เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 ปัญหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.พ. 59

ตอนที่ 2 ปัญหา

 


"ให้ตายเถอะ ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พวกเราจะเป็นหนี้หมอนั่นกัน” ลิคกล่าวออกมาอย่างเหลืออด ขณะที่สามเกลอกำลังเดินไปตามถนนลูกรังในบ่ายแก่ของวันนั้นเอง



“นายก็ได้ยินกับหูแล้วนี่” แอชเชอร์เอ่ย


“แต่มันหมายความชุมชนมิเดลตันกำลังจะกลายเป็นของเศรษฐีนั่นคนเดียวเลยนะ ฉันไม่ยอมหรอก”


“นายโวยวายไป แล้วจะทำอะไรได้”


“ทำได้สิ ก็เราจะไปตามหาสมบัติกันยังไงล่ะ!


“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้วน่ะลิค” ริก้าเอ่ย เธอที่เดินนำหน้าเด็กชายทั้งสองก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน “ฉันมาคิดนะ ขุมทรัพย์นั่นจะมีจริงได้ยังไงกัน มันก็แค่นิทาน”


“เราไม่มีวันรู้หรอกว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอกลวง เป็นตำนานหรือนิทานสอนเด็ก” ลิคยิ้มกว้าง แววตาพราวระริกตามแบบฉบับของลิคจอมเพี้ยน


“สิ่งที่เราควรทำมากที่สุดในตอนนี้คือ อยู่เฉยๆ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่จัดการกันไป มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก”


“ฉันเห็นด้วย” แอชเชอร์พยักหน้า


“แล้วถ้าพวกเขาหาทางใช้หนี้ไม่ได้ล่ะ”


คำพูดนี้ของลิคเล่นเอาริก้าพูดไม่ออกไปพักหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าพวกเขาหาทางใช้หนี้ไม่ได้ล่ะ เป็นคำพูดที่มีเหตุผลมาก ถ้าเกิดมันเป็นเช่นนั้นจริง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ชุมชนมิเดลตันจะเป็นเช่นไร “ยังไง...” เด็กหญิงเปรยขึ้นช้าๆ”มันก็ไม่ใช่เรื่องของเราอยู่ดี”


“ฉันคิดว่า มันเป็นเรื่องของเราเต็มๆ เลยต่างหาก” ลิคแย้ง


“คือยังไง”


รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลิค เลซิก เขาลดน้ำเสียงลงขณะพูดราวกับกลัวใครอื่นจะได้ยิน “เธอไม่ได้ยินที่พวกผู้ใหญ่พูดกันหรือไง ที่ว่าเศรษฐีนั่นมีแผนจะเอาชุมชนมิเดลตันทั้งหมดไปทำเหมืองน่ะ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเหมืองนี่มันเป็นยังไง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง นั่นแสดงว่า พวกเราก็จะไร้ที่อยู่กันน่ะสิ”


นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัด ริก้าพูดไม่ออกเป็นครั้งที่สองของวัน ลิคดูมีความเป็นผู้นำมากกว่าเธอเสียอีกในเวลานี้


“แล้ว...แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ แม้แต่พวกผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ทางออก” เป็นแอชเชอร์ที่ถาม


ลิคมองตาแอชเชอร์อยู่ครู่หนึ่ง จนอีกฝ่ายรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร เด็กชายทั้งสองหันมามองเด็กหญิงอย่างพร้อมเพรียงกัน บนใบหน้าของลิคปรากฏรอยยิ้มอีกหน “เธอน่าจะรู้คำตอบนะ ริก้า” เขากล่าว


ริก้าไม่เข้าใจความหมายนั้นอยู่สองวิ ก่อนจะถึงบางอ้อในที่สุด “หรือว่า นายจะหมายถึง...ย่าของฉัน”


“บิงโก” ลิคดีดนิ้ว “ใช่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านหัวหน้าชุมชนของเราจะต้องรู้เรื่องพวกนี้ดีที่สุด”


“นั่นเพราะยายแก่แก่ที่สุดในชุมชนด้วย” แอชเชอร์เสริม


“เรื่องแค่นี้ ไม่เห็นจะต้องถามคุณย่าเลยนี่นา ไปถามคุณบังเคิลก็ได้ เขาอยู่ที่นี่มานานพอๆ กันกับย่าของฉันนั่นแหละ”


คุณบังเคิลที่ริก้าพูดถึงนั้นคือ คนดูแลสุสานผู้ชราของโบสถ์ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของชุมชนมิเดลตัน เป็นความจริงที่ว่า อายุของคุณบังเคิลและโรซ่า อีสเซนท์ หัวหน้าชุมชน ไม่น่าจะมีอายุต่างกันเท่าไหร่นัก เพียงแต่ คุณบังเคิลค่อนข้างจะเป็นคนที่แปลกเสียหน่อย


“ริก้า...เธอก็รู้ดีนี่นาว่า คุณบังเคิลเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดน่ะ ความจริง ฉันไม่เคยได้ยินเขาพูดออกมาเลยแม้แต่คำเดียวด้วยซ้ำ น่าสงสัยอยู่ว่า คุณบังเคิลอาจจะเป็นใบ้” แอชเชอร์เอ่ย


“นั่นก็จริง” ริก้าพยักหน้ารับอย่างยอมแพ้ “ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องเริ่มวางแผนกันก่อนว่า จะถามอะไรกัน”

“ไม่ใช่”


บทสนทนาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ริก้าและแอชเชอร์นิ่งงันไปทีเดียวกับสิ่งที่ลิคพูดออกมา “ไม่ใช่” ลิคพูดซ้ำอีกครั้ง ตาของเขามองท้องฟ้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่เขาจะหันมาทางเพื่อนหญิงของตน “สิ่งที่เราควรจะทำในตอนนี้ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามกันหรอกนะ”


“ฉันไม่เข้าใจ” ริก้าว่า


“พวกนายจำที่พวกผู้ใหญ่พูดกันที่ลานกลางชุมชนได้ไหม พวกเขาถามกันว่า ใครเห็นท่านหัวหน้าบ้าง ไม่คิดว่ามันแปลกสักหน่อยหรอ”


“ฉันไม่เห็นจะจำได้เลย” แอชเชอร์บอก


“คุณย่าอาจจะไปทำธุระนอกชุมชนก็เป็นได้นะ”


“วันนี้เป็นวันอาทิตย์ อย่าลืมสิ”


ภาวะเงียบงันจู่โจมเหล่าเด็กๆ เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนั้นไม่ทราบได้ แต่คำพูดของลิค เลซิกวันนี้ดูจะมีน้ำหนักและไม่เพ้อเจ้ออย่างวันอื่น วันอาทิตย์คือวันหยุดที่ทุกคนรอคอยในแต่ละสัปดาห์ พวกเขาจะวางงานทั้งหมดเพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวในวันนี้ ดังนั้นทุกคนในชุมชนจึงแทบจะไร้งานใดๆ ก็ตามที่ต้องทำ นอกจากซื้อข้าวของหรือไปฟังพระสวดที่โบสถ์ และโดยเฉพาะกรณีของหัวหน้าชุมชนมิเดลตัน ย่อมไร้ธุระใดๆ ในวันอาทิตย์!


“คุณย่าอาจจะอยู่ที่บ้าน”


และนั่นก็เป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหานี้


เด็กทั้งสามเดินทางมุ่งไปยังบ้านของครอบครัวอีสเซนท์ และในเวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็เดินทางมาถึงบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังเล็กที่ดูไม่น่าจะเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าชุมชนเลยแม้แต่น้อย ริก้าเปิดประตูบ้าน มันไม่ได้ล็อก นั่นอาจแปลได้ว่าคนที่พวกเขากำลังตามหานั้นอาจอยู่ที่นี่


“ผมขออนุญาตเข้าบ้านนะครับ” ลิคตะโกนขึ้นมาเมื่อก้าวพ้นผ่านธรณีประตู และภายในตัวบ้านนั้นเงียบกริบ

“ยายแก่ไม่อยู่งั้นหรือ” แอชเชอร์ถาม มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะเห็นได้ชัดว่า ไม่มีใครอยู่ที่นี่จริงๆ


“แปลกนะ ประตูบ้านก็ไม่ได้ลงกลอน คุณย่าก็ไม่อยู่ หรือว่าจะมีขโมยขึ้นบ้าน” ริก้าว่าอย่างกังวล


“ไม่ได้มีขโมยขึ้นบ้านหรอก ดูนี่สิ จดหมายจากย่าของเธอ”


ริก้าและแอชเชอร์หันมองไปยังลิค ในมือของเขามีจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ ที่สำคัญคือ มันถูกแกะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะถูกอ่านโดยลิคจอมเพี้ยน


ถึง ริก้า หลานรัก...ย่าจะไปทำธุระนอกชุมชนหลายวัน ย่าไม่แน่ใจนักว่าจะได้กลับเมื่อไหร่ ช่วยดูแลบ้านและชุมชนของเราให้ดีแทนย่าด้วยนะ...ด้วยรักและห่วงใย โรซ่า อีสเซนท์ ย่าของหลาน


ท่ามกลางความตะลึงงัน ริก้าดึงจดหมายออกไปจากมือเด็กชาย ก่อนจะมาอ่านทวนซ้ำด้วยตัวเองอีกรอบ เพื่อความแน่ใจว่าสิ่งที่ลิคอ่านนั้นมันไม่ผิดจริงๆ


“เฮ้อ ย่าของเธอออกไปทำธุระจริงๆ ด้วย แต่นี่มันอาทิตย์นะ ให้ตายสิ” ลิคอดที่จะถอดถอนหายใจไม่ได้

“มัน...แปลกมากๆ” ริก้าว่า “คุณย่าจะไปทำธุระอะไรที่ไหนกัน แล้วอย่างที่นายว่า วันนี้วันอาทิตย์ คุณย่าไม่เคยไปไหนนอกชุมชนวันอาทิตย์เลยนะ”


“ขอฉันอ่านบ้างสิ” แล้วแอชเชอร์ก็คว้าจดหมายของหัวหน้าชุมชนไปอ่าน เมื่ออ่านจบ เขาก็พูดว่า “จดหมายนี่อย่างกับจดหมายบอกลาอย่างนั้นแหละ”


ด้วยคำพูดนี้ ทำให้สายตาทั้งสองคู่หันมามองแอชเชอร์อย่างพร้อมเพรียงกัน ทำเอาเขารู้สึกชะงักไปเล็กน้อย “เอ่อ...คือ ฉันพูดอะไรผิดงั้นหรอ”


“เปล่า นายพูดถูก มันเหมือนจดหมายลา” ริก้าว่า สีหน้าของเธอดูหมองลงมาก


ภาวะกดดันได้ทอดตัวลงมาปกคลุมภายในบ้าน เหล่าเด็กมั่นใจแน่แท้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติไป ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ลิคจะตัดสินใจทำลายความเงียบนั้นลง


“เฮ้ อย่าเครียดไปเลยน่ะ ฉันรู้แล้วล่ะว่า ท่านหัวหน้าไปไหน”


“พอเถอะ ลิค ใครๆ ก็รู้ว่า นายไม่รู้” แอชเชอร์ว่า


“ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะ ท่านหัวหน้ากำลังไปตามหาขุมทรัพย์ที่อยู่ในนิทานยังไง”


“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ยิ่งนายพูด ริก้าจะพาลเศร้าขึ้นไปเปล่าๆ”


“ล้อเล่นงั้นเหรอ ฉันพูดจริงต่างหาก นายไม่เห็นปัญหาที่มีอยู่ในตอนนี้หรือยังไงกัน”


“ปัญหาที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือ ยายแก่หายตัวไป”


“ปัญหาที่มีอยู่ตอนนี้ก็คือ การที่พวกเราทั้งชุมชนเป็นหนี้เจ้าเศรษฐีวอเรนท์นั่นต่างหาก”


“ทั้งคู่พอเถอะ!


ริก้าตะโกนแทรกสงครามน้ำลายระหว่างเด็กชายขึ้นมา แม้สีหน้าของเธอจะดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตาของเธอนั้นดูเข้มแข็ง สมกับที่เธอมีสายเลือดของผู้นำชุมชนไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เธอหันไปพูดกับลิค “ลิค ทำไมนายถึงคิดว่านายรู้ล่ะว่า คุณย่าไปที่ไหน”


“ย่าของเธอเป็นถึงหัวหน้าชุมชนนะ...ริก้า และปัญหาของชุมชนในตอนนี้ก็อย่างที่ฉันบอกไปแล้วคือ การที่ชาวชุมชนมิเดลตันเป็นลูกหนี้ของเศรษฐีขี้โอ้นั่น ในฐานะหัวหน้าชุมชน ก็ต้องมีหน้าที่แก้ปัญหาน่ะสิ ถูกไหม”


ริก้าพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ “และพวกผู้ใหญ่ก็คอยปิดบังไม่ให้พวกเรารู้เรื่องนี้”


“ใช่ไหมล่ะ ฉันจึงบอกว่า ย่าของเธอกำลังไปตามหาขุมทรัพย์เพื่อใช้หนี้ ขุมทรัพย์นั่นมีอยู่จริง”


“แล้วนายคิดว่าย่าของฉันจะไปตามหาขุมทรัพย์นั่นที่ไหนกันล่ะ”


“เฮ้ ริก้า อย่าบอกนะว่าเธอเชื่อเรื่องที่ลิคพูดน่ะ”


รอยยิ้มกว้างของลิคที่คลี่ออกมาขณะพูด ดูเหมือนกับว่าเขากำลังมีแผนจะทำอะไรสักอย่าง และทั้งคู่ก็ต้องตาเบิกค้างกับคำตอบของเด็กชาย “คฤหาสน์เคอร์เรนซ์”

 





คฤหาสน์เคอร์เรนซ์นั้นตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนเชิงผาบริเวณทางตะวันออกของชุมชนมิเดลตัน มันเป็นทำเลที่ดินที่ดีที่สุดและสวยที่สุดในชุมชนนี้ ยามเช้า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น คฤหาสน์หลังนี้คือที่แรกที่จะได้อาบแสงสีทองของรุ่งอรุณ พร้อมกับการชื่นชมพระอาทิตย์ที่เคลื่อนขึ้นมาเหนือท้องฟ้า แต่ถึงมันจะดีวิเศษเลิศเลอเพียงใด ก็ไม่มีชาวชุมชนมิเดลตันคนไหนอยากมาย่างกรายมาที่นี่มากไปกว่าการที่จะต้องตื่นเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น


นับแต่ครั้งสุดท้ายที่เด็กทั้งสามมาเยือนที่แห่งนี้ก็หลายปีมาแล้ว ครั้งนั้นเจนาสยังคงอยู่ และพวกเขาก็มักจะมาเล่นกันที่เนินนี้เป็นประจำ


“มาที่นี่แล้วนึกถึงเจนาสเลยแหะ ว่าไหม” ลิคเป็นคนเปิดประเด็นขึ้น เมื่อพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดโค้งหรูหราของคฤหาสน์เคอร์เรนซ์


“แต่เมื่อคิดว่าพ่อของหมอนั่นเป็นใคร ก็ไม่มีอะไรให้น่านึกถึงมากนักหรอก” เป็นแอชเชอร์ที่ขัดคอขึ้น


พวกเขายืนอยู่ตรงนั้นนานสองนาน ราวกับไม่รู้ว่าจะไปต่อกันยังไง


“เราจะเอายังไงกันต่อล่ะลิค แล้วเราจะเข้าไปข้างในได้ยังไง บุกเข้าไปเลยงั้นหรือ” ริก้าเอ่ยถามเพื่อนชายข้างตัว


“ก็คงต้องเป็นงั้นแหละ ฉันว่าพวกเราน่าจะตัวเล็กพอที่จะลอดรั้วนั่นไปได้นะ”


“ความคิดบ้าๆ” แอชเชอร์พูด “ฉันไม่มีวันเข้าไปข้างในนั้นเด็ดขาด”


“นายมันก็แค่พวกท่าดีทีเหลวใช่ไหมล่ะ ไม่กล้าจะทำอะไรสักอย่าง พอจะทำที ก็กลัวอย่างนู้นอย่างนี้ ปอดแหกจริงๆ นะ แอชเชอร์” ลิคโต้กลับไปทันควัน เป็นคำพูดที่ทำเอาอีกฝ่ายชะงักไปเลยทีเดียว


“ฉันขอเถอะ” ริก้าว่าขึ้น “จะมีสักวันไหมที่ฉันจะไม่เห็นพวกนายสองคนทะเลาะกันน่ะ”


“ไม่มีวัน!” เด็กชายทั้งสองแทบจะพูดขึ้นมาพร้อมกัน พวกเขามองตากันนิ่งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


“ฉันละปวดหัวกับพวกนายจริงๆ เอาล่ะ ลิค...สมมติว่านายเข้าไปข้างในได้แล้วจะทำยังไงต่อ


“ก็...เอ่อ...เราอาจจะ...เอ่อ...” ลิคอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่พักใหญ่ เพราะเขาไม่มีแผนอะไรต่อจากนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว “เรา...เราก็จะไปหาขุมทรัพย์กันไง มันต้องอยู่ในคฤหาสน์นี้แน่ เศรษฐีนั่นก็พูดเองกับปากว่าเขาเจอมันแล้ว”


“เอาเถอะ นายจะทำอะไรก็รีบๆ ทำซะ ก่อนที่เศรษฐีนั่นจะกลับมา แล้วทำให้พวกเราซวยกันหมด”


“ใช่เลย” ลิคดีดนิ้วหนึ่งที ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังประตูรั้ว มีแม่กุญแจขนาดใหญ่ล็อคมันไว้อยู่ ความสูงของประตูสูงกว่าเด็กๆ สองถึงสามเท่าตัว และไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ ที่จะปีนข้ามมันไป


ลิคลองแหย่ขาข้างหนึ่งเข้าไปในช่องว่างระหว่างซี่รั้วเหล็กของประตู ก่อนจะนำตัวเข้าไปตาม มีบางจังหวะที่ดูเหมือนตัวของเขาจะติดอยู่ระหว่างซี่ลูกกรง แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็สามารถนำตัวทั้งตัวผ่านประตูรั้วคฤหาสน์ไปได้ เด็กชายเข้ามาภายในอาณาเขตคฤหาสน์ได้แล้ว!


“เข้ามาสิ” ลิคว่า


ริก้ากับแอชเชอร์มองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเป็นริก้าที่ตัดสินใจทำเช่นเดียวกับลิค “เธอจะทำตามหมอนั่นจริงๆ หรอ” แอชเชอร์พูดด้วยความร้อนรน เพียงหวังว่าจะเปลี่ยนความคิดของเพื่อนได้ “ฉันว่า เราค่อยกลับมาพรุ่งนี้ก็ไม่สายนะ” แต่สายไปเสียแล้ว เพราะริก้าผ่านประตูรั้วคฤหาสน์เข้าไปเป็นที่เรียบร้อย


“เราไม่มีเวลาอีกแล้ว” ริก้าเอ่ย “นายจะมาไม่มา นั่นคือการตัดสินใจของนาย ว่าไงล่ะ”


แอชเชอร์นิ่งค้าง เขาไม่สามารถตัดสินใจได้ถูก เขาไม่กล้าเข้าไปแบบที่เพื่อนอีกสองคนทำหรอก เพราะนี่คือการบุกรุก! แล้วถ้าเกิดถูกจับได้เล่า จะเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงกระนั้น ทั้งลิคและริก้าก็ได้กระทำมันไปแล้ว และเขาก็คงไม่อยากถูกทิ้งเอาไว้ตัวคนเดียวแน่นอน


“ให้ตายเถอะ”


แอชเชอร์ลังเลเล็กน้อยขณะแทรกตัวผ่านซี่รั้วของประตูเข้ามา และอาจจะเป็นเพราะความรีบร้อนเกินเหตุ ดูเหมือนเขาจะผ่านไปได้เพียงครึ่งตัวเท่านั้น


“ค่อยๆ สิ ใจเย็น” ริก้าว่า หากสีหน้าของแอชเชอร์ดูใจร้อนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก คิ้วของเขาขมวดจนแทบจะพันกัน เมื่อพยายามออกแรงเบียดซี่รั้วออกไปมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะขยับได้น้อยมากขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับช่วงเวลาคับขันเช่นนี้แล้ว อาจจะทำให้สารอะดรีนาลีนหลั่งมากเป็นพิเศษ กับการออกแรงครั้งสุดท้าย “ออกซะทีสิ!” แอชเชอร์ว่าอย่างหัวเสีย


แกร๊ง!


แล้วแอชเชอร์ คอนวอร์ลก็ผ่านเข้ามาในเขตคฤหาสน์ได้ในที่สุด


“ชั้นจะไม่มีวันทำอะไรอย่างนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เชื่อได้เลย” เขาว่า


หากการกระทำทุกอย่างย่อมส่งผลให้เกิดการกระทำอีกอย่างหนึ่ง ดูเหมือนว่าแรงดึงตัวครั้งสุดท้ายของแอชเชอร์จะทำให้ประตูรั้วสั่นโคลงไปทั้งหมด


“เฮ้ ลิค มีอะไรงั้นหรือ” ริก้าเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนจอมเพี้ยนของเธอเก็บอะไรบางอย่างขึ้นมาดู

“จดหมายน่ะ” ลิคตอบ สร้างความฉงนให้แก่เด็กหญิงมากไม่น้อย “เหมือนมันจะร่วงมาจากกล่องจดหมายนั่น”


ริก้ามองสิ่งที่อยู่ในมือลิค มันเป็นจดหมายจริงๆ “ฉันว่าเราไม่ควรยุ่งกับมันนะ มันไม่ใช่ของเรา และถ้าเศรษฐีนั่นรู้ว่าเราแอบอ่านจดหมายของเขาล่ะก็ ต้องซวยแน่ๆ”


แต่ริก้าก็พูดช้าไป เพราะลิคเปิดผลึกจดหมายออกมาแล้ว เขาพูดน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ยี่หระต่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนัก “ฉันไม่สนใจหรอก ความจริง ฉันก็สนใจอยู่หรอกนะ”


“นายหมายความว่ายังไง”


น้ำเสียงของลิค เลซิก ยามที่ได้พบเจอเรื่องน่าสนใจ มักจะเป็นที่คุ้นเคยดีสำหรับทุกคน และพวกเขาก็รู้ว่า เมื่อไหร่ที่ได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้แล้ว ย่อมมีเรื่องเกิดขึ้นแน่นอน “เธอก็ลองดูชื่อผู้ที่ส่งจดหมายนี้มาสิ”


แค่ชื่อผู้ส่ง...นี่อาจเป็นสิ่งที่เด็กหญิงคิดในวินาทีแรก แต่หลังจากได้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่เด็กชายต้องการจะสื่อแล้วนั่นเอง ความรู้สึกแบบเดียวกันก็เกิดขึ้นในสมองของหลานสาวหัวหน้าชุมชนผู้นี้


แค่ชื่อส่ง...


มันอาจจะไม่ได้มีความน่าสนใจอะไร เท่าไหร่นัก ถ้าชื่อผู้ส่งไม่ใช่ชื่อ...


เจนาส เคอร์เรนซ์


1 ความคิดเห็น

  1. #4 บทสรุป (@scooba) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 08:42
     ปริศนาเยอะจังครับเรื่องนี้
    ยิ่งอ่านยิ่งงง
    ยิ่งงงยิ่งอยากรู้
    และยิ่งต้องอ่าน
    #4
    0