เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 14 หายไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 มิ.ย. 59

ตอนที่ 14 หายไป

 

โบสถ์แชงก์โมยาร์ดไม่ใช่โบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นหรือสวยงามมากนัก มันเป็นโบสถ์เก่าที่แทบไม่ได้รับการซ่อมแซมเลยก็ว่าได้ เมื่อปีกลายไม้กางเขนที่ประดับไว้อยู่บนยอดหลังคานั้นเพิ่งหักโค่นลงมาจากเหตุฟ้าผ่า ก็ถูกแก้ไขด้วยการใช้ไม้สองสามท่อนมาดามเอาไว้ ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งเดียวของผู้คนชุมชนมิเดลตันที่มีอยู่

โชคดีไม่น้อยที่วันนี้ไม่ใช่วันอาทิตย์จึงไม่มีคนเข้าโบสถ์สักเท่าไหร่นัก มีคนอยู่สองสามคนนั่งอยู่บนเก้าอี้บ้างก็อ่านหนังสือบ้างก็พูดคุย แต่การมาเยือนของพวกเขาทั้งห้าคนก็สร้างความสนใจให้แก่คนบางคนไม่น้อย บรรณารักษ์กับเด็กชายเด็กหญิงสี่คนมาทำอะไรที่นี่กันนะ


“สวัสดี คุณบรรณารักษ์ มีอะไรให้พ่อช่วยหรือเปล่า”


สาธุคุณเซนต์ ปอมป์โปน หัวหน้านักบวชแห่งโบสถ์แชงก์โมยาร์ดออกมาต้อนรับ เขาเป็นชายแก่ผิวขาวซีดที่มีผมสีบรอนด์ที่แทบจะเป็นสีหงอกทั้งหัวประกอบกับชุดคลุมสีขาวแล้ว ทำให้เขาดูราวกับวิญญาณที่สิงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ นี่ไม่ใช่ภาพที่ลิคหรือริก้าหรือแอชเชอร์คุ้นชิน เพราะสาธุคุณเซนต์ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมักจะอยู่ในชุดคลุมสีดำเสมอ


ลิคจ้องมองบาทหลวงชราด้วยสายตาแน่นิ่ง เขาจินตนาการว่าตนเองจะสามารถเดินทะลุผ่านบาทหลวงผู้นี้ได้ไหมนะ


“สวัสดีครับคุณพ่อ ไม่ใช่ผมหรอกครับที่มีเรื่องรบกวน แต่เป็นเด็กพวกนี้ต่างหาก”


สาธุคุณมองมายังเด็กๆ ทั้งสี่คน แต่เขากลับจ้องมองที่เจนาสนานเป็นพิเศษ มีแววตาแบบที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ข้างในนั้น มันผสมปนเประหว่างความประหลาดใจและความกลัว เจนาสก้มหน้า เขาหลีกเลี่ยงที่จะสบตากับอีกฝ่าย ทำให้เหล่าแก๊งสามซ่าอดที่ฉงนสงสัยไม่ได้


“แล้วเด็กๆ ของเราอยากให้พระผู้เป็นเจ้าประทานพรสิ่งใดให้”


“เอ่อ พวกเราไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากพระผู้เป็นเจ้าหรอก แค่อยากจะตามหา...” ริก้าหยุดพูดกลางคัน เธอไม่แน่ใจนักว่าควรพูดเรื่องกระจกเงาออกไปตรงๆ หรือเปล่า


“เราสงสัยในคำสอนบางอย่างของพระองค์ เลยอยากให้คุณพ่อช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยน่ะครับ” จู่ๆ ลิคก็โพล่งตอบออกมา สร้างความแปลกใจให้แก่ทุกคน


“นายพูดอะไรน่ะ ฉันไม่ได้อยากจะฟังเทศน์ตอนนี้ซะหน่อย” แอชเชอร์กระซิบที่ข้างหูเด็กชายจอมเพี้ยนด้วยความหงุดหงิด


“ลิค นายกำลังคิดอะไรอยู่” เจนาสที่นิ่งเงียบมานานถามขึ้น


“ฉันมีแผน” ลิคตอบเพียงคำสั้นๆ


“ตามพ่อมาทางนี้สิ” สาธุคุณเซนต์กล่าว เขาพาพวกเราเดินไปม้านั่งยาวแถวหน้าสุด ก่อนจะห้พวกเรานั่งลง ทุกคนต่างมีสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าลิคต้องการที่จะทำอะไร


“พวกเธอสงสัยเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ” บาทชราถามต่อ ทุกคนหันมามองทางเด็กชายต้นเรื่อง


“ผม...ผมอยากฟังเกี่ยวกับพระเมตตาของพระเยซูน่ะครับ”


“อื้อหือ ฉันต้องยอมรับจริงๆ นะว่า ฉันรู้สึกประหลาดใจที่เด็กๆ อย่างพวกเธอสนใจเรื่องนี้ ถ้าเช่นนั้นเอาเป็นเรื่อง หยิงโสเภณีที่จะถูกปาหินใส่ให้ตาย ก็ปแล้วกัน”


สีหน้าของเด็กๆ ดูบิดเบี้ยวโดยเฉพาะแอชเชอร์ ขณะนั่งฟังเรื่องราวของหญิงโสเภณีที่กำลังจะถูกนักบวชลงทัณฑ์ด้วยความเบื่อหน่าย พวกเขาไม่ได้สนใจพระคัมภีร์ พวกเขาสนใจเฉพาะขุมทรัพย์ของอเล็กซ์กวีผู้อับโชค


“...องค์พระเยซูคริสต์ทรงตรัสแก่นักบวชว่า ให้คนที่ไม่มีบาปเป็นคนขว้างหินใส่โสเภณีผู้นี้ก่อน...” สาธุคุณเซนต์เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ เขาดูมีความสุขขณะอ่านเรื่องราวที่อยู่ในพระคัมภีร์ให้เหล่าเด็กๆ ฟัง ในขณะที่ลิคกลับทำสีหน้าเบื่อโลกอย่างเห็นได้ชัด


“ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เขากระซิบเบาๆ บอกริก้า


“เดี๋ยวก่อนสิลิค” เด็กหญิงเอ่ยค้าน แต่นั่นก็สายเกินไปเสียแล้ว


เด็กชายจอมเพี้ยนวิ่งโลดออกไปทางประตูหลังของโบสถ์ เขาวิ่งออกมายังสวนสุสานที่ตั้งอยู่ด้านหลัง แนวป้ายหินเรียงรายเป็นทิวแถวเรียบร้อย ทางเดินปกคลุมด้วยหญ้าเซนต์กอกัสทีนสีเขียวชะอุ่ม มันค่อนข้างแตกต่างจากสุสานในโลกแห่งความเป็นจริงมากโขเลยทีเดียว ที่นั่นมีแต่เพียงป้ายหลุมศพที่ผุพังและกระจัดกระจายไร้การดูแลโดยสิ้นเชิง


ลิคยืนชื่นชมกับบรรยากาศที่ไม่คุ้นตานี้อยู่นาน อันที่จริง เขาไม่ได้ปวดท้องหรือมีความต้องการใช้ห้องน้ำหรอก เขาก็แค่หาเรื่องออกมาจากสถานการณ์อันแสนน่าเบื่อนั่นต่างหาก


เด็กชายเดินลักไปตามป้ายหิน นี่คือสถานที่ที่บรรพชนอยู่อาศัย สุสานส่วนใหญ่เป็นของเหล่าชาวมิเดลตันที่ออกไปรบแล้วเสียชีวิตในสงคราม ถ้าเป็นในอีกโลกหนึ่ง ชาวชุมชนมิเดลตันไม่มีเวลาว่างมากพอจะมาสนใจดูแลกับผู้ที่จากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาสนใจแต่ปัจจุบัน ทว่าที่นี่เขากลับพบดอกไม้ดอกใหม่วางอยู่หน้าหลุมศพเป็นจำนวนมาก ราวกับว่านี่ไม่ใช่สถานที่ของคนตาย แต่เป็นสถานที่ของคนเป็นในอีกโลกหนึ่ง


โลกแห่งเงาสะท้อนสร้างความลำบากให้แก่ลิคพอสมควร เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเจ้าของป้ายหินที่เขาเดินผ่านไปในแต่ละอันนั้นเป็นของใคร ยกเว้นเขาจะเอากระจกเงามาส่องดู


กระจกเงา


ในตอนนั้นเองที่เด็กชายจอมเพี้ยนปิ๊งไอเดียขึ้นมา มีอะไรบางอย่างดลใจให้เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าหลุมศพหลุมหนึ่ง หลุมศพนี้มีป้ายหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่กว่าป้ายอื่น ซ้ำยังดูหรูหรายิ่งกว่า ดอกลาเวนเดอร์ช่อใหญ่วางไว้ที่หน้าป้ายนั้น คนที่นอนอยู่ใต้พื้นดินนี้จะต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากแน่ๆ


ลิคหยิบกระจกเงาเวอร์โก้ (ชื่อที่เขาเพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อสองสามวินาทีก่อนหน้านี้) ขึ้นมา ความอยากรู้อยากเห็นของเขาเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด เขาอยากรู้ว่าใครคือเจ้าของหลุมศพหลุมนี้ เมื่อกระจกถูกนำส่องกับชื่อที่ถูกสลักอยู่บนป้ายหิน และสิ่งเขาพบแทบจะทำให้สมองเตลิดเปิดเปิงไปเลยทีเดียว



---------------------------------------------------------

“เฮ้ย!


เสียงร้องตะโกนของลิค เลซิคดังออกมาจากด้านนอก นั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่สาธุคุณเซนต์เล่าเรื่องในพระคัมภีร์จบลงพอดี ทุกคนต่างหันไปมองยังประตูหลังเป็นทางเดียวกัน ริก้ามองหน้าแอชเชอร์


“เกิดอะไรขึ้น” แอชเชอร์ถาม


“ฉันไม่รู้” ริก้าบอก แต่สิ่งเดียวที่เธอคิดออกในเวลานี้ก็คือ เด็กชายจอมเพี้ยนต้องเล่นอะไรพิเรนทร์ๆ อีกแน่


“เขาอาจจะเจอมันแล้วก็ได้” เจนาสแสดงความคิดเห็น เพื่อนทั้งสองมองเขาด้วยความแปลกใจที่จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมา “อะไร พวกนายมองฉันอย่างกับตัวประหลาด ฉันว่าเราไปดูเขากันเถอะ”


“พวกเธอไปกันก่อนเลยนะเด็กๆ ฉันมีอะไรจะคุยกับคุณพ่ออีกสักหน่อย” บรรณารักษ์ว่า


เด็กๆ ไม่ได้ติดใจอะไรขณะเดินออกไปยังสวนสุสานด้านหลังโบสถ์


ริก้า แอชเชอร์ และเจนาสเดินมายังสวนสุสานนั้น ปฏิกิริยาของเด็กหญิงและเด็กชายเป็นไปไม่ต่างจากเด็กชายจอมเพี้ยน พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าสุสานชุมชนจะเป็นทิวแถวสวยงามเช่นนี้มาก่อน แต่ทว่าสำหรับเจนาสแล้วต่างออกไป เขายืนพิรี้พิไรอยู่ตรงประตูหลังนั้น ไม่ก้าวเดินออกมาราวกับว่าถ้าเขาเหยียบเท้าลงไปบนผืนหญ้าเขียวชอุ่มแล้วมันจะเหี่ยวเฉาอย่างนั้นแหละ


“เจนาส นายเป็นอะไรไปน่ะ” ริก้าถาม


“เอ่อ เอ่อ” สีหน้าของเด็กชายดูไม่สู้ดีนัก แต่เขาตอบกลับไปว่า “เปล่า ไม่มีอะไรอะไร”


เด็กทั้งสามคนเดินลัดเลาะไปตามแถวป้ายหลุมศพ พวกเขาหันมองไปโดยรอบ แต่ทว่าไม่มีร่องรอยของลิคเลยแม้เพียงเงา เขาไปอยู่ที่ไหน


“ลิค! ลิค! นายอยู่ไหน!” ริก้าตะโกนถาม และไร้ซึ่งเสียงตอบรับขับขาน


“ลิค! เลิกเล่นซ่อนแอบได้แล้วน่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสักหน่อย!” แอชเชอร์ลองร้องเรียกบ้าง แต่ผลลัพธ์ก็เช่นเดิม


พวกเขาเดินต่อไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิคหายตัวไประหว่างที่พวกเขาออกมาเที่ยวเล่นข้างนอก ครั้งหนึ่ง เมื่อที่กลายนี่เองที่ลิค ริก้า และแอชเชอร์ได้แอบเข้าไปในเดินเล่นในเมืองเพียงลำพัง แต่ตอนกลับริก้าและแอชเชอร์กลับมาเพียงสองวัน สร้างความวุ่นวายให้แก่คนในชุมชนเป็นอย่างมาก ซ้ำหาทั่วเมืองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก่อนจะพบว่าเขานอนอยู่บนเตียงที่บ้านอย่างมีความสุขเรียบร้อยแล้ว


แอชเชอร์คิดว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน เด็กชายจอมเพี้ยนมักเล่นอะไรไม่รู้เวล่ำเวลาเสมอ


“ฉันว่าเรากลับกันเถอะ ลิคอาจจะกลับเข้าไปในโบสถ์แล้วก็ได้” เจนาสพูดขึ้นมา


“ถ้าเขากลับเข้าไปแล้ว เราก็ต้องเจอเขาแล้วสิ จริงไหม” ริก้าว่า


“หมอนั่นก็ชอบสร้างเรื่องแบบนี้ประจำนั่นแหละ” แอชเชอร์เอ่ยด้วยความหงุดหงิด


 “ฉันว่าพวกเราแยกกันหาเถอะ” เด็กหญิงเสนอ และอีกสองคนก็ตกลง


ริก้าเดินไปตามทิวแถวที่เป็นที่ฝังร่างไร้วิญญาณของอดีตวีรชนทหารกล้าในช่วงสงคราม เธอเดินผ่านหลุมศพหนึ่ง บนป้ายหินนั้นสลักชื่อไว้ว่า

 


เคลวิน อีสเซนท์

(1911-1942)

สงครามไม่เคยพลัดพราก ชีวิตต่างหากที่พัดพา

 


นั่นคือชื่อปู่ของเธอ และมันทำให้เธอประหลาดใจ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เธอไม่เคยเห็นหลุมศพของปู่มาก่อน หรือแม้แต่เรื่องราวของเขา เธอก็ได้ยินมาน้อยมากจากปากของหัวหน้าชุมชน


ทางด้านเจนาสนั้นเดินไปยังแถวหลุมศพที่ใหม่กว่า เขามีท่าทีกระวนกระวายไม่ใช่น้อย พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ชวนน่าสงสัยก็คือ ดูเหมือนว่าเขาจะให้ความสนใจป้ายหลุมศพมากเป็นพิเศษ ราวกับว่าเขาจำเป็นต้องจำมันทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ในห้องสอบ


แอชเชอร์มองท่าทีของเพื่อนเศรษฐีตัวน้อยด้วยความระอาใจ เขาไม่ได้สงสัย แต่รู้สึกรำคาญมากกว่า เพราะนั่นเป็นพฤติกรรมของเด็กชายจอมเพี้ยนที่มักทำอยู่เป็นประจำ


แกร๊ก


นั่นเป็นเสียงของบางอย่างหักดังใต้ฝ่าเท้าแอชเชอร์ ขณะที่เขาเดินตามหาเพื่อนไปอีกด้านหนึ่ง เด็กชายยืนหยุดอยู่กลับที่ ถ้าหากเป็นลิค เขาคงจินตนาการไปแล้วว่านี่คือกับระเบิดที่หลงเหลือจากสมัยสงคราม แต่นั่นเป็นอะไรที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง ทั้งไร้สาระและไร้ที่มาที่ไป แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็นอะไรที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น


“กระจกเงา” แอชเชอร์พึมพำกับตนเอง เขามองวัตถุที่อยู่บนพื้น


มันคือ กระจกเงาและความรู้ วางแน่นิ่งท่ามกลางใบหญ้าที่ลิ่วไสวตามแรงลม ซ้ำมันแตกหักออกเป็นสองส่วนนั่นคงเป็นเพราะเขาเดินไปเหยียบมันเข้า แม้ว่านั่นจะน่าตระหนก แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือข้อเท็จจริงที่ว่าลิคคือคนสุดท้ายที่ถือมัน และถ้ามันตกอยู่ที่นี่ แล้วเด็กชายจอมเพี้ยนอยู่ที่ไหน


ให้ตายสิ แอชเชอร์คิดด้วยความว้าวุ่นใจ เขาไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อไปดี


“เป็นไงบ้างแอชเชอร์ เจอลิคไหม” ริก้าถามขึ้น เมื่อเธอกับเจนาสเดินมาสมทบได้ไม่นาน หลังจากที่ไม่เจอวี่แววของเพื่อนชาย


“ไม่ ไม่เจอแม้แต่เงา แต่ฉันเจอนี่”


แอชเชอร์หยิบกระจกเงาสองชิ้นขึ้นมาให้เด็กหญิงดู แต่เขาไม่ได้พูดถึงสาเหตุที่มันหักเป็นสองส่วน


“ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องอะไรกัน”


“ใช่ ฉันกำลังสงสัยเหมือนกันว่า หมอนั่นเล่นตลกอะไรอยู่” เด็กชายพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าอีกฝ่ายกลับมิได้สนใจกระจกเงาที่อยู่ในมือของเขาเลยแม้แต่น้อย ริก้ามองเลยออกไปข้างหลัง เขาขมวดคิ้วพลางมองตามสายตาเด็กหญิง เธอกำลังจ้องไปที่ป้ายหลุมศพหรูหราอย่างดีที่ตั้งอยู่ตรงนั้น


“ให้ตายเถอะ” เขาอุทานออกมาเช่นเดียวกัน


มันเป็นความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายออกยามมองป้ายหลุมศพนั้น เด็กชายและเด็กหญิงต่างตกอยู่ในภาวะนิ่งตะลึงงันทั้งคู่

 


เจนาส เคอร์เรนซ์

(1970-1980)

ความเยาว์วัยคงไว้ชั่วนิรันดร์

 


นี่คือหลุมศพของเจนาส เคอร์เรนซ์ ลูกชายเพียงคนเดียวของวอร์เรน เคอร์เรนซ์ เศรษฐีแห่งชุมชนมิเดลตัน และเจนาส เคอร์เรนซ์ผู้นั้นก็กำลังยืนอยู่ข้างกายพวกเขาในตอนนี้




0 ความคิดเห็น