เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 3 จดหมายนับสิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.พ. 59

ตอนที่ 3 จดหมายนับสิบ

 

จดหมายจากเจนาส เคอร์เรนซ์ยังมีอีกนับสิบฉบับอยู่ในกล่องไปรษณีย์หน้าคฤหาสน์ ท่ามกลางความแปลกใจของเด็กทั้งสาม ประเด็นที่ว่าเจนาสนั้นหายสาบสูญไปแล้วยังไม่น่าสงสัยเท่าเจนาสจะส่งจดหมายถึงบ้านตัวเองทำไม

“จะเป็นไปได้ไหมว่า เจนาสยังไม่ตาย เหมือนอย่างที่ทุกคนคิด เขาอาจจะถูกลักพาตัวไป หรือไม่ก็มีคนรับไปเลี้ยง” แอชเชอร์เสนอความคิดเห็น


“นายจะบ้าหรือไง ถ้ามีคนรับไปเลี้ยง เขาก็ต้องติดต่อคนอื่นบ้างแล้วล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งจดหมายมาที่บ้านตัวเองอย่างนี้ แถมคุณวอร์เรนก็ยืนยันว่า เจนาสตายไปแล้วจริงๆ ด้วย เหมือนเขาจะไม่เคยเห็นจดหมายของลูกชายด้วยซ้ำ” ริก้าว่า


ลิคพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ แต่น่าแปลกนะ ดูจดหมายพวกนี้สิ บางฉบับยังใหม่เอี่ยมอ่องอยู่เลย น่าสงสัยจังว่า เศรษฐีนั่นไม่เคยอ่านจดหมายที่ส่งถึงตัวเองเลยหรือยังไงกัน”


“นั่นสิ”


ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน และก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่นึกไม่ออกว่าควรทำอะไรยังไง จนกระทั่งลิคหยิบจดหมายฉบับที่ดูเก่าที่สุดขึ้นมาดู พร้อมพูดว่า “ลองเปิดดูสิ”


แม้นี่จะเป็นความคิดที่น่าสนใจไม่เลว แต่สำหรับริก้าแล้ว เธอคงไม่เห็นด้วยอย่างสุดๆ เพราะการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวผู้อื่น สำหรับเธอถือเป็นสิ่งที่เสียมารยาทมากที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อเธอคิดจะค้านสิ่งที่ลิคเสนอมา ก็สายไปเสียแล้ว


จดหมายฉบับแรกถูกแกะออกเป็นที่เรียบร้อย


สิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือ จดหมายที่ถูกเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกไม่เป็นระเบียบ เนื้อหามีไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย และถึงแม้ริก้าจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ เธอก็มาร่วมวงอ่านมันอยู่ดี

 

12 กันยายน 1982

นี่เป็นการเขียนเพื่อเตือนความจำ ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพียงเพราะไม่ให้ผมลืมว่าตนเองอยู่ที่ไหน และตัดสินใจที่จะเก็บซ่อนมันไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าคฤหาสน์

ผมอยู่ที่นี่มาได้สักพักแล้ว มันคลับคล้ายคลับคลากับชุมชนมิเดลตันมาก แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ นิสัยของคนที่นี่แปลกไปหมด ความจริง อะไรๆ ก็ดูกลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่า นี่คือโลกอีกใบหนึ่ง

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังหาว่า ผมนั้นทำตัวแปลกไปอีกด้วย

ผมยังไม่รู้อะไรมากนัก กังวลแต่ว่า พ่อ (ตัวจริง) ของฉันจะเป็นห่วงฉันบ้างหรือเปล่าที่หายตัวไป ผมจะลองค้นหาทางกลับบ้านให้ได้ ผมจะสอดจดหมายฉบับนี้ไว้ในกล่องจดหมายคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ หวังว่าจะมีใครสักคนได้อ่านมัน

เจนาส

ปล.ผมไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่ผมเขียนนี้จะให้ผลอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ตัวหนังสือที่นี่กลับด้านซ้ายขวาไปเสียหมด แถมเขียนจากหลังมาหน้า ผมเขียนจดหมายนี้ด้วยตัวหนังสือแบบกลับหลัง และหวังว่าจะมันจะส่งไปถึงคนอีกฝั่ง

 

“อะไรกันน่ะ” แอชเชอร์เปรย “อ่านไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”


“แค่นี้นายยังไม่รู้อีกหรือไง” ลิคโต้กลับ “มันหมายความว่า เจนาสยังไม่ตายยังไงล่ะ เขาหายตัวไป หายไปในมิติอื่น ไม่แน่อาจจะไปยังสถานที่ในนิทานนั้นก็เป็นได้”


“ไร้สาระสิ้นดี ความจริงก็คือ นายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจดหมายนี่เลย”


“แล้วนายรู้อะไรบ้างล่ะ แอชเชอร์”


“พอเถอะ” ริก้าโพล่งขึ้นมาก่อนที่แอชเชอร์จะทันได้ตอบโต้ลิคกลับไป “พวกนายเถียงกันไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอกนะ แล้วมาดูจดหมายนี่สิ ฉันว่าที่ลิคพูก็มีเหตุผลอยู่ส่วนหนึ่ง เจนาสอาจจะยังไม่ตาย”


“ยังไง” แอชเชอร์ถาม


“วันที่ของจดหมายยังไงล่ะ มันหลังจากที่เจนาสหายตัวไปตั้งหลายเดือน”


“แต่...ใครๆ ก็รู้ว่า เจนาสน่ะตายไปตั้งสองปีแล้ว”


“เดี๋ยวเราก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร” ลิคว่า พร้อมกับเปิดจดหมายอีกฉบับออกอ่าน

 

17 กุมภาพันธ์ 1983

ผมลองย้อนกลับเข้าไปยังห้องเก็บของดู ผมคิดว่า ครั้งแรกสุดที่มายังที่นี่ ผมอยู่ในห้องเก็บของ อย่างที่ว่าไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่มีลักษณะเหมือนโลกปกติที่กลับตาลปัตร เหมือนเรากำลังส่องกระจกอยู่ คิดไปคิดมา ในห้องเก็บของนี้มีกระจกเงาเก่าๆ อยู่บานหนึ่ง มีความเป็นไปได้สูงที่ผมอาจจะมาจากทางนี้ก็เป็นได้

แต่...เท่าที่สำรวจ สัมผัสมันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี

ผมไม่อยากจะคิดนักว่า เมื่อมาแล้ว ไม่สามารถกลับออกไปได้ เพราะนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายดีๆ นั่นแหละ

เจนาส

ปล.ความจริง อยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีเหมือนกัน การที่นิสัยทุกคนตรงกันข้ามกับความจริงไปเสียหมด ทำให้ผมรู้สึกว่าพ่อของผมดูเป็นคนที่น่าคบด้วยขึ้นเยอะเลย

 

“ห้องเก็บของ” แอชเชอร์เอ่ย “อย่าบอกนะว่า หมายถึงห้องเก็บของภายในคฤหาสน์นี่น่ะ”


ริก้าส่ายหน้าหน่อยๆ ก่อนพยักพเยิดไปทางเพื่อนชายอีกคน “นายคิดว่าไงล่ะ ลิค”


“เราจะตามหาตัวเจนาสหรือตามล่าหาสมบัติกันล่ะ” เด็กชายจอมเพี้ยนว่า “หรือจะเปิดจดหมายพวกนี้อ่านต่อ”


“ไม่ใช่ ฉันหมายถึง นายคิดว่า จดหมายพวกนี้เป็นยังไงต่างหาก”


“ก็เป็นจดหมายของเจนาสไง”


เกิดภาวะอึ้งงันชั่วขณะ แอชเชอร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ ท่าจะไปไม่รอดกันซะละมั้ง” เขาว่า ก่อนที่จะหยิบจดหมายฉบับอื่นๆ มาดู “ทำไมเราไม่แบ่งกันอ่านจดหมายล่ะ นี่ก็เหลืออีกตั้งเยอะ”


“คงไม่ดีมั้ง ฉันว่านะ เราเสียมารยาทมามากพอแล้วล่ะ” ริก้าพูดขึ้นด้วยความรู้สึกไม่ดีนิดๆ


“แต่ฉันเห็นด้วยนะ” ลิคเอ่ย แล้วจึงจัดแจงแบ่งกองจดหมายด้วยตนเอง ให้คนละสามฉบับและไม่ว่าความอันใด เขาก็เปิดจดหมายอีกฉบับ “ฉันคิดว่า สิ่งที่พวกเขากำลังค้นหามันมีคำใบ้ซ่อนอยู่ในจดหมายพวกนี้ล่ะ” เมื่อพูดเช่นนั้น เพื่อนทั้งสองของเขาก็จำต้องทำตาม

 

เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน และคงยืดยาวในความรู้สึก เด็กๆ คัดจดหมายที่ตนอ่านที่ดูมีความสำคัญมากที่สุดออกมาคนละฉบับ หลังจากที่พวกเขาอ่านจบ ความรู้สึกสารพัดได้แล่นมาสู่หัวใจของลิค ริก้าและแอชเชอร์


“พวกนายดูจดหมายนี้สิ” ลิคกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความตื่นเต้น “เจนาสต้องกำลังตามหาขุมทรัพย์แบบพวกเราอยู่แน่ๆ” เขายื่นจดหมายในมือให้เพื่อนอ่าน

 

12 พฤศจิกายน 1983

หลังจากการค้นหามาหลายเดือน ผมก็นึกอะไรบางอย่างออก เกี่ยวกับนิทานเรื่อง ขุมทรัพย์นักกวี ที่คุณโรซ่ามักเล่าให้พวกเราฟังบ่อยๆ ผมคิดว่าใกล้ที่จะพบทางออกจากโลกนี้แล้ว ผมเรียกมันว่าโลกแห่งเงาสะท้อน เพราะอะไรก็ตามดูจะตรงข้ามไปเสียหมด

เมื่อมานึกสงสัยว่า นิทานเรื่องนี้มีความสำคัญยังไงและเกี่ยวข้องกับชุมชนมิเดลตันเช่นไร หลายคนอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมคิดว่า นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อเล็ก...กวีผู้อับโชคมีตัวตนจริงๆ

ผมได้ลองจำลองการเดินทางของเขาดู (ส่วนใหญ่ใช้ความรู้สึกนั่นล่ะ) ก็รู้มาว่า หนทางที่จะกลับยังโลกแห่งความเป็นจริงได้ คือการถอดคำกลอนของกวีอับโชคที่ว่าไว้ในนิทาน โชคร้ายที่ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้สักเท่าไหร่นัก และกลอนที่ว่าก็ค่อนข้างจะสับสนในตัวของมันเอง

แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ถ้า (สมมติ) ผมเข้ามานี่ทางกระจกเงาบานนั้นจริงๆ ผมก็ต้องกลับไปทางกระจกเงาเช่นกัน และนั่นก็คือขุมทรัพย์ที่นักกวีอับโชคคนนั้นซ่อนเอาไว้

เจนาส

 

“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่ามันเกี่ยวกับนิทาน และขุมทรัพย์นั่นมีจริง” ลิคพูดต่อจากนั้น นัยน์ตาของเขาดูแพรวพราวมากกว่าปกตินัก


“และพวกเราก็ต้องไปตามหาห้องเก็บของ แล้วทะลุเข้าไปในกระจกอย่างที่จดหมายนี้ว่า อย่างนั้นใช่ไหม” แอชเชอร์ว่าต่อทันที


“นายเข้าใจถูกต้องแล้ว”


“ซึ่งนายก็คิดว่า โลกแห่งเงาสะท้อนอะไรนี่ มันมีตัวตนจริงๆ”


“พูดอีกก็ถูกอีก”


“เชิญนายบ้าไปคนเดียวเถอะ ลิค เลซิก” แอชเชอร์หันไปมองทางเด็กหญิงหนึ่งเดียวของกลุ่มเพื่อขอความคิดเห็น “แล้วเธอว่าไงล่ะ”


ริก้าไม่ตอบความอันใด แต่เธอถามกลับแทน “นายอ่านจดหมาย แล้วนายเจออะไรที่น่าสนใจบ้างล่ะ” สายตาแห่งความอยากรู้พุ่งตรงมาที่ตัวแอชเชอร์ผู้เดียว เขาจึงเปิดจดหมายที่คิดว่าน่าสนใจมาให้เพื่อนทั้งสองอ่าน จดหมายฉบับนั้นดูยับเยินเหมือนดูถูกขยำมาก่อนหน้าก็ไม่ปาน

 

7 มกราคม 1984

ผมเพิ่งมานึกขึ้นได้ รายละเอียดใกล้ตัวที่ผมคาดไม่ถึง และไม่เคยสังเกตมาก่อนในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมพบว่า ไม่มีเจนาส เคอร์เรนซ์ในโลกนี้ หรือเท่าที่รู้คือ ไม่มี ผมหมายถึง เขามีตัวตนจริงๆ แล้วเหมือนกับว่าตัวผมนั้นมาแทนที่ ปัญหาก็คือ เจนาสแห่งโลกเงาสะท้อน นั้นอยู่ที่ไหน

ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินไปแบบธรรมดา ไม่มีปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติใดๆ เกิดขึ้น ความจริง ผมก็เริ่มจะคุ้นชินที่นี่พอๆ กับที่ทุกคนเริ่มคุ้นกับตัวตนที่เปลี่ยนไปของผมแล้ว บางที ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่า ผมไม่ใช่คนของโลกใบนี้

สิ่งหนึ่งที่น่าลุ้นระทึก ก็คือ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ไปหาคุณโรซ่ามา คุณโรซ่าน่ากลัวเกินกว่าที่คิดไหว อย่างว่า นิสัยของเธอนั้นตรงข้ามกับที่ผมเคยรู้จักมักคุ้นโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าใครที่เคยรู้จักหัวหน้าชุมชนผู้เอ็นดูเด็กคนนั้นก็คงจะนึกไม่ถึง

ผมไม่มีโอกาสได้เขียนจดหมายนี้นัก และกว่าจะได้เขียนฉบับต่อไปอีกก็คงนาน ทั้งยังรู้สึกว่า เริ่มหมดเรี่ยวแรงที่จะหาทางกลับ บ้าน จริงๆ ของผมเสียแล้ว

เจนาส

 

“ฉันคิดว่า...” ริก้าเริ่มเอ่ยช้าๆ “...นี่ใช่จดหมายจริงๆ ของเจนาสหรือเปล่า ถ้าเขาหลุดเข้าไปในโลกอีกโลก...เอ่อ...ที่ว่านั่นจริงๆ แล้วเขาส่งจเหมายพวกนี้มาหาเราได้ยังไง หรือถ้านี่ไม่ใช่จดหมายของเจนาสจริงๆ แล้วใครกันล่ะที่ส่ง แล้วเขามีจุดประสงค์อะไร”


“อย่าบอกนะว่าเธอเริ่มเชื่อแบบลิคแล้วน่ะ” แอชเชอร์ถาม


“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ฉันรู้สึกทะแม่งๆ ความจริงฉันอยากให้พวกนายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ก่อน”


ริก้าชูจดหมายอีกฉบับขึ้นมา มันดูใหม่กว่าในบรรดาจดหมายทั้งหมด เธอเปิดมันออก กระดาษดูสะอาดสะอ้านไร้รอยยับ น้ำหมึกที่เขียนลงบนนั้นยังคงดูเข้มและชัดเจนราวกับเพิ่งถูกเขียนก็ไม่ปาน “มันมีกล่าวถึง...ย่าของฉันด้วย” เด็กหญิงกล่าวเสริม ใบหน้าของเธอฉายแววกังวลออกมา

 

31 มิถุนายน 1984

มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม นั่นก็คือ ฤดูกาล แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดถึง สิ่งที่ผมกำลังจะเขียนคือสิ่งที่ผมเพิ่งพบเจอมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้าวันนี้เอง มันเป็นสิ่งที่ทั้งน่าแปลกใจ น่าประหลาดใจ และน่าตกใจเป็นอันมาก

วันนี้ผมตื่นมาแต่เช้ามือ และขณะที่ผมกำลังเดินลงตรงไปที่ห้องครัว ผมก็เห็นคุณโรซ่าเดินออกมาจากห้องเก็บของ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป ที่น่าแปลกใจมากนั้นคือ ไม่ว่าจะในโลกแห่งความจริงหรือโลกแห่งเงาสะท้อน คุณโรซ่าก็ไม่เคยมาย่างกรายที่คฤหาสน์เคอร์เรนซ์เลยสักครั้ง ผมคิดอยู่ตอนนั้นว่า มันต้องมีอะไรผิดปกติไปแน่นอน ผมจึงตัดสินใจสะกดรอยตามเธอไป

สีหน้าของคุณโรซ่าดูต่างออกไปมาก เธอดูซูบผอม และกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ณ ตอนนั้นเองผมก็รู้ว่า นี่ไม่ใช่คุณโรซ่าในโลกนี้ แต่เป็นคุณโรซ่าจริงๆ ...คุณโรซ่าที่รักและเอ็นดูเด็กในชุมชนมิเดลตันทุกคน จึงตีความได้เป็นอย่างเดียว นั่นก็คือ คุณโรซ่าตัวจริงทะลุกระจกเงาบานที่อยู่ในห้องเก็บของมาเช่นเดียวกันกับผม

ผมยังไม่เข้าไปทักเธอ แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้องแน่นอน ปัญหาและคำถามที่มีอยู่ตอนนี้ได้แก่

1.       คุณโรซ่ารู้เรื่องกระจกที่สามารถทะลุมิติมายังโลกแห่งเงาสะท้อนหรือไม่

2.       คุณโรซ่าต้องการอะไร แล้วเธอมีปัญหาอะไรอยู่ (โลกอีกฝั่งเกิดอะไรขึ้น)

3.       น่าสงสัยนักว่า เมื่อคุณโรซ่า (ตัวจริง) มา แล้วคุณโรซ่า (ในโลกเงาสะท้อน) นี้จะหายไปหรือเปล่า

4.       ที่สำคัญที่สุด คุณโรซ่ารู้วิธีออกไปจากโลกแห่งเงาสะท้อนนี้หรือไม่

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ทำได้แต่เฝ้าติดตาม เพราะไม่แน่ใจนักว่า หากปรากฏตัวต่อหน้าคุณโรซ่า แล้วเธอจะรู้สึกเช่นไร

แต่นี่ก็เหมือนเป็นลางบอกเหตุที่ดีเหมือนกันนะ

เจนาส

ปล.คุณโรซ่ามุ่งเดินไปยังบ้านของเธอเอง ผมจึงตามเธอมาได้เพียงแค่นี้ เพราะผมไม่คิดอยากจะเจอหน้าคุณโรซ่า (ของโลกนี้) สักเท่าไหร่

 

“นี่มันจดหมาย...ของวันนี้นี่นา” แอชเชอร์อุทานออกมา


“ใช่” ริก้ายืนยัน


“ถ้างั้นที่ยายแก่นั่นหายตัวไปเป็นเรื่องจริงใช่ไหม...ไม่ได้ไปทำธุระอะไร” แอชเชอร์ตั้งประเด็นขึ้นมา เขาสัมผัสได้ถึงความเครียดที่เริ่มแผ่ปกคลุม ไม่มีใครตอบคำถามของเด็กชาย และเกิดความเงียบพักใหญ่ จนเป็นลิคที่เอ่ยต่อ “มิน่า ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงไม่มีใครเจอท่านหัวหน้าเลย เธอไม่เป็นอะไรนะริก้า”


“ไม่หรอก มันเป็นการตัดสินใจของคุณย่าเองต่างหาก รู้ไหม ฉันคิดอะไรอย่างหนึ่งออกล่ะ” สีหน้าของริก้าดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด “คุณย่าไม่ได้หายตัวไป แต่ท่านตั้งใจที่จะไปเองต่างหาก”


“เธอหมายความว่ายังไง” แอชเชอร์ถาม


“ท่านกำลังคิดแหมือนเรายังไงล่ะ ลิคน่าจะเป็นคนที่เข้าใจความคิดนั้นดีที่สุด”


เขาหันไปมองลิค ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านทวนจดหมายฉบับนั้นอีกรอบ เมื่ออ่านจบก็บังเกิดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก เด็กชายจอมเพี้ยนเก็บรวบรวมจดหมายทั้งหมดให้เข้าที่เข้าทาง และลุกขึ้นยืน “ท่านหัวหน้ากำลังตามหาขุมทรัพย์มาใช้หนี้” เขาว่า น้ำเสียงดูเริงร่า “ขุมทรัพย์ในนิทาน...มันมีอยู่จริงๆ!


แต่แล้วความลิงโลดก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาตามท้องถนน และดังขึ้นเรื่อยๆ เด็กทั้งสามหันไปมอง ไม่นานก็เห็นรถเบนท์ลีย์คันหรูมุ่งตรงมายังคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ คงไม่มีอะไรน่าตกใจมากกว่านี้อีกแล้ว...


กับการมาถึงของวอร์เรน เคอร์เรนซ์ เศรษฐีจอมละโมบแห่งชุมชนมิเดลตัน


2 ความคิดเห็น

  1. #9 momentzy (@momentzyy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 12:20
     ถึงจุดสำคัญแล้วชิม้อยยยยย!!
    #9
    0
  2. #5 บทสรุป (@scooba) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 08:50
     ลิคไม่ได้เพี้ยนหรอก
    แต่เขาเป็นเด็กมีจินตนาการ!!

    น่าสนใจมากครับ
    ดูมีปริศนาเยอะดี
    ภาษาบรรยายสวยงามมาก
    #5
    0