เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 โรซ่ากับโรซ่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.พ. 59

ตอนที่ 11 โรซ่ากับโรซ่า

 


โรซ่า อีสเซนท์ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชุมชนตั้งแต่อายุ 47 ปี ด้วยความสามารถและความจริงจังของเธอ ทำให้เธอได้รับความไว้วางใจมากอย่างยาวนาน จวบจนถึงตอนนี้ เธอก็มีอายุรวมเจ็ดสิบปีเข้าไปแล้ว การทำงานในฐานะหัวหน้าชุมชนเกือบสามสิบปีมานั้นไม่เคยบกพร่อง ความจริง หญิงชราผู้นี้มักจะแบกรับความรับผิดชอบของทั้งชุมชนไว้บนบ่าของเธอผู้เดียวเสียด้วยซ้ำ


ครั้งนี้ก็เช่นกัน


เรื่องการเป็นหนี้ตระกูลเคอร์เรนซ์ของชุมชนมิเดลตันนั้นอยู่ในสายตาเธอมาตลอด เศรษฐีใจบุญนาม มาแชล เคอร์เรนซ์ ได้ ให้การช่วยเหลือชุมชนมิเดลตันในช่วงสงครามไว้เป็นอันมาก และเธอก็ตระหนักถึงเรื่องนั้นดี


ในช่วงที่โรซ่าเป็นวัยรุ่นนั้น เธอมักจะไปช่วยเป็นอาสาสมัครของชุมชนอยู่เสมอ ภายใต้มูลนิธิเคอร์เรนซ์ เธอรู้สึกรักชุมชนของเธอมากเกินกว่าสมาชิกชุมชนคนใดจะรู้สึกเท่า และหลังจากมาแชล เคอร์เรนซ์ได้ล่วงลับไปหลังจากนั้นไม่นานนัก โฉมหน้าของชุมชนมิเดลตันก็ได้เปลี่ยนไป เพราะวอร์เรน เคอร์เรนซ์ นั้นไม่ใช่อย่างสุภาษิตที่ว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลตนเศรษฐีผู้นี้ไม่ได้มีอะไรเหมือนบิดาเลยแม้แต่นิดเดียว


โรซ่าต่อสู้กับความเป็นนายทุนหน้าเลือดของวอร์เรนมาอย่างยาวนาน ไม่มีใครในชุมชนคิดเลยว่า ความช่วยเหลือของมาแชลในคราวนั้นจะกลายเป็นหนี้สินของชุมชนในคราวนี้ และแม้โรซ่าจะสามารถยืดเยื้อระยะเวลาการยึดที่ดินของวอร์เรนได้มานานหลายปี แต่ก็ไม่สามารถยืดได้ตลอดไป


เธอรู้ดีว่า คนทั้งชุมชนไม่สามารถรวบรวมเงินหรือทรัพย์สินอันใดมาได้มากเพียงพอต่อการจ่ายหนี้แน่ๆ เธอจึงนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังสาว ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เธอถึงได้นึกไปถึงนิทานเรื่อง ขุมทรัพย์นักกวี ต้องยอมรับเลยว่า ถึงแม้เธอจะสั่งสอนลิคเกี่ยวกับความเชื่อของนิทานเรื่องนี้ทุกวี่วัน แต่เธอก็เคยมีความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน


เอาเป็นว่า เคยมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เมื่อโรซ่าในวัยสาวกับหนุ่มน้อยเวอร์โก้ในวัยเด็กเคยมีความสนุกในชีวิตกับการตามล่าหาขุมทรัพย์ของอเล็กซ์กวีผู้อับโชค และมีอะไรมากมายหลายอย่างที่เธอค้นพบ


โรซ่ารู้จักเรื่องราวของโลกแห่งเงาสะท้อนดี จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าในเช้าวันหนึ่ง หัวหน้าชุมชนเช่นเธอจะตัดสินใจลักลอบเข้ามาภายในบ้านของเศรษฐีวอร์เรน เข้ามาในห้องเก็บของ และสัมผัสกระจกบานเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในนั้น


นี่เป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยที่จะเปิดเผยว่ามีโลกคู่ขนานอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่ในชุมชน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมเธอถึงปฏิเสธการมีอยู่ของขุมทรัพย์นักกวี ถึงกระนั้น เธอก็ไม่เคยพบสมบัติหรือพบว่ากวีผู้อับโชคมีอยู่จริงเลย


ในช่วงเวลาที่เด็กชายจอมเพี้ยนกำลังก้าวเข้ามาในโลกแห่งเงาสะท้อน เวลานั้นเอง โรซ่าก็กำลังยืนตระหง่านอยู่หน้าบ้านทรงหลังเต่าซึ่งตั้งอยู่สุดเนินท้ายชุมชน ประตูไม้และหน้าต่างสองบานอันแสนคุ้นเคย นี่คือบ้านของเธอ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นี่คือบ้านของเธอในโลกเงาสะท้อน สิ่งที่บอกได้ชัดเจนคือ ปล่องควันบนหลังคาที่ตั้งอยู่คนละฝั่งกับบ้านจริงๆ ของหัวหน้าชุมชน


ก๊อกๆๆ


ความหวาดหวั่นเกิดขึ้นในใจของหญิงชราอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอกำลังมาพอเจอกับตัวเองในโลกแห่งเงาสะท้อน และเธอก็รู้ดีว่า อีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร


ประตูไม้เปิดออก แต่คนที่เปิดกลับไม่ใช่โรซ่าอีกคน


“เอ่อ...คุณเป็นญาติของคุณย่า หรือคะ”


เด็กหญิงท่าทางขี้อายถามขึ้นอย่างประหม่าและวิตก ริก้าในโลกแห่งเงาสะท้อนดูตกใจเมื่อเปิดประตูมาพบหญิงชรา


“ใช่จะ ช่วยเรียกย่าของเธอออกมาหน่อยสิ บอกว่าโรซ่ามาหา” หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู เธอไม่เคยพบหลานสาวในโลกนี้มาก่อน


ริก้าดูตกใจและสะสมมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ถ้าใครก็ตามที่เปิดประตูบ้านออกมา แล้วพบกับคนที่มีหน้าตาเหมือนคุณย่า ซึ่งกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ในบ้าน พร้อมกับน้ำเสียงที่ดูเมตตาอย่างที่ไม่เคยได้รับจากผู้เลี้ยงดู แถมยัง...มีชื่อเหมือนคุณย่าเสียอีก


เด็กหญิงวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน สักพักก็มีเสียงเหมือนเสียงแก้วแตกดังขึ้นจากข้างใน ไม่นานนักโรซ่าก็เปิดประตูออกมา


มันคงเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่าสับสนพอสมควร เมื่อใครก็ตามได้พบเห็นหัวหน้าชุมชนสองคนยืนประจันหน้ากันข้างหน้าบ้านของตัวเอง ทั้งหน้าตา เสื้อผ้า และรูปร่างที่เหมือนกันราวกับฝาแฝด แต่ใครๆ ในชุมชนมิเดลตันก็รู้ดีว่า หัวหน้าชุมชนของพวกเขาไม่มีพี่น้อง คงจะมีเพียงกำไลข้อมือที่สวมอยู่คนละข้างเท่านั้นกระมังที่แตกต่าง


“สวัสดี ตัวฉันอีกคน” โรซ่าในโลกความเป็นจริงพูดทักทายขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติ


“เธอ...” โรซ่าในโลกแห่งเงาสะท้อนกระซิบเสียงแหบพร่า สายตาที่เหี่ยวย่นหรี่มองฝ่ายตรงข้ามด้วยความเคลือบแคลง


ความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่โรซ่าจะเป็นฝ่ายเอ่ยกับหลานสาวที่หลบอยู่หลังชายกระโปรงอยู่ว่า “เข้าไปอยู่ในห้องนอนซะ แล้วล็อกประตู”


เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก เธอค่อนข้างจะตกใจกับคำพูดเชิงคำสั่งของคุณย่าทุกครั้ง ริก้าโลกแห่งเงาสะท้อนวิ่งเข้าบ้านไปโดยยินยอม เธอช่างแตกต่างจากริก้าอีกคนอย่างชัดเจน


“เธอมาทำอะไรที่นี่” โรซ่าถามตัวตนของเธอในอีกโลก


“เธอแก่ขึ้นไปเยอะเลยนะ นับตั้งแต่เราเจอกันครั้งล่าสุด” โรซ่าหยอกล้อเล็กน้อย


“เธอ...มา...ทำ...อะไร” โรซ่าเค้นเสียง


“ฉันว่าเราเข้าไปนั่งคุยกันข้างในดีไหม” โรซ่ายังคงไม่ตอบ และคำพูดของเธอก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหงุดหงิดมากไม่น้อย ถึงกระนั้น เจ้าบ้านก็เปิดประตูบ้าน แม้เธอจะไม่ค่อยยินดีปรีดากับการต้อนรับแขกผู้มาเยือนครั้งนี้ก็ตาม โรซ่ากวาดตามองบริเวณภายนอกบ้านอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวใครจะมาเห็น หลังจากนั้น เธอจึงปิดประตูเมื่อโรซ่าโลกแห่งความจริงเดินเข้ามาข้างใแล้ว


“ฉันอยากให้เธอกลับไปซะตอนนี้” โรซ่าพูดขึ้น พวกเธอนั่งลงตรงโต๊ะน้ำชาตัวโปรด โรซ่าและโรซ่าต่างจ้องหน้าซึ่งกันและกัน


“อย่าหงุดหงิดไปเลยน่า อย่างไรซะเราก็เปรียบเสมือนคนคนเดียวกันจริงไหม” โรซ่าโลกแห่งความจริงว่าถึงหนึ่งในความจริงที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือ เธอเคยมาเยือนโลกแห่งเงาสะท้อนแล้วเมื่อครั้งอดีต แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดมานานมากเกือบห้าสิบปีมาแล้ว


“ฉันไม่เคยคิดว่า เราสองคนเป็นคนคนเดียวกันหรอกนะ แต่ครั้งล่าสุดที่เธอมา มันมีแต่เรื่อวุ่นวาย”


“แต่เมื่อตอนนั้น ฉันคิดว่าเธอมีความสุข”


โรซ่าบรรจงวางน้ำชาลงบนโต๊ะช้าๆ เธอโน้มตัวมาข้างหน้า “เผื่อเธอจะไม่รู้ว่า หลังเธอกลับไป ที่นี่ก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย”


“แต่คราวนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ฉันมาค้นหาขุมทรัพย์”


นาทีแรกโรซ่านิ่งอึ้งไม่พูดความอันใด ก่อนที่หน้าที่ต่อมาเธอจะหลุดหัวเราะ แม้มันจะเป็นการเค้นหัวเราะก็ตาม “นี่เหรอเรื่องสำคัญของเธอ อายุปูนนี้แล้วยังคงเชื่อเรื่องหลอกเด็กพวกนั้นอยู่อีกหรือไง”


“แต่เธอก็เคยเชื่อเหมือนกันไม่ใช่หรือ” โรซ่าถาม


“มันก็แค่ช่วงเวลาอันร้อนแรงของวัยหนุ่มสาว” โรซ่าว่า “และเราก็ไม่ได้พบอะไร นอกจากเวลาที่เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ แล้วเธอสอนพวกเด็กที่เอาแต่จินตนาการถึงเรื่องพวกนี้ยังไง”


โรซ่าย้อนนึกถึงอดีต ช่วงเวลาที่เธอได้ก้าวเข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก และได้พบกับตัวเองอีกคน ได้พบโรซ่าหญิงสาวขี้ระแวง เย็นชาขวางโลก แต่ก็ต้องการการผจญภัยที่ไม่แพ้กัน และมันก็เป็นความจริงที่ว่า พวกเธอไม่เคยค้นหาขุมทรัพย์ที่ว่านั้นเจอเลย หญิงชราพูดขึ้นมาว่า “เรื่องนี้เกี่ยวกับชุมชน และมันจะส่งผลกระทบมายังโลกของเธอ”


“ฉัน...ไม่เข้าใจ”


“ชุมชนมิเดลตันกำลังจะกลายเป็นเหมืองแร่ ฉันคิดว่าเธอคงรู้ดีสินะว่าชุมชนนี้เป็นหนี้ตระกูลเคอร์เรนซ์”


โรซ่าหรี่ตาเล็กลง ถ้าจะเปรียบเทียบหญิงชราในโลกเงาสะท้อนกับหญิงชราในโลกแห่งความจริงแล้ว ก็คงเหมือนขั้วบวกขั้วลบ โรซ่านั้นเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอและเธอมักจะเมตตาต่อเด็กๆ ทุกคนในชุมชน ในขณะที่อีกคนมักตั้งแง่กับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไว้ก่อนและเธอไม่ชอบเด็กเอาเสียเลย แม้แต่กับริก้าหลานสาวของเธอเอง นั่นจึงป็นเหตุที่ว่า ทำไมเธอถึงไม่เชื่อคำพูดของโรซ่าในทันที “เผื่อเธอจะไม่รู้ว่า คุณมาแชลได้ยกหนี้สินทั้งหมดให้กับชุมชนแล้ว”


“นั่นเป็นแค่เพียงข่าวลำลือไม่ใช่หรือ ไม่มีใครเคยเห็นพินัยกรรม” โรซ่าบอก


“ถึงอย่างนั้น ก็อย่าหวังเลยว่าจะมีเศรษฐีหน้าไหนเข้ามายุ่งกับชุมชนฉันได้” ถึงแม้นิสัยจะต่างกัน แต่ความรักและความจริงจังที่มีให้ต่อชุมชนก็มากไม่แพ้กันเลยทีเดียว


“ระหว่างที่ฉันเดินมาที่นี่ ฉันได้ยินคนพูดกันว่า คุณวอร์เรนในโลกนี้ตั้งใจจะนำมูลนิธิเคอร์เรนซ์เข้ามาจัดตั้งสหกรณ์ชุมชน แต่เธอกลับคัดค้าน”


“ฉันไม่ยอมให้ชุมชนกลายเป็นหนี้ตระกูลเคอร์เรนซ์รอบสองหรอก” น้ำเสียงของโรซ่านั้นเต็มไปด้วยอคติอย่างเห็นได้ชัด และรู้ได้ว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าเศรษฐีใจบุญแห่งชุมชนมิเดลตันในโลกเงาสะท้อนขนาดไหน


“แต่เธอก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่า ถ้าชุมชนมิเดลตันในโลกของฉันนั้นกลายเป็นเหมืองแล้วล่ะก็ ที่นี่จะกลายเป็นยังไง” โรซ่าอธิบายเหตุผล แต่ในสายตาของอีกฝ่ายแล้ว ไม่ก็ไม่ต่างอะไรกับคำขู่แสนหวานหู มันคือการบังคับให้เธอต้องร่วมมือ


“แล้วเธอคิดหรือว่าขุมทรัพย์กวีผู้อับโชคนั่นคือทางออกเดียว” โรซ่าถาม


“ฉันไม่มีทางออกอื่น”


“เสียเวลาเปล่าๆ น่ะตัวของฉันในอีกโลก เธอคงไม่คิดหรอกนะว่าเศษกระจกเงาพวกนั้นจะเป็นขุมทรัพย์ได้”


“แต่นั่นอาจจะเป็นวิธีเดียว เพราะฉันก็ไม่เห็นว่าจะมีวิธีอื่นใด ในเมื่อเราทำทุกวิธี ไขปริศนาทุกบทกวีแล้ว”


โรซ่าลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “และเราก็ไม่รู้แม้แต่น้อยเลยว่า ขุมทรัพย์ที่ว่านั่นคืออะไร แต่ฉันมีแผนการที่ดีกว่านั้น ตามฉันมาสิ”


“เธอจะพาฉันไปไหน” โรซ่าถาม ขณะที่โรซ่านำเธอเดินไปยังหลังบ้าน มีประตูไม้บานเล็กบานหนึ่งซ่อนอยู่ในหลืบเสาใต้บันได เธอคิดว่าในบ้านของเธอที่อีกโลกหนึ่งไม่มีประตูบานนี้อยู่เลย แล้วที่นี่มีได้อย่างไรกัน “ฉันว่าเราน่าจะไปหาเวอร์โก้”


“มันไม่มีประโยชน์หรอก” โรซ่าว่า เธอเปิดประตูบานนั้นออก ปรากฏบันไดแคบๆ ทอดลงไปยังใต้ดิน เมื่อสับสวิตซ์ไฟที่อยู่ข้างประตูนั้นขึ้น แสงสว่างจากดวงไฟที่ห้อยอยู่บนเพดานเรียงรายไปตามทางก็ค่อยๆ สว่างขึ้น แสงของมันระเรื่อและเป็นเงาตะคุ่มบ่งบอกถึงอายุการใช้งานที่นานมากแล้ว


“มันคือ...”


“นี่เป็นทางลงไปยังอุโมงค์ใต้ดิน อุโมงค์หลบภัยของชุมชนมิเดลตันเมื่อครั้งสงคราม มันคงไม่ดีแน่ถ้าเราสองคนเดินไปทั่วชุมชนมิเดลตัน”


โรซ่าพยักหน้า ก่อนจะตามอีกฝ่ายเข้าไปภภายในอุโมงค์และปิดประตู


หญิงชราสองคนค่อยๆ เดินลงไปตามขั้นบันไดอย่างระมัดระวัง อุโมงค์หลบภัยนั้นถูกทิ้งร้างไว้นานแล้ว และคนที่ทราบถึงการมีอยู่ของมันนั้นก็เหลือแต่คนรุ่นพวกเธอ (ซึ่งหลงๆ ลืมๆ กันไปเสียหมด) ทำให้คนรุ่นต่อจากนั้นที่เกิดหลังสงครามไม่เคยทราบว่าข้างใต้บ้านของพวกเขานั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่


“คนที่จะช่วยเราได้คงมีแต่เวอร์โก้ เขาเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องนี้” โรซ่าพูดขึ้นมาในที่สุดเมื่อพวกเธอลงไปถึงอุโมงค์


“หมอนั่นก็คงวุ่นอยู่กับหนังสือมากมายนั่นแหละ และเผื่อเธอจะไม่รู้ คำแปลบทกวีในหนังสือเล่มนั้นถูกฉีกทิ้งไปเกือบหมดแล้ว”


“ใคร ใครฉีกมันทิ้ง”


โรซ่าผู้ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการควานหาเบรกเกอร์ไฟบนผนังที่เย็นเฉียบหยุดมือในทันที เธอหันมาหาคนที่อยู่ข้างหลังแล้วพูดว่า “ฉันเอง”


ไม่มีใครรู้เหตุผลว่า เหตุใดหัวหน้าชุมชนแห่งโลกเงาสะท้อนจึงทำเช่นนั้น แต่เห็นได้ชัดว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแอบแฝงแน่ และโรซ่าก็ไม่เคยไว้ใจตัวเองอีกคนที่อยู่ในโลกเงาสะท้อนเลย แต่เธอไม่สามารถปฏิบัติการณ์เรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียวได้ และที่นี่ก็มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เธอจะสามารถพึ่งได้


“ถึงอย่างนั้นฉันว่าเราควรไปหาเวอร์โก้อยู่ดี มีสามคนย่อมดีกว่าสองคนอยู่แล้ว”


“แล้วทำไมเธอไม่พาเวอร์โก้จากโลกนู้นมาด้วยล่ะ” โรซ่าถาม และนั่นทำให้อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปทันที โรซ่าเดินตามคนข้างหน้าต่อไปโดยไม่พูดความอันใดอีกหลังจากนั้น เธอหวนนึกถึงครั้งที่มาที่นี่ครั้งแรก เด็กสาวโรซ่ากับเด็กน้อยเวอร์โก้ออกผจญภัยทั่วชุมชนมิเดลตัน ช่วงเวลาอันแสนสนุกกับการตามหาขุมทรัพย์นักกวี พวกเธอไขทุกความลับทุกปริศนาของบทกวีจนสุดทางตัน และช่วงเวลาที่ต้องเติบขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงก็มาถึง ช่วงเวลาที่พวกเธอต้องละทิ้งความท้าทายไว้เบื้องหลัง


ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเธอถึงไม่ชวนเวอร์โก้ในโลกแห่งความเป็นจริงมาที่นี่ ผู้คนจะคิดเช่นไรถ้ารู้ว่าหัวหน้าชุมชนของพวกเขานั้นเชื่อคำบอกเล่าของนิทาน และที่สำคัญ เธอคิดว่า บรรณารักษ์ห้องสมุดได้หันเหความสนใจไปกับเรื่องอื่นและลืมเลือนเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว


ความสัมพันธ์ที่เป็นไประหว่างโรซ่ากับโรซ่านั้นค่อนข้างซับซ้อน การเจอกันครั้งก่อนทั้งคู่อาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่ค่อยลงรอยกันซักเท่าไหร่นัก แต่ความสนใจและเป้าหมายของพวกเธอก็มักจะมุ่งไปทางเดียวกันเสมอ แต่โรซ่าในตอนนี้มีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป


หญิงชราจากโลกเงาสะท้อนนำพาหญิงชราจากโลกความจริงมาจนสุดอุโมงค์ ที่ตรงนั้นไม่มีบันไดเพื่อขึ้นสู่ด้านบน ความจริง ตรงหน้าของพวกเธอเป็นกองหินที่อุโมงค์บางส่วนหล่นทับลงมา แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีประตูบานเล็กๆ บานหนึ่งที่ซ่อนเข้าไปอยู่ในกำแพงอุโมงค์


“เรามาที่ไหนกัน” โรซ่าถาม เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าที่นี่คือที่ไหน


“เราอยู่ข้างใต้สุสานชุมชน” โรซ่ากล่าวเรียบนิ่ง เธอปลดกลอนประตูบานเล็กนั้นออก ก่อนจะผลักมันเข้าไป มันล็อกจากภายนอก


“เรามาหาริปกันอย่างนั้นหรือ” ความสงสัยเกิดขึ้นทันทีในหัวโรซ่า


ริป...ริป โดแวนส์ คนเฝ้าสุสานประจำชุมชนมิเดลตัน เป็นคนที่มีนิสัยและบุคลิกที่แปลก ไม่มีค่อยมีใครในชุมชนที่อยากจะมาสุงสิงกับเขานัก แม้ว่าครั้งใดที่มีประชุมชุมชน ความคิดดีดีก็มักจะออกมาจากปากริปเสมอ ทว่านับตั้งแต่แคทลีน...ภรรยาของเขานั้นตายจากไป เขาก็ไม่ออกไปไหนนอกสุสานอีกเลย


“ก็รู้หรอกนะว่า ริปเป็นคนที่มักจะให้คำแนะนำดีดีกับเราได้เสมอ แต่อย่าลืมว่า เขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของขุมทรัพย์นักกวีเลยนะ” โรซ่าพูดต่อ เธอไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่า ริปในโลกนี้กับโลกของเธอจะมีความต่างความคล้ายมากน้อยเท่าไหร่


“อะไรก็ไม่แน่เสมอไป เธอเคยบอกฉันเองนี่ เข้ามาสิ” โรซ่าเปิดประตูค้างไว้ เธอเดินเข้าไปข้างในก่อน


ห้องที่พวกเธอเข้ามานั้นเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ทำมาจากปูนเปลือยทุกด้าน ห้องนี้ดูโล่งมาก แต่มันก็ไม่ได้โล่งเสียทีเดียว มีข้าวของเครื่องใช้บางอย่างที่ดูเหมือนไม่ใช้แล้ววางแตกหักวางสุมอยู่มุมหนึ่ง บนเพดานมีตะแกรงเหล็กที่เชื่อมกับโลกบนผืนดิน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า และแสงเดียวที่ส่องเข้ามาคือแสงแดดที่ลอดผ่านวัชพืชและตะแกรงเหล็กลงมายังห้อง นั่นแปลว่า ถ้าไม่มีตะเกียงล่ะก็ ตอนกลางคืนมันจะต้องเป็นสถานที่ที่มืดและหนาวอย่างแน่นอน


ผนังอีกฟากหนึ่งของห้องนั้นปรากฏประตูบานเล็กลักษณะเดียวกันกับประตูที่พวกเธอเพิ่งเดินผ่านเข้ามา โรซ่าไม่รู้ว่าประตู่จะนำพาไปสู่อะไร รวมถึงไม่รู้ด้วยว่าห้องนี้คือห้องอะไร


ปัง!


ระหว่างที่เธอมองสำรวจสถานที่แห่งใหม่ที่พบเจอนั้นเอง ประตูเบื้องหลังเธอก็ปิดลง โรซ่าหันขวับกลับไปมอง ก่อนจะพบว่าโรซ่าไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว


“โรซ่า!โรซ่าร้องเรียก เธอรีบเคลื่อนตัวมายังประตูทางเข้า แต่มันไม่สามารถเปิดได้ มันถูกลงกลอนจากข้างนอก “เธอคิดจะทำอะไรกัน!เธอตะโกนถามผ่านประตูไปด้วยใจร้อนรน


“เธอทำตัวของเธอเอง ขอให้สนุกกับโลกแห่งเงาสะท้อนนะ” เสียงแหบพร่าที่ลอดผ่านประตูมาของหัวหน้าชุมชนแห่งโลกเงาสะท้อนก็เพียงพอที่จะทำให้โรซ่าว่าพบว่า เธอโดนขังเสียแล้ว เธอหลงกลคนที่เธอไปขอความช่วยหลือ


“เธอโกหกไปเพื่ออะไร”


“ฉันไม่ได้โกหก เราอยู่ใต้สุสานจริงๆ และเธอก็เป็นคนตามฉันมา”


“เธอหมายความว่าไง เธอคิดอะไรอยู่”


“นี่คือห้องไม่รู้ลืม แล้วฉันจะแวะมาหาวันหลัง” โรซ่าไม่ตอบ เธอพูดอะไรบางอย่างที่อีกคนไม่ค่อยเข้าใจ


นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของโรซ่า เสียงฝีเท้าที่เดินจากไปค่อยๆ เบาลงจนเงียบกริบ มันเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ตอนนี้เธอถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง และโรซ่านั้นไม่รู้ว่าโรซ่ากำลังมีแผนหรือจุดมุ่งหมายอะไรกันแน่


ห้องไม่รู้ลืม เธอไม่เคยรู้จักห้องที่ว่านี้มาก่อน แต่ไม่ว่ามันจะเป็นห้องสำหรับอะไร แต่ฟังจากชื่อห้องแล้ว มันไม่ใช่ห้องที่มีความน่าพิสมัยเลยแม้แต่นิดเดียว

0 ความคิดเห็น