เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4 กระจก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ม.ค. 59

ตอนที่ 4 กระจก

 


รถเบนท์ลีย์เลี้ยวเข้ามาจอดภายในบ้าน (แน่นอนว่า วอร์เรนต้องลงมาเปิดประตูเอง เพราะไม่เคยไว้ใจใครทั้งสิ้นให้มารับหน้าที่คนดูแลบ้าน) เศรษฐีก้าวลงมาจากรถช้าๆ และสำรวจมองไปโดยรอบ ราวกับกำลังมองหาสิ่งผิดปกติใดก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่เขาไม่อยู่ แน่นอนว่าไม่มี ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กทั้งสาม แม้แต่คนรับใช้คนนั้นเองก็ไม่ทันได้สังเกต

“เราเกือบตายแล้วไงล่ะ” แอชเชอร์ว่าออกมาเบาๆ ตอนนี้พวกเขาหลบอยู่หลังพุ่มไม้พุ่มหนึ่งในหลายพุ่มบริเวณสวนหน้าคฤหาสน์ “ดีนะที่หมอนั่นไม่ทันสังเกตเรา เพราะนายคนเดียวนั่นล่ะ”


“ฉันกำลังเก็บจดหมายอยู่นี่น่ะ” ลิคโต้กลับ พยายามไม่ให้เสียงดังจนเกินไป


“อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลย ไม่มีใครผิดทั้งนั้นล่ะ” ริก้าหยุดสงครามน้ำลาย เธอมองลอดช่องว่างระหว่างพุ่มไม้ไป และเห็นวอร์เรนเข้าไปในคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงหันมาพูดต่อ “ทีนี้เราจะเอาไง”


“ก็บุกเข้าไปในคฤหาสน์เลยสิ” ลิคเสนอ


“นายจะบ้าหรือไง เข้าไปทั้งๆ ที่หมอนั่นยังอยู่นี่นะ มีหวังได้ตายหมู่กันน่ะสิ พูดอะไรไม่คิด” แอชเชอร์แย้ง


“แล้วนายจะทำยังไงกันล่ะ”


“เราค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ก็ได้นี่ ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย เธอเห็นด้วยกับฉันใช่ไหม ริก้า”


“ก็...” เด็กหญิงจำต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป เมื่อจู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นจากคฤหาสน์ มันดังพอที่พวกเขาทั้งสามคนจะได้ยินอย่างชัดเจน


“ไม่ได้งั้นรึ...ก็ไหนตกลงกันแล้วว่าอีกสองวัน...คนงานลาป่วย! ก็ไปหาคนอื่นมาทำแทนสิ!เป็นเสียงของวอร์เรน ดูเหมือนว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่


“เขากำลังพูดเรื่องอะไรกันน่ะ” ลิคถาม ริก้าทำได้เพียงแต่ส่งสัญญาณให้อยู่เงียบๆ เพราะไม่มีใครรู้เช่นกันว่าเศรษฐีคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไร


“ฉันจะเพิ่มเงินเป็นสองเท่า! เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ว่าไง...สองวัน โอเค...เรื่องนั้นน่ะเหรอ ไม่มีปัญหา พวกชาวบ้านทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว มันสิทธิ์ของฉัน...ขอให้พร้อมก็พอแล้ว โอเคนะ” ดูเหมือนวอร์เรนจะกำลังติดต่อธุรกิจอะไรบางอย่างอยู่ และเด็กๆเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามันคือเรื่องอะไร จนกระทั่ง... “อีกสองวัน ชุมชนมิเดลตันจะต้องกลายเป็นเหมืองแร่! ฮ่าๆ” เศรษฐีวัยกลางคนพูดออกมาเสียงดัง และทุกอย่างก็แจ่มแจ้ง


สองวัน!!!


 ลิค ริก้า และแอชเชอร์ตะโกนออกมาพร้อมกัน ต่างคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะรู้ตัวว่าพวกเขาพูดเสียงดังมาก และตอนนี้เศรษฐีก็ไม่ยืนอยู่ที่เดิมแล้วด้วย


“อีกสองวันงั้นหรือ” ริก้าว่า “ถ้าเรื่องหนี้เป็นความจริง และไม่มีใครสามารถหาเงินมาชดใช้หนี้ได้ ชุมชนมิเดลตันก็จะ...”


“...กลายเป็นเหมือง” แอชเชอร์ต่อคำจนจบ แม้แต่เขาเองก็ดูเครียดไม่แพ้กัน “เราต้องนำเรื่องนี้ไปบอกกับทุกคน”


“ที่สำคัญนั่นมันวันเกิดของฉันนี่นา ฉันจะต้องเข้าพิธีนี่” ลิคพูดขึ้นบ้าง แต่แล้วขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้หัวใจของเด็กๆ เต้นไม่เป็นจังหวะ


“นั่นใครน่ะ!


เป็นเสียงของวอร์เรนที่ตวาดขึ้นมาดังไปทั่ว เขาเดินออกมาจากคฤหาสน์ และกวาดสายตาไปรอบๆ สวน เด็กทั้งสามตกอยู่ในสภาวะนิ่งงัน ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่คนเดียว


“เมื่อกี้นี้ฉันได้ยินนะ...ออกมาซะ!


ดูเหมือนว่า วอร์เรนจะได้ยินที่เด็กๆ ตะโกนออกมาพร้อมกันด้วยความเผลอตัว พวกเขามองตากันพยายามหาทางออกสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ในขณะที่วอร์เรนเดินเข้ามาใกล้พุ่มไม้ที่พวกเขาซ่อนตัวเข้ามาเรื่อยๆ ทางรอดก็ริบหรี่ลงเรื่อยๆ เช่นกัน


“ฉันนึกออกแล้ว” ลิคกระซิบกระซาบออกมาด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาประกายพราวไปด้วยความตระหนกและตื่นตัว


“ยังไง” แอชเชอร์ถามกลับ


“พอเจ้าเศรษฐีนั่นมาถึง เราก็รีบพุ่งออกจากพุ่มไม้ไปโดยไม่ให้ทันตั้งตัวเลย”


“แล้วเราจะหนีไปไหนล่ะ”


ความจริงก็คือ ไม่มีทางไหนให้พวกเขาหนีได้เลย และกว่าพวกเขาจะมุดรั้วหนีออกไปได้ ก็คงถูกจับซะก่อน และเป็นลิคที่คิดไม่ตก สารอะตรีนาลีนที่หลั่งออกมามากมายในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ อาจจะทำให้เกิดความคิดแผลงๆอะไรขึ้นมาก็เป็นได้

“ทางนั้นไงล่ะ” ลิคว่า เขาชี้ไปยังตัวคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ที่ประตูคฤหาสน์ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ ไม่แปลกที่ริก้ากับแอชเชอร์จะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “นายจะบ้าเหรอ” คนทั้งสองแทบจะพูดออกมาพร้อมกัน ทว่าไม่มีเวลาใดๆ ให้รอคอยอีกแล้ว เสียงสวบสาบของฝีเท้าวอร์เรนชัดเจนขึ้นทุกที

“ฉันรู้นะว่าพวกแกอยู่แถวนี้!

“ฉันจะนับถึงสามนะ แล้ววิ่งเลย” ลิคพูดรัวเร็ว ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นใดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว “หนึ่ง...สอง...สาม...วิ่ง!

เด็กทั้งสามโผออกจากพุ่มไม้ในจังหวะเดียวกันกับที่เศรษฐีหนึ่งเดียวแห่งชุมชนมิเดลตันเดินมาถึงที่ซ่อนของพวกเขา และการกระทำเช่นนั้น ทำให้วอร์เรนชะงักค้างไปพักใหญ่เลยทีเดียว และกว่าจะรู้ตัวอีกที เด็กๆ ก็วิ่งไปถึงประตูคฤหาสน์แล้ว

“เจ้าเด็กแสบ...” วอร์เรนกัดฟันกรอด “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ก่อนจะวิ่งตามไป

 

พวกเขาวิ่งเข้ามาภายในคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าระทึกเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเข้ามาข้างในแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้จะไปไหนต่อ นั่นอาจจะเป็นเพราะความร้อนรน


“เราจะเอาไงต่อดีล่ะ” แอชเชอร์เอ่ยถามด้วยอาการเลิกลั่ก เขาหันไปมองที่ประตูก็เห็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้กำลังวิ่งมา ยิ่งทำให้เขารู้สึกร้อนรน


“ไปทางนี้”


เป็นลิคที่ตอบ เขาชี้ไปยังโถงทางเดินหนึ่งที่ทอดไปสู่ฟากตะวันออกของคฤหาสน์ แล้วเหลียวมองหลัง วอร์เรนวิ่งมาจวนจะถึงประตูแล้ว “ไปเถอะ” เด็กชายว่า แม้จะไม่เห็นด้วยนัก แต่ริก้าและแอชเชอร์จำต้องวิ่งอย่างไร้จุดหมายภายใต้การนำทางของลิค เมื่อพ้นโถงทางเดินมาแล้ว พวกเขาก็ยังคงวิ่งต่อไป ทะลุห้องนั่งเล่น ห้องครัว จนกระทั่งมาหยุดอยู่บริเวณที่น่าจะเป็นโถงหลังบ้าน


“อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้นนะ!” เสียงของวอร์เรนดังก้องมาตามโถงทางเดินที่พวกเขาเพิ่งวิ่งผ่านมา นั่นได้สร้างความกังวลให้ไม่ใช่น้อย


“นี่...ลิค ถ้าเรายังเอาแต่วิ่งหนีอยู่แบบนี้ล่ะก็ ฉันว่า พวกเราไม่รอดแน่ ช่วยทำอะไรสักอย่างสิ” ริก้าเอ่ยออกมา แม้แต่เธอเองที่น่าจะมีความเป็นผู้นำมากที่สุด จิตใจก็ยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


“โธ่ เธอก็น่าจะรู้ว่า ฉันไม่ได้เก่งเรื่องพวกนี้สักหน่อย”


“ให้ตายเถอะ...” แอชเชอร์ร้องครางออกมา


“สุดท้ายพวกแกก็เป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือของฉัน” เสียงของเศรษฐีวัยกลางคนเข้าใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ ลิคขมวดคิ้วด้วยความว้าวุ่น เขาสังเกตไปรอบๆตัว แล้วจึงพบว่า โถงหลังบ้านนี้เปรียบได้กับห้องปิดตายก็ไม่ปาน ไม่มีโถงทางเดินเชื่อมไปยังห้องใดๆ หรือบันไดขึ้นชั้นบน ปราศจากทางออกอื่น นอกจากทางที่เพิ่งพวกเขาจากมา ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้ทางนั้นหนี


เฟอร์นิเจอร์นับชิ้นได้ในห้องนี้ดูจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ลิคพยายามใช้หัวสมองอันเจิดจรัสของเขาคิด “ในเมื่อพวกเราอยู่ในคฤหาสน์แล้ว” เด็กชายพูดกับตนเอง เพื่อนทั้งสองก็หันมามองด้วยความฉงน “เราจะหนีทำไม...สิ่งที่เราต้องทำคือ การหาห้องเก็บของให้เจอต่างหาก”


“นายว่าอะไรน่ะ” แอชเชอร์ถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง และคิดว่า เพื่อนของเขาบ้าไปแล้ว


“ฉันคิดว่าเรามีทางออกแล้ว พวกนายไปซ่อนในนั้นซะ” ลิคชี้ไปยังตู้ใบใหญ่ที่ตั้งอยู่อีกฟากของห้อง เขาไม่ปล่อยเวลาให้คนทั้งสองได้โต้เถียง เขาผลักริก้าและแอชเชอร์ไปทางตู้นั้น


“แล้ว...แล้วนายล่ะ ลิค” ริก้าถาม


“ห้องโถงหลังงั้นเรอะ...” เสียงของวอร์เรนแว่วมา ไม่มีเวลาให้เด็กชายได้อธิบายอะไรอีกต่อไป

“เข้าไปซ่อนซะ! เชื่อฉันเถอะ”


ท่ามกลางความลังเลใจ แอชเชอร์ก็ได้เปิดตู้ชั้นล่างออก โชคดีที่ภายในนั้นเกือบจะว่างเปล่า มีเพียงสิ่งของสองสามชั้นเท่านั้น แอชเชอร์ตัดสินใจเข้าไปข้างในนั้นเป็นคนแรก “เข้ามาเถอะน่ะริก้า ฉันว่าลิคมีทางเอาตัวรอดของตัวเองปล้วนั่นแหละ” เสียงกระตุ้นของเพื่อนทำให้ริก้าตัดสินใจเข้าไปซ่อนในตู้ และประตูตู้ก็ถูกปิดลง พร้อมๆกับการมาถึงของวอร์เรน เคอร์เรนซ์ เศรษฐีจอมละโมบ


ลิคยืนนิ่งจ้องอีกฝ่าย ไม่ใช่เพราะเขาแกร่งจนกล้าเผชิญหน้า แต่เป็นกลัวจนตัวแข็ง “ว่าไงครับ คุณวอร์เรน” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว


“นี่มันเจ้าหนูเพ้อเจ้อนี่นา ฮึ แกมาทำอะไรในบ้านของฉัน...” วอร์เรนกล่าว สีหน้าของเขาผสมปนเปไปมาระหว่างความโกรธและความแปลกใจ “...แล้วเพื่อนของแกอีกสองคนล่ะ” เขาสอดส่ายสายตาไปรอบห้อง แต่ก็ไม่พบเจออะไร ไม่แม้จะสงสัยว่า คนที่เขาพูดถึงอาจจะซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้


“เพื่อน...คุณหมายถึง ริก้ากับแอชเชอร์งั้นหรือ”


“ใช่ ฉันหมายถึง หลานสาวตัวแสบของยายแก่โรซ่ากับเพื่อนขี้ขลาดตาขาวของแกนั่นล่ะ”


แน่นอนว่า ริก้าและแอชเชอร์ที่แอบอยู่ในตู้ล้วนได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน พวกเขาแง้มประตูตู้ออกมาเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถนัด “มันว่าฉันขี้ขลาดตาขาว” แอชเชอร์กระซิบออกมาอย่างอดไม่อยู่ ถ้าไม่ติดว่าต้องซ่อนตัว เขาคงจะออกไปโต้เถียงกับอีกฝ่ายก็เป็นได้


“พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่” ลิคว่า เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาเกาะพราวบนใบหน้า


“ไม่อยู่งั้นรึ จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อฉันได้ยินเสียงเจ้าหนูตั้งมากมาย บอกมาซะว่าเพื่อนแกอยู่ไหน”


ไม่มีใครรู้ว่า ลิคคิดจะทำอะไร แต่เมื่อเขาตัดสินใจที่จะวิ่งไปทางประตูห้อง ก็เป็นสิ่งที่น่าตกใจไม่ใช่เล่น และแน่นอนว่าเขาคงไม่รอด เพียงเศรษฐีวัยกลางคนดึงคอเสื้อไว้ และยกตัวเด็กชายสูงขึ้นจากพื้น “แกคิดจะทำอะไร” วอร์เรนเอ่ยพลางยิ้มเยาะ “แกคิดว่าฉันจะปล่อยให้เด็กอย่างแกแอบเข้ามาภายในคฤหาสน์ของฉัน แล้วฉันจะให้แกกลับไป โดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไง”


ลิคดิ้นไปมาอย่างไร้ผล


“ฉันจะทำยังไงกับแกดี...” พูดไม่ทันจบ สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เด็กชายจอมเพี้ยนก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าวอร์เรน นั่นทำให้เศรษฐีผู้นี้โกรธเป็นอันมาก “แก...” เขาพูดลอดไรฟัน ก่อนจะใช้มือข้างที่ว่างหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ด แล้วเขาก็ง้างมือ แต่ก็ต้องลดมือลงไป “...ให้ตายสิ ฉันไม่ชอบทำร้ายเด็กซะด้วย”


“คุณก็แค่คนขลาดเท่านั้นแหละ”


“เหอะๆ พูดได้พูดไป ฉันว่าฉันมีวิธีที่จะเอาคืนแกได้เจ็บแสบกว่านั้น แก...ไม่สิ...พวกแกน่าจะได้ยินที่ฉันพูดทางโทรศัพท์แล้ว อีกสองวันชุมชนแห่งนี้จะกลายเป็นเหมืองแร่ พอถึงวันนั้น ฮ่าๆๆ ความรู้สึกมันคงยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอีก”


“คุณนี่มัน...เลวจริงๆ”


“ฉันจะถือเป็นคำชม”


มันเป็นความเจ็บใจที่ส่งไปถึงเด็กทั้งสามคน “คุณจะไม่มีวันสมหวังหรอก เพราะผมจะต้องหาขุมทรัพย์นั่นมาใช้หนี้แทนทุกคนได้แน่ๆ”


วอร์เรนยิ้มเยาะ “ฮึ ขุมทรัพย์งั้นหรือ แกเชื่อจริงๆหรือว่าขุมทรัพย์นั่นจะมีอยู่จริงน่ะ”

“อย่างน้อย ลูกชายของคุณก็เชื่อว่า มี!


“ลูกชายของฉัน...” เศรษฐีลดเสียงลงต่ำ “...เจนาส เจนาสเกี่ยวอะไรด้วย”


“งั้นคุณก็ดูเอาเองเถอะ”


มันเป็นการกระทำที่ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียว เพราะเด็กชายถูกหิ้วไว้กลางอากาศ เขาจึงหยิบจดหมายของเจนาสออกจากกางเกงได้อย่างทุลักทุเลเลยทีเดียว แต่พอหยิบได้ เขาก็ปามันใส่หน้าของเศรษฐี จึงทำให้วอร์เรนเผลอปล่อยมือออกไป แล้วลิคก็หล่นกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง


“โอ๊ย...” เขาครางออกมาด้วยความเจ็บปวดที่บั้นท้าย


“เจ้าเด็กแสบ”


ดูเหมือนวอร์เรนจะโกรธมากทีเดียว เขาหมายจับคว้าตัวลิคอีกรอบ หากคราวนี้คงไม่ง่ายนัก เด็กชายเอี้ยวตัวหลบ ก่อนจะวิ่งหนี แต่เขาไม่ได้วิ่งไปทางประตู ในทางตรงกันข้าม เขาวิ่งออกห่างจากประตูไปด้วยซ้ำ

ลิคเดินไปจนสุดห้อง หันหลังพิงเข้ากับตู้ใบหนึ่ง


“สุดท้ายแกก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่ดี” วอร์เรนว่า


เด็กชายนึก เขาเคยอ่านหนังสือนวนิยายสืบสวนอยู่เรื่องหนึ่งที่ตัวเอกต้องตกอยู่ในสถานการณ์ทางตัน และเผชิญหน้าเข้ากับตัวร้าย ในเวลาแบบนั้นมักจะมีบางอย่างเกิดขึ้นเสมอ บางอย่างที่เป็นความบังเอิญ บางอย่างที่ทำให้ตัวเอกรอดชีวิตมาได้ ห้องนี้จะต้องมีประตูลับอยู่แน่ๆ ลิคคิด เขาหันหน้าเข้าหาตู้ แต่มันไม่ใช่ตู้หนังสืออย่างที่ปรากฏในนวนิยายสืบสวน แล้วมีกลไกพิเศษสำหรับเปิดทางลับของคฤหาสน์ ไม่ใช่ มันเป็นเพียงตู้เปล่าเท่านั้น


“นั่น เขาคิดจะทำอะไรกันแน่น่ะ” แอชเชอร์ที่ซ่อนในตู้กระซิบถามขึ้นลอยๆ จากมุมมองที่เขาเห็นอยู่ ยังไงเพื่อนของเขาก็ไม่มีวันรอดเงื้อมมือเศรษฐีเป็นแน่


ลิคหันไปมองตู้ที่ริก้าและแอชเชอร์ซ่อนอยู่ ก่อนจะกลับมามองที่ตู้ใบเดิม เขาลองผลักมัน น่าแปลกใจที่น้ำหนักของมันเบาเสียจนแรงเด็กตัวเล็กๆทำให้โยกได้ และคงจะทำให้ล้มได้...ไม่ยากนัก


“ฉันไม่รู้หรอกว่าจดหมายนั่นคืออะไร แต่แกกับเพื่อนของแกไม่มีวันรอดเงื้อมมือฉันรอด”


วอร์ดเรนเดินอย่างนิ่งนอนใจมาหาเด็กชายเรื่อยๆ แต่เมื่อเขาอยู่ในระยะที่ใกล้พอ ลิคก็ออกแรงผลักตู้เต็มที่ให้เอียงล้มไปทางเศรษฐีจอมละโมบ แน่นอนที่วอร์เรนจะต้องตกใจเป็นอันมาก เขากระโดดหลบตู้ที่เอียงล้มลงมาได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่มันจะกระแทกพื้นอย่างแรง


มีบางอย่างเกิดขึ้น บางอย่างที่เป็นสิ่งบังเอิญ บางอย่างที่ทำให้ตัวเอกรอด...ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า บางอย่างที่ทำให้เขารอด ลิคจ้องมองไปยังประตูไม้รูปทรงผุพังตรงหน้า เขาไม่เสียเวลารีรอ และตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในทันที


ทว่าไม่มีแผนการใดนับต่อจากนี้ ไม่แม้จะหาอะไรมากีดขวางประตูไว้ เขามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าที่นี่คือ ห้องเก็บของ ของมีค่าที่ไม่ใช้แล้วหรือเก่าเกินจะเก็บถูกสุมไว้ในห้องนี้เต็มไปหมดอย่างไร้ระเบียบ ละอองฝุ่นปลิวว่อนไปทั่ว มีหน้าต่างทรงกลมบานหนึ่งอยู่สูงบนผนัง ทำให้มีแสงแดดส่องผ่านเข้ามาในห้องเล็กน้อย


“เจ้าเด็กนรก...”


เสียงของวอร์เรนดังทะลุประตูเข้ามา และคงอีกไม่นาน เศรษฐีวัยกลางคนจะต้องตามเข้ามาในนี้ ลิคใช้เวลาสำรวจห้องเก็บของอย่างรวดเร็ว และเขาก็พบในสิ่งที่ตามหา สิ่งที่เจนาสกล่าวถึงในจดหมาย


“ขุมทรัพย์อยู่ไม่ไกลแล้ว” ดวงตาของลิคเป็นประกาย เขาหวังเพียง เพื่อนทั้งสองจะรู้ทันแผนการที่เขาวางไว้ ภาพสะท้อนของเด็กชายฉายชัดแม้พื้นผิวกระจกจะมีฝุ่นเกราะและรอยแตกมากแค่ไหนก็ตาม มันจะใช่ประตูมิติแน่หรือ เขาตอบไม่ได้


กระจกเงาทรงรีบานเก่าเก็บวางโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า กรอบกระจกลายสลักแบบโบราณชวนให้สงสัยว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างมัน แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


เด็กชายก้าวเดินเข้าไปหา


เขาแตะมัน


แล้วเขาก็หายไป


1 ความคิดเห็น

  1. #10 momentzy (@momentzyy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 12:21
     เฮ้ย!! หายไปไส.. ลิคไปที่ๆเดียวกับเจนาสใช่ป่ะ!!
    #10
    0