Angel academy [MarkBam]

  • 80% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 182,166 Views

  • 3,441 Comments

  • 4,387 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    288

    Overall
    182,166

ตอนที่ 176 : ภาค 2 - 62 - 96

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 828
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    2 เม.ย. 61

**************ยังไม่แก้ไขคำผิดการเว้นวรรคใดๆในนี้เลยนะคะ เชิญอ่านได้เลยค่ะ ใจจริงอยากจะลงทั้งหมด604หน้าA4ให้อ่านเลยแต่พอเอามาวางแล้วมันไม่ยอม เสียดาย****



            ทุกคนในที่นี้มองไปยังปานเทพเป็นตาเดียว รวมทั้งยองแจที่ดิ้นจนหลุดจากแจ็คสันโดยใช้เหตุผลเดียวกับเพื่อนรัก

            “พี่ว่ามันทรมานนะ เรารีบถามพี่เขาเถอะ” เจบีที่นั่งอึ้งอยู่นานเอ่ยขึ้น เห็นแบบนี้เข้าเขาก็เริ่มสงสารและดูเหมือนทุกคนก็เริ่มรู้สึกตัว

            “ใครถามดีพี่” เสียงแจ็คสันดังแทรกเสียงร้องทุรนทุรายของลูกพี่ลูกน้อง

            มาร์คที่นั่งลงข้างๆ คนตัวเล็กกว่าแล้ว วาดแขนขึ้นไปด้านหลังพนักพิงรั้งร่างน้องให้เข้ามานั่งชิด แบมแบมได้แต่มองพี่ชายสองคนสลับกับอาการของปานเทพ เธอไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสองคนไปแล้วกัน

            “เออ แล้วพี่เขาดิ้นอย่างนี้จะคุยกันรู้เรื่องเหรอแบม” เจบีคิดแล้วว่าไม่น่าจะคุยกันได้จึงหันมาถาม แบมแบมนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ว่าจะเอายังไง สมองน้อยๆ นึกทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมา

            ร่างบางลุกขึ้นเดินไปหาปานเทพที่กำลังดิ้นทุรนทุรายกับอาการปวดศีรษะอยู่ เลือดออกเต็มตัวตามรอยเล็บที่ขูดผิวหนังไปทั่วตัว แบมแบมล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมเพื่อหยิบมีดขนาดเล็กออกมา เป็นมีดพับขนาดเล็กที่เธอพกเอาไว้เพื่อใช้ตัดของเล็กๆ น้อยๆ

            มาร์คขมวดคิ้วทันทีที่เห็น เขาเดาออกทันทีว่าน้องจะทำอะไร คืนนี้ยังต้องเจ็บตัวอีกแล้วสินะ ร่างบางที่กางมีดพับในมือออกแล้วก็ไม่รีรอจิ้มปลายมีดลงไปที่ปลายนิ้วนางข้างซ้ายทันที

            แต่ไม่ลงน้ำหนัก...

            ร่างบางหันไปหาเพื่อนรัก “แจมีเข็มเย็บผ้ามั้ย?”

            “อ่ะ อ๋อ มีๆๆ” รีบล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมเพื่อเอาชุดเย็บผ้าแบบพกพาออกมาให้เพื่อน ยองแจหยิบเข็มขึ้นมาแล้วลุกขึ้นเดินเอาไปให้เพื่อนรักทันที “อ่ะ ระวังตกนะ”

            “อือ ขอบใจ” แบมแบมวางมีดที่พับเก็บคมเข้าที่เดิมแล้วไว้บนพื้นก่อนที่จะรับเข็มมาแล้วจิ้มลงไปที่ตำแหน่งเมื่อครู่อย่างไม่ลังเล คราวนี้เลือดสีแดงเข้มเอ่อออกมาที่ปลายนิ้ว

            ร่างบางหยดเลือดที่เอ่อออกมาลงบนพื้นห่างจากร่างที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่พอประมาณก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม

            ทุกสายตาจับจ้อง

            ปานเทพที่ดิ้นอยู่ในตอนแรกเริ่มหยุดนิ่ง เมื่อรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะและอาการคันใต้ผิวหนังไปทั่วร่างกายจนเหมือนกำลังจะตายนั้นหยุดลงในทันที ร่างกายที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ยังคงนอนหอบอยู่ที่พื้น เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังเทไปที่ปลายนิ้วชี้ข้างขวา เหมือนมีตัวอะไรกำลังเดินขบวนไปที่นั่น ความรู้สึกรับรู้ของขาเป็นเช่นนั้น

            ร่างบางที่โดนมาร์คกอดเอวเอาไว้ชะเง้อมอง เธอเห็นว่ามีกลุ่มแดงคล้ายจ้ำเลือดเคลื่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนังของปานเทพจนไปกระจุกอยู่ที่ปลายนิ้วชี้ขวา จนบัดนี้นิ้วชี้ข้างนั้นเป็นสีแดงคล้ำไปทั้งนิ้วก่อนจะเห็นว่ามีอะไรออกมาจากซอกเล็บของปานเทพ ตัวเล็กๆ เหมือนเม็ดทรายละเอียดกำลังออกมาเต็มไปหมดแล้วเรียงตัวกันไปหาหยดเลือดที่แบมแบมหยดเอาไว้ที่พื้น จนตอนนี้หยดเลือดเหมือนจะใหญ่ขึ้นอีกนิดนึง

            เจบีเห็นดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้ถามไถ่ปานเทพทันที “พี่ปานเทพครับ ผมจะไม่อ้อมค้อมนะ พี่กำลังทรยศเผ่าเทพใช่มั้ย?”

            “...” ปานเทพที่แผ่หลาอยู่บนพื้นทั้งๆ ที่เปลือยเปล่าตาลอยมองเพดาน เสียงทุ้มของน้องชายดังเข้าหู เป็นคำถามที่เขาต้องคิดหาคำตอบแม้ยามที่เจ็บเจียนตาย

            “ว่ายังไงครับพี่ปานเทพ ตอบพวกผมมาเถอะ” เสียงแจ็คสันดังแทรกขึ้นมา

            “หึ ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆ ไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างพวกแก บังอาจมาคาดคั้นเอาคำตอบกับกูเนี่ยนะ” ขยับแขนหมายจะยันพื้นเพื่อลุกขึ้นนั่ง

            “อย่า...” ร่างบางพูดขึ้น มาร์คหันไปมอง

            “ทำไมพวกผมจะถามพี่ไม่ได้ ในเมื่อพี่คิดจะทรยศ” เจบีเสียงเข้ม

            “มีหลักฐานหรือเปล่าล่ะว่ากูทรยศ” ปานเทพยันตัวลุกขึ้นนั่งจนสำเร็จ ทันใดนั้นเองสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกว่าเม็ดทรายที่เข้าในนอนเล่นอยู่ในหยดเลือดมาหลายนาทีก็พุ่งออกมาจากหยดเลือดหยดนั้นอย่างรวดเร็ว

            “..ขยับ” เสียงหวานพูดแผ่ว มาร์คที่จ้องน้องอยู่ตลอดขมวดคิ้ว

            พอประมวลผลได้เขาจึงรีบหันกลับไปมองที่แบมแบมกำลังจ้องอยู่ เห็นจะๆ กับตาว่ามีการพุ่งเข้าหาของสิ่งมีชีวิต มันไวมากเสียจนปานเทพเองก็ไม่รู้ตัว

            “ฮึก! อ๊าก! โอ๊ย! คัน คันโว๊ย มันเป็นเหี้-อะไรกันวะเนี่ย” ลงไปดิ้นที่พื้นเหมือนก่อนหน้านี้

            “ก็แบมบอกแล้วว่าอย่าขยับ”

            “...” มาร์คหันกลับไปมองคนตัวเล็กที่พูดออกมาหน้าตาเฉย ถ้าจำไม่ผิดแบมแบมพูดออกมาด้วยระดับเสียงที่เหมาะกับการเอาไว้พูดบนเตียงในห้องสองต่อสองเงียบๆ กับเขาน่ะ เป็นระดับเสียงที่ไม่เหมาะกับการพูดในตอนนี้เพราะพูดให้ตายยังไงปานเทพก็ไม่ได้ยิน ร่างโปร่งยกยิ้มให้ไป แบมแบมหันมาทำตาปริบๆ ใส่เขาด้วยความงงว่าตัวเองทำอะไรมาร์คถึงได้ส่งยิ้มให้

            “แบมแบม เอาไงล่ะทีนี้พี่ปานเทพเป็นอีกแล้วเนี่ย” แจ็คสันเอ่ยแทรกความหวานของสองคนที่เกิดขึ้นไม่รู้จักเวลา “ไอ้มาร์คหยุดยิ้มให้น้องกูก่อน”

            “...” มาร์คยังคงยิ้มหวาน แบมแบมหันไปตอบพี่ชายคนรอง

            “ก็คงต้องทำเหมือนเดิม เอาเป็นว่ารอบนี้พี่ต้องรีบถามนะคะ พวกมันไม่ยอมให้เหยื่อซ่ามากค่ะ ควรอยู่ท่าไหนท่านั้น พี่ก็บอกพี่ปานเทพด้วยแล้วกันว่าห้ามเปลี่ยนท่า”

            ร่างบางลุกขึ้นเดินกลับไปทำเหมือนดังเดิม เข็มเล่มเดิมถูกกดลงปลายนิ้วเล็กๆ นั้นก่อนจะหยดเลือดที่เอ่อออกมาข้างๆ หยดเลือดหยดเก่านั่นเอง เมื่อทุกอย่างวนกลับเข้าสู่สภาวะก่อนหน้า ปานเทพก็กลับมาคุยได้สักที

            ท่ามกลางการคาดคั้นเอาคำตอบและการตั้งคำถามของทั้งเจบีและแจ็คสัน อีกสามคนขอเป็นเพียงแค่คนนั่งดูเท่านั้น

 

            ตีสอง

            การพูดคุยที่เข้มข้นยังคงดำเนินต่อไป หากแต่ตอนนี้ทุกคนนั่งอยู่ในวงเวทย์ที่เจบีเป็นคนสร้างขึ้นมา คนภายนอกมองมาก็มองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ในวงเวทย์รวมทั้งไม่ได้ยินเสียงราวกับไม่มีตัวตน แบมแบมกวาดตามองพี่ชายที่กำลังปรึกษากันหน้าเคร่ง เธอหันไปมองคนข้างกายที่จ้องมองมาอยู่แล้วก่อนจะเอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน

            “พี่มาร์ค เราต้องกลับห้องค่ะ”

            “หือ? กลับทำไมครับ ยังคุยกันไม่เสร็จเลยนี่”

            “ต้องไปทำยาให้พี่ปานเทพค่ะ ไม่อย่างนั้นพี่ปานเทพไม่น่าจะทนไหว ให้พวกพี่เขารอกันที่นี่ก่อน ได้ยาแล้วเราก็เอากลับมาให้พี่ปานเทพอีกทีค่ะ”

            “...” มาร์คนิ่งคิด เขาเห็นด้วยอยู่เหมือนกันว่า อาการของคนที่โดนนางฟ้าน้อยเล่นงานมันน่ากลัวและก็คงใช้ชีวิตอย่างคนปกติไม่ได้หรอก ทั้งปวดหัวทั้งคันสลับกันไปมาขนาดนั้น หากไม่มียามาให้กิน ปานเทพก็คงไม่น่าจะรอด ทนไม่ไหวฆ่าตัวตายขึ้นมาจะทำยังไง “ก็ดีเหมือนกันนะ ปะ เรารีบไปจะได้รีบกลับ”

            “ค่ะ แจ แบมจะกลับไปทำยาที่ห้อง”

            ยองแจที่ได้ยินเพื่อนรักถามมาก็รีบตอบกลับทันที “อือ ไปกันสองคนเลย เดี๋ยวเราจะรออยู่ที่นี่นะ ยังไงก็ต้องกลับมาที่นี่อีกรอบใช่มั้ย แจว่าจะรอดูอาการหลังจากได้กินยาเข้าไปด้วยน่ะ”

            “อือ จะเอาอย่างนั้นก็ได้”

            “รีบไปรีบกลับนะแบม อย่านานนักล่ะ”

            “...” แบมแบมทำปากขมุบขมิบใส่เพื่อน

            ยองแจเห็นก็หัวเราะออกมาอย่างถูกใจ สาบานว่าเธอเห็นเพื่อนรักแก้มแดง ทำไมบรรยากาศของสองคนคู่รักมันถึงได้ล้อมรอบไปด้วยสีชมพู ทั้งที่บรรยากาศของการสนทนานี่เข้าขั้นดำมืด

            “พี่เจบีคะ แบมจะกลับห้องค่ะ”

            “เอาสิ ออกไปได้เลย ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน มาร์คฝากดูแลแบมแบมด้วยนะ” เจบีที่ได้ยินน้องสาวคุยกับเพื่อนบ้างแล้วเอ่ยอนุญาตก่อนจะหันไปหาเพื่อนที่ยืนอยู่ไม่ไกล

            “ไม่ต้องห่วง” จับมือบางเอาไว้แล้วพาเดินออกไปจากวงเวทย์อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนนอกมาเห็นก็จะเหมือนสองคนนี้อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับหายตัว

            ภายในวงเวทย์กลับสู่การพูดคุยอย่างเข้มข้นโดยที่ปานเทพยังคงต้องนอนเปลือยคุยกับน้องชายทั้งสอง ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด










 


 

            ห้องหมายเลข 9397

            แอ๊ด!

            แบมแบมเปิดประตูห้องของตัวเองเมื่อมาร์คเดินตามเข้ามาแล้วก็พยายามปิดประตูด้วยความเบามือ เพราะตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว

            “พี่มาร์คคะ แบมขออาบน้ำก่อนได้มั้ย?”

            ร่างโปร่งมองเหงื่อที่ซึมออกมาจากขมับของน้องเขม็ง เอ่ยออกมาเสียงดุ “จะอาบก่อนก็ได้ครับ อาบออกมาแล้วอย่าเพิ่งใส่เสื้อผ้า มาให้พี่ดูด้วยว่าตรงที่ช้ำมันเป็นยังไงบ้าง”

            “ค่า” ตอบกลับไปเสียงแผ่ว เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่เนื้อนิ่มติดมือแล้วเข้าห้องน้ำไปทันที

            ร่างโปร่งเดินไปค้นหายาทาแก้ปวดที่ลิ้นชักหัวเตียง ทำราวกับเป็นห้องของตัวเองก็ไม่ปาน เสียงน้ำกระทบพื้น กลิ่นหอมของสบู่อาบน้ำลอยออกมาเตะจมูก มาร์คยกยิ้มเมื่อเขาเจอสิ่งที่ต้องการแล้ว หยิบมันออกมาวางไว้นอกลิ้นชัก มือแกร่งถอดเสื้อคลุมออกพาดเอาไว้ที่เก้าอี้ นั่งนิ่งๆ รอคนที่อยู่ในห้องน้ำออกมา แล้วสมองก็หวนไปคิดถึงคำพูดของแบมแบมก่อนหน้านี้

            ต้องไปทำยาให้พี่ปานเทพค่ะ...

            แจ แบมจะกลับไปทำยาที่ห้อง

            ทำยา?

            ทำยา...หมายความว่ายังไง? ดึกดื่นขนาดนี้ยังต้องมานั่งทำยา นี่ถ้าไม่ใช่ญาติกับแบมแบมนะ มาร์คจะไม่ให้น้องต้องมาเหนื่อยทำยาให้หรอก เขาจะให้น้องทำให้พรุ่งนี้ แต่เพราะเป็นญาตินั่นแหล่ะ ถึงขัดไม่ได้ รู้สึกกังวลเล็กๆ เมื่อคิดไปถึงคนที่กำลังอาบน้ำอยู่จนเมื่อเสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้นมาร์คถึงได้รีบเดินเข้าไปจัดการคนที่ห่อร่างบางๆ นั้นเอาไว้ด้วยผ้าขนหนูเนื้อนิ่มผืนคุ้นตา

            “อะไร พี่มาร์คจะลากแบมทำไมเนี่ย” คนโดนลากเหวี่ยงออกมานิดๆ แบมแบมนั่งบนที่นอนตามที่คนตัวโตต้องการ

            “เหนื่อยมั้ย? ตรงที่เจ็บเป็นยังไงบ้าง?” มาร์คที่เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาถือในมือ ลงมือซับน้ำที่เกาะอยู่ตามไรผมและซอกคออย่างเอาใจจนแบมแบมต้องถอนหายใจออกมานิดๆ กับอาการเป็นห่วงจนเกินพอดีของว่าที่คู่หมั้น

            “ถามว่าเหนื่อยมั้ย แบมเหนื่อยมากแต่อาบน้ำแล้วก็ดีขึ้นค่ะ ส่วนคำถามที่ถามว่า ตรงที่เจ็บเป็นยังไงบ้าง มันไม่เจ็บมากเท่าไหร่ค่ะ กดแล้วก็เจ็บนิดๆ ไม่มากแต่มันช้ำเป็นสีม่วงวงใหญ่”

            “คราวหลังห้ามเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นอีกนะ พี่รับไม่ไหวจริงๆ” มาร์คกลับมาสู่คำสั่งเดิม แบมแบมยกยิ้มให้ไปก่อนที่อ้อมกอดอบอุ่นจากคนเดิมจะดึงรั้งร่างบางให้เข้าไปหา เธอกอดตอบแนบแน่น

            “แบมว่าเราต้องรีบทำยากันแล้วนะคะ เดี๋ยวทางนั้นจะรอนาน” เสียงหวานๆ ดังอยู่ข้างหู มาร์คโยกตัวคนที่กอดตอบเขาไปมาเบาๆ หมายปลอบโยน

            “เหนื่อยหน่อยนะครับ ดีที่พรุ่งนี้แบมมีเรียนบ่าย”

            “แบมไม่ได้เหนื่อยคนเดียวซะหน่อย”

            “...”

            “พี่มาร์คก็ต้องเหนื่อยกับแบมด้วยนั่นแหล่ะค่ะ” ร่างบางพูดจบก็ผละออกเล็กน้อย

            “น้องแบมว่าไงนะครับ?”

            “หึ”

            คนตัวเล็กเริ่มร่ายวงเวทย์ออกมาคลุมล้อมรอบทั้งสองเอาไว้ มาร์คมองอย่างงงๆ เขาไม่เข้าใจจนแบมแบมต้องอธิบาย

            “วงเวทย์นี้จะเก็บกลิ่นอายของเราสองคนค่ะ นางฟ้าน้อยเป็นสัตว์ที่ประหลาด มันจะยอมออกจากร่างของเหยื่อถ้ามันรู้สึกว่าเหยื่อคือเราสองคน”

            “เรา?”

            “ใช่ค่ะ เรา เราสองคน แบมเคยพูดใช่มั้ยคะว่าถ้าเกิดแบมไม่มีพี่มาร์ค ก็จะถือว่าไม่มียารักษา แต่เพราะแบมมีพี่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องยารักษาก็ถือว่าสามารถทำได้”

            “...” มาร์คขมวดคิ้ว

            เขาเริ่มคิดว่าเขาคิดผิดที่เลือกเอนเอียงไปทางเวทย์และอาวุธมากเกินไป ไม่ค่อยสนใจทางด้านปรุงยารักษา ทำให้เขาไม่สามารถตีความออกมาได้โดยง่าย

            “เอ่อ เราสองคนต้อง...”

            “ต้องอะไรครับ?” เขามองคนที่ยังอยู่ในชุดล่อแหลมอย่างต้องการคำตอบ แต่แล้วเหมือนมาร์คจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาซะอย่างนั้น

            เรื่องการปรุงยาเขาไม่ถนัด แต่อาการของผู้หญิงที่แสดงออกมา มาร์คจัดว่าเชี่ยวชาญและชำนาญอย่างยิ่ง เขาหรี่ตาลงเมื่อสบตากับคนตัวเล็ก เห็นอาการหลบตาเสมองทางอื่นแต่แก้มอิ่มแดงระเรื่อ

            ปกติน้องไม่เคยอายเขาขนาดนี้ จะมีเว้นอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้อายได้คือเรื่องที่เราจะรักกัน...หรือมันจะใช่

            “หึหึ ถ้าพี่จะเดาไม่ผิด กลิ่นอายของเราทั้งคู่ พี่ควรเป็นคนเริ่มก่อนใช่มั้ยครับน้องแบม” ท่าทางจะไม่ต้องรอคำตอบเมื่อร่างบางก็ยังไม่ยอมสบตาเขาแม้แต่น้อย

            ฟอด!

            จมูกคมฝังเข้าที่แก้มป่องๆ ตรงหน้า กลิ่นสบู่หอมมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิของคนที่อาบมันมาเริ่มสูงขึ้น ร่างโปร่งเคลื่อนเข้าหาอย่างคุ้นเคย แรงกอดรัดและเสียงครางเคลื่อนคลอนถูกกักเก็บเอาไว้ภายในวงเวทย์นั้นไม่เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย

            อีกฟากหนึ่ง

            “สองคนนั้นจะมาเมื่อไหร่ล่ะพี่” แจ็คสันถามขึ้น

            “ไม่รู้ว่ะ” เจบีส่ายหน้าอย่างจนใจ

            “...” ปานเทพที่นอนเปลือยอยู่ไม่มีความเห็น

            “หึ นานไม่นานต้องอยู่ที่พี่มาร์คแล้วล่ะพี่” ยองแจผู้ที่รู้วิธีปรุงยารักษาเอ่ยออกมาเบาๆ

 

            ในวงเวทย์บนเตียงนอนหลังใหญ่

            “พี่...”

            “หือ?”

            “...”

            “ไม่ต้องกลัว” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่ว “ผ่อนคลายสิครับ”

            มือแกร่งยกขึ้นลูบศีรษะคนที่นอนมองเขาเบาๆ ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่นอนอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว มาร์คมองคนที่สบตากับเขาอยู่ยิ้มๆ เห็นแววประหม่าที่ส่งกลับมาแล้วก็เอ็นดู ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็เหมือนครั้งแรกทุกครั้ง เมื่อไหร่น้องน้อยของเขาจะชินกับความใกล้ชิดแบบนี้สักทีนะ คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย

            ถ้าการปรุงยารักษาจะพิสดารขนาดนี้ เขายอมเปลืองตัวปรุงไว้หลายๆ เม็ดก็ได้นะ

            มือที่ลูบผมแผ่วเบาเปลี่ยนทิศทางไปที่ปมผ้าขนหนูตรงหน้า แบมแบมอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ แต่นั่นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้มาร์ครุกรานเข้าครอบครอง...รสหวานล้ำที่เขาชื่นชอบกระตุ้นให้ความปรารถนาลุกโพลงอย่างง่ายดาย ร่างบางรับรุ้ได้ถึงความโหยหาและมันก็หลอมละลายให้เธอผ่อนร่างกายไปกับเขา สองมือบางวางพาดอยู่บนบ่าของคนบนร่างอย่างไร้เรี่ยวแรง ยินยอมให้มือแกร่งจับท้ายทอยปรับองศาให้เอียงหน้ารับจูบถนัดขึ้น

            มาร์คจูบน้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบมแบมรู้สึกเหมือนกำลงจะโดนเขาดูดวิญญาณออกจากร่าง มือแกร่งลูบไล้ข้างสะโพกกลมกลึงอย่างเพลิดเพลิน ตอนนี้มือเรียวเลื่อนไปทั่วร่างบางล่อลวงพาเข้าสู่เขาวงกต ร่างบางไม่มีโอกาสขยับตัวมากนักนอกจากเชิดหน้าขึ้น เสียงครางแผ่วดังออกมายามริมฝีปากฉ่ำผล่ะออกชั่วเสี้ยวนาทีก่อนจะประกบกลับเข้าไปใหม่ ความร้อนที่คนตัวโตส่งมาในครั้งนี้มันช่างร้อนแรงเสียเหลือเกิน

            ผิวเนื้อที่เสียดสี กลิ่นเหงื่อแบบผู้ชายเริ่มโอบล้อมผสมปนเปกับกลิ่นหอมหวานของร่างบาง วงเวทย์เริ่มดูดซับกลิ่นของแรงเสน่หาเข้าไว้กับมัน

            อกอิ่มตกอยู่ใต้ฝ่ามือ สูดกลิ่นชมชิมรสไม่รู้เบื่อ ผิวกายที่เพิ่งผ่านการอาบน้ำหอมกรุ่นนุ่มละมุนไปทุกสัดส่วนทำเอามาร์คแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่ เขายอมรับว่าครั้งนี้มันผิดแผกไปจากเดิมนิดหน่อย เป็นการร่วมรักแบบมีจุดหมาย ไม่ใช่การร่วมรักแบบปกติที่พวกเขาทั้งสองคุ้นเคย ทั้งมือและปากรุกรานร่างบางจนไม่สามารถเก็บเสียงหวานๆ เอาไว้ได้อีกต่อไป

            “พี่...พี่มาร์ค...เบา...” ประท้วงคนบนร่างเสียงแผ่ว ความหวิวหวามในรูปแบบที่ไม่คุ้นเคยซัดกระหน่ำเข้าหารุนแรงจนสติเธอเริ่มกระเจิดกระเจิง

            “พี่ขอโทษ” มาร์คคำรามเสียงพร่า ใจก็อยากทนุถนอมให้มากกว่านี้ แต่ดูเอาเถิด ร่างทั้งร่างของคนใต้ร่างในเวลานี้กลับเร้าอารมณ์เขาได้มากเหลือเกิน บอกตรงๆ เขาหมั่นเขี้ยวอยากฟัดให้จมเขี้ยวเลยจริงๆ วันนี้คนตัวเล็กเหมือนลูกแกะเนื้อนุ่มเหลือเกิน ทำให้เขาที่วันนี้สวมบทเป็นหมาป่ายากจะควบคุมตัวเอง

            แบมแบมครางประท้วงก่อนจะซัดเข้าที่บ่าของมาร์คไปหนึ่งทีแรงๆ เมื่อโดนคนตัวโตกว่างับเข้าที่เนินอก แต่แล้วกำปั้นน้อยๆ ก็ต้องเปลี่ยนไป ความปรารถนาที่เริ่มโหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง ร่างโปร่งที่พร้อมไปหมดทุกอย่างก้มลงขบเม้มเนื้อนวลจมูกคมสูดดมกลิ่นหอมหวานเย้ายวนของร่างบางใต้ร่างอย่างหลงใหลเข้าเต็มปอด จนมันแล่นเข้าไปแผดเผาความอดทนที่เหลืออยู่อันน้อยนิดให้หมดสิ้น

            “อือ...”

            “พี่ไม่ไหวแล้ว” เขาลุกขึ้นจัดการตัวเองภายในพริบตาก่อนจะทอดร่างเข้าหา เรือนกายแข็งแกร่งส่นสะท้านอย่างพยายามอดทนใจเย็น เสียงหวานครางรับเมื่อร่างโปร่งสอดประสาน

            มาร์คประกบจูบอีกครั้ง หลอกล่อร่างบางด้วยจูบที่คุ้นเคย่อนจะเริ่มเร่าร้อนขึ้นตามอารมณ์ที่ร้อนแรง สะโพกแกร่งบดเบียดเข้าหา แขนเล็กสองข้างคล้องคอมาร์คแน่นมือก็ขยุ้มเส้นผมคนที่อยู่ด้านบนจนยุ่งไปหมด ท่อนแขนเกี่ยวขาเรียวไว้มือแกร่งลูบไล้เคล้นคลึงแยกกว้าง เตียงหลังใหญ่ส่งเสียงประท้วงรวมทั้งร่างบางที่โยกไหวเคลื่อนคลอนอย่างรุนแรง

            “อ๊ะพี่...มาร์ค” เสียงเรียกชื่อดังไม่ขาดสาย มือเล็กขยุ้มที่ผ้าปูเตียงเต็มแรงเพราะความเร่าร้อนที่อีกฝ่ายกระทำ

            “กอดพี่ไว้” มาร์คบอกเสียงเข้มและแบมแบมเองก็ทำตามแต่โดยดี แขนเรียวโอบกอดมาร์คเอาไว้อีกครั้ง เสียงหวานครางดังลั่นเพราะแรงรักอันหนักหน่วง ความอ่อนนุ่มที่โอบล้อมรอบตัวตนของมาร์คจนแทบคลั่ง แรงรัดรึงที่กระชั้นถี่รัว เสียงครางหวานหูกับแรงกอดรัดจากแขนเรียวทำเอาร่างโปร่งร้อนจนทนไม่ไหว แรงรักเน้นหนักจนร่างบางสั่นไหวพร้อมกับที่ร่างโปร่งปลดปล่อยออกมา เสียงครางหอบประสาน มาร์คที่นอนนิ่งอยู่สักพักดึงตัวเองออกมาช้าๆ

            จุ๊บ!

            จูบที่หน้าผากชื้นเหงื่ออย่างรักใคร่เชิงปลอบประโลม

            “อาบน้ำก่อนมั้ย?” มาร์คถามน้องเสียงอ่อนโยน ปัดเส้นผมที่ปิดหน้าเนียนชื้นเหงื่อออกให้ เมื่อน้องไม่ตอบแต่พยักหน้าตอบกลับมาแทนมาร์คก็ลุกขึ้นช้อนคนตัวเล็กกว่าขึ้นและพาเดินไปที่ห้องน้ำ ทิ้งให้วงเวทย์ที่ครอบทั้งสองอยู่ก่อนหน้านั้นเริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเม็ดยาสีชมพูเข้มวางอยู่บนที่นอน

 

            เผ่าเทพ

            แบมแบมที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านพร้อมกับพี่ชายทั้งสอง มารดาส่งคนไปรับตามที่ได้ขออนุญาตเอาไว้แล้วตั้งแต่แรก เห็นที่นั่นให้อิสระมากขนาดนั้น แต่เรื่องขาดเรียนถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ไม่มีสิทธิ์ขาดได้ทั้งสิ้น

            งานหมั้นในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นงานภายใน ก่อนที่จะมีงานเลี้ยงฉลองเพื่อประกาศให้เผ่าอื่นๆ ได้รับรู้อีกครั้งในตอนค่ำ เท่ากับว่างานพรุ่งนี้ที่จะเกิดขึ้น ช่วงเช้าไม่ต้องปั้นหน้าเข้าสังคมใดๆ ทั้งสิ้นเพราะว่าจะมีแต่คนสนิทและญาติเท่านั้น ส่วนงานกลางคืนก็จัดขึ้นเพื่อประกาศให้รับรู้โดยทั่วกันนั่นเอง

            แบมแบมไม่ได้สนใจอะไรมาก เธอสนใจแต่เพียงว่าจะต้องเตรียมผึ้งสอดแนมเพื่อบันทึกเสียงให้เพียงพอ ต้องคำนวณว่าใช้เท่าไหร่เพราะดูเหมือนว่างานของสองเผ่าที่จัดว่าใหญ่ติดอันดับต้นๆ เป็นคนจัดจะต้องมีเผ่าต่างๆ มาร่วมงานมากมายนั่นเอง

            พี่ชายทั้งสองคนของเธอและมารดา ว่าง่ายๆ ก็คือตอนนี้ทุกคนวิ่งวุ่นช่วยคุมงานที่จะมีในวันพรุ่งนี้ บิดาเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน จะมีก็แต่เธอที่ทุกคนบอกให้พักผ่อนให้มากๆ เพราะว่าพรุ่งนี้จะต้องเป็นตัวเด่นในงาน นั่นคงหมายถึงว่าพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำคงไม่ได้พักสินะ

            ร่างบางที่นอนกลิ้งไปมาอยู่บนที่นอนคิดไปถึงคืนนั้น คืนที่พวกเธอเค้นข้อมูลจากปานเทพ จนในที่สุดก็ได้ข้อมูลออกมาและให้กินยาเข้าไปเรียบร้อยแล้ว

            นางฟ้าน้อยยอมละความสนใจจากคนที่นอนเปลือยอยู่เกือบทั้งคืน กลับมาหาเธอที่จำต้องถอดรองเท้าเพื่อให้เท้าเปลือยรับพวกมันกลับเข้าร่างท่ามกลางสายตาของทุกคนในวงเวทย์นั้น ยองแจมองด้วยสายวิบวับบันทึกข้อมูลลงสมอง ส่วนปานเทพและพี่ชายทั้งสองของเธอบ่นพึมพำว่ามารดาทำให้เธอเป็นตัวอันตราย ส่วนคนที่นั่งยิ้มกริ่มขยันส่งตาหวานมาให้เธอดูเหมือนจะไม่อะไรกับพวกมันที่สุด ผิดกับก่อนหน้าที่รู้สึกว่าพวกมันคือสัตว์ประหลาดที่แปลกปลอมอยู่ในร่างกายของเธอ ยังมีหน้าบอกเธออีกว่า

            พี่ว่ามันก็ดีนะ คราวนี้พี่ก็จะไม่ต้องห่วงน้องแบมว่าจะโดนพิษอะไรทำร้าย อย่างน้อยพี่ก็หายห่วงไปได้เปราะหนึ่ง

            เป็นเหตุผลที่ดูดีเหลือเกินจนแบมแบมออกอาการหมั่นไส้ จำได้ว่าคืนนั้นทุบไปหลายทีอยู่เหมือนกันแต่เจ้าตัวกลับยิ้มหน้าบานยอมให้ทุบแต่โดยดีจนเธอเริ่มเจ็บมือจนต้องยอมหยุดทุบไปเอง

            สรุปคืนนั้น ทุกคนจะทำเหมือนไม่เคยคุยกันและไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จะมีก็แต่เหตุการณ์ที่เธอถูกทำร้ายโดยปานเทพเท่านั้นที่จะยังมีการพูดถึง แบมแบมฟ้องมารดาอย่างรวดเร็ว เธออยากเห็นว่าผู้ใหญ่จะจัดการเรื่องนี้ยังไง แต่เพราะว่าต้องเข้าเรียนมารดาจึงทำแค่เพียงบอกว่ารอให้มาที่นี่ก่อนแล้วค่อยสะสางพร้อมกันทั้งคู่

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            ประตูห้องของเธอถูกเคาะตอนที่กำลังจะปิดเปลือกตาลงหวังจะงีบหลับ แบมแบมถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ก่อนหน้าที่ไม่หลับไม่มีใครมาแต่พอจะงีบก็มีคนมาหาทันทีสิน่า ร่างบางลุกขึ้นเดินไปที่ประตูอย่างเกียจคร้าน มือบางกุมที่ลูกบิดก่อนจะตะโกนถามออกไป

            “ใครคะ?”

            “พี่เอง”

            “พี่เองไม่รู้จัก” กวนออกไปโทษฐานมารบกวนผิดเวลา

            “พี่เจบีเอง เปิดประตูแบมแบม พี่มารับไปกินข้าว” เมื่อเห็นว่าน้องสาวกวนเขาจำต้องเอาของกินมาล่อซึ่งก็ได้ผลดีเสียด้วยเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว

            แอ๊ด!

            “ไปค่ะ แบมไป หิวมากเลยเนี่ยรอจนจะหลับอยู่แล้ว” บ่นพึมพำกอนจะหันไปปิดประตูห้องให้เรียบร้อย เจบียิ้มให้

            “เดี๋ยวพี่พาไปที่ห้องอาหารนะ พอดีคนอื่นๆ ไม่ว่างเลย เราสองคนคงต้องได้กินข้าวกันแค่นี้ เดี๋ยวมื้อเย็นคงได้กินกันพร้อมหน้าพร้อมตา”

            “...” เธอเดินตามพี่ชายคนโตที่เดินนำทางไปด้วยชี้บอกทางไปด้วยอย่างละเอียด ร่างบางเริ่มจดจำเข้าสู่สมองกับบ้านหลังที่เธอเพิ่งเข้ามาอยู่

            เจบีเดินนำไปเรื่อยๆ เขาชี้ชวนให้น้องดูและแนะนำคนที่เดินผ่านไปมาให้แบมแบมรับรู้ไว้

            “สามคนนั้น อยู่หน่วยข่าวกรอง ไว้ใจได้”

            “คนนั้น....”

            “ผู้หญิงคนนั้น....”

            “คุณลุงคนนั้น....”

            และสารพัดจะสาธยายไม่หมดกับการกระซิบบอกตลอดทาง แบมแบมจึงเลือกทางที่ง่ายที่สุด เธอเลือกที่จะไม่จำคนที่ไว้ใจได้แต่เธอเลือกจำคนที่แย่เอาไว้จะดีกว่า เหมือนกับตอนนี้ที่เธอและพี่ชายเดินเข้ามานั่งในห้องอาหารเรียบร้อยแล้ว

            เผ่าเทพเป็นเผ่าที่ใหญ่มากถึงขนาดห้องอาหารทำเป็นเหมือนภัตตาคารหรูขนาดใหญ่เพื่อรองรับบริมาณญาติและข้าราชการที่ทำงานทั้งหลาย รวมทั้งผู้มาเยือนจากเผ่าอื่นๆ ก็จะได้บรรยากาศเหมือนถูกพาไปเลี้ยงรับรองที่ภัตตาคารหรูนั่นเอง

            ชายสูงอายุชื่อลาคุสที่ทำหน้าที่เป็นถึงหัวหน้าพ่อบ้านประจำห้องอาหารนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนอะไรสักอย่างที่แบมแบมนึกไม่ออก เธอรู้แค่ว่าท่าทางที่นอบน้อม ประกายความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเธอมันส่อออกมามาเกินไป มากเกินกว่าที่คนปกติจะต้องการ แววตาที่ดำมืดลึกจนยากจะหยั่งถึงเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เธอต้องบอกกับพี่ชาย

            พี่เจบี พี่อย่าลืมจับตาดูคนนี้ด้วยนะคะ

            ทำไม?

            แบมรู้สึกแปลกๆ เวลาอยู่ใกล้ๆ เขาค่ะ

            อืม....

            ทำไมหรือคะ?

            เขาเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ อยู่มาตั้งแต่ก่อนแบมเกิดอีกนะ รู้สึกว่าจะเข้ามาทำงานตั้งแต่พี่เป็นเด็กเล็กๆ ตั้งแต่แม่เพิ่งจะเริ่มท้องแบมได้ละมั้ง ไม่น่านะออกความเห็นในตอนท้าย แบมแบมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นดังเดิมภายในชั่วเสี้ยวนาที

            ‘…’ ไม่ได้คุยโทรจิตกับพี่ชายอีก ถือว่าจบการสนทนากันทันที แบมแบมเป็นคนประหลาดอยู่อย่าง เธอไม่ชอบอธิบายอะไรกับใครมากมายถ้าคนๆ นั้นคิดต่าง โดยเฉพาะเรื่องที่ถือว่าเป็นความสงสัยส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วยแล้ว จะไม่เซ๊าซี๊ให้มาคิดเหมือนกัน

            แล้วร่างบางก็นึกไปถึงคนที่แค่มองตาแล้วก็เข้าใจกัน ถ้าไม่นับมารดาแล้วละก็จะมีแค่สองคนที่เธอไม่ต้องอธิบายอะไรมากมายเลย ทั้งยองแจและมาร์คถือว่าเป็นเพชรสำหรับเธอ เป็นบุคคลที่ไม่ทำให้เสียเวลาหาเงินเลยแม้แต่น้อยเพราะไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยาก

            ทั้งสองคนสั่งอาหารไปและกำลังนั่งรอ

            ระหว่างนั่งรอหางตาก็เหลือบไปเห็นมังกรสองตัวบินมาเกาะที่ระเบียงหน้าต่างตรงที่เธอนั่ง แบมแบมยิ้มกว้างออกมา เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อที่จะให้ลูกสมุนเข้ามา

            ตุ๊บ!

            ด้วยน้ำหนักและขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งซีซาร์และคาร์ลอสเริ่มมีกล้ามเนื้อใหญ่โตพ้นวัยลูกมังกรเข้าสู่วัยหนุ่ม มันทั้งสองยืนนิ่งอยู่กับที่ จนเมื่อแบมแบมปิดหน้าต่างเข้าที่เดิมเรียบร้อยแล้วกลับมานั่ง ตาเรียวที่แฝงแววโหดขึ้นทุกวันจ้องร่างบางเขม็งสลับกับเจบี

            “พวกมันมาทำไมเนี่ย?” เจบีถามขึ้น เขาเคยเจอพวกมันแค่ไม่กี่ครั้งและดูเหมือนพวกมันจะโหดไม่ใช่เล่น คงเพราะเขาไม่ได้เห็นมันตั้งแต่เล็กๆ ละมั้งก็เลยไม่ชิน วันที่เขาไปช่วยขนของบางอย่างที่บ้านที่ป่ากาลเวลาก็เห็นคนงานเดินผ่านกับพวกมันหน้าตาเฉย พวกมันสองตัวเองก็ไม่มีทีท่าอะไรแบบนี้ เดินฉิวไปทั่วเลยไม่ได้สนใจใคร

            “มันมางานแบม คืนนี้ก็จะนอนกับแบมที่ห้อง”

            เจบีกรอกตาขึ้นบนเมื่อไอ้สองตัวที่น้องสาวบอกว่าจะได้นอนในห้องด้วยยืดอกขึ้นสูงกางปีกออกน้อยๆ เหมือนจะอวดตัวเมื่อเจ้านายพูดถึง ท่าทีน่าหมั่นไส้มากจนน่าจับไปทำมังกรปิ้ง และดูเหมือนว่าพวกมันสองตัวจะรู้ว่ามีคนคิดเมนูพิสดารโดยเอาพวกมันเป็นวัตถุดิบอยู่ในใจ กลิ่นอายแบบหวังประทุษร้ายโชยออกมา

            กรร!

            ทั้งสองตัวพุ่งเข้าหาเจบีก่อนจะคำรามใส่เสียงเข้ม อ้าปากกว้างหมายพ่นไฟออกมา

            “ทำไร?” แบมแบมถามออกมาเสียงเรียบ

            แค่ก! แค่กๆ

            ปากที่อ้าออกหมายพ่นไฟบัดนี้มีแค่ลมออกมา ทั้งสองตัวทำเหมือนน้ำลายติดคอต้องอ้าปากไอ เจบีมองการแสดงระดับตุ๊กตาทองนั้นอย่างทึ่งๆ เขาเพิ่งเคยเห็นมารยาร้อยเล่มเกวียนของมังกรก็วันนี้

            “พี่ว่าไอ้สองตัวนี้มันโหดแต่แอบตลกนะเนี่ย”

            “ถ้าพี่เจบีไม่อยากถูกมันย่องไปย่างสดตอนนอนก็อย่านินทามัน มันจำนะจะบอกให้”

            แบมแบมจำได้ว่าเคยมีคนงานที่บ้านบอกว่าพวกมันสองตัวขี้เหร่ เชิงจะแซ็วนั่นแหล่ะไม่ได้คิดจริงจังอะไร แต่โชคร้ายที่พวกมันไม่เล่นด้วย โทษฐานที่ทำมันขุ่นเคืองใจก็เลยโดนย่องไปเผาผมกลางดึก ดีที่มันไม่เล่นงานถึงตายเพราะรู้เจตนาอยู่ว่าคนงานก็แค่แซ็ว

            ร่างบางชี้ที่เก้าอี้ข้างๆ โต๊ะที่เลือกนั่งเป็นโต๊ะสำหรับหกที่ เพราะฉะนั้นที่นั่งว่างข้างเธอยังว่างอีกสองที่พอดี ซีซาร์และคาลอสที่รอลูกพี่สั่งอยู่แล้วเมื่อได้คำสั่งง่ายๆ มันสองตัวก็จัดการตัวเองทันที

            ครืด!

            ตุ๊บ!

            ลากเก้าอี้ออกเล็กน้อยก่อนจะกระโดดลงนั่งที่เก้าอี้แต่ละตัว แบมแบมนั่งรออาหารอย่างใจจดใจจ่อ ผิดกับเจบีและคนอื่นๆ ที่หันความสนใจไปหาเจ้ามังกรหน้าโหดสองตัวบนเก้าอี้ที่นั่งเรียบร้อยราวกับผ้าพับ

            “ทำไมอาหารนานจังเลยล่ะพี่เจบี เดี๋ยวถ้าเขามาแล้วจะต้องสั่งเนื้อมาให้พวกมันกินด้วยนะ สั่งมาสองชามหั่นเป็นก้อนๆ อืม จะเอาดิบหรือสุก?” หันไปถามลูกสมุนแต่พวกมันยังไม่ทันตอบร่างบางก็สรุปเองทันที

            “เอาสุกแล้วกัน กินดิบมากเดี๋ยวพยาธิเยอะ”

            กรร...

            เจบีฟังแล้วช่างเป็นเสียงคำรามที่ออดอ่อยผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับ แค่ลูกพี่ให้กินเนื้อสุกถึงกับหงอยเชียว ทำหน้ายังกับหมาโดนขัดใจ ขณะที่เขากำลังหัวเราะเจ้าสองตัวนี่จนไหล่สั่นก็ต้องหยุดเพื่อหันไปมองคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหาร หางตาเหลือบไปเห็นอาภรณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร

            “อ้าว พี่ปานเทพ มากินข้าวเหมือนกันหรือครับ นั่งด้วยกันสิครับจะได้ไม่เหงา” เจบีเอ่ยออกมา ปานเทพสบตาสองคนที่นั่งอยู่ก่อนนิ่ง เขาเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ว่างถัดจากเจบี

            ปานเทพเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรหน้าโหด เกล็ดสีดำมะเมื่อมกับลวดลายที่บ่งบอกว่าเป็นสายพันธุ์ไหนทำเอาเขาถึงกับประหลาดใจเมื่อเห็นว่ามันนั่งจ้องหน้าเขานิ่งอยู่ ปานเทพเองเมื่อรู้ว่าโดนจ้องเขาก็ทำเฉยเสีย ไม่ดูถูก ไม่หยอกล้อ ไม่ก้าวก่ายและให้เกียรติมังกรตรงหน้า ร่างบางที่สังเกตท่าทีของซีซาร์และคาลอสอยู่เงียบๆ ยิ้มชอบใจ

            สองตัวไม่มีท่าทีกับปานเทพ

            กริ๊ง!

            เสียงกระดิ่งดังขึ้นเป็นอันว่าอาหารโต๊ะนี้คงพร้อมสำหรับให้นำมาเสิร์ฟแล้วนั่นเอง และคนที่ถือถาดอาหารใบใหญ่มาก็ไม่ใช่ใคร ลาคุสหัวหน้าพ่อบ้านประจำห้องนี้ แต่ยังไม่ทันทีลาคุสจะเดินเข้ามาใกล้ ทั้งซีซาร์และคาลอสก็พุ่งลงไปจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ พุ่งเข้าหาถาดอาหารที่หัวหน้าพ่อบ้านถือเอาไว้จนมันหล่นพื้นทั้งถาด

            เคร๊ง!!!!

            สองตัวยืนจังก้ากางปีกอ้าปากเตรียมพร้อม ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั่งอึ้ง เจบีเบิกตากว้างก่อนจะหันมองน้องสาวที่ยังนั่งนิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่เดือดร้อนอะไรเลยแม้แต่น้อย

            “แบม ไม่ดูเด็กตัวเองหน่อยเหรอ”

            “หึ” ร่างบางยกยิ้ม ตาที่หรี่ลงอย่างครุ่นคิดก่อนหน้าจำต้องปรับเปลี่ยนเสียใหม่ มือบางยกขึ้นทาบอก

            “ตายจริง คุณหัวหน้าพ่อบ้านเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

            ร่างบางเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางระหว่างมังกรสองตัวที่ยืนอ้าปากกว้างโชว์เขี้ยวยาวแหลมเต็มปาก

            “เอ่อ ไม่เป็นอะไรหรอกครับคุณหนู เสียดายก็แต่อาหารที่เจ้าพวกนี้ปัดตก คงต้องเสียเวลาทำใหม่ รอสักครู่นะครับประเดี๋ยวผมจะเข้าไปสั่งเด็กให้ทำมาให้ใหม่ รวมทั้งให้เข้ามาทำความสะอาดด้วย ไม่ทราบว่าคุณปานเทพจะรับอะไรดีครับ?” ลาคุสถามไถ่ปานเทพที่เข้ามาใหม่

            “ขอเหมือนเดิมก็แล้วกันครับ”

            “ได้ครับเดี๋ยวผมจะบอกพ่อครัวให้”

            “คุณพ่อบ้านคะ รบกวนสั่งพ่อครัวให้ทำอาหารสำหรับเจ้าสองตัวนี้ด้วยเถอะค่ะ ขอเป็นเนื้อวัวหั่นเป็นก้อนๆ ย่างกึ่งสุกกึ่งดิบสักสองชามใหญ่ไม่ต้องปรุง” แบมแบมยิ้มหวานส่งไปให้ เธอไม่ได้ร้องขอแต่เป็นคำสั่ง ลาคุสยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค้อมศีรษะให้เล็กน้อย

            “ยินดีครับ เดี๋ยวผมรีบสั่งพ่อครัวให้ทำให้นะครับ รอสักครู่” หัวหน้าพ่อบ้านเดินกลับไปทางเดิมโดยไม่หันหลังกลับมามองเลยแม้แต่น้อย

            แบมแบมหุบยิ้มกลับมาหน้าเรียบแหมือนเดิม ซีซาร์และคาลอสก็เช่นกันพวกมันหยุดทำท่าทีคุกคามกลับมาเป็นมังกรสงบเรียบร้อยดังเดิม เจ้านายเดินไปนั่งลูกสมุนทั้งสองทำตาม เจบีกับปานเทพหันมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ดูจะแปลกใจกับพฤติกรรมของแก็งค์นี้เสียเหลือเกิน

            ร่างบางไม่สนใจพวกพี่ชายร่วมโต๊ะ เธอชะโงกหน้าเพื่อสบตากับลูกสมุนตัวแสบซึ่งมันทั้งสองตัวก็หันมาสบตาทันควันโดยที่คาลอสที่นั่งอยู่ริมสุดต้องก้มตัวลงมากหน่อยเพราะซีซาร์บัง

            สองหนุ่มร่วมโต๊ะนั่งนิ่งไม่ปริปาก มองหัวหน้าแก็งค์และลูกสมุนมังกรที่เหมือนกำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่างอย่างสนใจ

            ร่างบางเห็นว่าลูกสมุนทำตัวดีก็เอ่ยขึ้น “หิวมั้ย รอหน่อยนะเดี๋ยวอาหารมา”

            สิ้นเสียงหวานทั้งซีซาร์และคาลอสก็ฉีกยิ้มกว้าง เป็นยิ้มที่เห็นหมดว่าฟันมีกี่ซี่ แหลมและยาวแค่ไหน ริมฝีปากบนเปิดเปลือยจนเห็นเหงือกหมดทั้งแผง แบมแบมหัวเราะชอบใจ

            แต่กับสองหนุ่มร่วมโต๊ะมันไม่ใช่ความน่ารัก ภาพที่พวกเขาเห็นมันคือมังกรแยกเขี้ยวพรอมขย้ำหัวให้กุดหลุดจากบ่าซะมากกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมน้องสาวถึงได้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

            ทั้งหมดนั่งรอเงียบๆ ไม่มีการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งคนทั้งมังกรหิ้วท้องรออาหาร แบมแบมที่นั่งรออยู่นานนั่งนิ่งเหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ ซีซาร์กับคาลอสเองก็นั่งนิ่งได้นานแม้จะหันไปเอาปากเคาะหัวกันอยู่เป็นระยะก็ตาม

            กริ๊ง!

            เสียงเดิมที่หมายความถึงอาหารที่ปรุงสุกพร้อมเสิร์ฟเรียบร้อยแล้วดังขึ้น มั่นใจว่าตอนนี้ทุกคนบนโต๊ะหิวพร้อมที่จะกินทุกอย่างโดยไม่เกี่ยง คราวนี้ลาคุสเดินมาพร้อมกับเด็กอีกสองคนในชุดพนักงานของห้องนี้

            คนหนึ่งแยกไปทางฝั่งเจบีและปานเทพจัดวางอาหารไว้ตรงหน้าตรงกับรายการอาหาร ส่วนอีกคนที่เหลือก็จัดวางอาหารที่อยู่บนถาดอย่างเบามือเช่นกัน ของที่แบมแบมสั่งวางไว้เรียบร้อย ส่วนของมังกรก็ทำเป็นใจกล้าเดินเข้าไปวางเอาไว้เงียบๆ โดยรีบวางแล้วก็รีบเดินออกไปไม่กล้าสบตา ลาคุสส่งยิ้มให้กับทุกคนที่นั่งอยู่

            “ขอให้ทุกคนทานให้อร่อยนะครับ พวกผมขอตัวก่อน เอ้าเด็กๆ เก็บกองนี้ให้เรียบร้อยด้วยนะ” เป็นคำสั่งงานที่ใช้เสียงโทนอบอุ่นในการสั่ง ฟังแล้วดูน่าทำงานด้วยเสียเหลือเกิน ลาคุสเดินไปทิ้งเอาไว้แต่สองคนที่กำลังก้มทำหน้าที่อยู่อย่างไม่มีปากมีเสียง

            ปานเทพเหลือบมองทุกคนบนโต๊ะ เห็นว่ายังไม่ลงมือเขาจึงขอเริ่มทานก่อนเป็นคนแรกเพราะมีงานต้องไปทำอีก ส่วนเจบีเมื่อเห็นว่าพี่ชายเริ่มก่อนเขาก็เลยจะเริ่มตาม แต่พอเขาจับช้อนกับส้อมขึ้นมาถือ

            กรร!

            เสียงคุ้นหูดังขึ้นจนเจบีต้องเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตาลงเมื่อหันไปสบตากับเจ้าของเสียง

            “คราวนี้อะไรของแกอีกล่ะ” ถามออกไปอย่างเหลืออด วันนี้เขาจะได้กินข้าวมั้ยเนี่ย เจบีจิ้มส้อมลงไปที่เนื้อชั้นดีในจาน

            ตุ๊บ!

            คาลอสที่นั่งอยู่ริมสุดกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมโต๊ะผ่านด้านหลังของปานเทพเข้าไปหาเจบีอย่างรวดเร็ว ร่างสูงหันไปมองมังกรกร่างเขม็ง ลองขยับมือข้างที่ถือส้อมเอาไว้และทันใดนั้นเอง

            ฟิ๊ว!

            เคร๊ง!

            ส้อมในมือของเจบีถูกปัดลงไปที่พื้นเรียบร้อยแล้ว

            “เห้ย!” เจบีร้องออกมาได้แค่นั้น เขาไม่คิดว่ามันจะกล้าทำแบบนี้ ตาเรียวหันไปมองน้องสาวที่นั่งนิ่งอยู่อย่างขอความช่วยเหลือแต่ก็ดูเหมือนจะถูกเมิน

            ในขณะที่กำลังไว้อาลัยให้ส้อมอยู่นั้น คาลอสก็ขยับเข้าไปใกล้ หันไปจ้องตากับเจบีก่อนจะเอื้อมแขนสั้นๆ กับนิ้วน้อยๆ ที่มีกรงเล็บยาวแหลมคมไปที่จานอาหารที่เพิ่งวางตรงนี้สดๆ ร้อนๆ ควันจากเนื้อสันในยังกรุ่นออกมายั่วน้ำลายอยู่เลย

            เจบีสาบานว่าเขาเห็นมันขยิบตาให้ก่อนจะแยกเขี้ยว หรือที่น้องสาวของเขาเรียกมันว่ายิ้มส่งมา

            เคร๊ง!

            เป็นอันว่ามื้อนี้คงอดกินไปตามระเบียบ บัดนี้จานอาหารหอมกรุ่นเนื้อแสนน่ากินของเขาคว่ำอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เจบีอยากจะร้องไห้ เขาทำหน้าบูดใส่เจ้ามังกรเถื่อนจอมวางมาดที่เดินสะบัดตูดกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ส่งสายตาฟ้องหัวหน้าแก็งค์ของมันแต่ไม่ได้รับการตอบรับจึงได้แต่นั่งคอตกอย่างผู้พ่ายแพ้

            เคร๊ง!

            เคร๊ง!

            เคร๊ง!

            เสียงดังติดต่อกันทั้งสามครั้ง เจบีเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เป็นอันว่าทั้งโต๊ะปานเทพได้ทานอาหารแค่คนเดียว นอกนั้นรวมทั้งเจ้าของมือคว่ำอาหารก็ไม่ได้ทาน

            แบมแบมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอหิวแต่ดูเหมือนว่าคงต้องออกไปหาอะไรทานข้างนอก ร่างบางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาพี่ชายคนโต รวมทั้งลูกสมุนทั้งสองที่ลงไปยืนที่พื้นเรียบร้อยแล้ว

            “พี่เจบี เราออกไปทานข้างนอกกันเถอะค่ะ พี่ปานเทพคะพวกเราขอตัวนะคะ” ก่อนจะลากพี่ชายเดินไปหาเด็กทั้งสองคนที่ยืนนิ่งอยู่ตรงที่ที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ “ขอโทษด้วยนะ ช่วยทำความสะอาดที่โต๊ะด้วยเลยก็แล้วกัน”

            “เอ่อ ได้ครับคุณหนู” รีบเดินไปทิ้งสองคนพี่น้องให้ยืนอยู่ที่เดิม แบมแบมไม่พูดอะไรออกมาให้คนอื่นได้ยิน

            พี่เจบีดูคราบสีเงินที่พื้นสิคะ ตรงที่มีอาหารตกอยู่เมื่อสักครู่

            ‘…’

            เจบีหันมองอยู่เพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะรั้งร่างน้องสาวให้เดินออกไปจากห้องอาหารโดยมีซีซาร์และคาลอสเดินตามไม่ห่าง ทิ้งให้ปานเทพที่เคี้ยวอาหารอย่างเร่งรีบเพราะมีงานต้องไปทำมองตามอย่างสงสัยแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา แม้เพียงสายตาก็ยังคงมีแค่ความว่างเปล่าที่ส่งไปให้

            ด้านในส่วนของครัว

            ลาคุสยืนนิ่งอยู่ที่ประจำของเขา สายตาทอดมองไปยังโต๊ะตัวนั้นและคนบนโต๊ะ เขามองเห็นทุกอย่าง เห็นแม้กระทั่งตอนที่มังกรตัวโตสองตัวคว่ำชามอาหารของตัวเองและจานอาหารของคนอื่น ใบหน้าที่มีรอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่เสมอบัดนี้ไม่มีอยู่แล้ว จะมีก็แต่ความไม่พอใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า กรามขบกันแน่นข่มความไม่พอใจเอาไว้ก่อนที่เขาจะล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมที่เขาใส่อยู่ประจำ เพื่อหยิบผ้าเช็ดมือออกมาเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาอย่างช้าๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

            คราบสีเงินที่ติดอยู่กับผ้าเช็ดมือล้อเล่นกับแสงไฟวิบวับ ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็นได้โดยง่าย

            พิษที่ไร้กลิ่น

            รับเข้าไปทุกวันก็จะสะสมพร้อมบ่อนทำลายความแข็งแกร่งของคนๆ นั้นรวมทั้งพลังเวทย์ก็จะเริ่มถดถอยลงไปด้วย แม้ในวันนี้เป้าหมายจะพลาดแต่ก็ยังทำสำเร็จหนึ่งราย

            ขอให้ทานให้อร่อยนะ...ปานเทพ


 




















 

            ด้านหัวหน้าแก็งค์และลูกสมุนทั้งสองกับพี่ชายคนโตผู้หิวโหว เดินหน้าบูดออกมาอย่างเงียบๆ

            “พี่เจบีพาไปร้านอาหารที่ใกล้ที่สุดเถอะค่ะ แบมหิวมากจริงๆ ใช่มั้ยซีซาร์ คาลอส” เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องอื่นเอาไว้พูดกันทีหลัง

            กรร!!

            ลูกสมุนทั้งสองคำรามเสียงดัง ยืนยันเข้าข้างหัวหน้าทันที เจบีเบ้ปากเมื่อเห็นการประจบสอพลออย่างไม่มีที่สิ้นสุดของไอ้ลูกหมา? มังกรทั้งสอง ก็เพราะใครล่ะถึงได้อดอาหารกันไปหมดอย่างนี้

            “พี่ก็หิวเหมือนกัน เอางี้ เดี๋ยวเราเดินไปหาคนรถกัน หิวๆ แบบนี้พี่ไม่มีแรงหายตัวไปไหนทั้งนั้น” ว่าแล้วก็จูงน้องเดินไปทางโรงรถที่มีคนอยู่ประจำการตลอดเวลา

            แล้วรถที่สองพี่น้องเลือกเข้าไปนั่งก็พร้อมออกเดินทาง แต่ดูเหมือนคนขับรถจะเริ่มลังเล

            “เอ่อ คุณหนูครับ จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอครับ? ผมว่ามันอันตรายนะครับ”

            “...” เจบีผู้ไม่ออกความเห็นกับเรื่องนี้ได้แต่โผล่หน้าออกไปทางหน้าต่างรถเพื่อมองขึ้นไปด้านบน

            “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ พวกมันชอบ ออกรถได้เลยค่ะ”

            “อ่ะ เอ่อ ครับ” คนขับเมื่อเห็นเจบีกลับมานั่งที่เดิมเรียบร้อยก็เริ่มออกตัวด้วยความเร็วสูง

            กรร!

            กรร!

            รถไม่ได้เปลี่ยนเสียงแตรรถแต่อย่างใด เสียงที่ได้ยิคือเสียงของลูกสมุนสองหน่อที่บัดนี้กลายร่างเป็นตุ๊กแกชั่วคราว พวกมันสองตัวนอนราบเอาพุงแปะติดหลังคารถ มือน้อยๆ ที่มีกรงเล็บแหลมคมจิกเข้ากับรอยต่อของกระจกหน้ารถกับหลังคา ลู่ปีกไปด้านหลังและเชิดหน้าต้านลม

            ริมฝีปากที่ถูกลมตีเปิดสะบัดไปมาพรอมกับน้ำลายที่กระจายไปทั่วทุกทิศ เชื่อขนมกินได้เลยว่ากลับมาจากไปทานอาหารข้างนอกครั้งนี้ คนขับคงต้องเอารถไปล้างโดยด่วยเพราะเต็มไปด้วยน้ำลายแทบทั้งนั้น

            “เห้ย! อะไรน่ะ?”

            “พี่เจบีรีบปิดหน้าต่างสิคะ เดี๋ยวน้ำลายก็เต็มหน้าพี่หรอก”

            “อี๋! หยะแหยง ไอ้พวกนี้มันเล่นอะไรกันวะเนี่ย” บ่นไปมือก็กดปุ่มให้หน้าต่างเลื่อนปิดอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวถึงร้านเรามีเรื่องต้องคุยกันนะน้องรัก ตอนนี้พี่หมดแรง ขอนั่งนิ่งๆ ก่อน พี่หิวมาก”

            “...” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงของพี่ชายทำเอาแบมแบมไม่ชวนสนทนา เธอเองก็หิวไม่แพ้กัน ตากลมมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ไม่คุ้นตาเพราะเพิ่งเคยมาครั้งแรกดูราวกับข้างนอกฝนตก เหมือนจะโรแมนติกแต่เมื่อคิดไปถึงต้นตอแล้ว

            น้ำลายพวกมันสินะ!

            ขอให้ปากบานจนหุบไม่ได้!

            แล้วสองพี่น้องกับลูกสมุนที่ยืนสะบัดหน้าไปมาอยู่ไม่ไกลก็ถึงที่หมาย คนขับรถนำรถเข้าจอดพร้อมทั้งนั่งรออยู่ไม่ไปไหน เจบีจูงมือน้องสาวเดินเข้าไปในร้านที่ตกแต่งออกมาเป็นแนวธรรมชาติ ทุกโต๊ะถูกแบ่งกั้นเอาไว้ด้วยต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม ทั้งหอมน่านั่งและมีความเป็นส่วนตัว

            แบมแบมเดินตามเข้ามา กวาดตามองไปรอบๆ อย่างสนใจ มองสำรวจอย่างคนที่ทำธุรกิจด้านเดียวกัน เธอเห็นว่ามีลูกค้าเต็มแทบทุกโต๊ะที่เดินผ่าน

            “สวัสดีค่ะ ลูกค้ามาสองท่านนะคะ?”

            “ใช่ครับสองคน” เจบีตอบก่อนจะหันไปมองด้านหลังอย่างชั่งใจ เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ “ขอโทษนะครับ ร้านนี้ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้หรือเปล่าครับ?”

            “สัตว์เลี้ยง? อ๋อ นำเข้าไปได้ค่ะเพราะทางร้านแบ่งแต่ละโต๊ะเอาไว้แล้ว  ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการรบกวนโต๊ะอื่น เอ่อ ไม่ทราบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทไหนค่ะ ผ่านการฝึกมารยาทในที่ชุมชนมาหรือยังคะ?”

            เมื่อจบคำถาม พนักงานสาวสวยก็ต้องมองตามมือที่ผายไปยังด้านหลังของลูกค้า ตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อยอย่างตกใจเมื่อเหนว่าสัตว์เลี้ยงที่ลูกค้าพูดถึงคือสัตว์ชนิดไหน

            มังกรสายพันธุ์นักฆ่า ไม่ใช่สายพันธ์ที่เอาไว้ใช้เป็นสัตว์โดยสาร

            “เอ่อ...”

            “ฝึกมาเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ” แบมแบมเห็นท่าทางของพนักงานก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ

            ตอนนี้ทั้งสองพี่น้องมองพนักงานนิ่งๆ ไม่ได้มีท่าทีร้องขอหรือกดดันอะไรเลยแม้แต่น้อย แล้วแต่พนักงานเลย ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ลูกสมุนทั้งสองดันหน้าโหดเกินไป ยิ่งตอนนี้พวกมันดันฉีกยิ้มการค้าซะด้วยยิ่งทำให้คนอื่นที่เห็นคิดว่าพวกมันพร้อมขย้ำ แต่หารู้ไม่ว่าพวกมันหุบปากไม่ได้ เพราะเอาปากโต้ลมแรงๆ มาหลายนาที

            ความมุ้งมิ้งของพวกมันไม่ได้ส่องทะลุเขี้ยวและซี่ฟันออกมาให้พนักงานคนสวยเห็นเลยแม้แต่น้อย

            ผู้จัดการร้านที่เห็นว่าลูกน้องไม่พาลูกค้าเข้าไปนั่งประจำที่สักทีเดินออกมาดู และทันทีที่เขาเห็นหน้าลูกค้าก็ลมแทบจับ แม้คนตรงหน้าจะไม่ได้แต่งตัวเต็มยศ มาแค่กางเกงยีนส์และสวมเสื้อคลุมธรรมดา แต่เขาก็จำได้แม่นว่าหน้าตาแบบนี้ หุ่นและมาดขยี้ใจสาวๆ แบบนี้เป็นถึงรัชทายาท

            “เชิญเข้านั่งได้เลยครับ”

            ผู้จัดการร้านช่วงชิงจังหวะที่ทุกคนเงียบผายมือแล้วพาเดินไปนั่งที่โต๊ะด้วยตนเอง ทิ้งให้พนักงานสาวสวยยืนสั่นด้วยความกลัวเมื่อสบตากับสองแสบที่หันไปฉีกยิ้มยิงฟันโชว์จะนาทีสุดท้ายกว่าจะลับตากัน

            “ต้องขอโทษที่พนักงานของเราเสียมารยาทนะครับ”

            ผู้จัดการร้านโค้งให้ก่อนจะวางรายการอาหารตรงหน้า เขาเหลือบตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับรัชทายาทด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ต้องหลุบตามองพื้นเมื่อได้ยืนเสียงครางขู่เบาๆ จากมังกรสองตัวที่นั่งบนเก้าอี้ประหนึ่งว่าเป็นคน

            “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ พนักงานเขาทำตามหน้าที่และอีกอย่างสองตัวนี้ก็หน้าตาโหดด้วย เขาคงไม่มั่นใจว่าพวกมันจะทำร้ายใครหรือเปล่า” เจบีพูดให้ผู้จัดการร้านเข้าใจ เขาไม่โทษใครทั้งนั้น โทษแค่พวกมันสองตัวที่ยิงฟันไม่รู้เวลา

            สองพี่น้องเลือกรายการอาหารทั้งของตัวเองและของลูกสมุนสองตัวเรียบร้อย เมื่อรอจนอาหารมาเสิร์ฟเจบีจึงเอ่ยปากถามน้องสาวออกมา เป็นการพูดคุยที่เลือกถามขึ้นหลังจากพนักงานวางอาหารที่สั่งได้ไม่ถึงนาที แบมแบมส่งสายตาไม่เข้าใจให้พี่ชาย คนกำลังจะตักข้าวเข้าปากไหงมาทำกันแบบนี้ได้

            “ทำไมมองอย่างนั้นล่ะ พี่ก็แค่อยากหาอะไรคุยระหว่างกินข้าวไปด้วยก็แค่นั้น”

            “...”

            “ตกลงจะเล่าได้หรือยัง?” เขาถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น่อนหน้า

            “...แบมคิดว่า หัวหน้าพ่อบ้านประจำห้องครัวที่ชื่อลาตุส”

            “ลาคุส”

            “เออๆ นั่นแหล่ะ ลาตุส” ก็เธออยากเรียกแบบนี้นี่ จะทำไม

            “...” เจบีถอนหายใจแรง จะลาตุสหรือลาคุสก็ตามใจเลย ขี้เกียจแก้แล้ว

            “เขาไม่ได้มีท่าทีแปลกๆ นะพี่เจบี แต่เขาถืออาหารที่แปลกๆ เข้ามา”

            “ยังไง?”

            “พี่เจบีก็เห็นใช่มั้ยคะ รอบแรกทั้งซีซาร์และคาร์ลอสพุ่งเข้าใส่ตั้งแต่ยังเดินมาไม่ถึงโต๊ะที่เรานั่ง ทำให้อาหารที่เราสั่งลงไปกองอยู่ที่พื้นแทน”

            “...” เจบีครุ่นคิดย้อนไปถึงตอนนั้น

            “โดยปกติแล้วมังกรสองตัวนี้จมูกมันดี ได้กลิ่นแม้เพียงอ่อนๆ ก็รู้ทันทีว่ามีพิษ โชคดีที่วันนี้พวกมันมาหาแบม ทำให้รู้ว่าหัวหน้าพ่อบ้านคนนี้คิดไม่ซื่อ”

            “แล้วทำไมอาหารที่พี่ปานเทพกินเข้าไปพวกมันสองตัวไม่ปัดทิ้งล่ะ มันไม่มีพิษหรือยังไงกัน?”

            “มีค่ะ ทุกจานมีพิษหมดนั่นแหล่ะ และพวกมันจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับคนอื่น พวกมันรู้แล้วว่าพี่เจบีเป็นพี่ชายของแบมถึงได้เดินไปคว่ำจานอาหารถึงที่โต๊ะ พี่เจบีต้องซื้อเนื้อให้พวกมันกินเป็นรางวัลด้วยนะ”

            “แล้วอย่างนี้ พี่ปานเทพ...”

            “พิษที่เจอในวันนี้มันน่าจะเป็นแบบสะสม แบมไม่มั่นใจว่าลาคุสทำมานานแค่ไหนแล้วและทำไปทำไม ตอนนี้รู้แต่เพียงว่าพี่เจบีควรบอกแม่กับพ่อนะคะ เพื่อที่จะทำการตรวจเลือดของทุกคนอย่างละเอียด”

            “อืม ก็คงต้องทำอย่างนั้นก่อน เดี๋ยวกลับไปปรึกษาพ่อก่อนว่าจะเอายังไง ส่วนเรื่องพี่ปานเทพ พวกเราทุกคนต้องปล่อยเลยตามเลยสินะ”

            “...ใช่ค่ะ” แบมแบมเอ่ยออกมาก่อนจะตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างแค้นใจที่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ามอง

            เรื่องของปานเทพเป็นเรื่องเดียวที่รับรู้ความจริงแล้วแต่กลับแตะต้องไม่ได้ เพียงเพราะมารดาที่ออกคำสั่งมาเพียงคำเดียวหลังจากที่พวกเธอพี่น้องสามคน รวมทั้งว่าที่คู่หมั้นของเธอรวมเป็นสี่คน เล่าเรื่องทั้งหมดที่ออกจากปากของปานเทพในคืนนั้นให้มารดาฟัง แต่กลับได้รับคำพูดเรียบๆ ออกมาเพียงแค่ปนะโยคเดียวว่า

            ไม่ใช่เรื่องของเด็ก!

            ทำเอาทุกคนหน้าเหวอ พับโครงการที่จะทำเอาไว้เงียบๆ แต่แบมแบมที่มองมารดาที่ไม่มีอาการทุกข์ร้อนใดๆ เลยหลังจากทราบเรื่องของลูกพี่ลูกน้องอย่างพินิจ ถ้าให้เดาเธอก็ขอเดาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับปานเทพมันต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมายแน่ๆ

            ไม่เกี่ยวข้องก็ดีเหมือนกันเพราะเสียเวลาทำมาหากิน

            ถึงแม้ว่าตัวเธอเองจะรู้แล้วว่าไม่ได้สิ้นไร้ญาติและเงินทอง แต่กลับทิ้งนิสัยขยันทำมาหาเงินเข้ากระเป๋าทุกลมหายใจเข้าออกไปไม่ได้ ธุรกิจที่ทำอยู่ในตอนนี้ ทั้งที่เป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือเป็นเพียงหุ้นส่วน แม้กระทั่งรับงานเป็นงานๆ ไปคล้ายมือปืนรับจ้าง ทุกอย่างก็ยังทำอยู่ เพียงแต่ไม่ได้รับงานดะเหมือนแต่ก่อน จะเน้นรับงานที่ได้เงินมากๆ ก็เท่านั้นเอง

            “แบม พี่ถามอะไรเราหน่อยสิ”

            “...”

            เมื่อน้องสาวไม่ได้เอ่ยค้านออกมา เจบีถือว่าเป็นการอนุญาตกลายๆ

            “แบมทำงานอะไรอยู่บ้างตอนนี้?”

            “พี่เจบีถามทำไมคะ?” แทนที่จะตอบเธอกลับย้อนถามพี่ชาย

            “ไม่มีอะไร พี่แค่ถามเผื่อจะมีหนทางใหม่ๆ ให้พี่เอาเงินไปลงทุนบ้าง” บอกตามตรงว่านี่คือการแถขั้นสุดยอด เจบีแค่อยากจะรู้แค่นั้นเองว่าน้องสาวของเขาหาเงินมาจากไหนมากมายนัก แต่ก็กลัวว่าน้องจะโกรธถึงได้อ้างออกไปอย่างนั้น

            “อืม...” ตากลมจ้องมองตาเรียวของคนตรงหน้า

            “ธนาคารมิดไนท์เกรย์ ร้านวันเอวารีติง ร้านอาหารข้างธนาคารฯ ทั้งสามที่แบมเป็นหุ้นส่วน” แบมแบมเลือกที่จะบอกในส่วนที่ว่าที่คู่หมั้นและคนอื่นๆ รับรู้ไปแล้ว ส่วนรายได้จากทางอื่นที่ยังขอสงวนไว้เฉพาะคนที่เลือกจะบอกก็ขอเก็บเป็นความลับต่อไป

            “อ้าว ไหนมาร์คมันบอกว่าแบมรับจ้างหาของส่งร้านวันเอวารีติงไง นี่เราเป็นถึงหุ้นส่วนเลยเหรอ”

            “อ้าว ก็แบมเป็นหุ้นส่วน แต่แบมก็ยังรับจ้างหาของด้วยสิพี่เจบี ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเงินทองไม่รั่วไหลไปไหน”

            “...ตอนนี้รวยแล้วนะแบม ยังต้องหาเงินอะไรมากมายนัก เพลาๆ ลงบ้างก็ได้นะ”

            “รวยแล้วนั่งเฉยๆ เงินก็มีแต่ใช้ไปสิคะ แบมจะต้องทำให้มันงอกเงยให้มากกว่าเดิมให้ได้”

            ประกายตาวิบวับยามพูดถึงเรื่องธุรกิจของน้องสาวเล่นเอาเจบีอิ่มทันที “ถามจริง นี่ยังมีอีกใช่มั้ยที่ยังไม่ได้บอกพี่”

            และเขาต้องอึ้งไปเมื่อเห็นว่าน้องสาวส่งยิ้มพร้อมกับคำพูดเรียบๆ แต่ทำเอากระเป๋าเงินสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที

            “ยังมีอีกธุรกิจที่เพิ่งเปิด แต่ถ้าพี่อยากรู้พี่ต้องจ่ายเงินห้าพันเอ็มบีให้แบมก่อนนะ แล้วแบมจะตอบคำถามนี้อย่างละเอียดไปถึงรูขุมขนเลยทีเดียว”

 

            แจ็คสันเดินเข้ามาหาพี่ชายหลังจากเขาไปช่วยจนเสร็จงานเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าเจบีนั่งมองกระเป๋าเงินของตัวเองอยู่ก็ได้แต่ขมวดคิ้วก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนที่นอน ครางอย่างเกียจคร้านเมื่อชูแขนขึ้นเหนือศีรษะแล้วยืดตัวจนสุดเพื่อคลายอาการเมื่อยขบ

            เขาบิดไปมาจนเริ่มดีขึ้น ผ่านไปหลายนาทีเปลี่ยนไปเป็นสิบท่าแต่พี่ชายก็ยังคงนั่งจ้องกระเป๋าอยู่ท่าเดิม

            “พี่ พี่เจบี เฮ้! เป็นอะไรเนี่ย ทำไมนั่งมองกระเป๋าแบบนั้นล่ะ?”

            “...”

            “ทำไมกลับมาจากออกไปข้างนอกกับน้องแล้วถึงเป็นแบบนี้ได้ล่ะ แบมแบมทำอะไรพี่บอกมานะ” แจ็คสันไม่ยอมพลาดเรื่องสนุกๆ หรอก อย่างน้อยเขาขอรู้ด้วยคนเถอะ

            “...”

            ในเมื่อพี่ชายไม่ยอมตอบ เขาจึงถือวิสาสะเปิดสิ่งที่พี่ชายจ้องอยู่ก็แล้วกัน แต่พอเปิดกระเป๋ษแล้วก็ต้องผิดหวัง ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยแม้แต่น้อย

            “นี่ ตกลงพี่จะบอกผมมั้ยเนี่ย”

            “...เงิน”

            “หือ เงินก็มีอยู่นี่ ทำไม พี่ทำเงินหายเหรอ?”

            “ไม่ใช่”

            “เอ๊า ไม่ใช่แล้วจะอึ้งอะไรอยู่ล่ะ พี่นี่ก็แปลกนะ”

            “อึ้งสิ”

            “...”

            “รู้สึกเหมือนถูกโจรปล้น”

            “เห๊ย! พี่พูดจริงพูดเล่นเนี่ย เผ่าเรามีโจรอุกอาจกล้าปล้นพี่ด้วยหรือไง ไม่ๆๆ ต้องบอกว่าพี่ยอมให้เขาปล้นง่ายๆ ได้ยังไงต่างหาก ฝีมือก็ดีไม่น่าจะยอมง่ายๆ ผมขอชื่อโจรหน่อยพี่ อยากรู้ว่ามีในรายชื่อหรือเปล่า เพื่อจะได้ค่าหัวกับเขาบ้าง”

            “...แบมแบม”

            “พี่เจบีอย่ามาล้อเล่น นั่นมันชื่อน้องสาวเราไม่ใช่ชื่อโจร อย่ามาอำซะให้ยาก เร็วๆ บอกชื่อโจรมา”

            “แบมแบม! รู้สึกเหมือนว่าเพิ่งถูกน้องปล้นไปว่ะ กระเป๋าเบาเลย แกไม่สังเกตหรือไงแจ็คสัน”

            หลังจากได้ยินที่พี่ชายพูด แจ็คสันจึงเปิดกระเป๋าพี่ชายออกดูอย่างละเอียดอีกครั้ง เห็นจะจริงดังที่พี่ชายว่าเพราะตอนนี้ในกระเป๋าเหลือแต่ธนบัตรใบย่อย แต่ใบใหญ่ๆ คือไม่มีเหลือติดกระเป๋าเลยสักใบ แจ็คสันรู้ว่าเงินที่หายไปจากกระเป๋าไม่ได้สะเทือนขนหน้าแข้งพี่ชายสักนิด ที่อึ้งนี่คงกำลังอึ้งว่าโดนน้องสาวปล้นได้ยังไงนั่นแหล่ะ รู้แบบนี้เขาคงต้องระวังตัวบ้างแล้ว

            สองพี่น้องกำลังคุยกันด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกปล้นอีกครั้งเมื่อไหร่ ผิดกับโจรที่กำลังนอนคุยโทรศัพท์สบายใจเฉิบกับว่าที่คู่หมั้นอยู่บนที่นอน โดยมีลูกสมุนสองตัวนอนหลับเฝ้าอยู่ที่ปลายเตียง

            “คืนนี้แบมต้องนอนเร็วใช่มั้ย พรุ่งนี้เช้าจะได้ผิวสวยๆ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกพลางจ้องคนที่กำลังก้มนับเงินแล้วเก็บเข้ากระเป๋าอย่างสุขใจ

            “พี่มาร์คก็เหมือนกันนั่นแหล่ะค่ะ ต้องนอนเร็วจะได้ผิวสวย” พูดไปก็นับเงินไปไม่ได้เงิยหน้าขึ้นมองคนที่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่น้องไม่สนใจ

            “แบมแบมครับ”

            “คะ?”

            “ฝันดีนะ เราสองคนนอนได้แล้ว”

            “...” แบมแบมแหงนมองนาฬิกาที่เพิ่งบอกเวลาที่หนึ่งทุ่มตรงเท่านั้น “วันนี้เราคงต้องนอนเร็วจริงๆ สินะคะ”

            “ใช่ครับ”

            “ได้ค่ะ ฝันดีนะคะพี่มาร์ค พรุ่งนี้เจอกัน”

            “ครับ พรุ่งนี้เจอกัน” มาร์คส่งยิ้มให้ว่าที่คู่หมั้นก่อนจะเป็นฝ่ายตัดการติดต่อ

            ตอนนี้เขาใส่เสื้อนอนขัดกับกางเกงชิ้นล่างอย่างที่สุด กางเกงสีดำเนื้อเหนียวแต่เบาใส่สบาย ทนต่อเปลวไฟและอาวุธ มือเรียวแกร่งรั้งเสื้อนอนขึ้นเหนือศีรษะ ถอดมันออกวางบนที่นอน หยิบเสื้อสีดำเข้าชุดกับกางเกงที่วางอยู่ถัดไปมาใส่ ชุดนี้ไม่มีทางที่เขาจะใส่นอนแน่นอน

            ช่วยไม่ได้ที่เขามีงานที่จะต้องออกไปทำ และช่วยไม่ได้ที่เขาปฏิเสธไม่รับงานนี้ไม่ได้ สรุปก็คือมาร์คคงต้องรีบไปทำงานให้เสร็จ หวังว่าเพื่อนร่วมงานที่นานๆ จะยอมรับงานสักทีคงจะช่วยให้เขาทำงานนี้เสร็จโดยไว

            มือแกร่งหยิบหน้ากากเต็มใบสีดำขึ้นมาสวม

            มาร์คชอบงานนี้ตรงที่ผลตอบแทนมากและไม่ต้องเปิดเผยหน้าตาขอแค่มีฝีมือก็พอ

 

            ลมเย็นๆ พัดผ่าน มาร์คนั่งอยู่บนหลังคาบ้านของเป้าหมาย บ้านหลังใหญ่โตไม่ได้บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านเป็นคนดีหรือเปล่า เงินเต็มกระเป๋าก็เช่นกัน ไม่ได้บ่งชี้ว่าเจ้าของเงินได้เงินมาโดยวิธีไหนหรือมีความดีมากเท่าไร

            ปกติแล้วมาร์คไม่ค่อยรับงานสักเท่าไหร่ เพราะราคางานที่เขากำหนดรับเอาไว้นั้นเริ่มต้นสูงมาก งานที่เข้ามาจึงน้อยแต่หากเข้ามาครั้งหนึ่งจะมาในรูปแบบของการบังคับจ้างจากต้นสังกัด ตอนแรกที่เขาเข้ามาทำงานนี้ก็เพราะว่าใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ก็แค่นั้น

            การเป็นนักฆ่าในหน่วยงานลับก็เป็นความท้าทายบวกกับทำให้หูตากว้างไกลมากขึ้นนั่นเอง เรื่องผลตอบแทนเป็นเรื่องรองลงมา เพราะในรายที่ตกมาถึงมือของเขามักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองของแต่ละเผ่าทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้นี่แหล่ะ นักฆ่าทุกคนจึงไม่ต้องเปิดเผยหน้าตา แม้แต่คนที่ต้องรวมงานด้วยกันก็ตาม

            ในครั้งนี้เขาต้องร่วมงานกับนักฆ่าอันดับสอง เพราะคนที่พวกเขาจะต้องลงมือในคืนนี้ก็มีฝีมือจัดว่าอยู่แถวหน้าเพื่อไม่ให้เป็นการผิดพลาดทางหน่วยลับจึงส่งนักฆ่ามาทำงานนี้สองคน

            “...” ไม่มีเสียงทักทายจากผู้ชายร่างโปร่งในชุดแนบเนื้อสีดำรัดรูปจนเห็นกล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงามพอเหมาะกับร่างโปร่งนั้น มือเรียวยกขึ้นราวกับจะทักทายก่อนที่จะถือวิสาสะกระโดดลงนั่งเคียงข้างเพื่อรอเวลา

            มาร์คเอ่ยเลขรหัสของการจ้างครั้งนี้ออกไปเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าก็เป็นอันว่าจบการทักทายกัน ถือว่าได้เจอเพื่อนร่วมงานแต่สิ่งที่จะต้องตกลงกันก่อนลงมือก็คือ

            “จะลงมือร่วมกันหรือแยกกัน?”

            เสียงทุ้มที่ไม่เหมือนเดิมเอ่ยขึ้น มาร์คสวมหน้ากากที่ดัดแปลงเสียงเอาไว้ในการทำงานแต่ละครั้ง เพื่อเป็นการปกปิดตัวตนให้อยู่ในความปลอดภัย การลงมือในแต่ละราย นักฆ่าสามารถตกลงกันเองเรื่องรายได้ หากร่วมมือกัน เงินที่ได้มาก็แค่หารครึ่ง แต่ถ้าแยกกันลงมือ ก็ให้ถือเสียว่าใครลงมือก่อนคนนั้นก็ได้เงินทั้งหมดไป เขานิ่งรอฟังคำตอบจากเพื่อนร่วมงาน

            “แยกกัน” เสียงทุ้มแหบของผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาเอ่ยตอบออกมา มาร์คไม่ได้ว่าอะไร ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานร่วมกับนักฆ่าอันดับสอง

            เป็นนักฆ่าที่เหมือนจะเป็นลูกรักของหน่วยลับเพราะว่ามาร์คได้ยินนักฆ่าคนอื่นพูดกันทำนองที่ว่า เคยได้รับมอบหมายให้ทำงานร่วมกันแต่เมื่อถึงเวลากลับไม่โผล่ไปจนทำให้นักฆ่าคนนั้นต้องทำงานคนเดียว

            นั่นยังไม่เท่าไหร่...

            เพราะนักฆ่าทุกคนจะได้ทำสัญญาการทำงานคนละฉบับ ในส่วนของหมายเหตุ มาร์คเคยอ่านเจอมีชี้แจงเอาไว้ละเอียดว่านักฆ่าอันดับสองไม่อยู่ในข้อตกลงของสัญญานี้ ขอให้นักฆ่าคนอื่นอย่าคิดเอาเยี่ยงอย่าง

            เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าฝีมือของนักฆ่าอันดับสองจะเท่าไหร่กัน ยามเป็นนักฆ่าของที่นี่พวกเขาจะไม่เรียกชื่อกัน จะเรียกกันทีก็ใช้หมายเลขเรียกกันไปเลย คล้ายจะโอ้อวดหรือแม้แต่กดขี่ข่มเหงไปในตัว

            “สอง กูจะเข้าไปละนะ” มาร์คเรียกคนที่นั่งข้างๆ ก่อนจะใช้สรรพนามที่ใช้กันปกติระหว่างพวกนักฆ่าด้วยกัน

            “...”

            อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากลุกขึ้นยืนตามที่มาร์คลุกขึ้น ไฟในห้องนอนของเป้าหมายดับมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว คาดว่าคงจะกำลังเคลิ้มหลับ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นมาร์คอยากให้เป้าหมายกำลังออกกำลังกายยามดึกกับผู้หญิงสักคนจะดีมาก เพราะการระวังตัวจะน้อยมากกว่าตอนปกติ

            หางตาเหลือบมองผู้ชายที่ลุกเดินตามเขาเงียบๆ มาร์คละความสนใจเมื่อคิดไปถึงสิ่งที่เขาต้องทำในวันพรุ่งนี้

            วันหมั้น

            แค่คิดถึงมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเองอัตโนมัติ มาร์คยกมือขึ้นตรงหน้าเริ่มร่ายเวทพึมพำ

            พึ่บ!

            ร่างโปร่งหายวับไปกับตา ทิ้งไว้แต่ผู้ชายอีกคนซึ่งไม่กี่วินาทีข้างหน้าก็หายไปจากตรงนี้ราวกับว่าไม่เคยมีใครอยู่มาก่อนเช่นกัน

            มาร์คเลือกวิธีบังตาทำตัวเองเป็นมนุษย์ล่องหนก่อนจะลักลอบเดินเข้าบ้านคนอื่นแถมยังเดินอย่างสง่าผ่าเผยด้วยฝีเท้าที่เบากริบดุจแมว แต่หารู้ไม่ว่าแมวตัวนี้กำลังจะกลายร่างเป็นราชสีห์เพื่อปลิดชีพเป้าหมายตามใบสั่งอย่างเลือดเย็น

            ลัดเลาะเข้าห้องจากทางระเบียง ก่อนจะทำเหมือนว่าตัวเองเป็นวิญญาณด้วยการใช้เวทย์ที่ทำให้ร่างโปร่งเดินทะลุกำแพงเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย แย่หน่อยที่เป้าหมายของเขาตอนนี้กำลังหลับอยู่บนเตียงคนเดียวไม่ได้มีสาวข้างกายที่ร่วมกิจกรรมเพื่อทำให้เสียสมาธิ

            ร่างโปร่งเดินเข้าไปใกล้เตียงหลังใหญ่กลางห้องเรื่อยๆ มาร์คเลือกเข้าทางด้านปลายเท้า เขาล้วงเข้าไปในคอเสื้อหยิบสร้อยคอที่มีขวดแก้วขนาดเล็กห้อยอยู่ออกมา ขวดนี้ออกแบบมาเพื่อนักฆ่าโดยเฉพาะ มันไม่มีฝาไม่จำเป็นต้องเปิดออกเพียงแค่คว่ำขวดแล้วร่ายเวทเฉพาะของมันเบาๆ เท่านั้น ยาพิษที่ถูกบรรจุอยู่ด้านในจะไหลออกมาจากขวดเองอย่างง่ายดาย

            จริงๆ แล้วถ้าจะฆ่าให้ตายก็แค่เดินเข้าไปแล้วแทงมีดเข้าที่หัวใจก็ตายแล้วเป็นอันเสร็จสิ้นกัน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ มาร์คจำเป็นที่จะต้องถามคำถามเพื่อเอาคำตอบจากเป้าหมายด้วยหนึ่งคำถาม ทำให้ร่างโปร่งที่ถนัดจัดการเหยื่อในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ให้เป้าหมายมีเวลาเจ็บปวดต้องมาทำอะไรแบบนี้

            มาร์คยกยิ้มอย่างถูกใจ

            มือแกร่งคว่ำขวดแก้วลงที่ซอกเล็บเท้าก่อนจะร่ายเวทแผ่วเบาเพื่อทำให้น้ำยาในขวดดันตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง ยาสีขาวดั่งน้ำนมมีเนื้อยาข้นหนืดแต่เมื่อหยดลงโดนผิวหนังแล้วนั่นมันกลับมุดซึมหายเข้าไปในร่างกายของคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็ว

            ไร้ร่องรอย...

            เมื่อเห็นว่ายาพิษซึมเข้าไปในร่างกายของเหยื่อเรียบร้อยแล้ว มาร์คก็เดินเข้าไปปลุกเหยื่ออย่างอุกอาจ ปลุกทั้งๆ ที่ตัวเองยังทำตัวดุจผีไร้ร่างกาย มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

            ยื่นมือออกไปแล้วออกแรงตบเข้าที่กลางหว่างขาของเหยื่อแรงๆ หนึ่งที

            ผัวะ!

            “อุก!!!!” มีแต่เสียงแต่ร่างกายกลับไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น คนที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นอย่างไม่เข้าใจตัวเอง ยังคงนอนอยู่ท่าเดิมทั้งๆ ที่ถ้าโดนจนร้องออกมาขนาดนั้นแล้วควรจะต้องคู้เข่าตัวงอไปแล้วสิ

            “เมื่อเดือนที่แล้วท่านเลือกที่จะช่วยแผ่นดินใหม่ ใช่หรือไม่?” มาร์คเอ่ยถามคำถามที่ได้รับมาจากลูกค้า

            จากการปฎิบัติงาน นักฆ่าจะรับคำถามมาแค่หนึ่งคำถามเท่านั้น จะไม่รับถามอะไรที่ยุ่งยาก

            “หึ หึหึ กูว่าแล้วว่าพวกมันต้องไม่ปล่อยกูเอาไว้แน่ๆ แต่ไม่คิดเลยนะว่าแค่เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องจ้างนักฆ่ามาฆ่ากู” น้ำเสียงเหมือนปลงกับชีวิต “นายจ้างของพวกมึงสั่งว่ายังไงล่ะ”

            “....” เค้นแล้วฆ่าได้ราคาดีกว่าฆ่าอย่าเดียว ถ้าตุกติกมากนักมาร์คเองก็คิดว่าจะตัดสินใจฆ่าอย่างเดียว ก็ถ้านายจ้างจ้างนักฆ่ามาขนาดนี้ จุดประสงค์หลักคงไม่ใช่ต้องการคำตอบหรอกมั้ง

            “มันจ้างเท่าไหร่? กูจ่ายกลับทันทีสามเท่า”

            “...” และอีกข้อหนึ่งที่ทำให้มาร์คมาทำงานที่หน่วยลับก็เพราะว่า หน่วยลับเองก็เป็นหน่วยงานที่กลิ้งไปมาได้ ท้าทายสมองทุกเคสที่ต้องรับ อย่างรายนี้ ถ้ามาร์คเลือกฆ่าเพื่อตัดปัญหาไปซะก็จะได้เงินห้าล้านเอ็มบี แต่ถ้าทั้งเค้นและฆ่าจะได้สิบล้าน

            และกรณีสุดท้าย หากเป้าหมายมีเงินเพื่อซื้อชีวิตตัวเองได้และนักฆ่ายอมรับก็สามารถรับงานจ้างจากเป้าหมายได้ทันที แต่ยังถือว่าหน่วยลับก็ยังคงมีจรรยาบรรณอยู่อย่างหนึ่งคือไม่เปิดเผยว่าใครเป็นผู้จ้างวานฆ่า เป้าหมายใหม่ที่ไหนจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อชีวิตตัวเองเดี๋ยวนั้นแล้วยังจะต้องใช้สมองเค้นหาศัตรูเพื่อจ้างวานนักฆ่าเพื่อไปฆ่าคนที่เขาสงสัยอีกต่อหนึ่ง

            “ว่ายังไง รับข้อเสนอหรือเปล่า? บอกราคาที่กูต้องซื้อชีวิตตัวเองมา”

            “สามเท่า สามสิบล้านเอ็มบี” เสียงทุ้มแบบที่ไม่เหมือนปกติเอ่ยออกมาในที่สุด

            “ดี เดินไปที่ตู้มุมห้องด้านขวามือ ตู้ใบนั้นมีเงินสดอยู่เชิญหยิบไปให้ครบ แล้วรบกวนมาถอนพิษด้วยหลังจากนั้นจะได้คุยเรื่องงานจ้างครั้งใหม่” สั่งงานออกมาอย่างไม่สนใจว่าร่างที่พูดคุยด้วยนั้นอยู่ตรงไหน

            มาร์คเดินเข้าไปใกล้ตู้ใบนั้นที่เป้าหมายเขาบอกด้วยฝีเท้าเบากริบ ก่อนจะยื่นมือไปหากลอนประตูตู้ หูแว่วเสียงแผ่วๆ ออกมาจากในตู้แต่มาร์คไม่มั่นใจว่าคือเสียงอะไร เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรก็มีมือมารั้งที่ต้นแขน กระชากโดยแรงไม่ทันให้มาร์คได้ตั้งตัว

            ร่างโปร่งเซถอยห่างออกจากตู้ใบนั้น

            ฟิ๊ว! ฟิ๊ว!

            สองเสียงแหวกอากาศดังขึ้นเรียกให้มาร์คที่กลับมายืนตรงแล้วหันไปหาตามทิศของมัน

            “อ๊อก! อึก! อะ อึก” เลือดแย่งกันทะลักออกปาก

            มีดขนาดพอเหมาะคมกริบปักอยู่กลางศีรษะกับกลางลำคอของเป้าหมายในลักษณะคมมีดจมลงไปเกือบหมดด้าม เรียกได้ว่าคนปามันต้องมีฝีมือด้านนี้อย่างมาก แม่นราวกับจับวาง เล่นจุดตายทีเดียวสองจุด ยังไงก็ใม่รอดแน่นอน

            “...” มาร์คถอนหายใจ เสียดายนิดหน่อยที่รายนี้เขาก็จะได้เพียงแค่ค่าเสียเวลาเพราะไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าเอง แม้จะเป็นคนวางยาพิษในตอนแรกก็เถอะ

            เสียงที่มาร์คได้ยินแว่วมาในตอนที่เดินไปใกล้ตู้ดังออกมาอีกครั้ง มันเบามากแต่เขาก็ยังได้ยิน เสียงแบบนั้นคงหนีไม่พ้นสัตว์จำพวกงูอย่างแน่นอน

            “ขอบใจ” เอ่ยออกไปแม้ไม่เห็นตัวอีกคนที่อยู่ในห้อง ร่างโปร่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ใช้วิชานี้เช่นกันแต่เพื่อนร่วมงานของเขาสามารถรั้งต้นแขนเขาเอาไว้ได้นี่

            อยากรู้จริงเชียวว่านักฆ่าหมายเลขสองยังมีดีอะไรซ่อนอยู่อีก ถึงได้ช่วยนักฆ่าอันดับหนึ่งเช่นเขาเอาไว้โดยไม่พูดอะไรสักคำ มาร์คเร้นกายออกจากที่ก่อเหตุอย่างรวดเร็ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #3362 BowLoveBaByBam (@BowLoveBaByBam) (จากตอนที่ 176)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 00:31
    น้องแบมใช่ไหมลูกกกกกกกก
    #3362
    0