เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12 การมาเยือนของบรรณารักษ์หอสมุด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.พ. 59

ตอนที่ 12 การมาเยือนของบรรณารักษ์หอสมุด

 


ค่ำคืนวันแรกในโลกแห่งเงาสะท้อนผ่านไปไวเหมือนโกหก ขณะที่ลิคตื่นขึ้นมาบนเตียงนุ่มแสนสบายของโจนาส เขายังนึกอยู่เลยว่าเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมานั้นแค่ฝันไป แต่เมื่อมองกระจกเงาที่อยู่ในมือแล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าทุกอย่างมันคือเรื่องจริง


เด็กชายหันไปมองเพื่อนอีกสามคนที่ยังคงหลับอยู่บนเตียง เขามองนาฬิกาลูกตุ้มไม้ที่วางสูงตระหง่านอยู่มุมห้อง มันบอกว่าเวลาล่วงแปดโมงเช้าแล้ว เขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปที่ประตูโดยที่ไม่ปลุกเพื่อนๆ และทันทีที่ออกมาจากห้องนั้น เขาก็พบเศรษฐีวัยกลางคนกำลังก้าวเดินบันไดลงไปยังชั้นล่าง


“สวัสดีตอนเช้านะลิค” วอร์เรนทักเด็กชายจอมเพี้ยน


“สวัสดีตอนเช้าครับ คุณวอร์เรน” ลิคทักกลับไป ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่คุ้นชินเศรษฐีชุมชนมิเดลตันฉบับใจดีรักเด็กสักที


“ฉันกำลังจะลงไปทำอาหารเช้าที่ครัว ไปด้วยกันไหม”


“ครับ” ลิคตอบรับ


เด็กชายเดินตามเศรษฐีเข้าไปยังในห้องครัว เขายังไม่ได้วางแผนไว้ว่าวันนี้จะทำอะไรต่อไป แต่สุดท้ายแล้วกองทัพต้องเดินด้วยท้อง


“มื้อเช้าเอาเป็นแซนวิชก็แล้วกัน ดีไหม” วอร์เรนถามหลังจากนั้น สร้างความแปลกใจให้แก่ลิค เลซิกนัก


“คุณจะทำให้ผมหรือครับ” คำถามนี้เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ จะมีเศรษฐีสักกี่คนที่ลงมือทำอาหารทานเองแทนที่จะจ้างพ่อครัวฝีมือดีทำมาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร


“ตกใจอะไรกันเล่า ฉันก็ทำมื้อเช้าให้เจนาสทุกวันนั่นแหละ แค่วันนี้ต้องทำเพิ่มอีกสามจาน”


คำพูดนี้ทำให้ลิคแทบจะลืมภาพลักษณ์ของวอร์เรน เคอร์เรนซ์ที่เขาเคยรู้จักมาทั้งชีวิตเสียหมดสิ้น ถ้าเขาไปอยู่ในโลกนั้นก็คงดี ลิคคิด คนในชุมชนคงจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะ “ขอบคุณครับ” ลิคเอ่ยขอบคุณเมื่ออีกฝ่ายส่งจานที่มีแซนวิชทูน่าแสนอร่อยมาให้


กริ้ง กริ้งงง


เสียงกริ่งหน้าคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ดังขึ้นในตอนนั้นเอง ทั้งลิคและวอร์เรนต่างหันไปมองประตูหน้าผ่านบานหน้าต่างที่อยู่ในห้องครัว แต่ก็เห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่


“ฉันว่าคงเป็นคุณกัฟฟ์...ทนายส่วนตัวของฉันแน่นอนเลย” วอร์เรนว่า ขณะที่มือของเขายังวุ่นกับการทำแซนวิช “วานเธอช่วยไปเปิดประตูให้เขาเข้ามาหน่อยได้ไหม ลิค”


“ครับ” ลิควางแซนวิชในมือกลับไปที่จาน เขารู้สึกว่าชีวิตในโลกแห่งเงาสะท้อนไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นัก บางทีอาจจะดีกว่าโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาจากมาก็เป็นได้ ในเช้าวันนี้ก็เป็นเช้าที่สดใสมากที่สุดที่เขาเคยมีมา ถ้าไม่นับเช้าที่เขาตื่นมาแล้วพบว่าสุนัขพันธุ์ปั๊กนอนอยู่ข้างกาย ซึ่งพ่อกับแม่ซื้อให้เป็นของขวัญอายุครบหกขวบ


เช้านี้ดูสดใสและราบรื่น แต่นั่นก็หลังจากที่ลิค เลซิกเดินไปยังประตูหน้าคฤหาสน์และเปิดมันออก


เวลานี้คงไม่มีใครในชุมชนมิเดลตันที่รู้สึกตกใจได้เท่าเด็กชายจอมเพี้ยนอีกแล้ว เขารู้สึกเหมือนอากาศหายใจจู่ๆ ก็ขาดหายไปในบันดล เมื่อพบบรรณารักษ์หอสมุดยืนอยู่ตรงหน้าแทนที่จะเป็นทนายของเศรษฐีใจบุญ และแม้สายตาที่จ้องมองมาจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและขี้เล่น แต่จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มันทำให้สายตานั้นดูน่ากลัวไปเลย


“สวัสดีครับคุณเวอร์โก้ มาหาคุณวอร์เรนหรอครับ” ลิคปั้นยิ้มแหยๆ ส่งกลับไปให้เวอร์โก้


“อ้าว ลิค สวัสดีตอนเช้า” เวอร์โก้ทำน้ำเสียงแปลกใจเมื่อเห็นเด็กชาย แต่ก็ไม่รู้สึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่คฤหาสน์เคอร์เรนซ์ “คุณวอร์เรนอยู่ไหม”


“เอ่อ อยู่ในครัวครับ” ลิคตอบแหยงๆ


“อืม ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเข้าไปรอข้างในนะ แล้วช่วยบอกคุณวอร์เรนด้วยล่ะว่าฉันมา”


เวอร์โก้ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาในคฤหาสน์ที่ซึ่งลิคได้แต่มองไล่หลังไปด้วยใจหวาดหวั่น บางทีคุณเวอร์โก้อาจจะยังไม่รู้เรื่องก็ได้ ลิคคิดปลอบใจตนเอง และความคิดนี้ก็ทำให้เขารู้สึกโล่งใจ แต่นั่นก็เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดเพียงชั่วลมหายใจหนึ่งเท่านั้น เมื่อบรรณารักษ์หอสมุดชุมชนหยุดเดินแล้วหันมาพูดต่ออีกประโยคว่า


“อ่อ อย่าลืมบอกเพื่อนของเธออีกสามคนด้วยล่ะว่าฉันมา”

 


ความจริงแล้ว บุคคลที่มากดกริ่งหน้าประตูคฤหาสน์เคอร์เรนซ์นั้นคือ กัฟฟ์ เมอร์ค็อกซี่ ทนายประจำตระกูลเคอร์เรนซ์ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง และคนที่มาเปิดประตูก็คือ เศรษฐีวอร์เรนจอมละโมบ ไม่ใช่ลิค เลซิก เด็กชายจอมเพี้ยน


“สวัสดีตอนเช้าคุณกัฟฟ์ คุณมาช้าไปหน่อยนะ ผมรอคุณตั้งแต่เช้าแล้ว” วอร์เรนว่า น้ำเสียงและคำพูดของเขาในโลกนี้ช่างแตกต่างจากเขาในโลกแห่งเงาสะท้อนโดยสิ้นเชิง


“พอดีผมไปรื้อค้นเอกสารเก่าๆ ของพ่อคุณ แต่...” กัฟฟ์...ทนายวัยชราพูดเสียงยาน เขาไม่ใช่คนในชุมชนมิเดลตันหรอก แต่ถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกหน่ายกับเจ้านายของตนไม่ต่างจากคนในชุมชน


“ช่างมันเถอะ ไว้ค่อยเล่าก็แล้วกัน เข้ามาข้างในก่อน” วอร์เรนพูดเร็วด้วยความรำคาญ เขาดุนหลังให้กัฟฟ์เข้ามาข้างใน ก่อนจะปิดประตูคฤหาสน์ลง (โดยไม่ลืมที่จะลงกลอนและล็อกแม่กุญแจไว้อีกชั้น)


วอร์เรนและกัฟฟ์เดินกลับเข้ามาภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่ของคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ เศรษฐีวัยกลางคนเดินเข้าไปนั่งนเก้าอี้บุนวมกำมะหยี่สีแดงที่โดดเด่นที่สุดในห้องนั้น นั่นเป็นเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเขาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนทนายชราเลือกที่จะนั่งบนเก้าอี้บุหนังสีน้ำตาลตัวเก่าซึ่งวางอยู่ฝั่งตรงข้าม


“เล่ามาสิ” วอร์เรนว่าขณะที่ยกเท้าขึ้นพาดกับโต๊ะกาแฟและคาบซิการ์ที่ไม่ได้จุดไว้ที่ปาก


“ผมรื้อค้นเอกสารทั่วสำนักงาน” กัฟฟ์ว่าพลางเปิดกระเป๋าเอกสารของตน เขาดึงกระดาษออกมาสองสามแผ่น “ผมต้องเรียนคุณอย่างนี้ คุณมาแชลได้จัดการจัดแจงแบ่งส่วนความรับผิดชอบมูลนิธิก่อนที่เขาจะเสีย และดูเหมือนว่าในตอนนี้มูลนิธิเคอร์เรนซ์จะไม่ได้มีตระกูลเคอร์เรนซ์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งในนามมูลนิธิหรือกองทุน”


ซิการ์ในปากของวอร์เรนร่วงตกลงพื้น “แล้วนั่นจะส่งผลยังไงบ้าง”


“มันคงทำให้เงินสดที่อยู่ในมือของคุณลดน้อยลงกว่าครึ่ง ซึ่งจากการประเมินราคาค่าดำเนินการก่อสร้างและใบขออนุญาติสร้างเหมืองแล้ว...” กัฟฟ์ตอบ


“ฉันต้องทำยังไง” วอร์เรนไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ในใจเขานั้นเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อได้แต่นึกสงสัยว่าทำไมพ่อของเขาถึงจัดการทรัพย์สินเช่นนี้ แม้มันจะดูเหมือนการตัดหางปล่อยวัดของพ่อต่อลูก แต่เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นการมองการณ์ไกลของเศรษฐีมาแชล ผู้ซึ่งรู้ดีว่าลูกชายของตนไม่มีวันดูแลองค์กรการกุศลที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาแน่นอน


“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ยังไงคุณก็ยังเป็นมหาเศรษฐีอยู่ดี” กัฟฟ์พูดเชิงหยอก ในใจเข้ารู้สึกสะใจไม่น้อย เพราะเขาทำหน้าที่ทนายประจำตระกูลนี้มาตั้งแต่รุ่นที่แล้ว และแน่นอนว่าเหล่ามูลนิธิองค์กรการกุศลต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา ล้วนผ่านหูผ่านตาชายชรามาทั้งสิ้น


“คุณกัฟฟ์” เศรษฐีจอมละโมบเอ่ยเสียงทุ้มที่ฟังดูน่ากลัว


“ก็ยังพอมีวิธี ด้วยทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 1,770 ไร่ นั่นน่าจะพอเป็นไปได้ถ้าคุณขายมัน”


“รวมชุมชนมิเดลตัน” วอร์เรนถาม


“ใช่ รวมชุมชนมิเดลตัน” เศรษฐีวัยกลางคนนั่งเงียบไปครู่นึงเลยทีเดียว เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ก่อนที่เลือดจะขึ้นหน้าเมื่อได้ยินประโยคต่อมา “อ่อ แต่นั่นหลังจากเราหาสิ่งนี้เจอนะ” กัฟฟ์หยิบกระดาษแผ่นนึงขึ้นมาจากกระเป๋าเอกสาร


“หมายความว่ายังไง”


สิ่งที่กัฟฟ์หยิบขึ้นมานั้นคือพินัยกรรมของมาแชล เคอร์เรนซ์ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สำเนาของพินัยกรรม ถึงกระนั้นสายตาของวอร์เรนที่จ้องมองกระดาษแผ่นนั้นก็รุนแรงจนแทบจะฉีกกระดาษออกเป็นชิ้นๆ ด้วยซ้ำถ้าเป็นไปได้ ทนายชราพูดขึ้นว่า “คุณก็รู้ดีว่า คุณมาแชลได้เขียนพินัยกรรมยกหนี้สินทั้งหมดให้แก่ชุมชนมิเดลตัน ผมบอกคุณไปหรือยังว่าพินัยกรรมฉบับนี้มีสามฉบับ”


“คุณบอกผมแล้ว”


พินัยกรรมของมาแชล เคอร์เรนซ์นั้นถูกทำขึ้นมาทั้งหมดสามฉบับ แต่ช่างโชคร้ายนักที่พินัยกรรมฉบับนี้แทบจะหายสาบสูญไปเลยเมื่อมาแชลเสียชีวิต ฉบับนึงนั้นว่ากันว่ามาแชลซ่อนเอาไว้จากลูกชายของเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าซ่อนไว้ที่ใด อีกฉบับถูกส่งมอบไปยังอัยการเมือง แต่ทว่าบุรุษไปรษณีย์กลับทำหล่นหายระหว่างทาง อีกหนึ่งฉบับที่เหลืออยู่จึงเป็นฉบับที่อยู่กับทนายประจำตระกูล


และวอร์เรนไม่อาจเสี่ยงให้ใครมาพบเจอพินัยกรรมอีกสองฉบับที่เหลือได้


“ผมว่ามันเป็นเรื่องดีนะที่จะ...”


“หยุดเลยคุณกัฟฟ์” วอร์เรนขัดขึ้นด้วยความไม่พอใจ “มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะแสดงความคิดเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบกับการตัดสินใจของผม เมื่อคุณเป็นทนายของผม คุณก็ต้องทำตามคำสั่งของผม”


“คุณคงไม่อยากเสี่ยงสร้างเหมืองในตอนนี้หรอก”


“ทำไม”


กัฟฟ์กระแอมไอขึ้นเล็กเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจเท่าไหร่นักว่าควรบอกเรื่องต่อไปนี้แก่คนตรงหน้าหรือเปล่า “คือ ผมคิดว่า ยังมีคนอีกสองสามคนในชุมชนที่รู้เรื่องนี้”


ตาของวอร์เรนเบิกกว้าง ขณะถามกลับว่า “ใคร”


“หนึ่งในสามคนนั้นคือ หัวหน้าชุมชน...โรซ่า อีสเซนท์”




สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องรับแขกของคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ในโลกเงาสะท้อน แต่มันเกิดขึ้นบริเวณเชิงบันไดโค้งของคฤหาสน์ที่มีเด็กหญิงเด็กชายทั้งสี่คนนั่งอยู่บนขั้นบันได พวกเขามองลอดรั้วบันไดไปยังเศรษฐีและบรรณารักษ์ที่นั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก วอร์เรนนั่งอยู่ที่เก้าอี้บุนามกำมะหยี่สีแดงตัวโปรด ส่วนเวอร์โก้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับกัฟฟ์ที่นั่งอยู่ในโลกความเป็นจริง



“เป็นเช้าที่รู้สึกสดใสเสียจริง” แอชเชอร์พูดประชดขึ้นมา เขาแทบจะตื่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงลิคบอกว่าบรรณารักษ์หอสมุดมาเยี่ยมเยือน ถ้าไม่นับแซนวิชของวอร์เรนแล้ว มันเป็นการเริ่มต้นวันที่แย่ที่สุด


“นายคิดว่าเขารู้เรื่องไหม” ริก้าหันไปถามลิค


เด็กชายจอมเพี้ยนนั่งอยู่บนขั้นบันไดขั้นล่างสุด เขาจ้องมองเป้าหมายไม่กระพริบตา และคำถามของเด็กหยิงแทบจะไม่เข้าหูเลยแม้แต่น้อย ต้องใช้เวลาถึงสองสามวินาทีนั่นแหละเขาถึงจะรู้สึกตัว “หะ...เธอว่ายังไงนะริก้า”


“ฉันถามว่า นายคิดว่าคุณเวอร์โก้จะรู้เรื่องกระจกไหม”


“ไม่หรอก...มั้ง” น้ำเสียงของลิคนั้นเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจอย่างเห็นได้ชัด


“แต่ฉันคิดว่า เขารู้” เป็นเจนาสที่แทรกขึ้นมา และนั่นสร้างบรรยากาศตึงเครียดให้เพิ่มขึ้นมากอีก “ไม่อย่างนั้น เขาจะบอกให้ลิคขึ้นมาปลุกพวกเราทั้งหมดทำไมกันล่ะ จริงไหม”


นั่นเป็นเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้


“พวกนายคิดว่าเขาพูดเรื่องอะไรกัน” ลิคถามโดยไม่แม้จะมองหน้าเพื่อนคนอื่น


“ก็คงพูดว่า ลูกชายของคุณและเพื่อนๆ ของเขาขโมยกระจกของผมไปยังไงล่ะ ฉันบอกแล้วว่าเราไม่ควรทำๆ เราไม่น่าเล่นเกมไขปริศนาอะไรนี่เลย” แอชเชอร์ร้องโอดครวญ น้ำเสียงของเขามีแต่ความวิตก


“นายจะบ่นให้มันได้อะไรขึ้นมากันแอชเชอร์” เด็กหญิงคนเดียวภายในกลุ่มหันไปว่าเสียมิได้ ดูเหมือนจะมีเยงคนเดียวที่ไม่ได้ร้อนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลิคยังคงมองเวอร์โก้ไม่วางตา เขาเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะมีอะไรเลวร้าย หรืออย่างน้อย ถ้าพวกเขารู้ว่ามีคนอื่นที่เชื่อและรู้เกี่ยวกับขุมทรัพย์นักกวี มันทำให้พวกเขาสามารถทำงานกันง่ายขึ้นไม่ใช่หรือไง


เด็กจอมแสบทั้งสี่แห่งชุมชนมิเดลตันถึงคราวกลั้นหายใจพร้อมๆ กัน เมื่อคนทั้งสองลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ วอร์เรนจับมือกับเวอร์โก้ แต่นั่นไม่ใช่การจากลา เมื่อเศรษฐีวัยกลางคนเดินตรงมาที่พวกเขา และอีกคนยังคงยืนอยู่ที่เดิม


“พวกเธอทำอะไรกันอยู่ตรงนี้น่ะ” วอร์เรนพูดด้วยน้ำเสียงขำขัน เมื่อเขาเห็นเด็กสี่คนนั่งเกาะราวบันไดอยู่ “ฉันจะมาบอกว่า คุณเวอร์โก้เขาอยากพบพวกเธอน่ะ ดูเหมือนเขาจะเจอหนังสือที่พวกเธอฝากให้หาแล้วนะ”


เด็กชายและเด็กหญิงต่างมองหน้ากัน นั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ฝากให้บรรณารักษ์หอสมุดหาหนังสือเล่มใดให้น่ะสิ!


“ฉันว่าเรื่องนี้มันชักจะไม่เข้าเค้าแล้วสิ” เจนาสว่าขึ้นมาโดยมีเพื่อนอีกสามคนพยักหน้าเห็นด้วย


การเดินไปพบเวอร์โก้ในครั้งนี้นั้นดูยากลำบากกว่าครั้งตอนอยู่ในหอสมุดมากนัก ท่าทีเหมือนกับเด็กนักเรียนที่เดินเข้าไปในห้องปกครองเพราะถูกครูจับได้ว่าลอกข้อสอบก็ไม่ปาน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีข้อสอบ มีแต่เพียงของบางอย่างที่หายไป และเจ้าของก็มาทวงคืน


“สวัสดีครับ/ค่ะ คุณเวอร์โก้” พวกเขาทั้งสี่พูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเดินเข้ามาภายในห้องรับแขกแล้ว


“สวัสดีเด็กๆ” เวอร์โก้ยิ้มรับอย่างเป็นมิตร แต่นั่นก็ไม่ได้คลายความกังวลของเด็กๆ เลยแม้แต่น้อย


“คุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับพวกเราอย่างนั้นหรือคะ” ริก้ารวบรวมความกล้าถามขึ้นมาเป็นคนแรก


“ก็มีเรื่องเล็กน้อยน่ะ ฉันคิดว่าพวกเธอน่าจะพอเดาได้” บรรณารักษ์หอสมุดว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือความเงียบ ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในบรรยากาศ ชายวัยกลางคนกระแอมไอขึ้นมาครั้งนึง ก่อนพูดว่า “...กระจกเงา”


เด็กทั้งสี่ลืมหายใจเป็นครั้งที่สองของวัน ทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคอด้วยการพูดไม่ออก แต่ทั้งอย่างนั้น เรื่องน่าประหลาดใจมักเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อลิคพูดขึ้นมาว่า “คุณเวอร์โก้พูดถึงเรื่องอะไรหรอครับ” นั่นทำให้ใจของเพื่อนอีกสามคนแทบจะเต้นทะลุออกมาจากอกเลยทีเดียว


“ไม่ต้องกังวลไป พวกเธอคงคิดว่าฉันจะมาเอากระจกเงาคืนสินะ ฉันมาช่วยพวกเธอต่างหากล่ะ”


และนี่ก็เป็นเรื่องประหลาดใจเรื่องที่สามของวัน สามเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงชั่วโมง


“ฉันคิดว่าหัวใจของฉันกำลังจะระเบิด” แอชเชอร์กระซิบกระซาบ เห็นได้ชัดว่า ความวิตกกังวลของเขาหายไปแทบจะทันทีที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว ส่วนลิคนั้นเผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปิดบัง มีเพียงริก้าและเจนาสที่ยิ้มเจื่อนๆ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดีสำหรับบทสนทนาต่อไป


“เอาล่ะ เราจะมาเริ่มที่ตรงไหนดี” บรรณารักษ์หอสมุดเปิดบทสนทนาบทใหม่ขึ้นในที่สุด




0 ความคิดเห็น