Angel academy [MarkBam]

  • 80% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 182,244 Views

  • 3,442 Comments

  • 4,386 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    366

    Overall
    182,244

ตอนที่ 178 : ภาค 2 - 229 - 262

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    4 เม.ย. 61







***ยังไม่มีการแก้ไขคำผิดวรรคตอนใดๆทั้งสิ้น เนื้อหาอาจมีการเปลี่ยนแปลง***





            “หลอดนี้ฟรีค่ะ ถ้าเป็นหลอดที่กำลังจะวางขาย พวกแบมตั้งราคาเอาไว้ที่หนึ่งหมื่นเอ็มบี ใช้ปริมาณน้อยและหายปวดไวยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว อย่าลืมอุดหนุนนะคะ”

            “หึ” มาร์คยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

            อดจะทึ่งไม่ได้กับหัวทางการค้าของสองแสบ หลอดที่เขามีอยู่ที่ห้องราคาเก้าร้อยเอ็มบีหลอดเล็กกว่านี้และการออกฤทธิ์ช้ากว่า ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเขาเป็นลูกค้า การที่หลอดใหญ่กว่าแม้เพียงเล็กน้อย อีกทั้งคุณภาพและการออกฤทธิ์ที่ดีกว่า ถ้ามีกำลังซื้อก็ควักเงินจ่ายอย่างไม่เสียดายอะไร ไม่มีแม้แต่การลังเลซึ่งเท่าที่สังเกตมาตลอด ดูเหมือนว่าสองสาวจะผลิตสินค้ามาแต่ละตัวจับแต่ลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งนั้น

            “แล้วตอนนี้หายปวดหรือยังครับ แต่พี่ก็ไม่วางใจหรอกนะ ร่างกายของผู้หญิงน่ะไม่ชินกับการกระแทก ความบอบช้ำ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้พี่เป็นห่วง น้องแบมต้องออกไปกินข้าวกันกับพี่ เดี๋ยวพี่จะหยิบยาไปให้กินหลังอาหารด้วย ไม่เป็นก็ต้องกินกันเอาไว้ก่อน ห้ามดื้อ ถือว่าพี่ขอก็แล้วกัน”

            พูดดักซะแบมแบมไปไม่เป็น กลืนคำที่จะพูดค้านลงคอแทบจะทันที

            “เข้าใจพี่นะครับ” ถึงมาร์คจะใจดีแต่พอถึงเวลาต้องเอาจริง เขาก็เข้มงวด

            “ค่า” ตอบรับเสียงอ่อนก่อนจะซบหน้าลงที่หน้าท้องของมาร์คดังเดิม มือแกร่งลูบที่ศีรษะทุยเบาๆ

            “ตกลงแบมบอกพี่ได้หรือยังครับว่าใครเป็นคนทำรอยนี้”

            “...” มุมปากยกขึ้นอย่างถูกใจที่ได้รับการเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา

            “หือ? ว่าไงครับ” กระตุ้นเล็กน้อย มือก็ลูบศีรษะน้องไปด้วยแอบมีเลื่อนไปแปะที่หน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิด้วยนิดหน่อย

            “พี่แยมโรลค่ะ” คำตอบของแบมแบมทำเอามาร์คนิ่งไปชั่วขณะ ตาคมหรี่ลงเล็กน้อย

            ร่างโปร่งดันคนที่กอดซบเอวเขาอยู่ออกเบาๆ เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบเอาทุกอย่างที่คนตัวเล็กกว่าควรต้องใส่ออกมาแล้ววางเสื้อผ้าพวกนั้นลงบนที่นอน พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ก็ยังส่งยิ้มมาให้

            “พี่ให้เวลาแต่งตัวสิบห้านาทีนะครับ ส่วนยาทาหลอดนี้พี่ขอเลยแล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปรอที่ห้องครบเวลาแล้วพี่จะมารับนะ”

            “ค่ะ”

            ตอบรับคำสั่งอย่างง่ายดาย ไม่มีอะไรให้ต้องขัดขืนดื้อดึงเพราะทุกคำที่มาร์คพูดออกมาก็มีพื้นฐานมาจากความเป็นห่วงเป็นใยทั้งสิ้น จะให้เธอนุ่งผ้าเช็ดตัวทั้งคืนก็กระไรอยู่ ร่างโปร่งลูบศีรษะน้องอีกสองสามทีก่อนจะเดินกลับไปยังห้องตัวเอง แบมแบมเองเมื่อปลอดคนแล้วก็ลงมือแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เลือกชุดใหม่แต่อย่างใดเพราะชุดที่คู่หมั้นเลือกมาให้ก็เหมาะดีอยู่แล้ว หวีผมจัดแต่งใบหน้าให้เรียบร้อย แค่ออกไปรับประทานอาหารด้วยกันเท่านั้น แบมแบมเลือกที่จะใช้โบว์ผูกผมขึ้นเป็นหางม้าง่ายๆ ผัดแป้งฝุ่นกับแตะลิปมันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับริมฝีปากอิ่มก็เพียงพอไม่ได้เสริมสวยอะไรไปมากกว่านี้

            ผ่านไปแค่สิบนาที

            ร่างบางนอนเอนหลังพิงหมอนใบโตอยู่บนเตียงหลังใหญ่ มือก็จับจี้ที่ร้อนอยู่นานพอดูขึ้นมา เปิดฝาออกเห็นข้อความที่มารดาส่งมา เป็นข้อความสั้นๆ ที่เห็นแล้วก็ได้แต่ยกยิ้มมุมปาก

            เกิดอะไรขึ้น?

            สงสัยพรุ่งนี้ตอนเช้าเธอคงต้องไปหาอาจารย์มิรันดาเพื่อขอยืมโทรศัพท์กลับบ้านเสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นก็กดให้เข็มเงินเด้งออกมาก่อนจะหยิบมันขึ้นเขียนข้อความสั้นๆ ตอบกลับไป

            พรุ่งนี้จะโทรไปค่ะ

            เก็บทุกอย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย นอนพลิกตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน จะว่าหิวเธอก็หิวอยู่แต่ถ้าจะให้นอนตอนนี้ก็นอนได้เลยเหมือนกัน เสื้อคลุมสีชมพูตัวสวยถูกหยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้า รอบนี้มารดาช่วยกันจัดกระเป๋าเสื้อผ้ากับพี่เลี้ยงของเธอ เสื้อผ้าชุดใหม่ๆ ที่เพิ่งสั่งตัดถูกอัดเข้ามาในกระเป๋าใบโตอย่างไม่กลัวว่ามันจะปริแตกเลยแม้แต่น้อย

            ก๊อก ก๊อก

            แอ๊ด

            ผมสีบลอนด์โผล่ออกมาให้เห็นก่อนเป็นอันดับแรก มาร์คยิ้มให้น้อง “ปะ ไปกินข้าวกันเถอะ เอาเสื้อคลุมมาด้วยนะเผื่อตอนดึกๆ ลมจะแรง” รอบคอบไม่มีเปลี่ยน มาร์คเห็นว่าแบมแบมหยิบเสื้อคลุมสีชมพูติดมือมาด้วยก็เอ่ยสำทับ

            “สวมไปเลยดีกว่าเนอะ” มองตาน้องเมื่อเห็นว่ายังจ้องกลับมางงๆ “หรือจะยังไม่ใส่ก็ได้ เอามาฝากพี่เดี๋ยวพี่ถือให้”

            “ไม่เป็นไรค่ะพี่มาร์ค แบมใส่ไปเลยก็ได้”

            ร่างโปร่งจัดการทุกอย่างให้หมด ทั้งปิดประตู ล็อกห้องให้เรียบร้อยก่อนจะคุยกันกระหนุงกระหนิงจูงกันไปหาอาหารมื้อค่ำรับประทาน ปฎิบัติต่อกันราวกับคุ้นเคยกันมาเนิ่นนาน สายตาของคนทั้งคู่ไม่ได้สนใจใครอื่นนอกจากกันและกันเท่านั้น

 

            หอนาคา

            บริเวณอันกว้างใหญ่ของมหาวิทยาลัย จากหน้าประตูใหญ่มีทางเข้าออกเพียงแค่ประตูเดียว ผ่านเข้ามาก็จะต้องผ่านต้นไม้ต่างๆ อยู่พอสมควรจึงจะเข้ามาถึงทางแยกสามทางเพื่อนำไปแต่ละหอ แยกทางขวามือคือทางไปสู่หอมังกร แยกซ้ายมือคือทางไปสู่หอนาคา ส่วนทางตรงกลางนั้นมุ่งไปสู่หอพยัคฆ์

            เมื่อแยกไปตามทางของแต่ละหอแล้วนั้น ตรงเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะเจอตึกที่เหล่าอาจารย์ทั้งหมดของหอประจำการอยู่ มีทั้งห้องรับรองผู้ปกครอง ห้องประชุมและห้องพักผ่อนของบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย อาจารย์ก็มีห้องทำงานส่วนตัวกันทุกคน ถัดไปจากอาคารนี้ก็เป็นโซนรวมตึกเรียนและสนามที่ใช้เรียนในคลาสกีฬา กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยอาคารต่างๆ ที่ใช้สำหรับให้เหล่านักศึกษาเดินเรียน

            ลิซ่าเพิ่งกลับจากสวนสาธารณะหน้าหอนาคา บรรยากาศของสวนสาธารณะที่นี่จะเหมือนกันทุกหอคือวิวสระน้ำที่อยู่ถัดจากโซนตึกเรียน หอพักที่นี่ถูกคั่นออกจากตึกเรียนต่างๆ ด้วยสระน้ำใหญ่มากและสวนสาธารณะอันกว้างขวาง ร่างสมส่วนเดินขึ้นหอพักอย่างช้าๆ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นลูกพี่ลูกน้องคนสวยเดินกลับขึ้นหอ โซนหอพักของทุกหอจะแบ่งเป็นหลายตึกเรียงรายกันไป

            “พี่แยมโรล” ร้องเรียกออกไปไม่ดังมากแต่ก็ไม่เบาเช่นกันเพราะกลัวอีกฝ่ายไม่ได้ยิน วิ่งเข้าไปใกล้เมื่อเห็นว่าพี่สาวยังไม่ยอมหยุดเดิน

            “พี่!!

            คนตัวสูงกว่าหันไปมองก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรียกพี่ทำไม?”

            “เอ๊า! เห็นพี่เดินผ่านก็ต้องทักทายสิ ลิซ่ามีมารยาทพอนะพี่แยมโรล” กอดอกทำหน้าบูดส่งไปให้ลูกพี่ลูกน้องทันที “ว่าแต่พี่ไปไหนมาล่ะ ทำไมถึงเพิ่งเข้าหอ อารมณ์ดีมาซะด้วยหน้ายิ้มมาเชียว”

            “หึ ดูออกด้วยเหรอว่าอารมณ์ดี พอดีไปหาคนหล่อมาน่ะ”

            คนหล่อที่พี่สาวของเธอพูดถึงคงไม่พ้นรุ่นพี่ปีห้าหอมังกรนามว่า มาร์ค แน่นอน ลิซ่ารู้ เพราะเธอก็ปลื้มและชอบพี่เขาอยู่เหมือนกัน

            “ไปหาพี่มาร์คเนี่ยนะ”

            “ใช่”

            “แล้วเป็นไงบ้างพี่?” เธอถามก็เพราะว่า รู้ๆ กันอยู่ว่ารุ่นพี่สุดหล่อไม่ได้มองใครตั้งแต่แสดงตัวว่ามีแฟนแล้ว ยิ่งตอนนี้มีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนแล้วด้วย ไม่น่าจะมาสนใจพี่สาวของเธออย่างแน่นอน

            สวนสาธารณะของที่มหาวิทยาลัยนี้จะเรียงยาวเป็นผืนเดียวกัน แต่เพราะมันมีความกว้างมากนักศึกษาจากแต่ละหอก็มักจะอยู่แต่โซนด้านหน้าของหอตัวเอง หากจะไปหาเพื่อนที่หออื่นก็สามารถทำได้โดยการเดินไปตามสวนสาธารณะ แต่ไม่สามารถเข้าไปในหอที่เราไม่ได้พักได้เพราะมีการร่ายเวทกันเอาไว้ อยู่หอไหนก็เข้าไปแต่หอตัวเองเท่านั้น ลิซ่าเดาว่าพี่สาวของตนคงเดินผ่านสวนสาธารณะไปเรื่อยๆ จนถึงหอหน้าหอมังกรที่อยู่อีกฟากหนึ่ง เหมือนกับว่าถ้าหันหน้าออกไปด้านหน้ามหาวิทยาลัยหอนาคาจะอยู่ฝั่งขวา เดินไปเรื่อยๆ ก็ถึงหอพยัคฆ์ที่อยู่คั่นกลางก่อนจึงจะถึงหอมังกรที่อยู่ริมซ้าย

            ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ

            เธอมองคาดคั้นเอาคำตอบจากแยมโรลจนคนอายุมากกว่าต้องถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นเข้า

            “เห้อ! วุ่นจริง”

            “เจอพี่มาร์คเหรอพี่แยมโรล”

            “เปล่า ไม่ได้เจอหรอก”

            “เอ๊า! ไม่ได้เจอแล้วเดินยิ้มเข้าหอมาทำไมล่ะ” ท่าทางพี่สาวเธอคงจะบ้า ลิซ่าเหล่ตามองอย่างไม่วางใจแต่แยมโรลไม่ถือสา

            “ก็พอดีมีความสุข ทำสำเร็จไปอย่างนึง”

            “ทำ?”

            “อือ” พยักหน้าหนึ่งที่ พอนึกไปถึงว่าป่านนี้ต้นแขนคนที่โดนคงระบมแล้วก็ยกยิ้มออกมาอีกครั้ง ลิซ่าเห็นเข้าก็ยิ่งทำหน้าไม่ไว้ใจ

            “เล่ามาสักทีเถอะพี่ ลิซ่าว่าพี่เริ่มจะแปลกๆ แล้วเนี่ย อยู่ๆ ก็ยิ้ม”

            “หมั่นไส้คู่หมั้นของมาร์คก็เลยหาเรื่องแกล้ง กระชากต้นแขนแรงๆ บีบต้นแขนซะเลย ป่านนี้คงกำลังช้ำล่ะมั้ง ใส่แรงไปเต็มที่เลยด้วยสิ” นึกถึงต้นแขนเล็กๆ บอบบางแล้วก็ได้แต่ยิ้มเยาะ

            “...คู่หมั้นพี่มาร์คน่ะเหรอพี่แยมโรล?” ลิซ่าถามเพื่อความชัดเจนว่าฟังพี่สาวพูดถึงไม่ผิดคน

            “ใช่ คนที่ชื่อแบมแบมไงล่ะ”

            ชัดเลย!

            เอื๊อก!

            หลังจากที่แยมโรลยืนยัน ลิซ่าก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ยังจำได้ดีถึงแววตาคู่นั้น นึกไปถึงตนเองก่อนหน้าที่ทำกับแบมแบมก่อนที่จะไปเจอกับอะไรก็ได้แต่สงบปากสงบคำ เธอไม่เคยเล่าเรื่องที่พูดคุยกับแบมแบมบนเวทีอิสระให้ใครฟัง เจ้าตัวเองเมื่อไม่โดนก่อกวนก็ไม่เคยเข้ามาวุ่นวายอะไรกับเธอ ลิซ่าถึงได้เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไง

            แต่พี่สาวของเธอไม่น่าจะรู้...ถึงได้ไปแกล้งแบมแบมอย่างนั้น

            “ละ..แล้วเขารู้หรือเปล่าว่าพี่แกล้งน่ะ” ถามเพื่อหยั่งเชิง แยมโรลเมื่อได้ยินคำถามจากน้องสาวก็ยิ่งยิ้มเยาะออกมา

            “หึ เด็กนั่นจะไปรู้อะไร ฉันน่ะไม่ได้โง่ที่จะเข้าหาอย่างนางร้ายแบบแกนะลิซ่า เข้าหาอย่างเป็นมิตรแล้วค่อยพิสูจน์ให้มาร์คเห็นว่า ฉันน่ะมีดีมากกว่าคู่หมั้นซื่อบื้ออย่างเด็กคนนั้นหลายเท่านัก” เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งๆ “กลับห้องแล้วนะ อยากอาบน้ำแล้ว เราน่ะก็ขึ้นห้องได้แล้ว”

            ลิซ่ามองแยมโรลที่เดินกลับขึ้นหอพักไปอย่างอดกังวลแทนไม่ได้

            “เห้อ! แบมแบมไม่ได้โง่นะพี่ แบมแบมแค่ขี้เกียจมีเรื่อง” ถอนหายใจก่อนจะพึมพำออกมาจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ

 

            ห้าทุ่มครึ่ง

            มาร์คหันไปมองเตียงนอนหลังใหญ่ภายในห้อง มือลูบไปตามผ้าห่มเนื้อนิ่มดึงให้คลุมร่างบางที่หลับไปแล้วอย่างมิดชิด พวกเขากลับมาจากรับประทานอาหาร ให้แบมแบมกินยาดักไข้ไว้เรียบร้อยและตอนนี้ยาก็กำลังออกฤทธิ์ได้ที่ เด็กดื้อของเขาก็เลยหลับไปตั้งแต่เดินกลับมาถึงห้องไม่ถึงสิบห้านาที

            ตาคมกวาดสำรวจรอบห้องนอนก่อนจะกลับห้องตัวเองเมื่อเห็นว่าภายในห้องเรียบร้อยดีแล้ว มาร์คต้องกลับไปเอาการบ้านที่ยังทำค้างอยู่มาทำให้เสร็จ

            แกร๊ก!

            แอ๊ด!

            ไขกุญแจห้องและเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง ภายในห้องตกแต่งเรียบง่าย ผู้ชายก็ไม่ได้อะไรมากมาย ไม่ต้องเปลี่ยนผ้าม่านที่เอามาเองจากบ้านเหมือนห้องของน้อง เขาก็ใช้ของมหาวิทยาลัยไป จะมีเพิ่มมาก็เป็นชุดเครื่องนอนและผ้าปูที่นอนที่มารดาจัดการเพิ่มมาให้อีกหลายชุด มาร์คลงมือถอดเสื้อคลุมก่อนจะพาดเอาไว้ที่พนักเก้าอี้ตามความเคยชิน เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน เขาหยิบตำราเรียนและสมุดการบ้านที่วางอยู่บ้านโต๊ะหนังสือขึ้นมา บนโต๊ะก็ไม่มีอะไรจุกจิกนอกจากกองหนังสือที่ใช้เรียนในเทอมนี้

            มือแกร่งค้างนิ่งอยู่ชั่วขณะเหนืออุปกรณ์เครื่องเขียนที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะ

            แล้วเขาก็ตัดสินใจไม่เอาไปด้วยเพราะบนโต๊ะของแบมแบมเต็มไปด้วยของพวกนี้ แถมยังมีมากมายให้เลือกใช้อีกต่างหาก มาร์คเคยถามเพราะสงสัยว่าทำไมถึงได้มีเยอะขนาดนี้ เจ้าตัวก็บอกว่ามารดาเป็นคนซื้อมาให้ เป็นลูกสาวสุดที่รักก็ต้องหอบมาใช้ก็เท่านั้น ที่วางบนโต๊ะก็ส่วนหนึ่งแต่ใต้โต๊ะต่างหากจะมีหีบไม้ขนาดกลางวางอยู่ ภายในหีบนั้นจะเต็มไปด้วยปากกา ดินสอ ดินสอสีและสารพัดอุปกรณ์การเรียนที่ต้องใช้และคาดว่าจะได้ใช้อัดแน่นเต็มไปหมด ออกไปนอกห้องพร้อมหนังสือในมือก่อนจะล็อกห้องตัวเองให้เรียบร้อย

            เขาไขกุญแจ เปิดและปิดประตูห้องแบมแบมอย่างเบามือที่สุด

            เลื่อนเก้าอี้ออกและนั่งทันที เปิดโคมไฟอ่านหนังสือที่โต๊ะแล้วลงมือทำการบ้านให้เสร็จ เบาะรองนั่งนุ่มเป็นพิเศษ ยังมีหมอนสำหรับดันหลังเวลานั่งเก้าอี้เพื่อลดอาการปวดหลัง มาร์คคิดว่าทั้งหมดนี้ว่าที่แม่ยายของเขาช่างรอบคอบและรักแบมแบมมากจริงๆ เสียงลากเส้นบนกระดาษตามสมองที่กำลังแล่นดังออกมาไม่ขาดระยะ

            ผ่านไปสี่สิบห้านาที

            มาร์คยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะจนสุดก่อนจะยืดตัวเพื่อคลายขี้เกียจ ในที่สุดการบ้านเขาก็เสร็จเรียบร้อย เก็บทุกอย่างเข้าที่ตาคมก็กวาดตามองไปยังกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ติดอยู่บนโต๊ะ มองหาเวลาเรียนของแบมแบมในวันพรุ่งนี้ มาร์คตรวจดูเพื่อความมั่นใจอีกครั้งทั้งๆ ที่เขาก็จำได้จนขึ้นใจแล้วก็ตาม

            เข้าเรียนเช้าเหมือนกันแต่มาร์คเข้าเรียนก่อนครึ่งชั่วโมง

            ลุกขึ้นยืนแล้วดันเก้าอี้ให้เข้าที่ ร่างโปร่งในชุดพร้อมนอนและสมองที่ล้าเต็มทีเดินอ้อมไปยังฝั่งที่ยังว่างอยู่ ตรงไหนก็ได้ที่ว่างมาร์คนอนได้หมด มือแกร่งดึงผ้าห่มผืนโตขึ้นก่อนจะแทรกสอดตัวเองเข้าไปอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ

            ดูเหมือนชำนาญเป็นพิเศษ

            ร่างโปร่งเบียดเข้าไปใกล้คนที่นอนหลับอยู่ก่อนแล้ว สอดแขนรั้งร่างบางให้เข้ามาหนุนซบอกแต่ดูเหมือนแบมแบมจะเอียงตัวหนีมาร์ครีบเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว

            “ชู่..พี่เอง ขอนอนด้วยนะครับ”

            “...” ไม่มีเสียงหวานๆ ตอบกลับมา มีเพียงแต่ร่างบอบบางที่เบียดกลับเข้าหาพร้อมกับเลื่อนแขนเข้ากอดเอวเจ้าของเสียงทุ้มอย่างคุ้นชิน ก่อนที่สองร่างจะพากันหลับอย่างมีความสุข

           

            ร่างบางที่กำลังเดินอย่างเร่งรีบ เช้านี้เธอตื่นขึ้นมาเพราะคู่หมั้นปลุก มาร์คมีเรียนก่อนครึ่งชั่วโมงทำให้ต้องออกจากห้องไปก่อน แบมแบมเองก็แวะไปเคาะห้องบอกเพื่อนรักว่าขอตัวไปหาอาจารย์มิรันดาก่อนให้ยองแจไปกับจูเนียร์สองคน แล้วค่อยไปเจอกันที่นั่นเลย

            เดินเลยเหล่าอาคารเรียนทั้งหลายไปจนถึงอาคารที่รวมเหล่าอาจารย์หอมังกรเอาไว้ทั้งหมด ร่างบางรีบไปยังห้องพักของอาจารย์ทันทีเพื่อขอให้โทรศัพท์ สร้อยและจี้ที่ทั้งเธอและมารดามีเหมือนกันมันจะแสดงออกมาเมื่ออีกคนมีสภาพเปลี่ยนไป

            เช่นแบมแบมมีอาการบาดเจ็บจนร่างกายเปลี่ยนแปลงแม้เพียงฟกช้ำอย่างที่โดนทำมาล่าสุด หรือแม้แต่คราวที่โดนปานเทพซัดเข้าไปจนกระอักเลือดนั่นก็ด้วย มารดารับรู้ทั้งหมดว่าลูกสาวมีอาการบาดเจ็บ ถ้าเลือดออกเหมือนคราวนั้นจี้ก็คงร้อนจี๋จนแทบจะลวกเนื้อของมารดาแน่ๆ แต่ครั้งนี้ก็น่าจะแค่ร้อนขึ้นมาเท่านั้น

            “แม่จ๋า” กรอกเสียงใส่ไปเมื่อติดต่อมารดาได้

            “ไงคะดับเบิ้ลบีตัวน้อยของแม่ เมื่อวานจี้คุณแม่ร้อน น้องแบมเป็นอะไรคะลูก?” ไอลีนถามลูกสาวกลับด้วยความห่วงใยแต่ก็ไม่ได้มากมายเพราะเสียงของแบมแบมก็ไม่ได้เป็นอะไร

            “หึ น้องแบมโดนคนหมั่นไส้ค่ะ”

            “หือ?”

            “ก็แม่จ๋ามีว่าที่ลูกเขยเป็นคนหล่อ เด่นดังสุดๆ ในมหาวิทยาลัยนะคะ จะมีสาวๆ หมั่นไส้น้องแบมมากมายก็ไม่แปลก”

            “อ๋อ...แล้วน้องจัดการยังไง ไหนเล่าให้คุณแม่ฟังสิคะ แม่รู้นะ ที่น้องแบมไม่ยอมเล่าผ่านทางจี้แต่มาขอยืมโทรศัพย์ส่วนกลางเนี่ย ก็เพราะว่าอยากจะเล่าให้แม่ฟังใช่มั้ยล่ะคะ”

            แบมแบมหัวเราะร่วนก่อนจะเริ่มเล่าทั้งหมดให้ไอลีนฟัง เป็นการเล่าเรื่องที่รัวเร็วและทำเวลามากจริงๆ

            “...และสุดท้ายนะคะ พี่แยมโรลคนนี้เขาเป็นคนของเผ่ามังกรเวหาด้วยค่ะ”

            “...ตั้งแต่นี้ไป น้องแบมต้องระวังตัวนะคะและอย่าลืมที่แม่สอน อ๊ะ! วันนี้น้องมีเรียนเช้านี่นา ไปเรียนได้แล้วค่ะ” เมื่อมารดาผู้ที่จำตารางเรียนได้ดีกว่าลูกสาวเตือนออกมา แบมแบมก็จำต้องวางสาย ส่งโทรศัพย์ส่วนกลางคืนให้กับอาจารย์มิรันดาก่อนจะรีบวิ่งเพื่อไปให้ทันเข้าเรียน ยังไงร่างบางก็บอกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานไปเรียบร้อยแล้ว

            แบมแบมไม่เคยมีความลับกับมารดา ยกเว้นเรื่องงาน...

            หลังจากรีบวิ่งสุดชีวิตก็มาทันเข้าเรียนพอดี ร่างบางเดินเข้าไปนั่งกับสองสาวที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วทันที ยองแจเห็นก็เอ่ยทัก

            “วิ่งมาเหรอแบม” เมื่อเห็นว่าเพื่อพยักหน้าก็ถามต่อทันที “โทรหาแม่มาเหรอ มีเรื่องอะไรถึงต้องโทรไปน่ะ”

            “เดี๋ยวพักเที่ยงจะเล่านะ อาจารย์เข้าพอดีเลยน่ะ” แบมแบมบอกทั้งยองแจและจูเนียร์ที่เมื่อสักครู่กำลังตั้งวงสนทนา สามสาวหันไปตั้งใจเรียนตามปกติ ไม่มีการคุยเล่นกันระหว่างเรียน

 

            “ไง เล่ามาได้หรือยัง นี่อยากรู้สุดๆ ไปเลยนะเนี่ย” ยองแจถามขึ้นให้ได้ยินกันสามคนหลังจากเอื้อมไปหยิบไก่ทอดมาไว้ในจานของตัวเอง

            “ใช่แบมแบม เราก็อยากรู้เหมือนกัน เพราะปกติแบมไม่ค่อยจะโทรศัพท์กลับบ้านถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ ตกลงมันมีเรื่องอะไรเหรอ?”

            เมื่อโดนตาสองคู่กดดัน คนที่กำลังตักมันอบเข้าปากก็จำต้องหยุดมือ ถอนหายใจเล็กน้อยออกมา “กินข้าวให้เสร็จก่อนไม่ได้หรือยังไง จะรีบอยากรู้กันไปไหนเนี่ย”

            “ไม่ได้หรอกน่า เล่ามาตอนนี้นี่แหล่ะได้อรรถรสที่สุดแล้ว” ยองแจที่ยังกัดไก่ทอดอยู่แย้งขึ้น จูเนียร์ก็รีบสนับสนุน

            “เราเห็นด้วย”

            สองคนเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนแบมแบมจำต้องเล่าให้ฟัง เธอเล่าตั้งแต่ที่แยกกันเมื่อวานจนไปถึงตอนที่แยมโรลเดินสะบัดก้นกลับไป

            “โห แล้วแม่แกว่าไงบ้างแบม” ถามขึ้นเพราะอยากรู้ว่าทางบ้านของเพื่อนรักจะจัดการอย่างไร

            “ทำไมเขาถึงต้องมาแกล้งแบมด้วยเนี่ย เนียร์ล่ะไม่เข้าใจพวกนี้เลย”

            “แม่ก็ไม่ได้ว่าไงนะแจ บอกแม่ให้รับรู้เฉยๆ พอดีแม่ทักมาน่ะว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะจี้ทางนั้นมันร้อนขึ้นแค่นั้นเอง อีกอย่างก็จะดูว่าพี่มาร์คจะจัดการยังไงด้วย”

            “อ๋อ” ประธานหอปีหนึ่งพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ ผิดกับยองแจที่ยกยิ้มอย่างนึกสนุกเพราะอยากจะรอดู

            “อยากรู้เหมือนกันว่ะ”

            สองเพื่อนซี๊หันไปยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน จูเนียร์ที่เห็นก็เริ่มนึกสงสารรุ่นพี่หอนาคาคนนั้นนิดๆ ทันที เธอกลืนอาหารลงคอก่อนจะชวนเพื่อนทั้งสองคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

            “ว่าแต่พวกเราจะส่งยาเข้าประกวดแบบโอเพ่นหรือเปล่า?”

            เป็นคำถามที่ทำเอาสองเพื่อนรักหันไปมองประธานหอทันที ตาเป็นประกายอย่างคาดหวัง ดูส่องแสงวิบวับเต็มไปด้วยแรงปรารถนา

            “ไอ้แบมเอาไง?”

            “รางวัลน่าสนใจ” เป็นคำตอบที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก รางวัลรับประทานอาหารฟรีหนึ่งปีช่างมีอิทธิพลกับบรรดาสาวๆ อย่างพวกเธอมากเหลือเกิน

            “เนียร์ล่ะ?”

            “อยากลงเหมือนกันนะ แต่วันนั้นประธานหอทุกชั้นปีต้องไปช่วยงานน่ะ น่าจะยุ่งมาก”

            “อืม แจก็คิดนะว่าจะทำอะไรส่งไปแข่งดีถึงจะชนะ”

            สามสาวคุยกันไปรับประทานอาหารกลางวันไปด้วย เรื่องที่คุยก็ไม่พ้นแนวคิดว่าจะปรุงยาชนิดไหนไปส่งประกวดจึงจะชนะ

            “คุยอะไรกันน่ะสาวๆ ขอคุยด้วยคนสิ”

            “อ้าว ยูตะไปไหนมาน่ะทำไมถึงเพิ่งมากินข้าว?” จูเนียร์ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนที่เพิ่งนั่งลงฝั่งตรงข้ามลงมือหยิบน่องไก่ทอดเข้าปาก กัดเสียคำใหญ่เคี้ยวตุ้ยๆ

            “อาจารย์มิรันดาบอกให้แวะเข้าไปหาก็เลยมากินข้าวช้านี่แหล่ะ ดีนะของอร่อยยังมีเหลือให้เรากลับมากิน” มือหนาหยิบขนมปังกรอบขึ้นมากัดก่อนจะตามด้วยไก่ทอด ยองแจถึงกับเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง

            “ใจเย็นๆ นะยูตะ นี่ก็ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนจะเข้าเรียนตอนบ่าย ไม่ต้องรีบก็ได้ ระวังติดคอ”

            “ไม่ได้ๆ เรื่องกินเรื่องใหญ่ นี่ถ้าไม่เกรงใจนะเราจะเทรวมในจานเดียวแล้วจับกรอกลงพร้อมๆ กันเลย อยากกินอะไรก็ใส่ไปให้หมดจะได้ไม่ต้องเสียเวลา”

            “...” สามสาวได้แต่ยิ้มแหยส่งให้ไป นั่งมองยูตะหยิบโน่นนี่นั่นเข้าปากด้วยลุ้นว่าหลังจากนี้ไม่แคล้วน่าจะมีอาการปวดท้องกันบ้างหรอก

            “ยูตะ” แบมแบมเรียกขึ้นเมื่อเห็นว่ายูตะเริ่มชะลอความเร็วในการกินลงแล้ว

            “หือ?”

            “การแข่งขันนี่ยูตะต้องทำอะไรบ้างตอนแข่งเหรอ บอกบ้างสิเราอยากรู้” เสียงหวานเอ่ยถาม ยูตะที่กลืนน้ำลงคอไปอึกใหญ่พอวางแก้วก็ทำท่านึกอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา

            “อาจารย์มิรันดาบอกเราว่า ตอนแข่งเราจะได้รับโจทย์โดยการฟังเพียงหนึ่งครั้ง ห้ามจดและให้ปรุงยาตามที่ได้ฟัง ใครปรุงออกมาได้ตรงก็ผ่านเข้ารอบไปแข่งรอบถัดไป คัดไปเรื่อยๆ จนเหลือผู้ชนะในชั้นปีนั้นเพียงแค่คนเดียวน่ะ”

            “โห ต้องสมาธิดีมาก แถมยังต้องมีความรู้พื้นฐานในเรื่องยาอยู่พอควรนะนั่น แล้วปีหนึ่งอย่างเราที่เพิ่งเริ่มเรียนจะทำได้เหรอ?” จูเนียร์เริ่มกังวลเมื่อได้ยินกติกาการแข่งขันชัดๆ ในฐานะประธานหอของชั้นปีที่รุ่นพี่ฝากความหวังในการคว้าชัยชนะเริ่มรู้สึกเลยว่ามันยาก

            “...” แบมแบมหันไปมองเพื่อนรัก สองคนสบตากันอย่างเข้าใจว่าครั้งนี้ชัยชนะไม่ได้มาง่ายๆ แน่นอน ขนาดพวกเธอเองยังต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเริ่มจดจำได้ว่ายาชนิดที่เห็นนั้นคืออะไร เมื่อยองแจคิดถึงตรงนี้ก็เอ่ยถามออกมา

            “แล้วเขามีป้ายบอกชื่อวัตถุดิบหรือเปล่าว่าแต่ละอย่างมันมีชื่อว่าอะไรบ้าง?”

            ยูตะขมวดคิ้วก่อนจะส่ายหน้าไปมาช้าๆ “อาจารย์บอกว่าไม่มีป้ายบอกชื่อ เราก็สงสัยเหมือนยองแจนั่นแหล่ะเลยถามไปเมื่อกี้ บอกอาจารย์ตอบมาอย่างนี้เราก็เลยสบายใจ”

            “สบายใจเหรอ มันยากมากนะยูตะ นี่สบายใจเพราะว่าเก่งใช่มั้ย แยกแยะได้ว่าวัตถุดิบชื่ออะไรห้าตาเป็นยังไงใช่มั้ย?” ประธานหอคนสวยถามออกมาอย่างตื่นเต้น

            “จะบ้าเหรอท่านประธานที่เคารพ ที่สบายใจก็เพราะว่าเราพอจำได้แค่บางตัว แต่ถ้ายากมากก็จำไม่ได้หรอก แล้วก็แข่งกันแค่พวกปีเดียวกันใช่มั้ย ความรู้มันก็ไม่หนีกันไกลหรอกน่า”

            “สรุป สบายใจที่ความรู้พอๆ กันก็เลยไม่เครียดอย่างนั้นสินะ” ยองแจเดาซึ่งยูตะก็พยักหน้าตอบรับกลับมา

            “ไม่ต้องเครียดไปหรอก แพ้ชนะไม่สำคัญ ยังไงคนร่วมแข่งก็ได้เงินแน่ๆ อยู่แล้วคนละหนึ่งพันเอ็มบี แถมคนไหนมีแววด้านปรุงยาอาจารย์ว่าจะมีบริษัทเข้ามาทาบทามเพื่อจองตัวไปทำงานตอนเรียนจบด้วยนะ”

            แบมแบมกับยองแจหันมองหน้ากันทันทีเมื่อได้ยินคำว่าหนึ่งพันเอ็มบีได้ทันทีเพียงแค่ร่วมแข่ง ก่อนจะทำหน้าเซ็งออกมาพร้อมกันไม่สนใจอีกสองคนที่กำลังถามไถ่กันอยู่อย่างออกรสอีกต่อไป

 

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เจ้าของห้องที่เพิ่งออกจากห้องน้ำเงยหน้ามองนาฬิกาบนฝาผนัง

            สามทุ่มตรง

            ใคร? ปกติคู่หมั้นของเธอจะไขประตูเข้ามาเอง เดี๋ยวนี้น้อยนักที่จะเคาะประตูห้อง

            “แบมแบมเปิดประตูให้พวกพี่หน่อย”

            ร่างบางจำได้ว่าเป็นเสียงใครเลยเดินไปเปิดอย่างรวดเร็ว

            แอ๊ด!

            พี่ชายสุดหล่อสองคนยืนอยู่ด้านหน้าประตู เมื่อน้องสาวเปิดออกมาก็ถือวิสาสะเดินเข้าไปด้านในทันที เจ้าของห้องยังไม่ทันได้เอ่ยเชิญออกมาสักคำ       ก็เลยได้แต่เดินมึนๆ ปิดท้ายขบวน แล้วก็ต้องยืนนิ่งอยู่กับที่เมื่อเห็นว่า

            ทั้งเจบีและแจ็คสันพุ่งลงเตียงของตัวเองไปเรียบร้อย พี่ชายนอนแผ่หราไม่เกรงใจคนที่ยืนอยู่สักนิด

            “ผ้าปูที่นอนทำไมนิ่มน่านอนจังเลยพี่เจบี หอมมากเลยเนี่ย” พี่ชายคนรองเอ่ยอย่างชอบใจก่อนจะกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างสนุกสนาน

            “หอมจริงๆ ด้วยแหล่ะ ทำไมมันหอมจังเลยล่ะแบมแบม” เจบีถามน้องสาวหลังจากพลิกตัวลงดมพิสูจน์กลิ่น

            “...” โกรธจนคิ้วเริ่มกระตุก รู้สึกเหมือนอาณาเขตถูกรุกราน เริ่มอยากจะทำตัวเป็นเหล่าทหารหาญเชือดคอเหล่าอริศัตรูให้แดดิ้นดับไปตามๆ กัน

            เจบีเมื่อเห็นว่าน้องสาวไม่ตอบก็เริ่มรู้สึกตัว

            “อ่ะ แอ่ม” กระแอมไอเล็กน้อย ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งก่อนจะลุกขึ้นยืน “แจ็คสัน วันนี้เรามาถามแบมแบมเรื่องคนที่จะมาตกแต่งร้านนี่” เจบีพยายามดึงสติน้องชายที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงไม่ยอมลุกแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจ เขาหันไปส่งยิ้มแหยให้น้องสาว

            “แจ็คสัน!

            “โห อะไรพี่ กำลังนอนเพลินเลยเนี่ย กลิ่นผ้าปูที่นอน กลิ่นผ้าห่มหอมมากๆ เลย  ทำไมแม่ให้น้องใช้กลิ่นนี้แต่ของพวกเราไม่ได้กลิ่นนี้บ้างล่ะพี่เจบี เดี๋ยวรอบใหม่ต้องบอกแม่ว่าขอใช้แบบเดียวกับแบมแบมบ้างดีกว่า”

            “เอ่อ...พี่แวะมาถามเรื่องคนตกแต่งน่ะ แบมนัดเขาครบทุกเจ้าแล้วใช่มั้ย?”

            ร่างบางที่หน้าเรียบแววตาเริ่มโหดเพียงแค่พยักหน้า มองพี่ชายคนโตแบบโกรธๆ ก่อนจะตวัดสายตาไปยังพี่ชายคนรอง ตัวเจบีเองอยากจะทึ้งหัวตัวเองเสียตอนนี้ ไม่น่าพลาดลืมคิดไปเลยว่าแบมแบมไม่ใช่น้องชาย แต่เป็นน้องสาวที่หวงความเป็นส่วนตัวมากจนคิ้วกระตุก

            แบมแบมเริ่มหมดความอดทนเมื่อพี่ชายคนรองไม่มีทีท่าว่าจะรู้ตัว

            มือบอบบางเรียวตามแบบฉบับผู้หญิงยื่นออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ปากอิ่มพึมพำร่ายเวทรัวเร็ว เกิดควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากมือข้างนั้น

            เปรี๊ยะ!!!

            เสียงดังลั่นวิ่งเข้าไปยังโสตประสาทก่อนที่คลื่นความชื้นและความเย็นจะแผ่ออกมาอย่างฉับพลันพร้อมกับการปรากฎกายของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เกือบเท่าเตียงนอนของเธอ

            ภูติเต่าทะเลสีดำขนาดมหึมาลอยละลิ่วไปทับคนที่ยังไม่รู้ชะตากรรม เจบีที่เห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดได้แต่อ้าปากค้าง จะเอ่ยเตือนก็มัวแต่ตกใจ

            “เห๊ย! อ๊าก! หนัก! อะไรเนี่ย? เอามันออกไปนะ พี่เจบีช่วยด้วย!” แจ็คสันพยายามดันตัวประหลาดที่ทับหลังอยู่ออกแต่ดูเหมือนว่ามันจะหนักเกินไปที่ตัวเขาเองจะสามารถทำได้

            “แบมแบม...” เจบีท้วงแต่ร่างบางตวัดสายตามามองเชิงบอกว่าอย่ายุ่ง จะทำยังไงได้ มารดาสั่งไว้ด้วยสิว่าให้รักน้อง อย่าแกล้งน้อง

            แล้วตอนนี้น้องทั้งคู่กำลังจะดีกัน พี่คนโตอย่างเขาต้องทำยังไง?

            นั่งมองเฉยแล้วกัน...ให้ดีกันให้พอแล้วค่อยเข้าข้างคนชนะ

            เจบีเดินถอยห่างเมื่อเห็นว่าน้องชายเริ่มร่ายเวท ตาเรียวเลิกขึ้นเมื่อเริ่มรู้สึกสนุกกับการทะเลาะในครั้งนี้ ผู้ชมหน้าสุดขอบสนามนี่มันมีความสุขอย่างนี้สินะ

            เมื่อแบมแบมเห็นแจ็คสันเริ่มร่ายเวทเพื่อที่จะยกภูติเต่าของตนเองให้พ้นจากหลัง ร่างบางก็รีบเดินไปหยิบไม้บรรทัดยาวที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือเมื่อได้แล้วก็วิ่งเอาไปแหย่ที่เอวของพี่ชายคนรองทันที

            “อ๊ะ! ฮ่าๆๆ อั้ก! โอ๊ย ฮ่าๆๆ โอ๊ย อย่าจี้ แบม โอ๊ย หนัก ฮ่าๆๆ ตายแน่ๆ ฮ่าๆๆ โอ๊ย!” เมื่อเสียสมาธิที่สิ้นฤทธิ์ทันที ร่างบางยกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ

            “แบมแบมพอเถอะ เดี๋ยวแจ็คสันก็ตายพอดี ทั้งหัวเราะทั้งจะจุกมันเลือกไม่ถูกแล้วตอนนี้” เจบีที่เริ่มสงสารน้องชายเอ่ยขึ้น ตากลมโตของแบมแบมตวัดมองพี่ชายที่ยืนนิ่งเจียมตัวอยู่ไม่ไกลก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยเสียงเน้นหนัก

            “สองพัน”

            “ห๊ะ!” เจบีทำหน้าไม่เข้าใจก่อนจะเข้าใจทันทีเมื่อนิ้วเล็กๆ ของน้องสาวชี้ไปที่กระเป๋าสตางค์ใบโตที่โผล่วับๆ แวมๆ ออกมานอกเสื้อคลุมของแจ็คสัน “อ๋อ...แจ็คจ่ายน้องสองพันน้องถึงจะปล่อย ยอมมั้ย?” รับหน้าที่เป็นพิธีกรชั่วคราว

            “ฮ่าๆๆๆ โอ๊ย ยอม ยอมแล้ว ปล่อยเถอะ ไม่ไหวแล้ว”

            “ไอ้แจ็คมันยอมแล้วแบมรีบปล่อยมันเถอะ สงสารมันว่ะ” เจบีรีบต่อรองล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองขึ้นมา เปิดเพื่อหยิบธนบัตรสองใบแล้วยื่นให้ร่างบางแต่ก็ต้องรู้สึกหวิวๆ เมื่อได้ยินเสียงหวานของแบมแบมพูดขึ้นมาเรียบๆ

            “สองใบของพี่แจ็คสัน ส่วนของพี่...อีกสองใบค่ะ” ปากอิ่มยกยิ้มก่อนจะแบมือไปตรงหน้าเจบี

            “ห๊ะ!!!” ตกใจเบอร์แรงมาก

            รู้สึกเหมือนถูกปล้น!

            “จ่ายมาค่ะ...พี่เจบี” ไม่พูดเปล่าแบมแบมเดินขึ้นไปยืนบนเตียงนอนแล้วหันหลังกลับมาส่งรอยยิ้มกวนๆ ให้พี่ชายคนโต

            “อ๊าก!! จ่ายแล้วๆ อย่านั่งเดี๋ยวไอ้แจ็คมันตายก่อนได้เมีย เอาไปเลย เอาไปให้หมดเลย นี่แถมให้เป็นหกพันเลยโอเคมั้ย” เจบีที่ยังจับธนบัตรค้างอยู่ถึงกับร้องลั่นแล้วรีบหยิบเงินส่งให้เกินจำนวนที่น้องขอไปเลย ซึ่งพอน้องคนสุดท้องได้ธนบัตรหกใบอยู่ในมือแล้วปุ๊บก็ร่ายเวทพึมพำแผ่วเบา

            ปุ้ง!

            ภูติเต่าตัวใหญ่หนาหนักนั่นก็สลายหายเป็นควันสีดำพวยพุ่งกลับเข้าสู่มือเรียวเล็กนั้นดังเดิม

            แจ็คสันที่เป็นอิสระรีบดีดตัวจากที่นอนไปกอดกันกลมกับเจบีทันที สองหนุ่มนิ่งเงียบยืนจ้องตากับร่างบางที่ยังยืนอยู่บนเตียง ทำราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้าสักอย่างเดียว เมื่อเห็นว่ายิ่งอยู่ยิ่งเสียวสันหลังวาบๆ ความปลอดภัยของกระเป๋าสตางค์เริ่มติดลบลงไปทุกทีๆ สองหนุ่มพี่น้องก็ตัดสินใจพากันวิ่งไปที่ประตูห้องทั้งๆ ที่ยังกอดกันแน่นนั่นแหล่ะ

            “อ้าว ไปซะแล้ว” แบมแบมขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังมั่นใจว่าแม้ปิดประตูห้องก็ยังได้ยินแว่วๆ แน่นอน

            “วันหลังเชิญมานอนที่เตียงแบมอีกนะคะพี่เจบีพี่แจ็คสัน”

            “ฝันไปเถอะ!!!” สองศรีพี่น้องตะโกนตอบเช่นกันแต่ดังลั่นอยู่นอกห้องน้องสาว

            สรุปได้งานได้การกันมั้ย...ไม่รู้

            แบมแบมรู้แต่...มือกรีดธนบัตรใหม่เอี่ยมใช้ต่างพัด ก่อนที่ตากลมโตจะหยุดมองพัดในมือนิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย

            พัดเล็กไปหน่อยนะ คราวหลังต้องไถใหม่ เอาให้พัดใหญ่กว่าเดิม หึหึ

            แต่แล้วก็ต้องหยุดคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกร้อนวาบๆ ที่หลังต้นคอ ร่างบางเปลี่ยนจากยืนเป็นทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตนเองแทน สอดนิ้วเข้าไปแตะที่หลังต้นคอเบาๆ หนึ่งครั้ง

            วาบ!!

            สายสร้อยเงินลายโซ่เล็กๆ ต่อกันปรากฏขึ้น

            มือบางหยิบสร้อยที่ระอยู่ตรงเนินอกอิ่มมาถือเอาไว้ ร่ายเวทเพื่อเรียกหน้าจอขึ้นมาก็เห็นข้อความที่แจ้งว่ามีเงินโอนเข้า เปิดเข้าไปอ่านรายละเอียดอยู่ชั่วครู่แล้วจึงแตะที่หน้าจอเบาๆ หนึ่งครั้ง

            แป้นพิมพ์ปรากฏขึ้น

            นิ้วเรียวเล็กพิมพ์บางอย่างอยู่เพียงไม่นานก่อนจะกดส่งไป ยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อมีข้อความส่งกลับเข้ามาอีกครั้งเป็นหัวข้อการโอนเงิน เมื่อเห็นว่าจัดการทุกอย่างครบถ้วนแล้วจึงปล่อยมือออกจากทุกสิ่ง

            เพียงสิบวินาที

            วาบ!

            สร้อยเงินเส้นนั้นรวมทั้งหน้าจอที่ยังเปิดค้างอยู่เมื่อสักครู่ก็จางหายไปในทันที ความร้อนที่ลอยเอื่อยอยู่หลังต้นคอก่อนหน้านี้ก็หายวับไปเช่นเดียวกัน แบมแบมเงยหน้ามองนาฬิกาเรือนเดิมเข็มสั้นกำลังจะเข้าสู่เลขสิบเอ็ด

            “ห๊าว” เธอหาวออกมาอย่างง่วงนอน ร่างบางลุกขึ้นไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับมาสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มหอมฟุ้งแล้วนอนหลับไปคนเดียวบนเตียงหลังใหญ่นุ่มสบาย

 

            ตีหนึ่ง

            ร่างโปร่งกลับจากข้างนอกเรียบร้อยแล้ว วันนี้ทั้งวันเขายุ่งมาก มาร์คลงมือถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วก่อนจะพันผ้าเช็ดตัวเดินเข้าไปอาบน้ำ

            น้ำอุ่นรินรดไหลไปตามผิวกาย หุ่นสูงโปร่งแต่ก็เต็มไปด้วยมัดกล้ามดูแข็งแรงแต่ไม่ได้ออกไปทางล่ำก้ามปู แต่อยู่ดีๆ มือเรียวก็จับเข้าที่สร้อยที่สวมอยู่ มาร์คเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมสนใจการร้อนเตือนของมัน แต่ก็รู้อยู่ในใจเช่นกันว่ามันจะเป็นอะไรไปไม่ได้ก็เพราะเขาเพิ่งจะกลับจากการทำงาน ช่วงนี้นักฆ่าอันดับหนึ่งและสองมีงานตลอด ทำให้รายได้ในบัญชีธนาคารเพิ่มเอาๆ แทบจะทุกวัน

            มาร์คเรียกหน้าจอขึ้นมาเพื่ออ่านรายละเอียดเมื่อดูว่ายอดเงินเข้าตรงกับที่ตกลงไว้ก็เป็นอันเรียบร้อย ร่างโปร่งเก็บมันกลับที่เดิมก่อนจะรีบอาบน้ำให้เสร็จโดยไว กลิ่นหอมฟุ้งกระจายกับไอร้อนที่ลอยเอื่อยในอากาศถูกถ่านเทออกไปนอกห้องทันทีเมื่อมือแกร่งบิดลูกบิดประตู เขาออกไปนอกห้องทั้งๆ ที่เปลือยเปล่า ในมือถือผ้าเช็ดตัวซับน้ำที่ยังหลงเหลือตามตัวไปด้วย ขาก็เดินไปหยุดอยู่ที่ตู้เสื้อผ้า เปิดมันออกเพื่อเลือกชุดนอนใส่สบายๆ ออกมาสักชุด

            เขาดูกระตือรือร้นมากกว่าเมื่อสองสามนาทีก่อนหน้านี้เสียอีก

            ชุดนอนที่ถูกเลือกมายังเหลือเสื้ออยู่ในมือที่ยังไม่ได้ใส่ลงไปบนร่างโปร่ง มาร์คพาดมันไว้บนบ่ากว้าง ตาคมกวาดมองไปทั่วห้อง คว้ากุญแจมาถือไว้ก่อนจะปิดไฟ เดินออกแล้วหันไปล็อกห้องของตัวเองตามความเคยชินอย่างเบามือที่สุด

            กุญแจสองดอกอยู่ในมือ

            แน่นอนดอกที่เป็นของห้องเขามีแค่เลขห้องสลักเอาไว้ แต่อีกดอกกลับพิเศษมากกว่าเพราะมาร์คเอากลับไปให้ช่างหลวงของเผ่าวารีทำให้ด้วยตัวเอง โดยต่อสายห้อยกุญแจยาวออกมาเป็นวงประมาณสองนิ้ว สายห้อยนี้ทำจากเงินฝังเพชรขนาดเล็กเรียงกันเป็นวง ตามด้วยจี้ทับทิมสีแดงสดเม็ดใหญ่หนึ่งเม็ดห้อยอยู่ส่วนปลาย

            แอ๊ด!

            ร่างโปร่งไขและเปิดประตูห้องตรงข้ามอย่างเบามือที่สุด เขาเดินเข้าไปด้วยฝีเท้าเบากริบ ปิดประตูและล็อกห้องทำทุกอย่างในความมืดอย่างคุ้นชิน เสื้อนอนที่พาดบ่ากว้างอยู่ถูกมือแกร่งดึงให้ไปพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ วางกุญแจทั้งสองดอกที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ พยายามไม่ให้เกิดเสียง

            ฟอด!

            จุ๊บ!

            สอดตัวเองเข้าไปในผ้าห่มฝั่งที่เจ้าของห้องไม่ได้เลือกนอน อดใจไม่ไหวก็หอมแก้มป่องๆ นั้นอย่างหมั่นเขี้ยว จุมพิตริมฝีปากอวบอย่างแสนคิดถึง

            “อื๊อ...พี่มาร์ค” โวยเล็กๆ เมื่อถูกจัดท่านอนใหม่ มาร์คถึงกับหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู แบมแบมบ่นนะแต่ไม่ยอมลืมตามาดู

            จุ๊บ!

            ริมฝีปากเย็นชื้นอย่างคนเพิ่งอาบน้ำมาประทับเข้าที่ปากอิ่มอีกครั้งอย่างอดไม่ไหว รั้งร่างบางเข้ามากอดแน่นๆ แนบจนอกอิ่มใต้ชุดนอนชิดกับอกเปลือย มือแกร่งเริ่มลูบสะโพกของน้อง บดจูบเข้าหาแย่งอากาศหายใจจนคนโดนเร่งเร้าประท้วงโดยการ...           

            “อุก! บะ..แบม” มาร์คยอมผละออกห่างเมื่อน้องประท้วงขอเวลานอนคืน ร่างโปร่งที่งอตัวโดยอัตโนมัติ จุกจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร

            “ขอแบมนอนนะคะพี่”

            “คะ..ครับ” อยากจะโกรธที่แบมแบมไม่ยอมบอกกันดีๆ แต่ก็ไม่อาจทำได้ ตอนนี้แค่จะหายใจมาร์คยังลำบากเลย

            มาร์คจูเนียร์ก็ด้วย...โดนเข่าเล็กๆ กระแทกเข้าไปทีเดียวเท่านั้น

            นิ่งเลย!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #3439 Faye V. Charlotte (@maiko0401) (จากตอนที่ 178)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 19:34
    ลิซ่าเตือนพี่เธอบ้างนะเด๋วจะตายซะก่อน
    #3439
    0
  2. #3364 BowLoveBaByBam (@BowLoveBaByBam) (จากตอนที่ 178)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 02:33
    55555 ร้ายยยยยย
    #3364
    0
  3. #3301 PPSMT97 (@PPSMT97) (จากตอนที่ 178)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:27
    สงสัยง่ะ นักฆ่าหมายเลขสองนี่ แบมรึป่าว เหมือนเคยอ่าน//มาร์คน้อย โอ๋ๆๆๆ5555
    #3301
    0
  4. #3300 fernlumear (@fernlumear) (จากตอนที่ 178)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 12:29
    โอ๋ๆพี่มาร์ค555
    #3300
    0
  5. #3296 praw_markbam (@0884247182) (จากตอนที่ 178)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 19:15
    5555ไม่ร้องนะมาร์คน้อย
    #3296
    0
  6. #3293 NokJS (@NokJS) (จากตอนที่ 178)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 17:45
    เจ็บเลยยยค่ะ ไม่ขอน้องง
    #3293
    0