เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ชุมชนมิเดลตัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.พ. 59

ตอนที่ 1 ชุมชนมิเดลตัน

 


มีนิทานมากมายหลายเรื่องที่เด็กๆ ในชุมชนมิเดลตันได้ฟังมา ทั้งจากในห้องเรียน หรือนิทานกล่อมนอนจากพ่อแม่ หรือจากการเล่าของหัวหน้าชุมชน แต่มีนิทานเพียงเรื่องเดียวที่เด็กทุกคนตกลงปลงใจว่า เป็นนิทานเรื่องที่ดีที่สุด ก็คือ นิทานที่ชื่อ ขุมทรัพย์นักกวีใช่ มันเป็นนิทานพื้นบ้านของชุมชนมิเดลตันแห่งนี้ หัวหน้าชุมชนมักจะเล่ากรอกหูเด็กแสนซนในทุกสัปดาห์ด้วยความภาคภูมิใจ


นิทานนั้นกล่าวถึง กวีอับโชคผู้หนึ่งที่ได้เดินทางมายังชุมชนมิเดลตันแห่งนี้ และซ่อนขุมทรัพย์ของครอบครัวเขาเอาไว้ มีคำใบ้เพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ บทกวีน่าพิศวง ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจความหมายของมัน แม้ว่าอีกบริบทหนึ่งของมันคือการเป็นเพลงประจำชุมชนก็ตามที


“มันหมายความว่ายังไงหรือครับ”


ลิค เลซิค หรือลิคจอมเพี้ยน คือฉายาที่เพื่อนๆ ต่างตั้งให้เขา ลิคเคยเอ่ยถามโรซ่า อีสเซนท์...หญิงชราผู้เป็นหัวหน้าชุมชนถึงความหมายของมันในสุดสัปดาห์หนึ่งช่วงฤดูร้อน


“เธอไม่เข้าใจความหมายของมันอย่างนั้นหรือ มันหมายถึงเลขเจ็ดยังไงล่ะ” และโรซ่าก็มักจะตอบเช่นนี้แทบทุกครั้ง หัวหน้าชุมชนในวัยแปดสิบปีเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของคนภายในชุมชน เส้นผมสีขาวหงอกของเธอทำให้ไม่ว่าใครต่างก็รู้สึกยำเกรงต่อเธอ เธอดูเป็นยายแก่ใจดีในบางครั้ง แต่ก็จริงจังอย่างหาใครเปรียบไม่ได้ในบางครา ลิคเคยลงความเห็นว่า โรซ่าน่าจะมีอายุเกินร้อยปีเสียด้วยซ้ำ


เจ็ดจากสิ้นเหลือเพียงเงาสะท้อน” ลิคว่าด้วยน้ำเสียงน่าขัน “มันหมายถึงเลขเจ็ด คิดดูสิ ใครๆ ก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร” เขาหันไปพูดกับริก้าและแอชเชอร์ เพื่อนสนิทสองคนของเขา


“ใครๆ ก็รู้ว่านายน่ะ มันเพี้ยน” แอชเชอร์พูด และสร้างเสียงหัวเราะครืนให้แก่เด็กคนอื่นๆ ความเพี้ยนของลิคนั้นบรรเจิดกว่าที่ใครจะจินตนาการออก ความเพี้ยนแรกๆ เห็นได้จากการแต่งตัวของเขา แม้นี่จะเป็นฤดูร้อน แต่เด็กชายกลับพันผ้าพันคอไหมพรมเสียอย่างนั้น


“พูดได้ก็พูดไปเถอะ ถ้าฉันหาขุมทรัพย์ในนิทานเจอเมื่อไหร่ล่ะก็ จะไม่แบ่งขุมทรัพย์ให้นายแม้แต่เหรียญเดียวเลยคอยดู สิ่งที่ฉันยังขาดก็แค่คำแปลบทกวีบ้าๆ พวกนี้นั่นแหละ”


“ขุมทรัพย์ไรนั่นจะมีจริงได้ยังไงกันเล่า นั่นมันก็แค่นิทาน แม้จะน่าสงสัยว่า ทำไมถึงมีชุมชนมิเดลตันอยู่ในนิทานเรื่องนี้ก็ตามที แต่นายไม่ได้ตั้งใจฟังเลยใช่ไหม นิทานเรื่องนี้มีมาตั้งแต่ยายแก่นั่นเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก” แอชเชอร์ลดน้ำเสียงลงในคำหลังเพื่อรับประกันว่าโรซ่าจะไม่ได้ยิน


“อะแฮ่ม ฉันขอขัดจังหวะการโต้วาทีของพวกนายหน่อยนะ” เป็นริก้าที่เอ่ยแทรกขึ้นมา “นี่แอชเชอร์ ยายแก่ที่นายกำลังพูดถึงนั่นมันย่าของฉันนะ ส่วนนาย...ลิค ช่วยเก็บจินตนาการของนายไว้สักครู่หนึ่งได้ไหม”


“ครับคุณผู้หญิง ใครจะไปยิ่งใหญ่เท่าหลานของหัวหน้าชุมชนกันเล่า”


คำพูดยอกย้อนของแอชเชอร์เรียกอมยิ้มจากคนรอบข้างได้แม้แต่ลิค ยกเว้นริก้าที่แสดงสีหน้าถมึงทึงด้วยความไม่พอใจ เธอกอดหนังสือสารานุกรมบทกวีและวรรณกรรมในมือแน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินแยกตัวออกไป

 โรซ่ามองเหล่าเด็กๆ ด้วยสายตาเอ็นดู  ภาพของเด็กกำลังหัวเราะร่า ยิ้มแย้มมีความสุข ผลักกันไปมา หรือวิ่งไล่จับกัน มันเป็นภาพที่บริสุทธิ์ไร้ซึ่งมลทิน เธอเฝ้ามองอย่างนั้นเป็นเวลานาน ในขณะที่นึกเศร้าว่าตนอาจไม่สามารถมีชีวิตทันดูเด็กเหล่านี้เติบโต

ในขณะเดียวกัน เด็กๆ แห่งชุมชนมิเดลตันก็ไม่รู้ว่านี่อาจจะเป็นการเฝ้ามองครั้งสุดท้ายของหญิงชรา

 

สิ่งที่กล่าวไปในตอนต้นนั้นคือกิจวัตรประจำวันที่เกิดขึ้นในทุกสัปดาห์ของเด็กๆ ชุมชนมิเดลตัน แต่ใช่ว่าสนามเด็กเล่นจะเป็นที่ที่พวกเด็กอยู่ตลอดเวลา ในวันธรรมดาปกตินั้น สามสหายตัวแสบมักจะหาอะไรทำด้วยกันได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะลิคที่มักจะเดินตระเวนนำไปทั่วชุมชนอยู่เสมอ เปรียบได้ว่า สำหรับลิคแล้ว สนามเด็กเล่นของเขาก็คือพื้นที่ชุมชนทั้งหมดนั่นแหละ


“ศุกร์นี้วันเกิดครบรอบอายุสิบสองของฉัน พวกนายไปงานวันเกิดที่บ้านฉันให้ได้เลยนะ” ลิคพูดขึ้นกับสหายอีกสองคนคือ ริก้าและแอชเชอร์ ในช่วงสายของวันพุธนั้นเอง ขณะที่พวกเขากำลังเดินเตร่ไปตามถนน


ริก้าว่า “วันเกิดนายงั้นหรือ จริงสิ เกือบลืมไปเลย นายเป็นคนเดียวในพวกเราที่อายุยังไม่ถึงสิบสองสินะ ก็ถึงเวลาที่นายจะต้องเข้าร่วมพิธีแล้วสิ อืม แล้วฉันจะแวะไปนะ”


“เหอะ แต่ฉันขอไม่ไปนะงานนี้” แอชเชอร์พูดต่อในทันที


“ทำไมล่ะ”


“ฉันไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกตระกูลเลซิกเท่าไหร่นัก ใครๆ ก็รู้ว่าบ้านของนายน่ะ เพี้ยนทั้งตระกูล”


“มันจะมากเกินไปแล้วนะแอชเชอร์ คิดว่าสกุล คอนวอร์ล ของนายมันดีเด่นหรือไงกัน” ลิคย้ำคำที่นามสกุลแอชเชอร์เป็นพิเศษ ถึงกระนั้นสีหน้าของเขาขณะพูดก็ดูเหมือนแสร้งโกรธมากกว่าจะโกรธจริง “คอนวอร์ล...แอชเชอร์ คอนวอร์ล รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ชื่อยังกับพวกขี้ขลาดตาขาวที่ปากเก่งไปวันๆ นั่นล่ะ”


ริก้ามองดูเพื่อนสองคนของเธอพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา หากจะมีสักวันที่สองคนนี้ไม่ต่อปากต่อคำกันก็คงจะเป็นวันที่โลกแตกนั่นล่ะ


“ฉันว่าพวกนายสงบศึกกันก่อน แล้วมาสนใจกับสิ่งตรงหน้าดีกว่านะ ฉันว่าตัวปัญหากำลังมาหาเราแล้ว”


ตัวปัญหา คำนี้เป็นคำลับเฉพาะที่รู้กันเพียงในวงเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาเท่านั้น และลิคกับแอชเชอร์ก็รู้ว่านั่นหมายความว่าอะไร เมื่อรถเบนท์ลีย์ มูลซานน์ รุ่นปี 1980 ขับแล่นมาตามถนนอย่างช้าๆ รถยนต์หรูหราคันนี้ไม่ต้องบอกก็รู้กันดีในชุมชนมิเดลตันว่า ใครกันเป็นเจ้าของ


“สวัสดีเด็กๆ ชีวิตยังมีความสุขกันดีสินะ” วอร์เรน เคอร์เรนซ์ เศรษฐีผู้ดีเก่าแห่งชุมชนมิเดลตันเลื่อนกระจกรถลงมา ใบหน้าอันอวบอูมจากความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตเด่นชัดเช่นเคย เส้นผมทุกเส้นถูกหวีเรียบแปล้ หนวดสีเทาที่ถูกตัดแต่งอย่างงดงาม แต่เมื่อรวมกับแววตาที่มีแต่ความละโมบก็ทำให้วอร์เรนไม่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่เด็กเลย วอร์เรนรักเด็กน้อยพอๆ กับที่พวกเขารักเศรษฐีผู้นี้นั่นแหละ


“ก็ดีตราบเท่าที่คุณไม่มายุ่งกับพวกเรานั่นล่ะ” ลิคเป็นคนเอ่ยตอบ เด็กชายไม่เคยชอบหน้าวอร์เรนเลยแม้แต่น้อย

“ปากเก่งจริงนะ เด็กสมองฟั่นเฟืองอย่างแกจะมารู้อะไร อีกไม่นาน พวกแกทุกคนก็จะต้องมาคุกเข่าต่อหน้าฉันแล้ว อีกไม่นานหรอก ขุมทรัพย์กำลังรอฉันอยู่ ฮ่าๆๆ”


เมื่อพูดถึงขุมทรัพย์ นั่นก็เปรียบได้กับการกระตุ้นความอยากในตัวของลิค เขาแทบจะลืมความเกลียดในตัวเศรษฐีวัยกลางคนผู้นี้ไปเลยทีเดียว “คุณ...คุณเจอขุมทรัพย์แล้วหรอ คุณรู้หรือว่า อเล็กซ์ซ่อนขุมทรัพย์ไว้ที่ไหน”


วอร์เรนเลิกคิ้ว “อเล็กซ์ ใครกันน่ะ ฉันจำไม่เห็นได้ว่ามีคนชื่อนี้อยู่ที่นี่ด้วย อ่อ หรือว่าแกหมายถึง กวีอับโชคในนิทานเพ้อเจ้อพวกนั้น แกคิดว่านิทานเรื่องนี้เป็นเรื่อง...” วอร์เรนชะงักปากไว้ก่อน เมื่อสังเกตเห็นแววตาที่เป็นประกายของลิค “อะฮ่า ใช่ๆ ฉันเจอขุมทรัพย์นั้นแล้ว แต่อย่าหวังเลยว่าฉันจะบอกที่ซ่อนล่ะ มันเป็นของฉันเพียงคนเดียว เด็กอย่างแกอย่าหวังเลย ด้วยความหวังดีนะ ฉันแนะนำให้พวกแกรีบกลับไปหาผู้ปกครองที่น่าสงสารของพวกแกดีกว่า”


ว่าจบวอร์เรนก็ขับรถเบนท์ลีย์ราคาแพงของเขาจากไป พร้อมกับความสะใจที่ได้แกล้งเด็ก


“ลิค...ลิค...” ริก้าเรียกเด็กชาย แต่ไร้ซึ่งการตอบรับ ลิคแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นออกมา เขาเดินคอตกเงียบๆ นำหน้าเพื่อนทั้งสองไป แม้แต่แอชเชอร์เองก็รู้สึกสงสารปนเวทนาอีกฝ่าย “ลิค...” ริก้าเรียกชื่ออีกคำ แม้จะรู้ดีว่าเจ้าตัวคงไม่ตอบกลับมาแน่


“หมอนั่นน่ารังเกียจจริงๆ” ริก้าว่า ก่อนจะเตะก้อนหินไล่หลังรถไปเพื่อระบายความแค้น “ไม่รู้ว่าไปเกลียดเด็กมาจากที่ไหนกัน ฉันไม่เคยเจอใครน่าขยะแขยงเท่านี้มาก่อนเลย”


“เธอก็รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แม้แต่ลูกชายของตัวเอง หมอนั่นยังไม่เคยแลเลยมั้ง สองปีก่อนเธอได้สังเกตไหมล่ะ ตอนที่เจนาสหายตัวไป จนทุกคนคิดว่าหมอนั่นตายไปแล้ว เจ้าเศรษฐีนั่นยังไม่มีน้ำตาสักหยดเดียว”


ริก้าพยักหน้า “คอยดูนะ สักวัน ฉันจะทำให้หมอนั่นได้รู้สำนึก เมื่อไหร่ที่ฉันได้เป็นหัวหน้าชุมชนล่ะก็”


“อืม แต่กว่าจะถึงวันนั้นคงอีกนานนะ ดูท่าว่ายายแก่...เอ้ย...ย่าของเธอจะอยู่ต่อไปได้อีกร้อยปีนู่นล่ะ” คำพูดติดตลกของแอชเชอร์ช่วยคลายความตึงเครียดของบรรยากาศลงได้นิดหน่อย


เป็นเวลานานทีเดียวนับจากการพบปะกับวอร์เรนนั้น เมื่อสามสหายเดินมาถึงลานกลางหมู่บ้านก็ได้พบกับเรื่องน่าประหลาดใจ ในทุกๆ เย็นของทุกวันจะมีการชุมนุมชุมชนกัน หากวันนี้กลับต่างออกไป เพราะเวลานี้เพิ่มเที่ยงวันเท่านั้น แต่ลานกลางชุมชนกลับแน่นขนัดไปด้วยผู้ใหญ่ในชุมชนมิเดลตัน ทั้งสีหน้าแต่ละคนนั้นดูเคร่งเครียดจนสังเกตเห็นได้ชัด


“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันน่ะ” ลิคเริ่มพูดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากเงียบไปนาน


“ก็แค่เรื่องของผู้ใหญ่ อาจจะเป็นปัญหาเดิมๆ อย่าง แกะหนีออกจากรั้ว หรือหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด เราเป็นเด็กอย่าไปยุ่งเลยดีกว่า” ริก้าสำทับ


“แต่นี่มันแปลกมากนะ มารวมกันตอนบ่ายกลางแดดแจ้งๆ อย่างนี้ คงมีปัญหาไม่ใช่เล็กๆ เลยล่ะ” แอชเชอร์แสดงความคิดเห็น “อยากรู้จริงๆ ว่ามีอะไร”


“อยากรู้ก็ลงไปถามเลยสิ แอชเชอร์” ลิคท้า


“ยะ...อย่ามาท้าฉันน่ะ นี่มันไม่ใช่เรื่องของ...เราซะหน่อย พวกเราไปหาที่เล่นที่อื่นกันเถอะ”


“ก็ปากเก่งไปงั้นนั่นแหละ แท้จริงแล้วขี้ขลาด”


ลิคมุ่งเดินไปยังลานกลางชุมชนทันที โดยไม่อยู่ฟังคำโต้แย้งจากแอชเชอร์ ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้แก่อีกฝ่ายมาก “เดี๋ยวก่อนสิ ลิค เดี๋ยวเราก็โดนจับได้หรอก คนอายุต่ำกว่าสิบแปดห้ามเข้ามาในระหว่างมีการชุมนุมนะ” ริก้าว่า แต่เธอรีบวิ่งตามลิคมา ก่อนจะตามมาด้วยแอชเชอร์ที่ไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่สักเท่าไหร่


“นายคิดจะทำอะไรกันน่ะ ไม่รู้กฎหรือไง” แอชเชอร์หันรีหันขวาง ราวกับว่ากลัวใครจะมองเห็น


“กฎนั้นทำไมฉันจะไม่รู้เล่า ที่เราต้องทำก็คือการแอบฟังยังไงล่ะ ช่วยยกตรงนี้หน่อยสิ”


สิ่งที่ลิคพูดถึงนั้นก็คือ ประตูเหล็กอันเป็นทางลงไปสู่อุโมงค์หลบภัยเก่าสมัยสงครามโลกที่บัดนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่เล่นซ่อนแอบของเด็กๆ ไปแล้ว อุโมงค์หลบภัยนั้นมีอยู่ทั่วชุมชนมิเดลตันนั่นล่ะ หากอุโมงค์กลางชุมชนนี้มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้นที่รู้ ด้วยมันถูกซ่อนอยู่กลางพงหญ้าที่ขึ้นรกนั่นเอง


“มันเป็นความคิดที่ไม่ดีเท่าไหร่หรอกนะ” ริก้าเอ่ย ขณะที่พวกเขาค่อยๆ ดึงประตูเหล็กอันหนักอึ้งขึ้นมา เผยให้เห็นทางลงไปสู่อุโมงค์


“แล้วเธอไม่อยากรู้หรือไง”


ริก้าฉายแววลังเลในดวงตาเล็กน้อย แต่มันก็หายไปโดยเร็ว “แน่นอนอยู่แล้ว” เธอเอ่ย ก่อนจะเป็นคนแรกที่ปีนลงไปในอุโมงค์หลบภัยนั้น แล้วจึงตามมาด้วยแอชเชอร์และลิค วงจรไฟฟ้าในอุโมงค์หลบภัยนี้ยังใช้ได้ดี แม้ว่าหลังจากสับคัทเอาท์ขึ้นแล้วต้องรอหลายวินาที แต่หลอดไฟสมัยสงครามโลกก็ยังทำงานของมันได้ดี ถึงจะมีบางดวงดับไปเพราะหนูกัดสายไฟขาดก็ตาม


เด็กๆ เดินไปตามเส้นทางที่คุ้นชิน อุโมงค์เปรียบได้กับที่ซ่อนลับของพวกเขาทั้งสาม โดยเฉพาะลิคที่เปรียบมันเหมือนบ้านหลังที่สอง จะมีก็แต่ริก้าที่ไม่ได้พิสมัยที่นี่มากเท่าไหร่นัก ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงบริเวณที่น่าจะเป็นกลางลานที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายชุมนุมอยู่


“แน่ใจแค่ไหนว่าเราจะได้ยินน่ะ ไม่น่าจะมีมีเสียงใดๆ ลอดเข้ามาในนี้ได้ด้วยซ้ำ” แอชเชอร์ถาม


ลิคหลับตานึกคิดอยู่นานทีเดียว ก่อนจะพูด “ฉันคิดว่าบริเวณนี้น่าจะมีรูระบายอากาศอะไรอย่างนี้นะ” ทุกการกระทำเป็นไปด้วยความไม่แน่ใจทั้งนั้น แต่สำหรับลิคแล้ว คำว่า เป็นไปไม่ได้ ไม่มีในพจนานุกรมในหัว ลิคได้สร้างเรื่องแปลกใจด้วยการค้นพบช่องระบายอากาศของอุโมงค์หลบภัย มันเชื่อมต่อออกไปยังโลกภายนอก


ยุทธการแอบฟังก็เริ่มขึ้น สามสหายแนบหูเข้าไปใกล้ๆ บริเวณนั้น บทสนทนานั้นดังชัดเจน


“แล้วเราจะทำยังไงกันดี ไม่มีทางออกอื่นนอกจากการปล่อยให้ที่ดินและบ้านถูกหมอนั่นยึดไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ”


“อีกไม่นาน ทั้งชุมชนก็จะกลายเป็นของหมอนั่น เขาบอกว่าจะทำอะไรกับชุมชนของเรานะ”


“เหมือง เขาบอกเขาจะทำเหมือนเห็นว่า ชุมชนมิเดลตันเป็นแหล่งแร่พลอยอะไรอย่างนี้น่ะ ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”


“นั่นมันจะบ้าเกินไปแล้ว”


“หนี้พวกนั้น มันมาได้ยังไงนะ ลายเซ็นพ่อของฉันไปปรากฏอยู่ในสัญญาหนี้ได้ยังไงกัน ไม่เห็นเคยมีใครพูดถึง”


 “ท่านหัวหน้าอยู่ไหนกันน่ะ ใครรู้บ้าง เธอน่าจะรู้นะ”


“พ่อของฉันเคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ข้าวยากหมากแพง แล้วพ่อของหมอนั่น เท่าที่ฉันรู้มา เขาเป็นเศรษฐีที่ใจดีมีเมตตามากๆ เลยล่ะ ท่านได้ช่วยพวกเราด้วยการให้กู้ยืมเงินไม่คิดดอกเบี้ย และตลอดชีวิตท่านก็ไม่เคยทวงเลยด้วยซ้ำ”


“เป็นอย่างนั้นจริงใช่ไหม”


“เฮ้อ โชคร้ายอะไรอย่างนี้ พอถึงรุ่นลูกก็กลับกลายมีแต่ความละโมบ เงินที่มีอยู่ก็ผลาญจนไม่หมดอยู่แล้ว”


“ฉันไม่คิดเลยว่า คุณวอร์เรนจะทำอย่างนี้กับพวกเรา เราไร้ทางออกจริงๆ ใช่ไหม นี่...มีใครเห็นท่านหัวหน้าบ้างหรือเปล่า”


“หมอนั่นอีกแล้ว” นี่ไม่ใช่เสียงของผู้ใหญ่ข้างบนพื้นดิน หากเป็นเสียงของลิค “ที่ดินกับบ้านถูกยึดงั้นหรือ หนี้กับ สัญญาหนี้งั้นหรือ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” น้ำเสียงของเด็กชายนั้นก้ำกึ่งระหว่างความตกใจและความโกรธ ไม่มีเรื่องใดเลยที่เด็กอย่างพวกเขาจะเข้าใจ


“ฟังต่อก่อนเถอะ” ริก้าว่า


“ถ้าเราเบี้ยวไม่จ่ายหนี้ล่ะ จะเป็นยังไง”


“เจ้าบ้า พวกเราคงไม่อยากหาเรื่องให้ทางการเข้ามายุ่งกับชุมชนเราใช่ไหม ถ้าเราเบี้ยว คุณวอร์เรนก็แค่ไปฟ้องศาลแค่นั้น แล้วเราก็จะทำได้แค่ยืดเวลาการมีชีวิตอยู่ที่นี่ ก่อนที่ทางการจะมาขับไล่”


“เรื่องนี้มันไร้มนุษยธรรมสุดๆ”


“ไม่มีใครคิดว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นหรอก ก่อนหน้านี้ คุณวอร์เรนก็ดูไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรมากไปกว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงชุมชนของเราให้วุ่นวายแบบในเมือง”


“ใช่ แนวคิดจะสร้างโรงภาพยนตร์ ช่างเป็นความคิดสุดบรรเจิดจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาถกเถียงกันนะ ที่เราต้องทำก็คือ หาทางออกที่ดีที่สุด”


“ปัญหา ปัญหา ฉันล่ะเกลียดปัญหาเป็นที่สุดเลย”


“สรุปนี่ไม่มีใครเห็นท่านหัวหน้าเลยใช่ไหม เธออาจจะพอมีทางออก”


“ไม่เห็น แต่ฉันว่าเราน่าจะปรึกษาคุณโรซ่านะ ฉันคิดว่าเธอน่าจะมีทางออกสำหรับปัญหานี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปัญหาทุกอย่างล้วนคลี่คลายก็เพราะเธอ ฉันเชื่อว่าครั้งนี้ก็ไม่ต่าง”


“แล้วใครรู้บ้างว่าหัวหน้าอยู่ที่ไหน”


ลิคผละออกมาจากช่องระบายอากาศด้วยไม่สามารถทนฟังได้ต่อไป ริก้าและแอชเชอร์ผละออกมาไม่นานหลังจากนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสีหน้าของพวกผู้ใหญ่ทำไมถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดกันทุกคน


“ไม่เห็นเคยมีผู้ใหญ่คนไหนเลยที่พูดถึงเรื่องนี้” แอชเชอร์เริ่มพูดขึ้นก่อน


ริก้าว่า “คุณวอร์เรนคิดจะทำเหมืองอย่างนั้นหรือ นี่เขาคิดอะไรกันน่ะ”


“เหมือง...เป็นยังไงน่ะ”


“ฉันก็ไม่ค่อยรู้มากนักหรอกแอชเชอร์” ริก้าตอบ “คุณย่าเคยเล่าให้ฉันฟังว่า มันเป็นสถานที่ขนาดใหญ่ พื้นที่บริเวณที่ถูกทำเป็นเหมืองจะถูกขุดลึกลงไปเรื่อยๆ เพื่อหาแร่ธาตุนั้นๆ จะมีอุโมงค์มากมายไปหมดในเหมือง ฟังดูเหมือนเป็นแหล่งขุมทรัพย์ขนาดใหญ่เลยล่ะ”


“ขุมทรัพย์งั้นหรือ” ลิคทวนคำซ้ำ “ขุมทรัพย์...ใช่แล้ว เจ้าเศรษฐีขี้โอ่นั้นต้องการหาขุมทรัพย์ของอเล็กซ์แน่ๆ เลย”


“จะบ้าเกินไปแล้วล่ะมั้ง” แอชเชอร์ว่า “เหมือนฉันเคยบอกนายแล้วน่ะว่า ขุมทรัพย์อะไรนั่นไม่มีจริงหรอก”


แต่ลิคหาได้สนใจคำสบประมาทนั้นไม่ “ฉันนึกอะไรบางอย่างออกล่ะ ถึงวิธีที่จะแก้ไขปัญหาของพวกผู้ใหญ่ได้ ในเมื่อพวกเราเป็นหนี้เจ้าวอร์เรนนั่น ทำไมเราไม่หาเงินหรือของมีค่าอะไรมาใช้หนี้เขาซะล่ะ”


“แต่เราจะเอาอะไรไปใช้หนี้ได้ เห็นได้ชัดว่ามันต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลยนะ แม้จะรวมตัวกันทั้งหมู่บ้าน ยังไม่น่าจะได้สักครึ่งหนึ่งเลยด้วยซ้ำ” ริก้าแนะ


“ถ้าเราไม่ลองก็ไม่รู้หรอก ต้องเป็นหน้าที่ของพวกเรานี่แหละที่จะกู้ชุมชนมิเดลตันให้กลับมาจากเงื้อมมือของหมอนั่น”


แอชเชอร์ส่ายหน้าเบาๆ เหมือนเขาจะเดาความคิดของลิคได้ แอชเชอร์พึมพำ “บ้าไปแล้ว”


“แล้วเราจะต้องทำยังไงกันล่ะ” ริก้าเอ่ยถาม


“ขุมทรัพย์ไง...ขุมทรัพย์จากกวีผู้อับโชค เราจะไปตามหามันกัน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #8 momentzy (@momentzyy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 12:19
     สำนวนการเขียนของไรเตอร์มันลึกลับมากอ่ะ
    #8
    0
  2. #3 บทสรุป (@scooba) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 08:34
     งืมๆ
    ตามอ่านตอนต่อไปก่อนนะครับ
    #3
    0