในมือ ขนมที่เธออุตส่าห์เสียน้ำลายเป็นลิตรเข้าไปคุยกับยัยเด็กพูดมากคนนั้น ไม่รู้ว่ามีดีตรงไหนมาร์คถึงได้ยอมเลือกเป็นแฟน เธอมีดีกว่า ไหนจะหุ่นนาฬิกาทราย ใบหน้าสวยหวานและลีลารักที่ได้พิสูจน์กันไปแล้วสองคืน

            สองคืนเชียวนะ

            ปกติแล้วผู้ชายอย่างมาร์คท่านชายแห่งเผ่าวารี น้อยครั้งที่จะมีความสัมพันธ์ยามค่ำคืนกับสาวซ้ำสอง ที่สืบรู้มา ตลอดห้าปีที่อยู่มหาวิทยาลัย ก็มีแค่สามครั้ง และเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น มันก็แสดงว่าเธอมีแรงดึงดูดให้เขาติดใจอยากลองชิมซ้ำอีกครั้งแน่ๆ

            ดวงตาเย้ายวนมองไปยังสองคนนั้นที่ตอนนี้โต๊ะที่เธอเพิ่งเดินจากมา กลับมีคนเข้ามาสมทบอีกสองคน คิ้วงามขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าเป็นใครกันบ้าง

            เจบีกับแจ็คสัน

            ท่านชายแห่งเผ่าเทพ

            “อ้าว วันนี้แปลกจัง ทำไมแต่งตัวเรียบร้อยเชียวล่ะพี่”

            แยมโรลหันไปมองลูกพี่ลูกน้องที่เข้ามาทักด้วยสายตาหงุดหงิดเล็กน้อย ญาติของเธอคนนี้นิสัยเอาแต่ใจแต่ก็ยังถือว่าดีหน่อยที่ไม่ได้เอามาใช้กับที่บ้านเพราะนิสัยเสียๆ นั้นเอาไว้ใช้กับคนอื่นโดยเฉพาะ พ่อของยัยนี่เป็นอดีตหัวหน้าเผ่ามังกรเวหา แต่เพราะว่ารักสงบเกินไปก็เลยโดนเด้งออกจากตำแหน่ง

            “ว่าไงล่ะพี่แยมโรล วันนี้เปลี่ยนแนวการแต่งตัว มองแล้วเป็นคนดีมากเลยนะเนี่ย”

            “ลิซ่า” เธอปรามด้วยการเรียกชื่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มกัดมาเล็กๆ

            “มันก็จริงๆ นี่นา ปกติพี่ออกจะแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน ไหงวันนี้ดูเป็นคุณหนูใสๆ ได้ล่ะนี่” เอียงคอสงสัยในญาติของตน

            ลิซ่ามองคนสวยหุ่นดีตรงหน้าที่เธอก็รู้ว่าอีกฝ่ายน่ะใช่ย่อยซะที่ไหนกัน ยังดีหน่อยที่เวลาญาติคนนี้ของเธอใช้ความแสบและความเจ้าเล่ห์ดั่งอสรพิษนั้นน่ะ ไม่ได้ใช้กับเธอ ถึงยังไงก็ยังเป็นพี่สาวที่ดีนั่นแหล่ะ แล้วตาก็เหลือบไปเห็นถุงขนมที่อีกฝ่ายถืออยู่

            “พี่แยมโรลซื้อขนมกลับบ้านด้วยเหรอคะ ถึงบ้านแล้วขอลิซ่ากินด้วยได้มั้ยอ่ะ”

            “ร้านอยู่นั่นไง เข้าไปซื้อสิ ขนมนี่พี่ซื้อกลับไปฝากแม่น่ะ”

            เธอไม่ได้งกขนมกับน้องแต่กลัวว่ามันจะมีไม่พอเพราะมารดาที่มักจะจิบน้ำชายามบ่ายนิยมชมชอบการชิมขนมเค้กจากร้านต่างๆ เป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง

            “อ้าวเหรอ ร้านไหนอร่อยสุดล่ะพี่แยมโรล” ตากวาดมองร้านที่เรียงรายเต็มไปหมด งานที่เผ่านี้จัดยังครึกครื้นสุดๆ แม้ว่านี่จะเริ่มมืดค่ำแล้วก็ตาม

            “พี่เพิ่งชิมชนมจากร้านนั้นมา ที่ซื้อมาก็ใช่ด้วย อร่อยดีนะ ลิซ่าก็ลองซื้อกลับไปกินสิ” นิ้วเรียวชี้ไปที่ร้านที่เพิ่งจากมาแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อหางตาเห็นคนตัวโตเดินเข้ามาประชิดด้านหลัง

            “ทำอะไรกันน่ะสองสาว”

            “ลิซ่าว่าจะเข้าไปซื้อขนมเค้กที่ร้านนั้นน่ะพี่”

            คนมาใหม่หันไปมองร้านที่น้องตัวเองชี้ เมื่อเห็นว่าเป็นร้านที่เขาเพิ่งเข้าไปนั่งก็หันไปคุยกับลูกพี่ลูกน้องทันที

            “พี่ก็เพิ่งกินมานะร้านนั้นน่ะ  มันก็อร่อยดีนะ แต่พอดีพี่เห็นขนมเค้กร้านตรงโน้นมันสวยดี ลองชิมแล้วก็อร่อยด้วย พี่เลยซื้อให้เผื่อสองคนเราน่ะ” ชูถุงกระดาษในมือให้เห็นจนคนที่คิดว่าจะไปซื้อเค้กเปล่ยนใจทันที

            “ของฟรี! ลิซ่าไม่ซื้อแล้ว เอาที่พี่ทาราธิสซื้อมาให้ดีกว่า สบายกระเป๋าแน่นอน”

            “ใช่ของฟรี เอาของฟรีไปถือเองแล้วกันนะ พี่ถือมาตั้งไกลเริ่มเมื่อยแล้ว” ส่งถุงให้น้องไปก่อนจะยื่นอีกถุงนึงให้คนที่ยืนนิ่งอยู่

            ทาราธิสเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ เขากวาดตามองลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าจนอีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิด เอ่ยออกมาเสียงเหวี่ยงๆ

            “แค่เปลี่ยนการแต่งตัว นี่ถึงกับต้องจ้องกันขนาดนี้ด้วยหรือยังไง มันแปลกนักหรือไงยะ” แยมโรลโวยเล็กๆ เธอกับธาราทิสอายุเท่ากันถ้านับเป็นปี แต่ถ้านับว่าใครเกิดก่อนก็คงเป็นเธอ เท่ากับว่าตัวเองแก่เดือนกว่าแต่เพราะไม่อยากอายุมากกว่า ก็เลยตกลงกันว่าจะเรียกกันเหมือนเพื่อน

            “ไม่แปลกหรอก แค่แปลกใจนิดหน่อย ปกติเห็นแต่งตัวเปรี้ยวจะตาย”

            “นั่นไง ใครเห็นก็คิดเหมือนลิซ่า”

            “จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครหรือเปล่า? เตือนเลยนะว่ามันไม่ได้ผลหรอกแยมโรล” ตาคมของทาราธิสมองลอดเข้าไปในร้านเค้กที่เขาเข้าไปนั่งกินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า

            ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าแยมโรลชอบใคร แม้เจ้าตัวจะร้ายและเปรี้ยวแค่ไหน แต่ก็ดันตกม้าตายหลงรักคนที่ร้ายและเปรี้ยวยิ่งกว่า ทาราธิสบอกได้คำเดียวว่า งานนี้แยมโรลไม่มีสิทธิ์ชนะเลยสักนิด ไม่ว่าจะตอนที่คนนั้นอยู่คนเดียวหรือแม้ในตอนนี้ที่ยิ่งเห็นหนทางชนะริบหรี่เหลือเกิน

            ร่างสูงหันกลับไปสบตากับญาติคนสวยของตน เขาส่ายหน้าน้อยๆ ส่งให้ไป แต่อีกฝ่ายกลับจ้องกลับมาอย่างมุ่งมั่น ทาราธิสอ่านเกมขาดแต่แยมโรลยังหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์

            เห้อ

            เขาเป็นลูกคนสุดท้องของหัวหน้าเผ่ามังกรเวหา แยมโรลเป็นลูกสาวคนเดียวของรองหัวหน้าเผ่า ส่วนลิซ่าเป็นลูกสาวของอดีตหัวหน้าเผ่าซึ่งเป็นพ่อทูนหัวของเขานั่นเอง เพราะว่าทาราธิสมีพี่ชายสองคนที่อายุห่างกว่ากันมากทำให้ไม่มีใครเล่นกับเขาสักคน และตัวเขาเองตอนเล็กๆ ก็ได้อยู่แต่กับมารดา เพิ่งเข้ามาอยู่กับบิดาก็ไม่กี่ปีมานี่เอง ซึ่งสองคนนี้ยอมเป็นเพื่อนเล่นกับเขาง่ายๆ แม้จะไม่ได้เห็นกันมาตั้งแต่เล็กก็ตาม

            “มันคุ้มหรือไง?” ทาราธิสแย้งด้วยคำถามสั้นๆ แยมโรลที่ได้ยินก็รู้ว่าเขาห่วง

            “คุ้มที่จะเสี่ยง ตราบใดที่สองคนนั้นยังไม่ได้แต่งงานกัน”

            “หึ”

            “หัวเราะอะไร?”

            “นี่เธอไม่ได้ข่าวเลยใช่มั้ย สาบานสิว่าไม่ได้ยินข่าวลือลอยมาเข้าหูเลยสักนิด” ทาราธิสอยากจะหัวเราะ ปกติแล้วข่าวเล็กๆ น้อยๆ ยัยนี่ยังรู้ไวกว่าเขาเสียอีก แล้วนี่ข่าวออกจะใหญ่ทำไมถึงจะไม่รู้

            “มันมีอยู่สองอย่างคิอเธอไม่รู้จริงๆ กับ เธอทำเป็นไม่รับรู้ต่างหากล่ะ แยมโรล”

            ใช่ เธอทำเป็นหูทวนลมกับข่าวที่ว่าเผ่าวารีกำลังจะมีข่าวดีในเร็ววันนี้ แม้ข่าวจะปิดเพราะยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เผ่ามังกรเวหามีสายสืบอยู่ทั่วทุกที่ ข่าวแค่นี้จึงรู้ได้ไม่ยาก

            “เธอจะทำอะไรเราก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ขออย่าลดราคาตัวเองจนเหมือนให้ฟรีก็พอ ใจจริงก็อยากจะพูดว่าที่เผ่ามีเรื่องที่ต้องทำเยอะแยะ น่าจะเอาสมองมาคิดช่วยกัน อย่าเอาเวลา อย่าเอาสมองไปคิดจะแย่งผู้ชายเลย ไร้ค่า ไร้ราคา น่าสมเพช”

            วันนี้ทาราธิสยอมรับว่าพูดแรง ทุกครั้งเขาไม่เคยจะเข้าไปก้าวก่ายแต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าแยมโรลจะเอาจริง เขาคงต้องเตือนสติกันสักนิด ทั้งๆ ที่เผ่ามังกรเวหาเอง ช่วงนี้ก็มีการเคลื่อนไหวแปลกๆ น่าจะมาช่วยกันมากกว่าที่จะคิดเรื่องคนที่เขามีแฟนแล้ว

            สิ้นคำพูดของเขา ดวงตาสวยก็ฉายแววกรุ่นโกรธออกมาเมื่อถูกสบประมาท

            ลิซ่าที่ยืนฟังสองคนนี้คุยกันอยู่นานแล้วถึงกับต้องปาดเหงื่อ เธออายุน้อยกว่า พวกเขาอยู่ปีห้ากันแล้ว ส่วนเธอยังเป็นแค่เด็กปีหนึ่งเท่านั้น จะเอาอะไรไปห้ามพวกเขากันล่ะ ได้แต่ยืนมองตาละห้อยอยู่เงียบๆ นั่นแหล่ะ

            คืนนี้จะได้กลับบ้านกี่โมง ซวยจริงลิซ่าเอ๊ย














 

            เผ่าเทพ

            ปานเทพนั่งมองสิ่งที่ถืออยู่ในมืออย่างครุ่นคิด เมื่อไม่กี่นานมานี้เผ่าของเขามีการประกาศสิ่งที่ทำเอาทุกคน จะเรียกว่าทั้งเผ่าเลยก็ว่าได้ ตกตะลึง เว้นก็แต่เหล่าบรรดาอาวุโสทั้งหลายที่ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รวมทั้งบิดาของเขาด้วย

            การที่น้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เป็นลูกคนที่สามของหัวหน้าเผ่าเทพคนปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เขาซึ่งมีตำแหน่งเป็นรัชทายาทอันดับที่สามตกลงเป็นอันดับที่สี่โดยอัตโนมัติ


            เขารับรู้จากผู้อื่นนอกเผ่าเสมอว่าเผ่าเทพนั้นเก่งกาจสามารถมากแค่ไหน แต่ตอนนี้เพิ่งประจักษ์เข้ากับตนเองแล้วว่าเก่งจริงๆ ปานเทพเองในฐานะลูกหลานของเผ่านี้ เขารับรู้เรื่องคำทำนายมาโดยตลอด และแน่นอนเขาไม่เคยรู้เลยว่าการที่จะแก้ไขเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาดำเนินการถึงยี่สิบปี

            ทุกคนที่เกี่ยวข้องพร้อมใจกันปิดทุกอย่างเป็นความลับ เรื่องที่ทายาทอันดับที่สามยังมีชีวิตอยู่ไม่เป็นความลับอีกต่อไป จะมีก็แต่ความลับดำมืดเรื่องวิธีการรับมือกับคำทำนายเรื่องทายาทที่จะถือกำเนิดมาเป็นผู้หญิงต่างหาก...ที่ยังคงไม่มีใครพูดถึง

            แปลกแต่จริง

            จดหมายที่เขาถืออยู่ในมือนี้ กำลังถามในสิ่งที่เขาไม่รู้และไม่มั่นใจซะด้วยว่าจะหาคำตอบให้ได้อย่างไร เพราะแม้แต่บิดาของเขาที่ปกติจะคุยด้วยกันแทบทุกเรื่อง แต่กับเรื่องนี้ บิดากลับไม่เคยแม้แต่จะปริปาก ยังดีหน่อยที่ในจดหมายไม่ได้ระบุว่าจะต้องถามแค่คนในเผ่าเท่านั้น ปานเทพยกยิ้ม เขากำลังคิดไปถึงวิธีหาคำตอบที่ง่ายดาย เพียงแต่เป็นวิธีที่ออกจะเปลืองเงินสักหน่อย

            เขาเพิ่งค้นพบเมื่อไม่เท่าไหร่นี้เองว่ามีร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ซอยข้างธนาคารเป็นร้านที่ไม่มีชื่อร้าน เขาบังเอิญเดินผ่านแล้วได้ยินคนที่เข้าไปใช้บริการคุยกัน แต่นั่นเป็นเด็กนักเรียนและดูเหมือนข่าวที่ซื้อก็เป็นข่าวของทายาทหนุ่มหล่อจากเผ่าๆ หนึ่งนั่นเอง

            ครั้งนี้เขาคิดจะทดลองเข้าไปใช้บริการ หวังว่าร้านนั้นจะยังคงอยู่และสามารถตอบคำถามไขข้อข้องใจให้ได้

            “เห้อ!” ปานเทพถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

            “เป็นอะไรล่ะ ทำไมถึงต้องถอนหายใจดังขนาดนั้น มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

            ปานเทพสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงบิดาเอ่ยทัก มือที่ถือจดหมายอยู่พับมันให้เล็กลงอย่างเนียนๆ ก่อนจะยัดลงเสื้อคลุมโดยไม่ให้บิดาสังเกตเห็น

            “อากาศดีจังเลยว่ามั้ย เราคงมานอนดูดาวอีกตามเคยล่ะสิ”

            “ครับ”

            “แล้วตกลงเป็นอะไรกันแน่ เรื่องงานหรือว่าเรื่องอะไร”

            ปานเทพหันไปจ้องบิดา ลังเลเล็กน้อยว่าจะถามดีหรือเปล่า แต่แล้วก็ตัดสินใจถามขึ้น

            “ผมสงสัยอยู่เรื่องนึงมาหลายวันแล้ว พอมันหาคำตอบไม่ได้มันก็เลยเหมือนจะหงุดหงิดตัวเองน่ะครับ ว่าทำไมเราไม่รู้อะไรเสียเลย”

            “หือ เรื่อง?”

            “ก็เรื่องแบมแบมยังไงล่ะครับ ผมน่ะทึ่งมากที่เผ่าเราสามารถรับมือกับปัญหาได้ แต่ผมเองก็อยากจะรู้รายละเอียดของการแก้ปัญหาว่าทางเราทำกันยังไง เผื่อว่าผมมีลูกผู้หญิงผมจะได้จัดการได้บ้าง”

            “หึหึ ไอ้ลูกชายเอ๊ย อยากจะรู้ก็ได้นะ พรุ่งนี้ก็เข้าไปหาหัวหน้าเผ่าสิ เขายินดีจะตอบแน่นอน แต่ก่อนจะตอบก็ต้องมีอะไรตอบแทนนิดหน่อยน่ะนะ” ส่งยิ้มให้ลูกชายก่อนจะเดินกลับไปทางเดิมที่เดินมา ทิ้งให้ปานเทพยังงงกับคำตอบอยู่ไม่น้อย

            “ถามกับหัวหน้าเผ่าอย่างนั้นเหรอ?”

            มือหนาล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมหยิบจดหมายขึ้นมากางอ่านอีกครั้ง นอกจากเขียนว่าอยากรู้เรื่องการแก้ไขคำทำนายแล้ว ยังมีอีกประโยคที่ปานเทพปวดใจ

            สังหารรัชทายาทซะ

            การที่ทางนั้นไม่ได้ระบุอันดับมาก็แสดงว่าให้ฆ่าทั้งหมด เจบีและแจ็คสันเขาพอจะรู้ฝีมือกันอยู่ ทั้งสองคนเก่งพอตัวเขาเลือกที่จะกำจัดในภายหลัง ตอนนี้เขาคงต้องพุ่งเป้าไปที่แบมแบมก่อนเป็นอันดับแรก

            หน้าตาน่ารัก รูปร่างบอบบาง แขนก็เล็กๆ คงไม่มีแรงสู้หรือขัดขืนแน่นอน และเขาก็จะกลับขึ้นสู่ทายาทอันดับสามเหมือนเดิมอย่างง่ายดาย

            ปานเทพเงยหน้ามองดาวบนฟ้าอย่าครุ่นคิด เมื่อคิดไปถึงคำสั่งสังหารแววตาก็มีแววอำมหิตผ่านเข้ามาทดแทนแววตาแห่งความอบอุ่นเหมือนกับตอนคุยกับบิดาเมื่อสักครู่

 

            ร่างบางในชุดนอนสีชมพูซุกหลับอยู่ที่บ่าของเขา มาร์คที่มือหนึ่งถือไพ่อีกมือก็กอดเอวบางเอาไว้กำลังขมวดคิ้ว สองพี่น้องยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เจบีตกลงกับน้องชายแล้วว่าเงินที่ได้หารแบ่งครึ่งเท่าๆ กัน ยิ่งอีกฝั่งเหลือคนเดียว แบมแบมที่กินอิ่มมากเกินไปหลับคาวงไปแล้ว ไม่มีคนช่วยแล้ว...คราวนี้แหล่ะ

            ไอ้มาร์ค แกต้องโดนเอาคืน

            “อย่าช้าดิวะ ไพ่อะไรก็ทิ้งๆ มาเถอะ ชนะไม่กลัว กลัวช้าเว๊ย” แจ็คสันได้ทีเยาะเย๊ย

            “หึหึ” เจบีหัวเราะสมทบอย่างเห็นด้วยกับน้องชาย

            “หึ ปากดีจริงนะวันนี้” มาร์คอดไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาเลือกไม่ถูกว่าจะลงตัวไหน เขาแค่เริ่มร้อนจนลังเลต่างหากว่าจะจบเกมนี้เร็วหรือว่ายื้อเพื่อกินเงินเพิ่มดี แต่แล้วก็มีมือดีตัดสินใจแทน

            มือบางเอื้อมหยิบไพ่ทิ้งลงไปเล่นเอาพี่ชายทั้งสองตาเหลือก

            “พี่มาร์คช้าอ่ะ คิดนานจังแบมง่วงนอนแล้วค่ะ” ยันตัวขึ้นจากอกแกร่งยื่นแขนเรียวไปกวาดเงินกองกลางที่สูงหลายนิ้วเข้ามาหาตัว หันไปยกยิ้มเจ้าเล่ห์ให้พี่ชายสองคนที่ยังอ้าปากค้าง

            “ขอนะคะ” กวาดเงินกองนั้นมาตรงหน้า เริ่มลงมือเก็บเงินเข้ากระเป๋าทันที

            “หึหึ” มาร์คหัวเราะสองคนพี่น้อง แจ็คสันที่เริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองเสียเงินหมดหน้าตักไปแล้ว โวยขึ้น

            “ได้ไงอ่ะ ได้ยังไง”

            “ใช่ๆ โกงหรือเปล่า”

            “พูดดีๆ นะเว๊ย ใครโกงพวกมึง” มาร์คแย้ง

            “ก็มึงไง ตอนแรกทำหน้าอย่างกับว่าต้องเสียเงินแน่ๆ พวกกูก็เลยลงหมดหน้าตัก เหี้-เอ๊ย แล้วอยู่ๆ แบมแบมก็โยนปั้ง! ไรวะกวาดเงินพวกกูไปหมดเลย” แจ็คสันเอามือขยุ้มผมตัวเองอย่างโมโห เจบีกัดปากอย่างโมโหที่ถูกท่าทีของมาร์คหลอกเอา เขาได้แต่บ่นพึมพำ

            “เห้อ หมดตูด”

            “พรุ่งนี้มาแก้มือใหม่สิ”

            “ชิ ไอ้สองผัวเมียนักต้มตุ๋น ไม่อยากเล่นด้วยแล้วเว๊ย โกงชิบหาย เล่นสองวัน ได้สองวันติดๆ กันเลย เกินไปแล้ว” แจ็คสันยังโวยไม่เลิก

            แบมแบมผู้ที่เก็บเงินด้วยความตั้งใจไม่สนเสียงบ่นงุ้งงิ้งของสองพี่ชาย ตอนนี้เก็บเสร็จแล้ว เจบีส่ายศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นน้องสาวถือเงินเป็นฟ่อน

            นั่นมันเงินพวกเขานะ...เอาคืนมา

            “ตัวเองอ่อนเองต่างหาก มาว่าพวกเราโกงได้ยังไง แพ้แล้วพาลหรือพี่ชาย” พูดออกมาด้วยเสียงเรียบๆ แต่แทงใจดำพี่ชายทั้งสองคนยิ่งนัก “พี่มาร์คอ่ะเงิน แบมง่วงแล้วไปนอนได้หรือยังคะ”

            มาร์ครับเงินเป็นฟ่อนนั้นไว้ในมือ เขาพยักหน้าตอบก่อนจะลุกขึ้นยืน หันไปขยิบตาให้เจบีกับแจ็คสันอย่างทะเล้น

            “นอนหลับฝันดีนะพวกมึง กูพาแบมไปนอนก่อน จะเล่นอีกรอบก็ได้นะ พร้อมเสมอ ฮ่าๆๆ”

            ทั้งสองคนที่นั่งอยู่บนเตียงนอนก็ได้แต่ทำหน้าหมั่นไส้ส่งไปให้ มองคู่นั้นเดินจูงมือกันออกไปจากห้องที่พวกเขาพักอยู่

            “พี่เจบี”

            “หือ?”

            “สองคนนี้แม่-“

            “...” รอฟังว่าน้องชายจะพูดอะไร

            “โคตรสมกันอ่ะพี่ พี่เจบีดูดิ ไอ้มาร์คปกติมันก็ชั่วจนหาคนจัดการมันไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งมาเข้าคู่กับแบมแบม โอ๊ย! คู่นี้รวมสารพัดความชั่วร้ายมาอยู่ด้วยกัน” แจ็คสันจ้องหน้าพี่ชายเหมือนอยากจะถามว่าเห็นด้วยกับที่เขาคิดหรือเปล่า เจบีได้ฟังแล้วก็นึกตาม เขาหัวเราะออกลั่นจนไหล่สั่น พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ

            “ใช่มั้ย พี่คิดเหมือนผมล่ะสิ ฮ่าๆๆๆ”อย่าว่าแต่เจบีเลยที่ขำ ตอนนี้แจ็คสันเองก็ขำจนไหล่สั่นเมื่อคิดไปถึงสองคนที่เพิ่งเดินกลับห้องนอนไป

            สองคนนั้นเข้าแก็งค์ไหนหัวหน้าตายเรียบ...เชื่อได้เลย

 

            มาร์คลุกขึ้นนั่งอยู่บนที่นอน ตาคมมองไปยังร่างบางที่หันไปอีกด้าน แผ่นหลังกับเอวคอดกิ่วที่เขาเพิ่งผละออก มือแกร่งดึงผ้าห่มผืนนิ่มขึ้นปิดด้านหลังให้น้องด้วยกลัวว่าจะไม่สบาย เพราะอากาศที่นี่จะออกไปทางหนาวเย็นซะมากกว่าร้อน

            ร่างโปร่งก้าวลงไปยืนที่พื้น เขามั่นใจว่าร่างบางนั้นหลับสนิทเรียบร้อยแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกเช่นนั้น มาร์คเดินไปทางห้องน้ำ เขาเปิดและก้าวเข้าไปด้วยความรวดเร็ว ล้วงเข้าไปในเสื้อนอนเนื้อบางคว้าสร้อยเงินที่ห้อยจี้รูปดาบออกมาถือไว้ในมือ

            ร่างโปร่งพึมพำร่ายเวทจนจี้ที่ถืออยู่ตอนนี้ปกคลุมไปด้วยวงเวทย์สีดำสนิทขนาดเท่ากำปั้น มือแกร่งจับจี้ให้มั่น เขาลงมือชักดาบออกจากฝัก

            ป๊อบ!

            เสียงไม่ได้ดังเกินการหักกิ่งไม้ขนาดเท่าไม้จิ้มฟัน หลังจากหมดเสียงนั้น วงเวทย์สีดำขนาดเท่ากำปั้นก่อนหน้านี้ก็ขยายขนาดขึ้นประมาณศอกนึงทั้งกว้างและยาว ตาคมกวาดตามองตัวหนังสือสีทองที่ลอยอยู่บนวงเวทย์สีดำก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่ออ่านจนจบ

            งานเข้า! ยังดีหน่อยที่เป็นหลังงานหมั้น

            “เห้อ...” ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเก็บจี้เข้าที่ มาร์คจำต้องตื่นขึ้นมาดูคำสั่งเพราะทนร้อนไม่ไหวนั่นเอง หากว่าเขายังดื้อดึงไม่ยอมอ่านมัน พนันได้เลยว่าพรุ่งนี้หน้าอกของเขาคงเป็นรอบแดงรูปดาบแน่ๆ ที่เขารู้ก็เพราะว่าเคยลองทำมาแล้วน่ะสิ แต่ช่วงนี้เขาจะไม่ยอมให้หน้าอกเป็นรอยแบบนั้นเด็ดขาดเพราะไม่อย่างนั้นแบมแบมจะต้องสงสัยอย่างแน่นอน

            เรื่องนี้คงต้องดูท่าทีน้องไปก่อน...จะยังให้รู้ไม่ได้


 












 

            พรุ่งนี้ก็วันเปิดเทอมวันแรก แต่วันนี้แบมแบมต้องขนกระเป๋าเข้าหอ ไอลีนที่มาพร้อมกันเดินนำลูกสาวไปที่ตึกเพื่อหาอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้นปีที่หนึ่งก่อน เพราะต้องติดต่อเรื่องที่จะต้องทำเรื่องลาหลังจากเปิดเทอมไปแล้วสองอาทิตย์ งานหมั้นที่จะจัดคือหลังจากเปิดเทอมไปสองอาทิตย์ แต่ทางฝ่ายผู้หญิงคงต้องมีการเตรียมอะไรอีกมาก ไอลีนจึงหมายว่าจะต้องลาให้แบมแบมไปก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันนั่นเอง

            “น้องแบมเดินเร็วๆ สิลูก ทำไมหนูเดินช้าจังเลย” พูดไปโดยลืมดูว่าตอนนี้ลูกสาวของตัวเองถือกระเป๋าใบโตมาด้วยเพราะลุงคนที่ขับรถพามานั้นเอารถวนไปจอดที่จอดรถของผู้มาติดต่อ ยังไม่ตามมาทำให้แบมแบมต้องแบกกระเป๋าเอง

            “แม่คะ แบมเดินตามเร็วสุดๆ แล้วค่ะแต่ตอนนี้มีกระเป๋าด้วยแบมเลยช้านิดนึง รอน้องแบมก่อนน้า” พูดอ้อนๆ มารดาจนไอลีนที่นึกขึ้นได้ว่าลูกสาวไม่ได้เดินตัวเปล่าเอามือทาบอกอย่างตกใจ

            “ตายแล้ว แม่ลืมค่ะน้องแบม แต่จริงๆ หนูก็ไม่เห็นต้องถือเองเลยนี่นา ทำไมไม่ร่ายเวทเอาล่ะคะ”

            “...” ร่างบางส่ายศีรษะไปมาให้มารดา แบมแบมไม่อยากเด่นมากเกินไป เพราะตอนนี้ที่นี่เด็กปีหนึ่งยังไม่ได้เรียนถึงเวทย์พวกนั้นเลยน่ะสิ จะมาเกินหน้าเกินตาคนอื่นได้ยังไง ถึงจะทำได้แต่ก็เก็บงำเอาไว้ดีกว่า

            “เรานี่นะ จะว่าไปน้องแบมก็ยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลยนะคะเรื่องที่มหาวิทยาลัย มีเรื่องยุ่งๆ นั่นแหล่ะแม่เลยอดฟังหนูเล่าเลย ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมไม่เด่นแบบนี้นี่แสดงว่าต้องเจออะไรมาแน่ๆ ใช่มั้ยเราน่ะ สัญญากับแม่นะว่าถ้ามีโอกาสต้องเล่าให้แม่ฟัง แม่นะชอบฟังเรื่องของเด็กวัยรุ่น”

            “ทำไมล่ะคะ?”

            “มันสนุกและก็คาดไม่ถึงเสมอไงจ๊ะ”

            แบมแบมพยักหน้าให้มารดาอย่างเห็นด้วย ก่อนจะพากันเดินไปห้องอาจารย์มิลันดาโดยมีไอลีนเป็นคนร่ายเวทให้กระเป๋าลอยตามมาเองโดยไม่ต้องถือให้เหนื่อย

 

            หลังจากที่ติดต่อเรื่องขอลาหยุดเรียบร้อยแล้ว แบมแบมก็ขนกระเป๋ากลับขึ้นห้องพัก ร่างบางเปลี่ยนชุดก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มของตน ยองแจยังมาไม่ถึง คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ที่เธอมาเร็วก็เพราะว่ามารดาต้องไปทำธุระที่อื่นอีกหลายที่นั่นเอง นอนไปได้สักพักตากลมก็ปิดลง

            ผ่านไปหลายชั่วโมง

            เสียงงึมงำเหมือนคนพูดคุยกันดังอยู่ไม่ไกล คนที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วแต่ยังไม่ยอมลืมตายังปักหลักนอนอยู่ที่เดิม

            “ไอ้มาร์ค แกปลุกแบมได้แล้วมั้ง หิวข้าวแล้วเนี่ย”

            “หิวก็ไปกินก่อนเลย อย่ามาปลุกน้อง แบมกำลังหลับสบายไม่เห็นหรือไงแจ็คสัน”

            “ไปกินคนเดียวจะอร่อยอะไร ไปกันหลายๆ คนดีกว่า แล้วเนี่ยก็ว่าจะพาแบมไปดูของขวัญที่ให้ด้วย”

            “...”

            “นี่แจฟังอยู่นานแล้วนะคะ พี่มาร์คมาอยู่ในห้องแบมนี่แจเข้าใจได้เพราะเป็นแฟนกัน แต่ทำไมพี่เจบีกับพี่แจ็คสันถึงได้เข้ามาด้วยล่ะคะ ปิดเทอมนี้แจพลาดอะไรไปหรือเปล่านี่” ยองแจบ่นพึมพำ ที่บอกว่าพลาดก็เพราะว่าแทนที่แผนมันจะเป็นไปตามที่คิด ก็ดันมีเหตุให้ต้องอยู่ช่วยงานที่บ้านก่อน ปลีกตัวไปหาแบมแบมตามนัดไม่ได้เลยน่ะสิ

            “แล้วน้องแจตามข่าวแบมจนถึงวันไหนล่ะครับ พี่จะได้บอกได้ว่าพลาดอะไรไปหรือเปล่า” แจ็คสันถาม

            “ก็ตั้งแต่วันปิดเทอมวันแรกนั่นแหล่ะค่ะ”

            “โอ้ ถ้าอย่างนั้นก็พลาดไปหลายเรื่องเลยครับ นี่ๆ ดูนะ เรื่องแรกเลยที่พลาดก็เรื่องนี้” แจ็คสันเดินเข้าไปใกล้น้องสาวที่หลับอยู่ ยื่นนิ้วไปแตะที่ข้อมือบางพ้นผ้าห่ม

            “เห้ย! มันไม่มีเวทย์ป้องกันแล้วเหรอพี่ กรี๊ด ดีใจอ่ะ คราวนี้เราสองคนจะได้ไปเที่ยวกลางคืนได้อย่างสบายใจซะที”

            “อ้าวๆๆ น้องหมวยยองแจครับ ไหงจะพาน้องสาวพี่ไปเที่ยวในที่แบบนั้นล่ะครับ มันไม่ดีนะ จะพาน้องพี่ใจแตกก่อนใช่มั้ย”

            “โหไรอ่ะ พี่แจ็คสันกล่าวหารุนแรงมาก กะอีแค่พาไปเที่ยวกลางคืนนี่ไอ้แบมมันจะถึงขั้นใจแตกเลยเหรอพี่ แจว่าพี่ประสาทนะเนี่ย”

            “อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆๆ” เจบีที่นิ่งฟังอยู่นานอดหัวเราะออกมาไม่ได้ มาร์คก็เดินไปนั่งลงบนเตียง เสียงพูดคุยของแต่ละคนไม่ได้เบา แต่ทำไมแบมแบมไม่ยักตื่น มือแกร่งยื่นไปแปะที่หน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ

            ร่างบางลืมตาขึ้น ยกยิ้มให้อย่างขอบคุณที่เป็นห่วงกัน

            “ตื่นแล้ว ลุกไปล้างหน้าก่อนนะ เดี๋ยวไปทานข้าวกันเนอะ” มือแกร่งช่วยดึงรั้งคนเพิ่งตื่นให้ลุกขึ้นนั่ง ยองแจเบ้ปากอย่างหมั่นไส้

            “รู้สึกว่าสองคนนี้จะหวานกันไม่เกรงใจสื่ออีกแล้วนะคะ อ้อ แต่เรื่องนี้ไม่แปลก เจอบ่อย แกรีบไปล้างหน้าล้างตาเลยแบม จะได้ไปกินข้าวแล้วก็เล่าในสิ่งที่ฉันพลาดไปตอนปิดเทอมด้วย”

            ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง

            “ห๊ะ! แค่แจไม่ได้ไปหาแบมตามนัดนี่ พลาดอะไรไปหลายเรื่องขนาดนี้เชียวเหรอนี่ จะบ้าตาย”

            “ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกน่ะ พอดีเรายุ่งๆ”

            “ย่ะ ยุ่งมากนะยะหล่อน ฉันรู้นะว่าแกไปเที่ยวบ้านพี่มาร์คมา หนอย บังอาจมาบอกว่ายุ่ง”

            “ก็พ่อพี่เขาส่งจดหมายเชิญมาที่เผ่าเทพน่ะ ยังไงก็ต้องไป”

            “เออๆ รู้แล้ว ว่าแต่...” ป้องปากเข้ากระซิบเมื่อเห็นว่าคนที่ไม่ได้ร่วมสนทนาก็จริงแต่เงี่ยหฟังอยู่ตลอดนั่งอยู่ใกล้ “เข้าหอกับพี่มาร์คเป็นยังไงบ้าง เล่าให้แจฟังบ้างสิ อยากรู้”

            “...” ใบหน้านิ่งๆ ของแบมแบมขึ้นสี ถึงจะพยายามทำหน้าให้นิ่งแค่ไหนแต่ก็ยังไม่เก่งถึงขนาดห้ามไม่ให้เลือดแย่งกันสูบฉีดขึ้นแก้มป่องๆ นั้นได้

            “วุ๊ย เบื่อจริงเชียว อายอะไรยะ” ยองแจผละออกจากเพื่อนรักก่อนจะหันไปมองผู้ชายอีกสามคนที่ยังคงจ้องมาไม่วางตา

            “แจถามจริงๆ เถอะค่ะ เรามากินข้าวกันไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมพามานั่งที่นี่ล่ะ มันปิดอยู่นี่พี่แจ็คสัน” ตอนที่ไม่ตีกันร่างอวบก็พูดดีกับรุ่นพี่เป็นปกติ แจ็คสันเองเมื่อเห็นว่าถามก็เลยตอบให้เอาบุญ

            “ก็ตอนนี้ร้านนี้เป็นของแบมแบมแล้วน่ะ พี่เพิ่งให้เป็นของขวัญวันเกิดที่ผ่านมา”

            “ห๊ะ! ไอ้แบม แกโคตรโชคดีเลยอ่ะ” เธอหันไปยิ้มให้เพื่อนแต่พอเห็นประกายตาวิบวับที่ส่งมาก็เริ่มหวั่นใจ “อย่าบอกนะว่าคิดเอาไว้แล้วว่าจะทำอะไร”

            “อือ”

            “น้องแบมคิดไว้แล้วจริงๆ เหรอ ไม่เป็นบอกพี่เลย” มาร์คติงนิดๆ เขาก็อยากรู้เป็นคนแรกนี่นา

            “แบมเพิ่งคิดได้เมื่อกี้ค่ะ ตอนที่เราเดินเข้ามา” อธิบายพลางเอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้ “แบมคิดว่าจะแบ่งเปิดสาขาสองเป็นภัตตาคารสำหรับนักศึกษาค่ะ ที่นี่มีสองชั้นใช่มั้ยคะ ชั้นล่างสำหรับผู้ชาย ชั้นบนสำหรับผู้หญิงค่ะ”

            “...” สามหนุ่มคิดภาพตามแต่ก็ยังคิดไม่ออก แต่คนที่คิดทันคือเพื่อนรักของแบมแบมนั่นเอง

            “แกอย่าบอกนะแบมว่าแกน่ะจะทำแบบที่แกเคยพูดให้ฉันฟัง”

            “เก่งมากเพื่อนรัก” ยกนิ้วโป้งให้ทันที

            “อ๊ายๆๆ ฉันโสด ฉันจะมากินข้าวที่นี่ทุกวัน แกต้องมีที่ประจำให้ฉันนะเข้าใจมั้ย”

            แบมแบมหัวเราะยองแจที่ดีใจถึงขั้นขอโต๊ะประจำ มองไปที่หนุ่มรุ่นพี่ทุกคนก็ใช้สายตาคาดคั้นให้เธออธิบายออกมาโดยเร็ว

            “ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แบมแค่จะจัดร้านแบ่งเป็นโซน แบ่งคนเสิร์ฟเป็นโซนๆ ไป ชั้นบนจะใช้พนักงานผู้ชาย คัดหน้าตา มารยาทและหุ่นมาอย่างดี ผู้หญิงชอบแน่นอนค่ะส่วนจะมีผู้ชายรักชายไปใช้บริการก็ไม่ว่ากัน ชั้นล่างจะแบ่งพื้นที่ตรงกลางให้เป็นเหมือนรันเวย์ ใช้เฉพาะสาวสวยหุ่นดีมาเสิร์ฟเท่านั้น ทั้งสองชั้นนี้ลูกค้าไม่สามารถโดนตัวพนักงานได้ค่ะ ส่วนรายละเอียดในรายการอาหารและการจัดการเดี๋ยวแบมจะให้คนของสาขาใหญ่มาจัดการ”

            “สาขาใหญ่?” เจบีที่นั่งนิ่งอยู่นานถามขึ้น ไม่เห็นมารดาจะบอกเขาเลยว่าทำธุรกิจร้านอาหารด้วย

            “...” มาร์คเองก็นิ่งฟังเช่นเดียวกัน เรื่องนี้เขาก็ยังไม่รู้

            “แบมอย่าบอกพี่นะว่าร้านอาหารที่อยู่ข้างธนาคารมิดไนท์เกรย์น่ะ เป็นของแบม”

            เธอส่งยิ้มให้คนที่เดาถูกทันที “ค่ะ แบมถือหุ้นที่นั่นห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ ยองแจสามสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ”

            “เห้ย! แต่ที่นั่นดังมากเลยนะ อาหารก็แพงมากด้วย จะเอามาที่นี่ไหวเหรอ”

            “ไหวสิคะ แต่แบมคิดแล้วว่าจะขายเฉพาะอาหารจานเดียวเท่านั้น มีตั้งแต่ราคาปกติกับอาหารพื้นๆ เผื่อสำหรับคนที่มีงบน้อย ไปจนถึงอาหารแพงระดับขึ้นเหลา พี่แจ็คสันจำไม่ได้เหรอคะ วันที่ไปออกค่าย ได้กินซุปที่อร่อยๆ ใช่มั้ย?”

            “...ใช่ๆ ไอ้ซุปถ้วยนั้นใช่มั้ย อร่อยมาก แล้วตกลงมันคือซุปอะไรน่ะ ไปหากินที่ไหนก็ไม่มีขายเลย”

            “มันคือซุปที่ทำจากกระปู๋ปลาปิรันยาค่ะ เป็นยาโป๊วชั้นเลิศ ราคาถ้วยเล็กกว่าที่พี่ได้กินที่ร้านคิดถ้วยละห้าพันเอ็มบีเชียวนะคะ แต่วันนั้นพี่ได้กินฟรี หึหึ อร่อยหรือเปล่าคะ ของหายากกว่าจะได้มา”

            “โห แล้วร้านที่จะเปิดจะเอารายการนี้มาขายด้วยมั้ย พี่รอกินเลยนะเนี่ย อร่อยมาก กินแล้วคึกคักอีกต่างหาก ปลื้มเลยอ่ะ”

            “ไอ้น้องรักแกเบาๆ หน่อย ดึงสตินิดนึงนะ”

            “ช่างพี่แจ็คสันเถอะค่ะพี่เจบี นี่ละค่ะคือกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มของแบม กลุ่มกระเป๋าหนัก ซึ่งแบมมั่นใจว่าคนที่จะมาใช้บริการจะไม่ได้มีแค่นักศึกษาแน่นอน”

            “หือ ทำไมล่ะครับ?” แจ็คสันถามพาซื่อ มาร์คที่นั่งฟังอยู่นานก็เลยอนุเคราะห์ตอบคำถามให้แทนแบมแบม

            “ก็เพราะว่าแบมจะรับพนักงานที่อายุหรือไม่ก็รูปลักษณ์อยู่ในวัยนักศึกษา เพราะฉะนั้นมันก็ล่อเสือสิงห์กระทิงแรดมาที่ร้านนี้แน่นอน ยิ่งถ้าจะคัดหน้าตาด้วยแล้วน่ะ เป็นแกจะไม่อยากมากินร้านนี้หรือยังไง อาหารตาเดินกันให้คึกครื้น แถมเหล่าสาวๆ ที่จะมากินข้าวที่นี่จะต้องเดินโชว์ตัวผ่ากลางร้านตรงขึ้นบันไดไปทานข้าวด้านบน โดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาท ยิ่งสาวๆ ที่จะมากินข้าวร้านนี้รู้ว่าต้องเดินโชว์นะ ขี้คร้านจะแต่งตัวกันสุดฤทธิ์ไม่ยอมน้อยหน้ากัน”

            “พี่มาร์คเก่งจังเลยค่ะ” เอ่ยชมออกมาจากใจ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนที่รู้ใจเธอขนาดนี้ มือบางบีบมือแกร่งที่กุมมือเธอเอาไว้เบาๆ

            “เก่งขนาดนี้ พี่สมควรได้รับรางวัลนะ แบมว่ามั้ยครับ”

            เมื่อมาร์คและแบมแบมหันไปสบตากัน สามคนที่ถูกทอดทิ้งก็เบ้หน้ามองบนทันที สองคนกำลังสร้างโลกสีชมพูกันอีกแล้ว ระหว่างที่กำลังสุมหัวบ่นคู่รักกันงึมงำ ตาเรียวของเจบีก็เหลือบไปเห็นภายนอกร้านผ่านช่องกระจก

            “พี่ปานเทพ!

 

            ร่างสูงเดินไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว เป้าหมายที่เขาต้องมาวันนี้คือร้านที่อยู่ด้านในสุดซอยเล็กๆ นี้ ปานเทพไม่ได้มองสองข้างทางมากนักและเขาก็แต่งตัวให้กลมกลืนไปกับเหล่าผู้คนที่เดินไปเดินมาอยู่ตลอดทาง

            เมื่อถึงร้านที่นัดกับอีกคนไว้แล้ว ปานเทพเดินเขาไปอย่างไม่รีรอ เขามองกวาดตาไปจนเจอกับคนๆ นั้น ยกยิ้มอย่างพอใจที่ไม่ต้องเสียเวลา สาวเท้าเข้าไปนั่งที่โต๊ะยกมือขึ้นเรียกบริกรเข้ามาเพื่อสั่งเครื่องดื่ม ทำราวกับว่าวันนี้เขามาเพื่อใช้บริการจริงๆ ไม่ได้มาเพราะว่ามีคนนัดมาเจอ

            สั่งเครื่องดื่มไปสักพักก็มีเด็กในร้านเอากระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้ ปานเทพเปิดอ่านก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง

            “ฮ่าๆๆๆ”

            “หึ อารมณ์ดีจังนะครับ” เสียงทุ้มของคนที่นั่งหันหลังให้ดังขึ้นเพียงพอให้ได้ยินกันแค่สองคน

            “แล้วทำไมผมจะต้องอารมณ์เสียด้วย กะอีแค่มีเด็กเมื่อวานซืนเรียกผมมาไกลถึงที่นี่เพียงเพราะแค่อยากเห็นหน้า”

            “...” เขาก็แค่อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำตามทุกอย่างที่สั่งอย่างที่พี่ชายบอกเอาไว้หรือเปล่าก็เท่านั้น

            “ถ้ารักจะทำธุรกิจด้วยกัน อย่าทำแบบนี้อีก ผมไม่ได้มีเวลาว่างมาวิ่งเล่นกับเด็กอย่างคุณ

            “แต่”

            “และผมรู้ว่า คุณเองก็รู้ว่าอะไรควร ไม่ควร สิ่งที่คุณทำในวันนี้ไม่ใช่เพราะว่าผมยอมทำทุกอย่างที่สั่ง อย่างที่คุณได้รับข้อมูลมา คุณไม่รู้จริงๆ ใช่มั้ยว่าสิ่งที่คุณทำในวันนี้ อาจทำให้ผมใช้เป็นเหตุผลตัดสินใจไม่ร่วมธุรกิจกับคุณอีก”

            “...” เริ่มรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปแล้วในครั้งนี้ เขาไม่คิดเลยว่าข้อมูลที่พี่ชายคนรองให้มานั้นอาจจะทำให้งานพังได้ คำว่าธุรกิจที่อีกฝ่ายเน้นย้ำมาทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร

            “ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะทำอย่างนี้นะครับ ผมจะไม่ถือสาหาความกับคุณ แต่ผมจะขอเตือนคุณก็แล้วกัน”

            “...”

            “ความขัดแย้งในเผ่าของคุณ อย่าลากผมไปเกี่ยวด้วย” ปานเทพเอ่ยขึ้นก่อนจะเงียบลงเมื่อบริกรนำเครื่องดื่มที่สั่งมาเสิร์ฟ “เอาเป็นว่าคืนนี้ผมถือว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศในการดื่มเหล้าก็แล้วกัน ยินดีที่ได้พบกันนะครับคุณทาราธิส และทางที่ดีเราสองคนไม่ควรพบกันอีก หวังว่าคุณจะเข้าใจ”

            กึก

            คนที่โดนต่อว่าวางแก้วเหล้าในมือลงก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปไม่หันกลับไปมองแม้เพียงเสี้ยววินาที ทำราวกับว่าเมื่อสักครู่ไม่ได้สนทนากัน เป็นแค่เพียงคนที่บังเอิญได้นั่งโต๊ะข้างๆ กันก็เท่านั้น

            ปานเทพที่ยกแก้วเครื่องดื่มที่สั่งขึ้นมากระดกเหลือบมองไปทางนั้นเพียงเล็กน้อย เขารู้จักนิสัยของทุกคนในเผ่ามังกรเวหา รู้แม้กระทั่งปัญหาภายในที่มีอยู่ในตอนนี้

            ภายนอกร้าน

            สามหนุ่มที่สะกดรอยตามมาอย่างเงียบๆ ทิ้งให้สองสาวอยู่กันเองก็หันไปสบตากัน

            แจ็ค ตามมันไป ไปดูว่ามันจะไปที่ไหนต่อ เสียงเจบีสั่ง พวกเขาเลือกใช้วิธีการสื่อสารแบบนี้เพราะรู้ฝีมือของลูกพี่ลูกน้องดีว่าเก่งกาจขนาดไหน

            ได้ เดี๋ยวผมตามมันไปเอง ฝากทางนี้ด้วยแล้วกันนะพี่ชาย

            อือ เสร็จแล้วไปเจอกันที่ร้านสั่งน้องชายแต่ก็ยังไม่ละสายตาจากปานเทพ เจบีทำหน้าไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทำไมพี่ชายถึงต้องมาดื่มเหล้าไกลถึงที่นี่

            มาทำอะไรกันแน่

            มาร์คเองก็ได้แต่ยืนมองไปนิ่งๆ เขามาเป็นเพื่อน เผื่อสองคนพี่น้องนี้อยากจะได้กำลังเสริม ทิ้งแบมแบมเอาไว้กับยองแจสองคน สองสาวรับปากแล้วว่าจะไม่ไปไหน จะรอพวกเขาก่อนที่จะออกไปหาของกินพร้อมกัน แม้จะแอบห่วงอยู่บ้างแต่มาร์คก็มั่นใจว่าแบมแบมจะทำตามที่พูด

            สองหนุ่มยืนอยู่ในเงามืดเพื่อสอดแนม

            ทั้งมาร์คและเจบีไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าพวกเขาเองก็กำลังถูกอีกคนเฝ้ามองเช่นเดียวกัน

            “หึ” เสียงหัวเราะดังเพียงแผ่วเบา กล้องที่ถืออยู่ในมือเป็นของที่มีราคาแพงมาก กำลังขยายของมันทำให้สิ่งที่เขาเห็นเสมือนว่ามันอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือถึง

            ปานเทพไม่คิดว่าการที่เขาต้องมาที่นี่ในวันนี้จะต้องมาเจอกับเด็กๆ พวกนี้ มหาวิทยาลัยออกจะกว้างใหญ่ เขาเองก็หัวเสียเล็กน้อยที่เด็กเมื่อวานซืนอย่างทาราธิสจากเผ่ามังกรเวหาเรียกให้ออกมาพบถึงที่นี่ เพียงเพราะว่าถูกพี่ชายคนรองหลอก

            คงจะหวังให้เขาโมโหแล้วจัดการเจ้าเด็กเมื่อวานซืนคนนั้นแทน เขาทำทุกอย่างยกเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ซึ่งสิ่งที่พี่ชายคนรองของทาราธิสหวังนั้นมันก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อเขาเลยสักนิด การยื่นมือไปยุ่งเรื่องการแย่งชิงอำนาจภายในเผ่าถือว่าโง่มาก

            คนนอกเผ่าอย่างเขาไม่สนแม้แต่น้อย

            วันนี้เขาเลือกที่จะสร้างร่างจำลองขึ้นมาจากเสี้ยวของพลัง การเจอกับทาราธิสครั้งแรกเขาไม่อยากจะเสี่ยงกับอะไรทั้งสิ้น นั่งอยู่บนหลังคาปล่อยให้ร่างแปลงดื่มเหล้าถ่วงเวลาไอ้เด็กพวกนั้นที่แอบตามไปส่องเขาทั้งคืนก็คงดีไม่ใช่น้อย

            พวกมันอยากส่องก็ให้ส่องซะให้พอใจ ไหนๆ ก็มาตั้งไกลแล้ว คืนนี้จะเล่นกับพวกมันซะหน่อย ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้เปิดเรียนวันแรก

           

            สองสาวที่นั่งคุยกันอยู่นานพอสมควรตั้งแต่ทั้งสามคนเดินออกไปเริ่มชะเง้อมองออกไปนอกร้าน

            “แบม แกว่าพวกพี่ๆ เขาจะกลับมากันกี่โมง”

            “ไม่มั่นใจเหมือนกันนะแจ”

            “ตกลงมันมีเรื่องอะไรกันแน่ ตอนนี้ว่างแล้วก็เล่าให้ฟังเลยแล้วกัน เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยกันได้ทัน”

            “คืออย่างนี้ พี่คนที่พี่เจบีเห็นเดินผ่านไปนั้นน่ะชื่อพี่ปานเทพ เป็นลูกพี่ลูกน้องของพวกเรา พ่อของพี่เขาก็เป็นรองหัวหน้าเผ่าเทพ ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าพี่เขามีอะไรแปลกๆ เหมือนกับว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่บุกเข้าไปจะทำร้ายพี่เจบีกับพี่แจ็คสันในห้องนอนน่ะ”

            “อ้าว แล้วไง แกบอกแม่กับพ่อหรือยังล่ะ?” ยองแจถามขึ้น เรื่องแบบนี้จะมาจัดการกันเองไม่ได้ควรให้ผู้ใหญ่ช่วยต่างหาก

            “พวกเราสามคนบอกกับแม่แล้ว แต่แม่บอกว่าพี่ปานเทพไม่มีวันทำอย่างที่พวกเราบอกไปแน่นอน”

            “เห้ย! แม่พูดอย่างนั้นแล้วพวกแกจะทำยังไงล่ะทีนี้?”

            “ก็นี่ไง พยายามหาหลักฐานอยู่ แต่มันยากนิดหน่อยตรงที่พี่ปานเทพก็เก่งและระวังตัวอยู่ตลอด”

            “หมายความว่ายังไงวะแบม”

            “ถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล อย่างผึ้งหรืออะไรที่สามารถสอดแนมได้ พี่เขาทำลาย ระเบิดมันทิ้งหมดเลยว่ะ ระวังตัวมากๆ จนเข้าใกล้เพื่อแอบติดอะไรไว้สอดแนมไม่ได้เลยสักอย่าง”

            “...”

            “แต่ก็คิดเหมือนกันนะ”

            “ว่า? ว่าอะไรวะแบม?”

            “วางยาพิษแล้วรีดข้อมูลเลยดีมั้ย จะได้ไม่ต้องเปลืองแรง เสียเวลาทำมาหากินว่ะ”

            “ ฮ่าๆๆ ไอ้แบมใจเย็น อย่าเพิ่งถึงขั้นนั้นเลย แล้วแม่แกว่ายังไงอีกหรือเปล่า หรือว่าแค่บอกว่าพี่ปานเทพไม่มีทางทำแบบนั้นแค่อย่างเดียว” ยองแจถามขึ้นเพราะคิดว่ามารดาของเพื่อนน่าจะพูดอะไรมากกว่านี้

            “เออ แม่บอกว่าห้ามให้รู้ว่าไปวุ่นวายกับพี่ปานเทพ”

            “จริงดิ ห้ามทั้งสามคนเลยหรือเปล่า?”

            “...” พยักหน้าตอบเพื่อนไป

            “มิน่าล่ะ ไม่งั้นพวกแกไม่น่าจะปล่อยมาจนถึงตอนนี้ คงจัดการไปแล้ว” ยองแจพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันทีว่าทำไมสามพี่น้องถึงได้ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินลอยชายมาได้

            “แกนี่สมกับเป็นเพื่อนรักจริงๆ ว่ะ รู้ใจไปหมด” แบมแบมยกนิ้วโป้งให้เพื่อนรัก

            “ก็แหม อย่างแกน่ะ ถ้าแม่ไม่ห้าม...”

            “ใช้ยาพิษก่อนเลย ไม่เหนื่อยด้วย” พูดแทรกขึ้นมาอย่างเหลืออด

            รายชื่อยาพิษกำลังเรียงรายขึ้นมาในสมองน้อยๆ นี้ แบมแบมยอมรับว่าคิดจริงจังมาก แต่ก็ลังเลเล็กน้อยว่าจะใช้ยาแบบไหนดี ตายช้าตายเร็วไม่เท่าไหร่ แต่ยิ่งลูกเล่นเยอะลีลาจัดถ่วงเวลาให้ทรมานได้ดีราคามันก็ยิ่งแพงเป็นเงาตามตัวต่างหากเล่า

            “เห้ย! กลับมาคุยกันก่อน อย่าเพิ่งฝันไปถึงบรรดาลูกๆ ที่แกผลิตไอ้แบม” ยองแจส่ายหน้าหน่ายใจกับเพื่อนรักเสียเหลือเกิน

            “โทษที ลืมตัวไปหน่อย”

            ยองแจยกยิ้มให้แบมแบมอย่างเข้าใจ เธอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก รับรู้มาตลอดว่าเพื่อนตัวเล็กของเธอนั้นเรียนหนักขนาดไหน มารดาของเพื่อนรักจัดให้เรียนวิชาที่จะต้องได้ใช้ในชีวิตประจำวัน เรื่องการร่ายเวทนั้นเรียนแน่นอนไหนจะหาอ่านเองด้วยเมื่อต้องการเวทย์แปลกๆ ไว้ใช้งาน การต่อสู้มือเปล่าก็ไม่น้อยหน้าใคร อาวุธก็เรียนมาหมดจนยองแจยังคิดเลยว่า มารดาคนสวยของแบมแบมนั้นจะฝึกลูกสาวให้เป็นทหารหรือยังไง

            แต่ดูเหมือนแบมแบมจะเคยบอกเธออยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อยองแจแสดงความเป็นห่วงเมื่อเห็นเพื่อนของเธอต้องเจอกับอะไรบ้าง โดยที่เธอนั้นได้สัมผัสแค่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

            ไม่ต้องห่วง มันทนได้

            ยองแจได้เรียนร่วมกับแบมแบมเรื่องการปรุงยารักษาคน ส่วนเรื่องยาพิษนั้น เธอจะได้ศึกษาเพื่อนำไปสู่การหาทางรักษา การผลิตยาขึ้นมาเพื่อต้านอะไรแบบนั้น แต่แบมแบมไม่ใช่...

            เพื่อนของเธอต้องเรียนลึกไปกว่านั้น

            ในตอนนั้นยองแจไม่เข้าใจว่าทำไมมารดาของแบมแบมถึงต้องให้แบมแบมเรียนในสิ่งที่เด็กรุ่นเดียวกันยังไม่ต้องเรียนหรือบางครั้งทั้งชีวิตก็ยังไม่เคยได้เข้าไปแตะต้อง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว มันคือการเตรียมความพร้อมให้กับลูกสาวคนเดียวของเผ่าเทพนั่นเอง

            ยองแจเคยได้ยินมารดาของตัวเองพูดให้ฟังถึงการเป็นเลิศในทุกด้านของภรรยาหัวหน้าเผ่าเทพ ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่คิดว่ามารดาของแบมแบมจะเป็นคนเดียวกับที่เธอได้ยินมารดาเล่าให้ฟังนั่นเอง

            เพื่อนเธอจะเก่งเหมือนใครได้ถ้าไม่ใช่มารดาตัวเอง

            ขณะที่ยองแจกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ แบมแบมก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ

            “เมื่อยจัง ขอไปเดินดูด้านหลังร้านก่อนนะ ยืดเส้นยืดสายซะหน่อย ไม่อย่างนั้นหลับแน่ๆ เลยว่ะ ฝากนั่งรอพวกพี่ๆ เขาตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวเข้ามาหาเราไม่เจอจะแตกตื่นกันไปใหญ่”

            “มั่นใจว่าคนที่แตกตื่นไม่น่าจะใช่พี่ชายแกสองคนแน่นอน” ยองแจเบ้ปาก ร่างบางที่ยังคงบิดเอวไปมาอยู่หัวเราะออกมา

            “เออ เดี๋ยวพี่มาร์คจะอาละวาด ร้านที่ยังไม่ทันได้เปิดก็พังพอดีสิ ฝากหน่อยแล้วกัน ขอเดินไปดูหน่อยเผื่อได้ไอเดียเพิ่มเรื่องตกแต่งร้าน”

            “เออๆ รีบไปรีบมาก็แล้วกัน”

            “ขอบใจนะเพื่อนรัก” ว่าขึ้นมาเสียงอ้อนๆ ก่อนจะรีบเดินไปทางหลังร้าน ร่างบางเดินไปเรื่อยๆ พลางคิดว่าจะปรับเปลี่ยนห้องครัวนี้ยังไง

            แอ๊ด!

            มือบางเปิดประตูหลังร้านออกไป ร้านนี้สร้างห้องน้ำแยกออกจากตัวร้านโดยแบ่งกันอย่างชัดเจนไม่ปะปนกัน ห้องน้ำผู้หญิงเดินเข้ามาจากทางด้านหน้าร้านจะเจอก่อนส่วนของผู้ชายจะเดินเข้าไปด้านในสุด คงเรียกห้องได้ไม่สนิทปากเพราะแต่ละส่วนมันมีห้าห้องใหญ่ๆ เรียงติดกัน

            แบมแบมมองโครงสร้างของห้องน้ำที่อลังการเหลือเกินอย่างชื่นชม แปลกแต่จริงที่บางครั้งเธอเลือกเข้าไปทานอาหารเพียงเพราะว่าร้านนั้นห้องน้ำสะอาดน่าเข้าใช้ แม้ว่าอาหารจะมีรสธรรมดาทั่วไปก็ตามที

            ร่างบางยกยิ้มอย่างถูกใจ ดูท่าร้านนี้จะมีอะไรให้เล่นหลายอย่าง ขณะที่กวาดตามองไปรอบด้านเพื่อจะดูความทึบของต้นไม้ต้นใหญ่ที่เรียงรายอยู่รอบๆ ร้านหางตาก็เหลือบไปเห็นคนนั่งกระดิกขาถือกล้องส่องทางไกลอยู่ถัดไปลิบๆ ตอนแรกแบมแบมนึกว่ามันคือยอดของหลังคาแต่หันไปมองดีๆ อีกครั้งก็รับรู้ว่าเป็นคนแน่นอน

            เธอเดินเข้าแอบอยู่หลังกำแพงห้องน้ำ

            มือบางล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมตัวเก่ง นึกดีใจที่พกกล้องส่องทางไกลขนาดจิ๋วติดตัวมาด้วยหลังจากที่หยิบขึ้นมาเล่นเมื่อวันก่อนแล้วลืมเก็บเข้าที่เดิมจนพกติดเสื้อคลุมมาถึงที่นี่ ปกติแล้วมันควรจะอยู่ที่ห้องนอนที่บ้านในป่ากาลเวลานั่นแหล่ะ

            แบมแบมส่องไปที่เป้าหมาย เธอปรับมันเล็กน้อยและเมื่อภาพมันชัดเจนก็ทำเอาร่างบางถึงกับอุทานออกมาเสียงเบา

            “พี่ปานเทพ?”

            ถ้าคนที่พวกพี่ๆ สามคนกำลังไปตามสะกดรอยกลับมานั่งกระดิกเท้าอยู่บนหลังคา แล้วสามคนนั้นป่านนี้ทำไมยังไม่กลับมาอีกล่ะ ระหว่างที่แบมแบมกำลังสงสัยอยู่นั่นเองก็รู้สึกถึงแรงรัดที่เอวกับความร้อนที่นาบเข้ากับหลังของตัวเอง

            “ชู่...” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังอยู่ข้างหู หยุดร่างบางที่กำลังจะหันไปจัดการคนที่เข้ามาดึงเธอไปกอดเอาไว้ได้อย่างสนิท

            “มาทำอะไรตรงนี้ครับ”

            “...” เธอไม่ตอบแต่กลับส่งกล้องส่องทางไกลอันเล็กจิ๋วในมือให้ไป ร่างบางไม่ได้ขืนตัวออกจากอ้อมกอดแม้แต่น้อย มือแกร่งที่รับกล้องส่องทางไกลไปก็ไม่ได้ถอยห่างมากนัก มืดแล้วเบียดกันนิดหน่อยจะเป็นอะไร อากาศเย็นๆ สิควรอยู่ใกล้กันให้ความอบอุ่น

            มาร์คยกขึ้นส่องไปยังทิศที่เมื่อครู่ร่างบางเล็งไปหา เขาขมวดคิ้วทันที ถ้าปานเทพอยู่ที่นี่แล้วคนที่เจบีเฝ้าอยู่ตอนนี้ล่ะ เจบีที่กลัวว่าสาวๆ จะหิ้วท้องรอนานเกินไป บอกให้เขากลับมาก่อนเพื่อพาสองสาวไปทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนจะพาส่งกลับห้องอย่างปลอดภัย

            มือบางดึงคนตัวโตกว่าที่ชะโงกหน้าออกไปให้เข้ามาหลบอยู่หลังกำแพงห้องน้ำด้วยกัน ร่างบางพูดออกมาอย่างนึกอะไรได้

            “พี่มาร์คว่าเราควรเอาเวลาที่มาทำอย่างนี้ไปทำมาหากินจะดีกว่ามั้ยคะ?”

            แบมแบมที่ไม่ค่อยจะชื่นชอบกับเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่เอ่ยขึ้น ทำเอามาร์คถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยว่าน้องต้องการจะสื่อถึงอะไร แม้เขาจะตงิดใจอยู่นิดๆ ก็ตามแต่รอให้เจ้าตัวบอกมาเองเลยดีกว่า

            “...”

            “เวลาของแบมเป็นเงินเป็นทองค่ะ เวลาว่างควรจะได้พักผ่อนกินข้าว เดินเล่น นอนหลับอย่างสบายใจ ไม่ใช่ต้องมาหวาดระแวง ครั้งนี้แบมจะยอมขัดคำสั่งแม่ที่บอกว่าไม่ให้แบมยุ่ง แบมจะไม่ยุ่งอย่างเปิดเผยเพราะเราจะรู้กันแค่...สองคน” ทำหน้าอ้อนๆ ส่งไปให้คนที่นิ่งฟังอยู่

            “นะคะ”

            “หึ”

            มาร์คเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะเวลานี้เขาควรจะได้นอนกอดน้องนอนหลับฝันดีกันไปแล้ว ไม่ใช่ว่ายังไม่ได้แตะข้าวทั้งที่ตั้งใจจะมากิน

            “เรื่องนี้พี่แล้วแต่แบมเลยครับ”

            “รักพี่มาร์คที่สุดเลย”

            “...” ตาคมมองคนที่เพิ่งบอกรักเขาได้หน้าระรื่นสุดๆ อย่างอ่อนใจ นี่ถ้าขัดใจจะยังบอกเขาแบบนี้อยู่หรือเปล่า อยากจะรู้จริงเชียว มือแกร่งยกขึ้นลูบศีรษะน้องเบาๆ ตอนนี้มาร์คพร้อมจะรับฟังแผนที่คนตัวเล็กวางเอาไว้อยู่ทุกวินาที

            “พี่มาร์ครออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวแบมไปจัดการพี่ปานเทพเอง พอแบมโบกมือกลับมาให้ พี่ก็แค่ไปช่วยแบมแบกพี่ปานเทพมาที่นี่ก็พอค่ะ”

            “ถ้าไม่บอกว่าจะจัดการด้วยวิธีไหน แบมก็ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ แต่ทำเอาแบมแบมนิ่งไปชั่วครู่ แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจบอกออกมา

            “แบมจะใช้ยาพิษค่ะ” ที่คิดเอาไว้น่ะนะ

            “...ระวังตัวด้วยนะ พี่เป็นห่วง” ความเป็นห่วงที่ส่งมาจากคนตรงหน้าทำให้ร่างบางยิ้มออกมา

            “เชื่อใจแบมนะคะ เสร็จเรื่องนี้แล้วแบมมีเรื่องจะคุยกับพี่ค่ะ” ร่างบางคิดว่าถึงเวลาแล้วที่มาร์คควรจะรู้อะไรมากขึ้น

            “...”

            ร่างบางเดินถอยห่างจากเขา กระโดดขึ้นไปบนกำแพงก่อนจะดีดตัวขึ้นไปบนหลังคามุ่งไปทางที่เป้าหมายยังนั่งกระดิกเท้าอยู่ ร่างโปร่งยกกล้องส่องทางไกลที่ยังอยู่ในมือขึ้นส่อง ตาคมจับภาพอย่างไม่ให้คลาดสายตา มาร์คหวังว่าความเชื่อใจที่เขามีให้ไปจะไม่ทำให้เขาต้องเสียใจทีหลัง













 


 

            ปานเทพได้ยินเสียงคนใกล้เข้ามาทางนี้ เสียงแว่วเข้าหูมาแต่ไกล เขาหันไปมองก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            “พี่ปานเทพมาทำอะไรตรงนี้คะ?”

            “มานั่งเล่นครับ แล้วแบมแบมล่ะมาทำอะไร?” เขายอมรับว่าตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นร่างบางตรงหน้า

            “มาหาพี่ค่ะ”

            รอยยิ้มพิมพ์ใจส่งมาให้จนปานเทพค้างอยู่ชั่วครู่ ลืมไปเลยว่าวางแผนไว้ว่ายังไงบ้าง ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแผนก็ควรต้องเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกันร่างสูงลดกล้องส่องทางไกลในมือมาวางที่ตัก

            “กล้องรุ่นนี้สวยจังเลยค่ะพี่ปานเทพ ขอแบมดูหน่อยได้หรือเปล่าคะ?”

            “...เอาสิ” คิดอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็ยื่นส่งไปให้ร่างบางที่ยืนยิ้มรออยู่

            แบมแบมยื่นมือไปรับมันเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนมือซ้ายนั้น

            เปรี๊ยะ!

            ดีดบางอย่างใส่ปานเทพ แต่ร่างสูงก็ไวใช่เล่นใช้หลังมือปัดก้อนกลมๆ ที่ดีดเข้ามาหาออกไปอีกทาง ส่วนอีกมือก็ปล่อยจากกล้องส่องไกลแล้วซัดเข้าไปเต็มๆ แรงที่ช่องท้อง

            ผัวะ!

            เป็นการต่อสู้ประชิดตัวของคนสองคนที่มีรูปร่างต่างกันโดยสิ้นเชิง ปานเทพซัดเข้าที่ท้องของแบมแบมโดยแรงไม่ยั้งมือจนตอนนี้อีกฝ่าย

            อึก!

            กระอักเลือดออกมาจนเอ่อริมฝีปาก ปากที่อิ่มแดงอยู่แล้วบัดนี้เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลย้อยออกมา

            “ขอโทษด้วย พี่ยั้งมือไม่ทัน” ปานเทพเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตาคมจ้องมองร่างบางที่ยังคงยืนเอามือกุมท้องตัวงอ

            ฟู่!

            ร่างสูงหลับตาลงเมื่อแบมแบมพ่นเลือดที่อมอยู่เต็มปากเข้าใส่เขา บัดนี้เลือดของร่างบางเปรอะเต็มหน้าของเขาไปหมดแล้ว ปานเทพกัดฟันกรอดอย่างอดกลั้นความโกรธ

            “ขอโทษค่ะ พอดีเลือดมันเต็มปาก ฟู่! จะทิ้งก็เสียดาย” นานๆ เลือดของเธอจะออกสักทีหนึ่ง แบมแบมพ่นเลือดก้อนนั้นเข้าที่ใบหน้าของปานเทพอีกครั้ง ร่างบางยกยิ้มออกมาชั่วครู่ก่อนจะยกมือขึ้นเหนือศีรษะ

            ปานเทพที่กลั้นอาการโมโหอยู่ยกมือขึ้นปาดเลือดที่บัดนี้เปียกชุ่มเต็มใบหน้า โดนพ่นเลือดใส่สองครั้งนี่มันเรียกว่าตั้งใจชัดๆ เขารับรู้ว่ามีอีกคนเข้ามาใกล้แค่เหลือบตาดูก็รู้ว่าเป็นใคร สองคนนี้ไม่เคยห่างกันสักครั้งหรือยังไง เห็นอยู่ใกล้ๆ กันตลอด

            ร่างโปร่งเมื่อได้รับสัญญาณก็รีบเข้ามาหาน้องตามที่ตกลงกันไว้ แบมแบมที่บาดเจ็บ...มันดูเหมือนว่าจะทำให้เขาเริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจ ผู้ชายที่ลงมือกับน้องของตัวเองได้ขนาดนี้ถือว่ายืนยันเรื่องราวที่ตั้งข้อสงสัยกันเอาไว้ได้ทันที

            “เป็นยังไงบ้าง?” มาร์คที่เห็นสายตาของคนตัวเล็กก็ได้แต่ยิงคำถาม เขายังไม่ทำอะไรออกไปไม่ใช่ว่าเพราะทำไม่ได้ แต่ตากลมๆ คู่นั้นต่างหากที่ปรามเขาเอาไว้

            “ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ พี่มาร์คไม่ต้องห่วง”

            ปานเทพขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าสองคนที่กำลังจะหมั้นหมายกันยืนคุยกันเองโดยไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ร่างสูงรู้สึกถึงอาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน

            “อ๊าก! เฮือก!” มือหนากุมเอาขมับเอาไว้ ความรุนแรงของอาการเล่นเอาปานเทพถึงกับเข่าทรุด แบมแบมที่ยืนคุยอยู่กับมาร์คหันไปหาคนที่ทรุดตัวอยู่ที่หลังคา เสียงๆ หวานๆ ถามขึ้น

            “โอ๊ะโอ พี่ปานเทพเป็นอะไรคะ”

            “ปะ ปวด หัว”

            “อืม ช้าไปประมาณสิบวินาที”

            “...” ปานเทพเงยหน้ามองคนพูดอย่างไม่เข้าใจ เขาเห็นแบมแบมกำลังเอานิ้วป้ายเลือดที่เอ่ออยู่ในปากให้ชุ่ม

            “สงสัยจะน้อยเกินไป” เธอยื่นนิ้วที่ชุ่มไปด้วยเลือดเข้าหาใบหน้าของปานเทพอย่างว่องไวจนอีกฝ่ายหลบไม่ทัน “ขอป้ายเพิ่มอีกหน่อยแล้วกันนะคะ”

            “ทะ ทำ อะ อะไร น่ะ?” ดูเหมือนอาการปวดของเขาจะรุนแรงกว่าเดิมทันทีที่โดนนิ้วเล็กๆ นั้นป้ายเลือดให้เขาเพิ่ม

            “ปวดหัวเพิ่มขึ้นใช่มั้ยคะ?”

            “...”

            “แล้วตอนนี้รู้สึกอะไรอีกคะพี่ปานเทพ คันมั้ย?”

            ทันทีที่ร่างบางถาม ปานเทพถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขากำลังคัน คันใต้ผิวหนังเหมือนมีอะไรไต่และวิ่งพล่านอยู่ใต้นั้น

            “อ๊าก!” อาการปวดศีรษะไม่ได้จางหายกลับมีอาการคันร่วมด้วย ปานเทพทิ้งตัวลงนอนดิ้นพล่านที่บนหลังคา

            “พี่มาร์คคะ พาพี่ปานเทพไปที่ร้านกันเถอะค่ะ” แบมแบมหันไปหาว่าที่คู่หมั้นที่ยืนนิ่งส่งสายตาคาดคั้นเอาคำตอบมาให้เธออยู่ “อย่ามองแบมอย่างนั้นสิคะ เดี๋ยวคืนนี้แบมจะบอกพี่แน่นอน เรื่องนี้ให้พี่รับรู้ไว้ก็ดีเหมือนกันค่ะ”

            “...” มาร์คคลายแรงกดดันลงเมื่อได้ยินที่ร่างบางพูดออกมา เขาพึมพำร่ายเวท

            ฟู่!

            ละอองไอน้ำสีขาวแผ่ออกมาจากมือทั้งสองข้างก่อนจะพุ่งเข้าห่อหุ้มร่างที่กำลังดิ้นพล่านอยู่ให้แข็งค้างเป็นก้อนน้ำแข็ง ก่อนจะหายวับไปกับตา เป็นอันว่าเขาส่งปานเทพไปที่ร้านเรียบร้อยแล้ว ก็หวังว่ายองแจจะไม่ตกใจจนหัวใจวายไปก่อน

            มาร์คหันกลับไปหาแบมแบมที่ยืนทำตาปริบๆ อยู่

            “รู้ตัวใช่มั้ยว่ามีความผิดติดตัว”

            “...”

            “คราวหลังอย่าทำแบบนี้ อย่าปล่อยให้ตัวเองเจ็บตัวอย่างนี้อีก” มาร์คพูดออกมาเสียงดุ

            “แต่แบมควรเจ็บตัว”

            “แต่พี่ไม่ชอบ”

            “รู้ค่ะว่าพี่มาร์คเป็นห่วงแบม เอาเป็นว่าเรารีบไปจัดการพี่ปานเทพก่อน แล้วเดี๋ยวคืนนี้แบมจะบอกพี่หมดเลยนะคะ” เสียงหวานเอ่ยออกมาอ้อนๆ จนมาร์คต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาช้อนร่างบางที่ริมฝีปากยังเปื้อนคราบเลือดขึ้นอุ้มแนบอก

            “อ๊ะ! เดี๋ยวแบมเดินเอง”

            “...”

            “พี่มาร์ค!

            “เงียบ ถ้าไม่อยากให้พี่โมโหมากไปกว่านี้” มาร์คไม่ฟังเสียงทัดทานกลับรัดร่างที่เขาอุ้มอยู่แน่นมากขึ้น กระโดดกลับไปที่ร้านเพื่อจะได้รีบจัดการปัญหาเสียให้จบๆ

            ถ้าคืนนี้ไม่ได้ฟังคำแก้ตัวดีๆ ก็อย่าหวังว่าเขาจะปล่อยให้ออกไปทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีกครั้ง อย่ามาหาว่าใจร้ายก็แล้วกัน

            ร่างบางที่โดนแรงรัดเข้าแนบอกได้แต่ถอนหายใจ ปกติเธอห่วงอยู่แค่มารดาเพียงคนเดียว รู้สึกไม่ชินนิดหน่อยที่ตอนนี้ตัวเธอเองดูเหมือนว่าจะทำอะไรโลดโผนอย่างเคยไม่ได้แล้ว ถึงแม้จะยังไม่ชินสักเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะรู้สึกไม่ดี มันตรงกันข้ามกับความรู้สึกนั้นมากโข

            รู้สึกดีและอบอุ่นทุกครั้งต่างหาก

            แขนเรียวตวัดเข้าที่บ่าแกร่ง ซุกซบใบหน้าเข้าหาอกอุ่นเลิกขัดขืน เรียกรอยยิ้มบางๆ ให้ผุดขึ้นบนใบหน้าของร่างโปร่งที่มุ่งหน้ากลับร้านได้ทันที

 

            ด้านในร้าน

            ยองแจกำลังนั่งฮัมเพลงอย่างสบายใจ ก่อนหน้านี้ตอนที่เพื่อนรักขอตัวเดินไปดูร้าน ต่อมาไม่เท่าไหร่รุ่นพี่สุดหล่อก็เดินเข้ามาในร้าน มองหาว่าที่คู่หมั้นเป็นอันดับแรก พอรู้ว่าไปเดินสำรวจร้านก็เดินตามไปทันที

            ไม่ค่อยจะห่วงกันเลยเนอะ

            แต่เธอก็ยังยินดีที่รุ่นพี่รักและห่วงเพื่อนของเธอจริงๆ ถึงแม้มันออกจะเกินความคาดหมายไปมากหน่อย ที่ตอนนี้สองคนนี้ไปถึงขั้นจะหมั้นหมายกันแล้ว ปล่อยให้พรหมลิขิตทำงาน...มันก็ทำงานแบบติดจรวดสินะ ไม่ทันไรแบมแบมก็มีว่าที่คู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนทั้งๆ ที่เพิ่งตกลงคบกันได้ยังไม่ถึงปีเลย ขณะนั่งคิดอะไรเพลินๆ ฮัมเพลงคลอไปด้วยนั้น ยองแจก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศ

            เปรี๊ยะ!!

            ก่อนจะมีแสงสว่างวาบหนึ่งที่กลางห้องห่างจากโซฟาที่เธอนั่งไม่เท่าไหร่ พอแสงหายไปก็ปรากฎก้อนน้ำแข็งขนาดเท่าตัวคนลอยอยู่เหนือพื้น

            “อ่า อืม อะไรวะเนี่ย” ยองแจที่สงสัยอย่างหนักแต่ก็ไม่รู้จะไปถามใครบ่นพึมพำกับตัวเอง เธอกวาดมองไปทั่วเพื่อสำรวจคนที่อยู่ในก้อนน้ำแข็งนั้น ตาเรียวๆ หรี่ลงเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เคยเห็นมาแล้ว แม้จะไม่กี่ครั้งก็ตามที

            ดูเหมือนมีอะไรเคลื่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนังของคนที่อยู่ในก้อนน้ำแข็ง ถึงแม้ผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมาจะน้อยนิด แต่ดูจากใบหน้าที่เปื้อนเลือดเป็นคราบเหมือนถูกป้ายและกระเซ็นใส่ การที่โดนจับใส่ก้อนน้ำแข็งแล้วมาโผล่ที่กลางร้าน ยองแจใช้สมองประมวลผลได้ไม่ยากว่าร่างของคนๆ นี้จะต้องถูกส่งมาไม่ใครก็ใครจากสี่คนที่ยังไม่กลับเข้ามาที่ร้าน

            แต่ถ้าให้เดา...

            แอ๊ด!

            ตาเรียวเหลือบมองไปยังประตูบานนั้น ร่างโปร่งที่เพิ่งเจอกันเมื่อไม่กี่นาทีนี้กำลังอุ้มร่างบางคุ้นตาเอาไว้

            “อ้าวพี่มาร์ค ไอ้แบมมันเป็นอะไรน่ะพี่” ละสายตาจากร่างคนตรงหน้าหันไปหารุ่นพี่ที่กำลังเดินอุ้มเพื่อนของเธอเข้ามาใกล้

            แบมแบมหันหน้าที่ซุกอยู่กับอกแกร่งไปมองเพื่อนรัก

            “ไอ้แบม ปะ เป็นอะไร อย่าบอกนะว่า” ยองแจชี้นิ้วไปที่คราบเลือดที่ยังคงติดที่ริมฝีปาก

            “อือ อย่างที่แกคิดนั่นแหล่ะ อย่าเข้ามาใกล้ก็แล้วกัน ไปนั่งที่ตัวนั้นเลย” มือบางชี้ไปที่โซฟาตัวที่ไกลจากเธอที่สุด

            “อ้อ อือ ได้ๆ” ยองแจเดินไปนั่งตามที่แบมแบมบอกอย่างว่าง่าย

            ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของมาร์คตลอดเวลา เขาปล่อยร่างบางนั่งลงที่โซฟาก่อนที่เขาเองจะนั่งลงข้างๆ เช่นกัน มือแกร่งเลิกชายเสื้อคลุมของน้องขึ้น

            “พี่มาร์คจะทำอะไรคะ?” แบมแบมถามเมื่อมือของคนตัวโตกว่าดันให้เธอนอนลง

            “นอนนิ่งๆ ครับ”

            “แล้วพี่จะเปิดเสื้อแบมทำไมเล่า!

            มือแกร่งทั้งสองข้างกำลังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน มาร์คเลิกเสื้อของน้องขึ้นจนเห็นหน้าท้องที่มีรอยม่วงช้ำเกิดขึ้น กัดกรามกรอด ตาคมเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ เขาไล้มือไปตามรอยช้ำนั้นอย่างเบามือ

            “เจ็บหรือเปล่า?”

            “เอ่อ ไม่เท่าไหร่ค่ะ” จะบอกว่าไม่เจ็บก็คงโกหก จะบอกว่าเจ็บก็กลัวว่าคนที่โดนจับอยู่ในก้อนน้ำแข็งจะโดนฆ่าตายเสียก่อน อตอบแบบกลางๆ ก็แล้วกัน

            “หึ แสดงว่าเจ็บ” ดึงชายเสื้อลงปิดให้เรียบร้อย “เดี๋ยวเสร็จเรื่องนี้แล้วกลับห้องไปทายา”

            “ค่ะ แบมมียาที่ห้อง เดี๋ยวแบมทา”

            “กลับห้องแล้วพี่จะจัดการเอง” น้ำเสียงดุเข้ม ตาคมมองกดดันคนที่มีความผิดติดตัว

            “...” แบมแบมเลือกที่จะเงียบ มาร์คอยากจะทำอะไรก็เชิญเลยเธอยอมแล้ว เถียงไปก็เหนื่อยเปล่าๆ ร่างโปร่งเห็นอีกคนนิ่งไปก็ได้แต่ยกมือขึ้นลูบศีรษะทุยเบาๆ

            “อย่าทำให้พี่ต้องเป็นห่วง เข้าใจหรือเปล่าครับ?” ท้ายเสียงเจาะจง แบมแบมที่หน้าเริ่มบูดแต่สมองก็คำนวณผลได้ผลเสียอยู่ตลอด

            ถ้าบอกไม่เข้าใจ สงสัยคืนนี้โดนเทศน์ยาว ถ้าอย่างนั้น

            “เข้าใจค่ะ”

            “ดี ให้มันเข้าใจจริงๆ นะ อย่าให้มีครั้งต่อไปอีก”

            “...” เธอไม่รับปากหรอก...เรื่องอะไร

            ยองแจที่นั่งอยู่ไกลสุดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เฮ้ สนใจกันหน่อยได้มั้ย ยังมีอีกคนนั่งอยู่และอีกคนที่อยู่ในก้อนน้ำแข็งนะ อย่าเพิ่งสร้างโลกส่วนตัวกันจะได้มั้ย เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักเริ่มจะหน้าบูดมากว่าเดิม ยองแจตัดสินใจเอ่ยออกมา

            “พี่มาร์คคะ คนในก้อนน้ำแข็งเขาคือใครคะ?”

            “ครับ อ๋อ” มาร์คหันกลับไปหายองแจ เขาเกือบลืมไปเลยว่ายังมีคนอื่นอยู่ในห้องอีก “พี่ปานเทพน่ะ”

            “คนนี้น่ะเหรอคะ แล้ว?”

            “พอดีหลังจากที่พี่เดินตามไปด้านหลัง ก็เห็นแบมกำลังเอากล้องส่องทางไกลส่องทางหลังคาน่ะ พอพี่ส่องดูก็รู้ว่าพี่ปานเทพนั่งอยู่”

            “อ้าว แล้วที่พี่เจบีเฝ้าอยู่ล่ะคะ”

            “นั่นแหล่ะที่พี่อยากจะรู้” มาร์คไม่รอช้ายกแหวนที่สวมขึ้นมาตรงหน้า ร่ายเวทเพียงไม่กี่นาทีก็ติดต่อปลายสายได้ ซึ่งดูเหมือนว่าเจบีจะเลือกรับโดยไม่ออกเสียง

            ไง พี่ปานเทพยังอยู่มั้ย

            เออ ยังนั่งอยู่เลยเนี่ย ไม่รู้จะนั่งถึงกี่โมง

            กูว่ามึงไม่ต้องเฝ้าแล้ว กลับมาที่ร้านเลย มีอะไรจะให้ดู

            อะไร? เออๆ จะรีบกลับไปแล้วเจบีก็ตัดสายทิ้งอย่างรวดเร็ว มาร์คที่ขมวดคิ้วนิดๆ ก็พูดขึ้นให้สองสาวที่รอฟังข่าวจากฝั่งนั้นอยู่ฟัง

            “เจบีบอกว่า พี่ปานเทพยังนั่งดื่มอยู่ในร้านไม่ไปไหนเลย”

            “อ้าว แล้วคนนี้ล่ะคะ?” ยองแจถามขึ้นอย่างสงสัย

            “ก็คงต้องถามเจ้าตัวดู แล้วตกลงน้องแบมทำอะไรพี่ปานเทพครับ”

            แบมแบมที่ยันตัวขึ้นนั่งเหมือนเดิมหันไปหาคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง “เอาจริงๆ เลยนะคะพี่มาร์ค ตอนแรกแบมกะว่าแค่จะดีดยาพิษใส่ แต่พี่เขาก็ปัดทิ้งแล้วก็ซัดเข้าที่ท้องแบม จริงแล้วเนี่ยแบมก็หลบทันค่ะ แค่ไม่ได้หลบ”

            “แล้วทำไมไม่หลบ?”

            “พี่มาร์ค” เรียกเสียงอ้อน ยกมือขึ้นเกาะแขนแกร่งตรงหน้าให้อีกฝ่ายใจเย็นๆ “พอดีตอนนั้นแบมนึกขึ้นได้ แม่บอกว่าไม่ให้พวกแบมยุ่งใช่มั้ยล่ะคะ แต่ถ้าเกิด...”

            “แต่ถ้าเกิดแบมเจ็บตัวเพราะพี่ปานเทพ แม่แบมจะยอมให้แบมยุ่งอย่างนั้นน่ะเหรอ ใช่มั้ยครับ แบมคิดอย่างนั้นใช่มั้ย? ตอบพี่มาสิ” เขาคาดคั้นขึ้นมาด้วยท่าทางนิ่งๆ

            “ค่ะ”

            มาร์คจ้องว่าที่คู่หมั้นอย่างดุๆ “แม่แบมห้ามพวกแบมแต่ไม่ได้ห้ามพี่ คราวหลังให้พี่ทำก็ได้ อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นอีก”

            ร่างบางจ้องกลับไปตาไม่กะพริบหลังจากได้ยินมาร์คพูด มือบางเลื่อนจากแขนแกร่งไปหามือของคนตัวโตกว่า บีบเบาๆ ก่อนจะหลุบสายตาลงมองที่สองมือกุมกันไว้

            “ขอบคุณค่ะ ครั้งนี้แบมยอมรับผิด รับปากว่าครั้งหน้าจะไม่มีการเจ็บตัวอีกแน่นอนค่ะ”

            “อย่าดื้อมากนักนะเราน่ะ” โดนน้องอ้อนมาร์คก็เลยยอมที่จะลดความโหดลง แบมแบมยิ้มทะเล้นส่งให้ก่อนจะเอนศีรษะซบที่แขนแกร่ง

            “ค่า”

            มาร์คที่โดนน้องอ้อนแบบนี้เป็นครั้งแรกได้แต่นั่งยิ้ม ไม่ทันเห็นว่าคนที่ซบแขนอยู่ทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ยังไง

            แต่ยองแจเห็น

            ร่างอวบที่นั่งมองสองคู่รักปรับทัศนคติ เอ่อ ปรับความเข้าใจกันก็อมยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบของแบมแบม เพื่อนเลือกตอบว่าครั้งหน้าจะไม่มีการเจ็บตัวอีก แสดงว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแบมแบมคงใช้วิธีจัดการเหยื่อด้วยความรวดเร็ว ไม่มียืดเยื้อให้เสี่ยงเจ็บตัวแน่ๆ

            ทั้งๆ ที่ปกติเพื่อนรักของเธอก็ระมัดระวังตัวเองมากอยู่แล้ว ครั้งนี้เชื่อเลยว่าถ้าไม่อยากหาข้ออ้างกับมารดา แบมแบมก็คงไม่ยอมใช้วิธีนี้หรอก คนที่อยู่ยอดปิรามิดเป็นผู้ล่าเหนือสุดทั้งมวลของแบมแบมก็คือมารดา ปานเทพที่ตอนนี้นอนอยู่ในก้อนน้ำแข็งไม่มีความหมายในการให้เพื่อนของเธอตัดสินใจทำอะไรทั้งนั้น

            สีหน้าเจ้าเล่ห์แบบนี้ของแบมแบม ยองแจก็ได้แต่อวยพรรุ่นพี่อยู่ห่างๆ เป็นแฟนเพื่อนเธอต้องอดทน เพราะเรื่องมันเยอะเหลือเกิน

            แอ๊ด!

            “ตกลงมีเรื่องอะไรกัน?” เจบีที่รีบกลับมาเอ่ยถามขึ้น ตาเรียวเหลือบไปเห็นคนที่ลอยอยู่กลางร้าน เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

            “เห้ย! พี่ปานเทพนี่ ทำไมมาอยู่ในนี้ได้ล่ะ” ถามขึ้นอย่างตกใจ

            “มานั่งนี่ จะได้อธิบายทีเดียว” มาร์คเรียกเพื่อนซึ่งเขบีเองก็รีบเดินเข้าไปนั่งโซฟาใกล้ๆ ทันทีไม่ต้องให้เรียกซ้ำสอง

            “ว่ามาเลย เร็วๆ อยากรู้แล้ว อ้าว แบมเป็นอะไรทำไมที่ปากมีคราบเลือด” เจบียื่นมือไปหมายจะเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนริมฝีปากให้น้อง

            เพี๊ยะ!

            ร่างบางยกมือขึ้นตีแกมปัดมือข้างนั้นให้ห่างออกไป “อย่าค่ะ”

            เจบีนิ่งค้างเมื่อถูกปฏิเสธ มาร์คเห็นว่าท่าจะยาวก็เลยตัดบทเป็นคนเล่าเรื่องเองซะเลย

            “พอได้แล้วสองคนน่ะ ไอ้เจบีน้องไม่ให้วุ่นก็อย่าไปวุ่น หันมาฟังทางนี้เดี๋ยวจะรีบเล่าให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

            “เออๆๆ เล่ามา กูพร้อมฟังแล้ว”

            “เล่าแบบรวบรัดเลยแล้วกันนะ หลังจากที่กลับมาถึงที่นี่ พอดีกับที่แบมแบมเดินไปสำรวจหลังร้าน กูก็เลยเดินไปหาน้อง ไปเจอน้องกำลังส่องกล้องไปทางหลังคาพอดี พอกูส่องบ้างก็เห็นว่าเป็นพี่ปานเทพกำลังนั่งส่องกล้องไปทิศเดียวกับที่เราไปเฝ้าที่ร้านเหล้าน่ะ คราวนี้แบมก็เลยคิดว่าอยากจะจัดการให้เสร็จเรื่องเสร็จราว เพราะว่าน้องเริ่มเบื่อ อ่ะ แบมก็เลยบอกว่ามีแผน พุ่งเข้าไปหาพี่ปานเทพแล้วก็โดนซัดเข้าที่ท้องหนึ่งหมัด ท้องน้องม่วงเลย” แผนน่ะเล่ารวบรัดแต่พอถึงอาการของแบมแบมเล่าใส่อารมณ์จัดเต็มมาก เจบีที่ได้ยินว่าน้องสาวโดนต่อยมาก็เริ่มเป็นห่วง

            “เจ็บมั้ย พี่ปานเทพทำจนเลือดออกปากเลยเนี่ยนะ น้องเป็นผู้หญิงนะเว๊ย ตัวนิดเดียวทำไมทำน้องได้วะ สรุปคือมึงจัดการพี่ปานเทพซะเละใช่มั้ย” เจบีบ่นเสร็จก็หันไปถามเพื่อน

            “เปล่า ฝีมือแบมแบมนะ”

            เมื่อพี่ชายหันไปหา แบมแบมก็เริ่มต่อจากที่มาร์คอธิบายไปแล้วทันที

            “ถือว่ามากันแล้วนะคะ ขาดแค่พี่แจ็คสันคนเดียว พี่เจบีค่อยไปเล่าให้ฟังอีกทีก็แล้วกันค่ะ เอาเป็นว่าใจจริงแล้วแบมไม่ได้อยากจะใช้วิธีนี้ในการจัดการพี่ปานเทพเพราะว่ามนมีอีกหลายวิธีที่จะทำได้ แต่เพราะว่าแม่บอกว่าเราสามคนห้ามยุ่งกับพี่ปานเทพ แต่แบมหงุดหงิดที่จะต้องมาหวาดระแวงเสียเวลาทำมาหากินหมด แบมก็เลยกะจะวางยาพิษแล้วเค้นหาคำตอบกับพี่ปานเทพ ซึ่งแบบเดินเข้าไปหาพี่ปานเทพเลยโต้งๆ ลองดีดยาเข้าใส่ซึ่งๆ หน้านี่แหล่ะแต่ก็โดนพี่ปานเทพปัดทิ้งและซัดเข้าที่ท้องแบมหนึ่งหมัด

            บอกเลยว่าหมัดแค่นั้น จริงๆ แล้ว...แบมหลบได้ แต่แบมไม่หลบเพราะแบมจะเอาไว้อ้างกับแม่ว่าพี่ปานเทพทำร้ายแบมน่ะ พี่เจบีเข้าใจใช่มั้ยว่ายังไงแม่ก็เข้าข้างแบมแน่นอน เพราะแบมเจ็บอ่ะ อีกข้อนึงก็คือแบมยอมรับว่าโกรธมากที่พี่ปานเทพไม่ลังเลแม้แต่น้อย ตอนที่จะซัดเข้าท้องของแบม อัดเข้ามาเต็มๆ แรง ถ้าแบมไม่ได้คำนวณเอาไว้ก่อนแบมน่าจะเจ็บกว่านี้ นี่แบมเลือกรับเอาแค่พอให้กระอักเลือดเท่านั้น ไม่ได้ถึงขนาดข้างในร่างกายพังยับ

            คราวนี้มาพูดถึงว่าทำไมแบมจะต้องยอมเจ็บจนถึงขั้นกระอักเลือด ตอนแรกแบมว่าจะใช้พิษเจ็ดราตรีแต่สังเกตดูแล้วพี่ปานเทพมีท่าทีระมัดระวังมาก แบมกลัวเสียของถ้าเขาทำของแบมหก ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว แบมก็เลยใช้โอกาสเจ็บตัวคราวนี้ให้เป็นปะโยชน์ เลือดของแบม ไม่สิ...ในร่างกายของแบมเลี้ยงสัตว์ชนิดหนึ่งเอาไว้ มันเป็นสัตว์ที่มีพิษที่สุด พิษของมันคือพิษที่อยู่เหนือพิษชนิดใดทั้งปวง

            ฤดูร้อนปีนั้น แม่ให้อาจารย์สอนพิษพาแบมไปที่บ้านของอาจารย์ เริ่มให้แบมเตรียมร่างกายให้พร้อมโดยการกินสมุนไพรพิษเข้าร่างกายตามวิธีที่สืบทอดกับมาจากบรรพบุรุษของตระกูลผู้ใช้พิษ ผ่านไปสามเดือนแบมกินทุกอย่างที่มีพิษเข้าไป ร่างกายพร้อมสำหรับเป็นที่อยู่เริ่มแรกสำหรับฟักไข่เจ้าสัตว์ชนิดนี้ แล้ววันนั้นอาจารย์ก็ฉีดไข่ของมันเข้าไปในเส้นเลือด

            ทำให้เลือดของแบมเต็มไปด้วยพวกมัน หากใครโดนเลือดของแบมเข้าไป มันจะซึมเข้าไปใต้ผิวหนังแล้วก็จัดการเหยื่อจนตายภายในหนึ่งเดือน แต่ทุกหกโมงเย็นจนต้องดิ้นทุรนทุราย ปวดหัว คันใต้ผิวหนังเหมือนกับมีขบวนของเหล่าแมลงเดินอยู่เต็มไปหมด คนที่โดนมักจะไม่รอดจนถึงวันที่สาม เพียงเพราะว่าอาการปวดหัวกับอาการคันทำให้ทนไม่ไหวจนถึงกับต้องฆ่าตัวตายหนีความทรมานนี้นั่นเอง พอคนตาย แม้ว่าอยู่ไกลแค่ไหนพวกมันก็จะกลับมาหาเจ้าของของมันดังเดิม”

            สิ้นเสียงหวาน ยองแจที่รู้อยู่แล้วทำหน้าแหยๆ ส่วนสองหนุ่มมีสีหน้าที่เดาไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกยังไงกันแน่ มาร์คที่นึกขึ้นได้เอ่ยถามขึ้น

            “แต่พี่โดนเลือดแบมนะ”

            “ก็พี่มาร์ค...” มือบางป้องปากเข้าหามาร์คก็ไม่ขัดน้องเอนตัวเข้าหาน้องเช่นกัน แบมแบมกระซิบอยู่นานมาร์คก็อมยิ้มทันที

            “อ้าว แล้วกรณีพี่ปานเทพล่ะ”

            “ถ้าแบมยังไม่มีพี่ ก็ถือว่าไม่มียาถอนพิษค่ะ แต่ตอนนี้มีพี่มาร์ค อย่างน้อยพี่ปานเทพก็ไม่ตาย และจะไม่สาหัสถ้ารีบบอกข้อมูลมาซะ”

            เจบีที่นั่งเงียบอยู่นานแล้วเริ่มโวยขึ้น เมื่อสองคนคุยกันงุ้งงิ้ง “เห้ย สองคนนั่นน่ะ อย่าซุบซิบกันเอง บอกด้วย นี่ก็รอฟังอยู่เหมือนกันนะครับ ตกลงไอ้มาร์คโดนเลือดแบมแล้วมันจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ย โอเค เท่าที่พี่เห็นตอนนี้คือมันไม่เป็นอะไร แต่คำถามของพี่ที่จะถามก็คือ ทำไมมันถึงไม่เป็นอะไร?”

            “เดี๋ยวแจตอบพี่แทนไอ้แบมมันก็ได้ค่ะ ว่าไอ้ตัวที่แบมแบมเลี้ยงเนี่ยมันไม่ทำร้ายคนที่เป็นแฟนกันกับเจ้าของมัน ต้องเป็นแฟนแบบที่มีอะไรกันแล้วด้วยนะคะ สรุปคือพี่มาร์ครอดเพราะเป็นแฟนแบม”

            “แล้วตกลงมันชื่ออะไรไอ้ตัวที่แบมเลี้ยงไว้น่ะ”

            “นางฟ้าน้อย แบมเรียกมันแบบนี้ค่ะ”

            มาร์คหันไปสบตากับเจบี พวกเขาไม่ได้สนใจทางสายนี้สักเท่าไหร่จึงทำให้ไม่ได้รู้สึกคุ้นหูกับชื่อที่แบมแบมบอกมาแม้แต่น้อย

            “แต่มันจะไม่มีอันตรายใดๆ เลยนะคะ เพราะว่านางฟ้าน้อยที่อาจารย์เพาะไว้ในตัวของแบมนั้น มันมีคุณสมบัติทำให้ร่างกายนี้ทนพิษทุกอย่างในโลก แม้แบมจะโดนคนวางยาพิษเท่าไหร่ก็ไม่ตายเพราะว่าแบมมีพิษที่ร้ายแรงที่สุดอยู่แล้วในร่างกาย แม่บอกว่าที่ให้อาจารย์เพาะไข่ของมันกับร่างกายของแบมก็เพื่อที่แบมจะได้ไม่เป็นอันตรายจากพิษทุกอย่างแน่นอนค่ะ”

            “อ้าว เจบี แม่แกไม่ได้ให้อาจารย์เพาะไข่ของมันในตัวแกบ้างเหรอ”

            “ไม่ว่ะ พวกกูสองคนกับน้องเรียนตามที่พ่อกำหนดมาตั้งแต่แรก เน้นไปทางสายอาวุธกับเวทย์และการปกครองซะมากกว่าว่ะ คงเพราะแบมแบมเป็นผู้หญิงด้วยละมั้ง แม่ถึงได้ห่วงมาก ได้ข่าวว่าแม่อัดทุกอย่างให้เราหมดเลยนี่ เหนื่อยหน่อยนะแต่เก่งมากเช่นกัน” เจบีอวยแบมแบมก่อนจะถามขึ้นเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้

            “เออ แล้วเมื่อไหร่จะได้คุยกับพี่ปานเทพเนี่ย ดึกแล้วนะเว๊ย พรุ่งนี้มีเรียนด้วย”

            แอ๊ด!

            ประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อของแจ็คสัน

            “กลับมาแล้ว เหนื่อยมากขอนั่งพักก่อนนะ” ว่าจบก็นั่งลงที่โซฟาตัวเดียวกับร่างอวบที่ยึดครองอยู่ก่อนแล้ว

            “ตามไปถึงไหนมาล่ะ?” เจบีถามน้องชายแต่ฝ่ายที่ถูกถามกลับยกมือขึ้นห้ามเหมือนขอเวลาพักก่อน

            “แก่ก็อย่างนี้แหล่ะนะพี่แจ็คสัน” เอ่ยออกมายิ้มๆ

            “อ้าวๆๆ พูดอย่างนี้มีเรื่องแน่น้องหมวยยองแจ” จากที่หมดแรงเมื่อครู่มีแรงขึ้นมาทันที

            “อย่าเพิ่งตีกันค่ะ มากันครบทุกคนแล้วได้เวลาเค้นข้อมูลจากพี่ปานเทพแล้วค่ะ” เสียงหวานของแบมแบมเอ่ยขัดพี่ชายคนรองกับเพื่อนรักที่กำลังจะแขว่ะกัน “พี่มาร์คคะ”

            ร่างบางเอ่ยเรียกเจ้าของเวทย์เพื่อให้ช่วยสลายก้อนน้ำแข็งที่ทำการกักปานเทพเอาไว้ออกให้ที มาร์คเมื่อได้ยินก็รู้ว่าต้องทำอะไรทั้งๆ ที่ได้ยินเพียงอีกฝ่ายเรียกแค่ชื่อของตน ถือว่ามองตาได้ยินเสียงเรียกก็เข้าใจกันแล้ว ความสัมพันธ์พัฒนาไปอีกขั้นจริงๆ

            ร่างโปร่งลุกขึ้นเดินไปที่กลางห้อง มือเรียวยื่นออกไปด้านหน้าเพียงเล็กน้อย เสียงพึมพำร่ายเวทดังแว่วออกมาแต่จับไม่ได้เป็นคำๆ ได้ยินเป็นเสียงรัวเร็ว

            เปรี๊ยะ!

            เกิดเสียงดังขึ้น ก้อนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของปานเทพอยู่ปริออกจากกันก่อนจะกลายเป็นละอองน้ำขนาดเล็กกลับสู่มือเรียวที่ยื่นออกมาด้านหน้าเล็กน้อยนั้น ร่างหนาของปานเทพที่ลอยอยู่ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงเรื่อยๆ จนลงไปนอนราบที่พื้น

            ทันทีที่หลังของปานเทพถึงพื้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมือหนายกขึ้นกุมขมับจิกทึ้งเส้นผมหวังจะช่วยลดอาการทุรนทุรายนี้

            “อ๊าก! โอย ปวดหัว ปวด ช่วยด้วย” ตาที่เริ่มพร่าลงหลังจากปรับสภาพได้เมื่อลืมตาขึ้นมา ความรู้สึกที่ได้รับมันเกินจะบรรยายก่อนที่จะต้องดิ้นพล่านจนต้องลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง

            มือหนาเริ่มถอดเสื้อคลุมออกทางศีรษะ ดึงรั้งเสื้อที่ใส่ออกให้หมดไม่เว้นแม้แต่กางเกงที่สวมเอาไว้

            “โอ๊ยคัน! คันไปหมด”

            เสียงเล็บครูดไปกับเนื้ออย่างไม่ปราณี หวังว่าจะบรรเทาหากแต่มันกับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งเกาเลือดยิ่งออกยิ่งคันมากกว่าเดิม รอยแดงบัดนี้เต็มไปทั้งตัว

            สองสาวได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ภาพผู้ชายโป๊ตรงหน้าทำเอาพวกเธอพูดไม่ออก แจ็คสันเห็นท่าไม่ดียกมือขึ้นปิดตายองแจ มาร์คที่เดินกลับไปก็รั้งแบมแบมให้เข้ามาซบแถวหน้าท้องใช้ตัวเองบังเอาไว้ไม่ให้เห็น

            “พี่มาร์คอย่าบัง แบมจะดู นี่เป็นครั้งแรกนะที่ได้เห็น แบมไม่เคยใช้มันมาก่อน รู้แค่วิธีใช้แต่ไม่เคยใช้ตอนนี้แหล่ะถือเป็นโอกาสได้เรียนรู้” ในฐานะนักปรุงยา อาการที่คนโดนแสดงออกมาเป็นสิ่งที่ล้ำค่า ห้ามพลาดเด็ดขาด

            เธอต้องได้เห็นของจริงสิ!

            “...”

            “นะคะ” พยายามอ้อนสุดฤทธิ์แต่เมื่อคนตัวโตมัวแต่ตัดสินใจแบมแบมยกมือขึ้นหยิกสอดเข้าไปในเสื้อของมาร์คทันที

            หมับ!

            “โอ๊ย! ซี๊ด! แบมหยิกพี่ทำไมครับ” โวยเล็กๆ พร้อมกับผล่ะออกห่างเปปิดเสื้อดูรอยแดงที่เกิดขึ้น

            “ก็พี่มาร์คอยากช้าเองทำไมล่ะคะ อย่าบังแบม แบมจะดูพี่ปานเทพ” มือบางดันคนตัวโตให้ออกจากระยะบังสายตา มาร์คที่ลูบรอยแดงป้อยๆ ก็ได้แต่ปลง จะให้เขาหยิกน้องคืนก็คงทำไม่ได้ ทำอะไรรุนแรงก็ทำไม่ได้สักอย่าง คงต้องตามใจอย่างเดียว

            อยากดูก็ดูไปเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #3361 BowLoveBaByBam (@BowLoveBaByBam) (จากตอนที่ 175)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 22:45
    น้องมีความสามารถมากก และนิยายก็ดีมาก เสียดายมากขึ่นไปอีกที่ตามอ่านไม่ทัน e-book ภาค 1 ได้ซท้อไปแล้ว หวังว่าภาค 2 จะมาเร็วๆนี้น้าค่า แง อยากอ่านมากจริงๆ
    #3361
    0
  2. #3286 Mo00 (@momojung00) (จากตอนที่ 175)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 23:00
    มาลงให้อีกรอบแล้ว ขอบคุณนะคะ กลับมาอ่านอีกรอบ คิดถึงเรื่องนี่มาก รอ e-book ภาค2 อยู่น้าา
    #3286
    2
    • #3286-1 pandaztik (@pandaztik) (จากตอนที่ 175)
      3 เมษายน 2561 / 00:16
      ภาค2 ณ เวลาปัจจุบันมี1119หน้าA5ยังไม่แก้ไขและเกลาคำยังไม่นับตอนพิเศษอีก5ตอนที่กำลังจะเขียนค่ะ
      #3286-1
    • #3286-2 Mo00 (@momojung00) (จากตอนที่ 175)
      3 เมษายน 2561 / 11:54
      หูยยเยอะมาก เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้สู้ จะคอยติดตามนะคะ
      #3286-2