เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 กระจกบานแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ก.พ. 59

ตอนที่ 9 กระจกบานแรก

 


"คุณเวอร์โก้ครับ ผมขอถามอะไรหน่อย”


ขณะนี้เป็นแอชเชอร์ที่ไปยืนอยู่หน้าโต๊ะบรรณารักษ์ ท่าทีของเขาดูเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แล้วทำไมต้องเป็นเขาที่เป็นคนเข้ามาพูดกับบรรณารักษ์คนนี้ด้วยนะ


“มีอะไรหรือแอชเชอร์ แล้วนี่...พวกเธอต้องการหาหนังสือเล่มใดเพิ่มเติมงั้นหรือ”


“เปล่าครับ คือ...เอ่อ...เหมือนว่า...พวกผมยัง...เอ่อ...ไม่ค่อยเข้าใจอะไรบางอย่าง” แอชเชอร์แทบจะมองไปที่อื่นตลอดเวลาที่พูด ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ค่อยชินกับภาพลักษณ์ของเวอร์โก้ตอนนี้ เขาระแวดระวังตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าตัวตนของอีกฝ่ายที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงจะระเบิดออกมา


“ไม่เข้าใจอะไรอย่างนั้นหรือ”


“คือ...เรื่องของ...” แอชเชอร์นึกคำพูดไม่ออก เขาหันไปมองเพื่อนอีกสามคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังตู้หนังสือ เขามองไปที่ลิคที่พยายามพูดแบบไร้เสียง แต่เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร ทำไมลิคไม่เป็นคนมาพูดเองนะ


“แล้วพวกเธออีกสามคนไปแอบอะไรกันอยู่ตรงนั้นล่ะ” ดูเหมือนเวอร์โก้เองก็สังเกตเห็น พวกเด็กๆ มองหน้ากันแล้วก็ทำหน้าแหยๆ ก่อนจะเดินออกมายืนอยู่ข้างกายแอชเชอร์ ลิคเป็นคนพูดต่อว่า


“พวกเราอยากรู้ความหมายของบทกวีที่อเล็กซ์ทิ้งไว้น่ะครับ คือพวกเราสงสัยจริงๆ ว่าขุมทรัพย์นั้นคืออะไร แล้วมันอยู่ที่ไหน”


เวอร์โก้กวาดสายตามองพวกเด็กรอบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “พวกเธอนี่ดูสมเป็นเด็กกันดีนะ ฉันชอบจริงๆ จินตนาการ” คุณเวอร์โก้ลุกขึ้นยืนพลางถอดแว่นตาวางไว้บนโต๊ะ เขาเดินอ้อมโต๊ะไปยังแถวหนังสือหนึ่ง เด็กๆ เดินตามเขาเป็นขบวน แล้วเขาก็พูดว่า “ตอนเด็กๆ ฉันก็เคยคิดเล่นคิดจริงแบบพวกเธอเหมือนกัน ฉันใช้เวลาทั้งวันในช่วงวันหยุดฤดูร้อนค้นหาความลับของนิทานเรื่องนี้” บรรณารักษ์วัยกลางคนไล่นิ้วไปตามชั้นหนังสือ “มันเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมากสำหรับฉัน แต่สุดท้าย เมื่อฉันโตขึ้น อ่า...ใช่เล่มนี้หรือเปล่านะ” เวอร์โก้ดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น พลิกดูสองสามหน้า ก่อนจะเก็บเข้าที่เดิม


“เขาดูเพี้ยนๆ นะว่าไหม” แอชเชอร์กระซิบ


“ฉันว่าคุณเวอร์โก้ในรูปแบบนี้ก็น่าสนใจดี” ริก้าตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปหาบรรณารักษ์ “คุณเวอร์โก้คะ คุณกำลังหาหนังสืออะไรอยู่อย่างนั้นหรอ”


เวอร์โก้ก้มลงมองเด็กหญิง “ก็หาในสิ่งที่เธอต้องการน่ะสิ ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อกี้เองว่า เคยมีคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับบทกวีพวกนั้นอยู่ที่ไหนสักแห่ง ฉันหมายถึง คนที่เชื่อเหมือนพวกเธอน่ะ”


คำพูดนี้ฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะลิคที่มีสีหน้าท่าทีแลดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ามือสองข้างประสานกันแน่น รอยยิ้มกว้างฉีกออกอย่างไม่ทันรู้ตัว “มันมีอยู่จริง มันมีจริง” เด็กชายจอมเพี้ยนพึมพำกับตนเองเบาๆ ซ้ำไปซ้ำมา


“ฉันเจอแล้ว นี่ไง”


หลังจากใช้เวลาค้นหาหลายนาที เวอร์โก้ก็หยิบหนังสือเล่มเขื่องเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น ปกหนังของมันดูโทรมและเก่ามากไม่ใช่น้อย “น่าเหลือเชื่อใช่ไหมล่ะ” เขาพาเด็กๆ มายังโต๊ะอ่านหนังสือตัวที่ใกล้ที่สุด ชื่อหนังสือบนปกเมื่อแปลตัวอักษรที่กลับด้าน มันอ่านได้ว่า ขุมทรัพย์นักกวี : ปริศนาที่ซ่อนเร้น แต่ทว่ามันไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน เวอร์โก้บรรจงเปิดหนังสือในมือออก แล้วพูดว่า “น่าแปลกใจนะว่าไหม เพียงแค่นิทานเรื่องเดียวกลับทำให้คนคนหนึ่งคิดเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้ หนังสือเล่มนี้ติดตามวิเคราะห์ทั้งการเดินทางของนักกวีหนุ่ม และบทกวี...”


บรรณารักษ์สาธยายสรรพคุณหนังสือไปพักใหญ่ เขาดูตื่นเต้นกับการพูดถึงหนังสือเล่มนี้ ราวกับว่าสิ่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต “...เมื่อสักประมาณสี่สิบปีที่แล้ว ฉันเคยใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับหนังสือเล่มนี้ พวกเธอลองค้นหาเอาจากหน้าที่มีรอยพับกระดาษก็แล้วกัน จะช่วยได้มากเลยทีเดียว ขอให้สนุกกับจินตนาการนะเด็กๆ” เวอร์โก้ว่า ก่อนจะทิ้งหนังสือไว้บนโต๊ะ เมื่อถึงคราวที่เขาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะแล้ว เด็กทั้งสี่จึงเริ่มสุมหัวกันเหนือมัน


“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเชื่อเรื่องนี้อย่างจริงจังจนถึงขั้นเขียนออกมาเป็นหนังสือ แล้วทีนี้เราควรเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ” แอชเชอร์ถาม


“หนังสือมีทั้งหมด 664 หน้า ดูจากจำนวนหน้าที่คุณเวอร์โก้บอกว่ามีพับไว้แล้วน่าจะเหลืออยู่ราวๆ 200 กว่าหน้า ถ้าจะอ่านมันทั้งหมด คงต้องอ่านกันตาแฉะแหละวันนี้” เจนาสว่า เขาพลิกหน้าหน้ากระดาษเปิดไปยังหน้าที่พับมุมไว้ทีละหน้า เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่มเป็นตัวหนังสือและสัญลักษณ์เสียส่วนใหญ่ มีรูปภาพประกอบบ้างเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะปัญหาของมันคือ การที่ตัวอักษรมันกลับด้านทุกตัวเลยน่ะสิ


“ฉันนึกออกแล้ว เราก็มาเริ่มกันตั้งแต่บทแรกเลยสิ ถ้าหนังสือเล่มนี้วิเคราะห์นิทานทั้งเรื่อง แปลว่าต้องมีบอกแน่นอนว่า อเล็กซ์เป็นใคร” ลิคพลิกหนังสือไปที่หน้าสารบัญ เค้าชี้ไปที่บทแรก “มันอ่านออกว่าอะไรน่ะ เจนาส”


“อเล็กซ์คือใคร” เจนาสอ่านให้เพื่อนๆ ฟัง ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต่างพากันส่ายหน้ากับความคิดอันแสนบ้าบอนี้ ถ้าพวกเขาต้องเริ่มไล่ตั้งแต่ต้นกำเนิดของนักกวีผู้อับโชคล่ะก็ พวกเขาคงจะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่กันกว่าจะไขปริศนาเจอ


“ทำไมเราไม่ข้ามไปอ่านหน้าที่เกี่ยวกับบทกวีเสียเลยล่ะ”


คำพูดนี้เป็นของเด็กหญิงหนึ่งเดียวในกลุ่ม “ฉันเห็นด้วย” ลิคตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และก็เป็นหน้าที่ของเจนาสที่จะต้องไล่หาเลขหน้าบทที่เกี่ยวกับบทกวี และทุกคนก็ตั้งใจฟัง ขณะที่เจนาสอ่านเนื้อหาในหนังสือ


บทที่สิบสาม บทกวีของอเล็กซ์...


...บทกวีเป็นเรื่องที่ผมให้ความสนใจกับมันมากที่สุด ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของการจัดทำหนังสือเล่มนี้ไปกับการแปลบทกวีของอเล็กซ์ ผมใช้เวลาครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ที่เดียวเกี่ยวกับบทกวีนี้ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่บทกวีที่ยาวสักเท่าไหร่ และข้อความในแต่ละวรรคก็ล้วนตรงไปตรงมา และสิ่งที่ผมค้นพบก็คือ ความหมายของมันอยู่ใกล้ตัวเรานี้เอง...


...ไม่มีการซ่อนคำอะไรซับซ้อนมากมาย ผมไม่เสียเวลานั่งคิดเสียด้วยซ้ำว่า อเล็กซ์ใช้เวลาแต่งบทกวีบทนี้นานเท่าใด (จากทฤษฎีสมคบคิด คาดว่า นับตั้งแต่เขาย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านมิเดลตัน เขาก็ได้ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตที่อยู่ที่นั่นในการคิดบทกวีบทนี้ขึ้นมา)...


“เข้าเนื้อหาบทกวรเลยสิ เจนาส” ลิคเร่ง ตาเขาแพรวพราวมากเมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะได้รู้ความลับในสิ่งที่สงสัยมานาน


“อย่าขัดจังหวะสิ ลิค” ริก้าปราม


เจนาสถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะอ่านต่อ


วรรคที่หนึ่ง เจ็ดจากสิ้น เหลือเพียงเงาสะท้อน...


...เงาสะท้อนในที่นี้น่าจะหมายถึงสิ่งของ และแม้แต่เด็กประถมก็น่าจะแปลมันได้ว่า มันคือ กระจกเงา แต่หากวิเคราะห์ต่อไปอีก คำว่า เจ็ดจากสิ้น นั้น น่าจะหมายถึง กระจกเงาบานหนึ่งที่ถูกแยกออกเป็นเจ็ดส่วนเจ็ดชิ้น ถ้าจะว่าตามวรรคบรรทัดที่เหลือของบทกวีก็มีอีกเจ็ดวรรคพอดีเสียด้วย...


...สิ่งนี้ น่าจะแปลได้ว่า ในแต่ละวรรคนั้น เป็นคำใบ้ที่จะนำไปสู่เศษกระจกเงาแต่ละชิ้น...


...วรรคที่สอง คือเจ็ดนั้นเกลือกกลั้วตัวเป็นหนอน...


...บทกวีวรรคนี้มีความหมายที่ชัดเจนและตรงตัวที่สุด พอพูดถึงหนอน ผมมักจะนึกถึงคำๆ หนึ่งคือคำว่า หนอนหนังสือ มีความเป็นไปได้ว่า สิ่งนี้น่าจะหมายถึงคนที่คลั่งในการอ่านหนังสือ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนๆ นั้นเป็นใคร คนอ่านหนังสือในเมืองนี้คงจะมีเป็นร้อย เมื่อสิ่งที่เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเช่นนี้เกิดขึ้น ผมก็พลันนึกได้ว่า มันอาจจะหมายถึงคนที่อ่านหนังสือมากที่สุดก็ได้ หรือไม่ก็คนบางคนที่เกลือกกลั้วอยู่กับหนังสือทั้งชีวิต...


...วรรคนี้ชี้เป้าไปยังบรรณารักษ์หอสมุดชุมชน ซึ่งผมคิดว่า เขาน่าจะเป็นคนที่อ่านหนังสือมามากที่สุดในที่นี้แล้ว แต่สิ่งที่นักล่าขุมทรัพย์ทุกท่านจะต้องหานั่นคือ กระจกเงา...


...ผมพบกระจกเงาบานหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นของคุณบรรณารักษ์ แต่ถึงอย่างนั้น ผมกลับไม่พบอะไรเลย ไม่มีคำใบ้ใดๆ ต่อไป มันเป็นเพียงกระจกเงาธรรมดา”


ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนมองหน้าเจนาสอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขากำลังรอฟังเนื้อความต่อไปของหนังสือ แต่ทว่าไม่มีคำพูดใดๆ เอ่ยออกมาจากปากของเด็กชาย


“จบแล้ว” ลิคถาม


“ใช่ จบแล้ว” เจนาสตอบ “หน้าวิเคราะห์บทกวีมีแค่เพียงหน้าเดียวเอง” เขาทำท่าพลิกหน้ากระดาษไปมา


“ไม่ใช่หรอกเจนาส ดูนั่นสิ มันมีร่องรอยโดนฉีกทิ้งไป” ริก้าว่าขึ้นมา เรียกสายตาทุกคู่ให้เหลียวกลับไปมองที่หนังสืออีกครั้ง และมันก็เป็นไปอย่างที่ริก้าว่า มีรอยฉีกกระดาษเล็กๆ อยู่ในซอกหนังสือจริงๆ และเหมือนว่าการวิเคราะห์บทกวีนี้จะมีต่อไปอีกสิบกว่าหน้าเสียด้วยซ้ำ และนั่นทำให้พวกเขาได้แต่ทอดถอนใจ โดยเฉพาะลิคที่มีอารมณ์หงุดหงิดผสมเข้ามาด้วย


“เอ่อ ทุกอย่างมัน...จบแล้วใช่ไหม” แอชเชอร์เป็นคนแรกที่พูดแทรกบรรยากาศกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ขึ้นมา “ไม่มีคำใบ้ ไม่มีบทกวีต่อ”


“ไม่ มันยังมีทางไปต่อ” ลิคโต้กลับทันควัน


“นายคงไม่คิดที่จะถอดความหมายบทกวีเองหรอกใช่ไหม ลิค ถ้านายคิดอะไรแบบนั้นอยู่ล่ะก็ ฉันไม่เห็นความเป็นไปได้เลยนะ”


ลิคไม่ตอบ ซึ่งนั่นแปลได้คำเดียวเลยว่า เขาคิดที่จะทำเช่นนั้น


“ฉันเห็นด้วยกับแอชเชอร์นะ ถ้านายสามารถแปลความหมายของบทกวีได้เอง ป่านนี้นายแปลมันได้หมดตั้งนานแล้ว” ริก้าเสริม เหตุผลของเธอมีน้ำหนักไม่น้อย เพราะตั้งแต่จำความได้ เธอกับแอชเชอร์ก็เห็นเด็กชายผู้นี้สาละวนอยู่กับบทกวีบทนี้ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“เฮ้อ” ลิคถอนหายใจ สีหน้าและแววตาของเขาปรากฏร่องรอยแห่งความผิดหวังและท้อใจ


“นี่ลิค ฉันมีความคิดบางอย่างล่ะ” เจนาสพูดขึ้นบ้าง ซึ่งนั่นทำให้เด็กชายจอมเพี้ยนกลับมามีสีหน้าสดใสอีกครั้ง


“นายมีวิธีอย่างนั้นหรอ”


“แน่นอนอยู่แล้ว ลองคิดดูนะ ถึงเราจะไม่รู้ความหมายของบทกวีบทอื่น แต่เราก็รู้แล้วนี่ว่า เราต้องค้นหาอะไรน่ะ”


“กระจกเงา” ลิคตอบ


“ใช่ กระจกเงา กระจกเงาเจ็ดชิ้น และกระจกชิ้นแรกก็อยู่ตรงนั้นแล้วไง” เจนาสชี้ไปยังโต๊ะบรรณารักษ์ ที่ซึ่งเวอร์โก้กำลังรื้อกองกระดาษบนโต๊ะหาของอะไรบางอย่าง และกระจกเงายังถูกวางทับกระดาษอยู่ที่เดิม


ดวงตาของลิค เลซิก กลับมาฉายแววอีกครั้ง เขายิ้มออกมา สายตาจ้องไปที่กระจกบานนั้นไม่กระพริบ และไม่มีสิ่งอื่นใดละความสนใจมันไปจากเขาได้ ขณะที่เริ่มก้าวเท้ามุ่งตรงไปที่โต๊ะบรรณารักษ์ ท่ามกลางความสงสัยของเพื่อนทั้งสามว่า เด็กชายกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่


บรรณารักษ์วัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมามองเด็กชาย “ว่าไง”


“คุณเวอร์โก้ครับ ผมมีข้อสงสัยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับปริศนาบทกวี...เอ่อ...ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก คุณเวอร์โก้ช่วยไปอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ”


เวอร์โก้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ชั่ววินาทีนั้น ลิคคิดว่าตนจะถูกสงสัย แต่ก็ไม่ใช่ เวอร์โก้ไม่เพียงแม้จะสะดุดใจเลยว่า ทำไมเด็กชายจอมเพี้ยนไม่หยิบหนังสือมาให้เขาอฺบายตรงนั้นเสียเลยล่ะ “ตรงไหนล่ะ” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงใจดี ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะ แผนการขั้นแรกสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แผนการขั้นต่อมาคือการค้นหาสิ่งที่เรียกว่า ข้ออ้าง


“เธอไม่มาด้วยกันเหรอ” เวอร์โก้ถาม เมื่อเห็นเด็กชายยังคงยืนอยู่กับที่


“เอ่อ...” เด็กชายกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนที่สมองอันบรรเจิดจะทำงานอย่างรวดเร็ว มือของเขาคว้าหนังสือเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา “ผมขอยืนอ่านหนังสือเล่มนี้สักครู่ได้ไหมครับ เห็นว่ามันน่าสนใจดี”


ไม่เพียงไม่สงสัย แต่เวอร์โก้ยังหัวเราะในลำคอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ไม่คิดเลยว่าจะมีเด็กผู้ชายชอบอ่านหนังสือตุ๊กตากับจิตวิทยาของเด็กเสียด้วย”


“ผม...ผมชอบตุ๊กตาหมีน่ะครับ”


“ก็เหมาะกับเธอดีนะ” ว่าแล้วบรรณารักษ์ก็หันกลับไป และเดินตรงไปหาเพื่อนทั้งสามของเด็กชาย แน่นนอนว่า ริก้า แอชเชอร์ และเจนาส ไม่มีสักคนเดียวที่รู้ถึงแผนการของลิค พวกเขาเริ่มมองหน้ากันเมื่อเวอร์โก้เดินมาหา ความรู้สึกตระหนกเกิดขึ้นเล็กน้อยบนสีหน้า แม้ว่าอีกฝ่ายตอนนี้จะดูใจดีและอ่อนโยนก่อนตาม


“คะ...ครับ” แอชเชอร์พูดออกไปด้วยความตื่นเต้น


“ลิคบอกว่า พวกเธอสงสัยอะไรบางอย่าง” โชคดีที่เวอร์โก้ว่าขึ้นในตอนนั้นเอง ทำให้พวกเขาทั้งสามคนถึงบางอ้อ และยิ่งเข้าใจมากขึ้นเมื่อเห็นลิคหยิบกระจกเงาขึ้นมาถือไว้ในมือ


“ใช่แล้วครับคุณเวอร์โก้ พวกเรามีข้อสงสัยบางอย่าง เราอ่านแล้วไม่เข้าใจ” เจนาสเป็นคนแรกที่เริ่มพูดขึ้นตามเกมของลิคอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความสงสัยในใจ บรรณารักษ์ของหอสมุดชุมชนมิเดลตันจะซื่อขนาดตกหลุมพรางของเด็กวัยสิบสองขวบเชียวหรือ และไม่แม้แต่จะตะหงิดใจ เมื่อลิคกำลังหมุนกระจกเงาในมือไปมา ถ้าเป็นคุณเวอร์โก้ในโลกความเป็นจริงล่ะก็ พวกเขาคงจบเห่ไปนานแล้ว


ลิคยิ้มอย่างเริงร่าที่แผนการของตนดำเนินผ่านไปได้ด้วยดี เขาหันกลับดูกระจกต่อ แต่เขากลับไปพบอะไรบนนั้นนอกจากเงาสะท้อนหน้าของเขาเอง ไม่มีกลไก ไม่มีเวทมนตร์คาถา เด็กชายเอามือถูกระจกไปมาเหมือนคนกำลังถูคราบบางอย่าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่อย่างเดียว


แผนการที่ไม่เตรียมการ ก็เหมือนการลอกการบ้านผิดวิชานั่นแหละ เด็กทั้งสามไม่สามารถแกล้งทำเป็นสงสัยได้นานนักกับคำถามที่ว่า “บ้านเกิดของอเล็กซ์อยู่ที่ไหนกันครับ” หรือ “คุณเวอร์โก้เคยล่าขุมทรัพย์เหมือน แล้วคุณพอจะรู้ไหมครับว่าขุมทรัพย์ที่อเล็กซ์ฝังไว้คืออะไร” ซึ่งคำตอบของบรรณารักษ์ก็ไม่พ้นความว่า “ฉันเองก็ไม่รู้”


“แล้วคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เขาหาเจอหรือเปล่าค่ะ ขุมทรัพย์น่ะ” เป็นตาริก้าที่สงสัยบ้าง


“ฉันคิดว่า เขาหาไม่เจอด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่รู้”


บทสนทนาระหว่างเด็กสามคนกับบรรณารักษ์ใกล้จะหมดลงเสียแล้ว และลิคเองก็รู้ตัวดี เขาจ้องเขม็งเข้าไปในกระจกราวกับว่ามันจะสามารถทะลุไปอีกฝั่งได้


อีกฝั่ง!


ลิครีบพลิกกระจกไปด้านหลัง กรอบกระจกนี้ทำจากไม้ หรืออย่างน้อยฉากข้างหลังก็เป็นไม้ ลิคถอดฉากหลังของกรอบออกมาด้วยความหวังว่าเขาจะเจออะไรบางอย่าง เหมือนกับพินัยกรรมของเศรษฐีวอร์เรนที่ซ่อนอยู่หลังกรอบรูปภาพยังไงล่ะ เด็กชายถอดมันออกมา พร้อมกับเสียงพูดของเวอร์โก้ที่ดังเข้าหูมาว่า


“เอาล่ะ พวกเธอหายสงสัยกันแล้วใช่ไหม”


มันก็เหมือนฉากในละครเรื่องหนึ่ง เมื่อเจ้าของหันกลับมา แล้วเห็นว่าข้าวของทุกอย่างบนโต๊ะทำงานยังคงปกติดีทุกอย่าง จะต่างก็ตรงที่ตอนนี้เด็กชายจอมเพี้ยนได้เดินมาสมทบกับพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


“เป็นไง หนังสือดีใช่ไหมล่ะ” เวอร์โก้ถามลิค


“ครับ ผมหายสงสัยเลยว่า ทำไมพ่อแม่ถึงซื้อตุ๊กตาหมีมาให้ผมเป็นของขวัญวันเกิด เพราะตอนนี้ผมก็ไม่ได้รักมันมากนัก”


“ฉันก็เคยซื้อตุ๊กตาหมีให้ลูกนะ ฮ่าๆๆ” เวอร์โก้ว่าพลางหัวเราะ เขาหันหน้าเข้าประจัญเด็กทั้งสี่คนพลางมองไล่ไป “วันนี้พวกเธอทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจมากเลยเชียวล่ะ หวังว่าจะได้พบพวกเธอที่หอสมุดบ่อยๆ นะ”


“ขอบคุณครับ/ค่ะ” เด็กทั้งสี่พูดขึ้นมาพร้อมกัน จนกระทั่งบรรณารักษ์เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง และเริ่มรื้อกองหนังสือและกระดาษบนโต๊ะอีกครั้ง ทุกคนจึงเริ่มรุมซักถามลิค เลซิกเด็กชายเจ้าปัญหาทันที


“เป็นไงมั่ง” ริก้าถาม


“ได้ความว่ายังไง” เจนาสถามต่อ


“นายหามันเจอไหม” แอชเชอร์สำทับ


“พะ...พวกนายค่อยๆ พูดกันทีละคนสิ ฉันตอบไม่ทันหรอกนะ หัวของฉันหมุนไปหมดแล้ว”


“เพราะนายคนเดียวนั่นแหละที่ทำให้มันวุ่นวายขนาดนี้” แอชเชอร์บ่นอุบ


“อย่าเพิ่งชวนทะเลาะได้ไหมแอชเชอร์ ลิค...นายหาเจอหรือเปล่ากระจกบานแรกน่ะ” ริก้าแทรกจังหวะขึ้นมา


“พวกนายคิดว่า คุณเวอร์โก้จะสงสัยไหม”


“ลิค!” เพื่อนทั้งสามคนพูดชื่อเด็กชายจอมเพี้ยนพร้อมกัน จนทำให้เขาสะดุ้ง


“คิดว่านะ...” ลิคตอบเสียงค่อย


สิ่งที่ลิคยื่นออกมาต่อหน้าเพื่อนๆ นั้นคือ กระจกเงาบานหนึ่งซึ่งขุ่นมัวและมองอะไรแทบไม่เห็น ประกอบกับริ้วรอยบนผิวกระจก ทำให้ภาพที่สะท้อนมานั้นเป็นเพียงภาพจางๆ เท่านั้น และใช้การอะไรไม่ได้เลย ซ้ำยังนำพาความสงสัยมายังเพื่อนๆ ทั้งสาม ด้วยขนาดของมันที่ดูเล็กกว่ากระจกเงาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเวอร์โก้


“นายแน่ใจนะ” เจนาสถาม


ลิคยักไหล่เล็กน้อยแทนคำตอบ


“นายไปเอามันมาจากตรงไหนกันน่ะ ลิค เลซิก” ริก้าถามต่อด้วยความสงสัย


“นั่นไง” คำตอบของลิคมาพร้อมกับสายตาของเด็กชายที่มองไป กระจกเงาอย่างดีที่กรุอยู่ในกรอบลายสลักยังคงถูกวางไว้แทนที่ทับกระดาษ น่าสงสัยนักว่า เวอร์โก้จะทันสังเกตไหมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เขาเห็นว่ามันไม่ได้มีความสลักสำคัญ


กับฉากหลังของกรอบกระจกเงาที่มันหายไป

0 ความคิดเห็น