เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 เจนาส เคอร์เรนซ์ ผู้ล่วงลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ม.ค. 59

ตอนที่ 6 เจนาส เคอร์เรนซ์ ผู้ล่วงลับ

 


คงไม่มีใครเดาความรู้สึกของริก้าและแอชเชอร์ออกในตอนนี้ ถ้าจะลองนึกภาพตามดู การได้พบเจอกับบุคคลที่เราคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วมายืนอยู่ตรงหน้า กระพริบตา เคลื่อนไหว และเอ่ยออกเสียง ความจริงแล้ว เจนาส เคอร์เรนซ์ก็รู้สึกแปลกใจเช่นกันว่า เพื่อนทั้งสองของเขาทำไมถึงมาอยู่ที่นี่


“พวกนาย...มาทำอะไรกันที่นี่น่ะ” เด็กชายถามขึ้น


ริก้าและแอชเชอร์มองหน้ากันด้วยไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไรดี “นั่นนายจริงๆหรอ...เจนาส” เป็นริก้าที่เอ่ยถามออกไปก่อนเป็นคนแรก


“เธอพูดอะไรแปลกๆนะริก้า นี่ก็ต้องเป็นฉันสิจะเป็นใครไปได้ล่ะ แล้วพวกนายยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันกันเลยนะ”


“แต่นาย...ตายไปแล้วนี่” แอชเชอร์เอ่ยคำพูดที่ยิ่งสร้างความฉงนให้แก่เจนาสเป็นอย่างมาก


“ตายอย่างนั้นหรอ นายเอาอะไรมาพูด เราเพิ่งเจอกันเมื่อวานเองนะ มาถึงนายก็จะให้ฉันตายซะแล้ว”


แอชเชอร์มองไปทางเพื่อนหญิง เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกระซิบบอกเด็กชายว่า “เราอยู่ในโลกแห่งเงาสะท้อนนะ นายต้องทำใจว่า เรื่องนี้มันเป็นความจริง”


ความจริง...ความจริงที่เหมือนเรื่องโกหก คนตรงหน้านี้อาจจะเป็นผีก็ได้ แอชเชอร์คิด เขาไม่ยอมปล่อยให้เรื่องเหนือจินตนาการเหล่านี้มาปั่นหัวอย่างเด็ดขาด


และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างกะทันหัน เมื่อจู่ๆ แอชเชอร์พุ่งตัวเข้าหาเจนาส จับมือจับไม้ลูบแขนลูบหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่มีความเกรงใจใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งเจนาสเองก็ดูเหมือนจะตกใจจนเกินกว่าจะตอบโต้อะไรกลับไป ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ดำเนินไปพักหนึ่ง จนกระทั่งแอชเชอร์วางมือ “เป็นนายจริงๆ นายยังไม่ตาย แถมนายยังไม่ใช่ผี” แอชเชอร์ยิ้มออกมา เขาหยิกแก้มตนเอง ก่อนจะพูดต่อว่า “แล้วฉันก็ไม่ได้ฝัน”


“อะไรของนายกันน่ะ” เจนาสไม่เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนของเขากระทำเลยแม้แต่น้อย ซ้ำปฏิกิริยาเหล่านี้ก็ดูแปลกเป็นอย่างมาก และแล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ความคิดที่เขายอมรับไปนานแล้วว่าคงไม่มีทางเป็นไปได้ เขามองเลยเพื่อนทั้งสองข้ามไปยังเบื้องหลัง มองไปยังประตูห้องเก็บของที่เปิดค้าง และมองไปยังกระจกเงาที่วางตั้งอยู่สุดห้อง


แล้วนัยน์ตาของเขาก็เบิกกว้าง


“พวกนาย...” เด็กชายเอ่ยช้าๆ “...ออกมาจากห้องเก็บของนั่นอย่างนั้นหรือ”


สองสหายพยักหน้ารับ


“และมาที่นี่ด้วย...กระจกนั่น”


แน่นอนว่าคำตอบก็คือคำว่า ใช่ นั่นถึงกับทำให้เจนาสอุทานออกมาเบาๆ ความสับสนวุ่นวายก่อตัวขึ้นมาเงียบๆ ในหัว เด็กชายต้องใช้เวลาประมวลความคิดครู่หนึ่งเพื่อยอมรับว่านี่คือความจริง และเขาไม่ได้ลิงโลดไปคนเดียว


มันคือความจริง...ความจริงที่ว่า มีคนจากโลกแห่งความจริงเข้ามายังโลกเงาสะท้อน


“แล้วพวกนายมาที่นี่กันได้ยังไงน่ะ” เจนาสเอ่ยถามขึ้นมาในที่สุด สีหน้าของเขายังคงตะลึงค้างกับเรื่องราวสุดประหลาดใจเช่นนี้


เป็นริก้าที่ตอบกลับว่า “พวกเราสามคนได้อ่านจดหมายของนายที่ใส่ไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าคฤหาสน์ไงล่ะ”

“จดหมาย...” เจนาสเดินกลับไปกลับมาอยู่ภายในห้อง เขายิ้มให้กับตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าการเขียนจดหมายนี้จะได้ผลจริง “ใช่...จดหมาย พวกนายคงได้อ่านมันหมดแล้วสิ แต่เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้เธอพูดว่า พวกเราสามคน อย่างนั้นเหรอ”


“มีลิคด้วยน่ะ”


คำตอบนี้ดูไม่น่าตกใจสักเท่าไหร่นัก เขาถามกลับไปว่า “แล้วลิคอยู่ไหนล่ะ”


“เขาเข้ามาก่อนเรา ฉันคิดว่าคงจะอยู่สักที่ภายในคฤหาสน์หลังนี้นั่นแหละ”

 





พูดถึงด้านของลิค คำถามของเขาสร้างความอึ้งงันให้แก่เศรษฐีวัยกลางคนไม่มากก็น้อย และคงจะตอบคำถามกลับมาไม่ถูกเช่นกัน “เธอถามว่าอะไรนะ” วอร์เรน เคอร์เรนซ์ย้อนถาม สิ่งที่เขาคิด...คำพูดของลิคคงเป็นเพียงคำหยอกเล่นของเด็กๆ


“ผมถามว่า คุณรู้ไหมครับว่า ขุมทรัพย์นักกวีนั้นอยู่ที่ไหน”


สายตาของลิคนั้นดูจริงจังน่าดู หากเศรษฐีมองกลับมาด้วยสายตาอ่อนโยน “เธอคงจะหมายถึง ขุมทรัพย์ที่อเล็กซ์ กวีอับโชคซ่อนไว้ล่ะสินะ” และวอร์เรนใช้เวลาปั้นคำตอบเพียงไม่นาน “ขุมทรัพย์เหล่านั้นน่ะนะ ก็คือ พวกเธอไงล่ะ เด็กๆ แห่งชุมชนมิเดลตันถือเป็นขุมทรัพย์สำหรับพวกเรา” เขาขยี้หัวเด็กชายเบาๆ


ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจสำหรับลิค เลซิก เท่าไหร่นักแต่เห็นได้ชัดว่า เศรษฐีวอร์เรนที่เขาคุ้นเคยกับเศรษฐีวอร์เรนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน “ขุมทรัพย์...ผมหมายถึงขุมทรัพย์จริงๆ นะ ขุมทรัพย์ที่มีค่าน่ะ” ลิคพูดออกไปอย่างหมดหนทาง


“รู้ไหม เด็กทุกคนก็ล้วนมีค่าเหมือนขุมทรัพย์กันทั้งนั้น รวมถึงเธอด้วย เธอก็เปรียบเหมือนเพชรเม็ดน้อยที่รอคอยการเจียระไน”


สีหน้าของลิคยังคงบึ้งตึง เห็นได้ชัดว่า ไม่มีคำกล่อมใดที่สามารถประโลมใจของเด็กชายคนนี้ได้


“เอาเถอะ” วอร์เรนเอ่ยต่อพลางถอนหายใจสั้น “ฉันก็ไม่ได้จอยากจะดูถูกจินตนาการของเด็กๆ หรอกนะ แต่เคยมีการสำรวจพื้นที่ทุกตารางนิ้วของชุมชนมิเดลตันแล้วว่า ไม่มีขุมทรัพย์ใดๆ ซ่อนอยู่...” คำพูดนี้อาจจะทำอะไรให้ดูแย่ลงไปอีก ถ้าไม่มีคำต่อท้าย “...เอ่อ...ความจริงเธออาจจะอยากลองไปถามคุณโรซ่าดูก็ได้นะ เผื่อหล่อนอาจจะรู้อะไร”


นี่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดเลยทีเดียว แววตาของลิคกลับมาวาวอีกครั้งหนึ่ง


เศรษฐีใจบุญแห่งโลกเงาสะท้อนพูดต่อ “อืม...แต่ตอนนี้ เธอกำลังหาเจนาสอยู่ไม่ใช่รึ รออยู่ในห้องนี้ก่อนล่ะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกเขาว่าเธอมาหา”


ลิคตัดสินใจทำตามนั้นโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไร และวอร์เรน เคอร์เรนซ์ก็เดินออกจากห้องไป ก่อนจะปิดประตูตามหลัง เขาก้าวเดินลงบันไดมายังห้องโถงเดิม และมุ่งหน้าไปยังห้องครัว ระหว่างนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของเศรษฐีแห่งชุมชนมิเดลตัน รอยยิ้มที่ยิ้มให้กับจินตนาการและความฝันของขุมทรัพย์ที่มีชีวิต “ในอนาคตเด็กพวกนี้จะต้องนำพาชุมชนไปในทางที่ดีแน่นอน” วอร์เรนพูดกับตัวเองเบาๆ จนกระทั่งเขาเดินมาถึงห้องครัว ก็ต้องรู้สึกแปลกใจ ไม่ใช่เพราะเห็นเจนาสยืนอยู่ที่นั่น แต่เป็นเพราะคนอีกสองคนที่ยืนข้างๆ เด็กชาย


“ริก้า...แอชเชอร์...พวกเธอสองคนก็มากันด้วยอย่างงั้นรึ”


ทว่าเด็กทั้งสองไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อยว่าถูกถามอะไรมา นั่นอาจจะเป็นเพราะวินาทีที่วอร์เรนก้าวเข้ามาในห้องครัว ทำเอาพวกเขารู้สึกตกใจและตระหนกเป็นอันมาก ภาพของเศรษฐีจอมละโมบปรากฏชัด รูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันมาก คงยากที่จะทำใจให้คิดว่าเป็นคนละคน


“เมื่อกี้คุณถามว่าอะไรนะคะ” ริก้าพูดรัวเร็ว และเป็นคนแรกที่ดูเหมือนจะตั้งสติได้ก่อน


“ฉันถามว่า พวกเธอมาที่นี่ด้วยงั้นหรือ เมื่อกี้ฉันเจอกับลิคน่ะ”


“ลิคมาจริงๆ ด้วยสินะ” เจนาสเอ่ยแทรกขึ้นมา


“อ่า..ใช่ พ่อกำลังจะมาบอกลูกพอดี” วอร์เรนหันมาทางเจนาส “ลิคมาหาลูกน่ะ...เอ่อ...ลูกน่าจะรู้แล้ว เขารออยู่ที่ห้องนอน”


“ครับ”


ท่าทีของเจนาสดูลิงโลดอย่างเห็นได้ชัด ความจริง วอร์เรนไม่ได้เห็นลูกชายของตนมานานแล้ว เจนาสวิ่งตรงไปยังประตูห้องครัว ก่อนจะหันกลับมา “พวกนายยืนบื้ออะไรกันอยู่ มานี่เร็ว” เขาเอ่ยเรียกเพื่อนทั้งสองที่ยังคงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ พวกเขามองเศรษฐีนิ่ง ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง


“เฮ้!” เจนาสร้องเรียกอีกครั้ง


ริก้าและแอชเชอร์เดินไปหาเด็กชายในที่สุด แต่ก็ยังคงไม่ละสายตาไปจากวอร์เรน โดยเฉพาะแอชเชอร์ เขามองตาไม่กระพริบเลยทีเดียว


“พวกนายเป็นเอามากนะ” เขาพูดเสริมเมื่อเพื่อนทั้งสองเดินมาถึง แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากไปกว่านั้น พวกเขาทั้งสามคนเดินขึ้นบันไดมาเงียบๆ โดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน “นี่ห้องฉัน” เจนาสเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก เมื่อพวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าบานประตู ทว่าไม่ทันที่จะได้จับลูกบิด ประตูก็เปิดออกเอง


“ริก้า! แอชเชอร์!”


ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นเสียงของลิคอย่างแน่นอน เด็กชายกระโดดเข้ามากอดเพื่อนทั้งสองด้วยความดีใจ “ฉันคิดอยู่แล้วเชียวว่าพวกนายจะต้องเดาแผนการของฉันออก”


“แผน...แผนงั้นหรือ” แอชเชอร์ร้องเสียงฉงน เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจดีที่เจอกับเพื่อนคนนี้


“แล้วก็...” ลิคปล่อยเพื่อนทั้งสองออกจากอ้อมกอด รอยยิ้มเบิกบานใจยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเด็กชายจอมเพี้ยนผู้นี้ แล้วเขาก็หันหน้ามาหาทายาทเจ้าของคฤหาสน์ “...ในที่สุดฉันก็เจอนาย ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะ...เจนาส”


เจนาสเผยยิ้มเล็กๆ ออกมา เมื่อลิคเดินเข้ามากอด “ฉันก็ดีใจที่ได้พบนาย”


“นายกำลังมีเรื่องแล้วล่ะ” ลิคพูดต่อ หลังจากคลายอ้อมกอดออกมา


“ทำไม”


“เพราะนายมีคำถามที่ต้องตอบเป็นกระบุงเลยน่ะสิ มาเถอะ”


ลิคดันหลังเพื่อนๆ เข้าไปในห้องนอนราวกับนี่เป็นห้องของตัวเอง แม้ว่าสีหน้าที่ปรากฏอยู่ตอนนี้ของลิค เลซิกจะดูร่าเริงเป็นปกติดี แต่แววลิงโลดในดวงตาของเขาแทบจะกระโดดออกมาจากเบ้า ประตูห้องถูกปิดอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่บทสนทนาสุดแสนจะสำคัญจะเริ่มขึ้น


และเริ่มขึ้น...


“เอาล่ะ เรื่องของเรามีอยู่ว่า” หลังจากนั้นลิคก็เอ่ยขึ้นมา โดยมีคนอีกสามคนนั่งอยู่บนเตียง


“เดี๋ยวก่อนสิ นายยังไม่ได้บอกฉันเลยนะ เรื่องแผนอะไรนั่นน่ะ” เป็นแอชเชอร์ที่โวยวายขึ้นมา


“ทุกอย่างฉันกะเอาไว้แล้ว เพื่อพวกนาย ฉันจึงยอมสละตนเพื่อใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเศรษฐีนั่น แล้วมันก็ได้ผล ก็ในเมื่อสถานที่แห่งนี้มันมีจริงนี่นา พวกเราเข้ามาในกระจก”


“อย่าบอกนะว่า นายแค่คาดคะเน”


“ความจริง ฉันคิดไว้แล้วว่ามันต้องได้ผลแน่ๆ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่การคาดคะเน”


“แต่นายทิ้งเราไว้ในตู้นั่น!


“ก็เห็นๆ อยู่ว่า มันเป็นที่ซ่อนตัวได้ดีเลยทีเดียว”


แอชเชอร์อ้าปากค้างทำทีจะโต้กลับ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะพูดอะไรไปอีกฝ่ายก็คงแถต่อไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งริก้าวางมือลงบนบ่านั่นแหละ เขาจึงได้ใจเย็นลง “ช่างมันเถอะน่า...ยังไงเราก็มาอยู่ตรงนี้แล้วนี่ โมโหไปก็ไม่ได้อะไรหรอก”


“เอ่อ...ขอโทษนะ พวกนายกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่หรอ” เจนาสถามแทรกขึ้นมา


“ไม่มีอะไรหรอก” ริก้าตอบ “แค่เรื่องวุ่นวายนิดหน่อยก่อนที่เราจะมาที่นี่น่ะ ฉันว่าเรามาเริ่มพูดถึงเรื่องของนายกันก่อนดีกว่า”


“เรื่องของฉัน...” เจนาสทำน้ำเสียงฉงน


“ใช่ เรื่องของนาย ตั้งแต่สองปีก่อนที่นายจะหายตัวไป”


“เล่ามาให้หมดด้วย” ลิคทิ้งตัวนั่งลงข้างเจนาส ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นจำเลยของเพื่อนทั้งสามคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


“แต่พวกนายก็น่าจะรู้ทุกอย่างจากจดหมายแล้วนี่”


“เราอยากรู้จากปากนายมากกว่านะ รู้ไหม การได้เจอคนที่น่าจะตายไปแล้วเป็นอะไรที่ช็อกโลกมาก”


“ความจริง พวกเราเพิ่งเจอกันไปเมื่อวานนี้เองนะ” เจนาสเอ่ยด้วยความลืมตัว “อ่ะ...ใช่สิ พวกนายคือ ลิค ริก้าและแอชเชอร์จากชุมชนมิเดลตันในโลกแห่งความจริงสินะ ฉันชักจะลืมตัวไปแล้ว”


“ดูท่านายจะไม่ดีใจเท่าไหร่นะที่เจอเรา” ลิคว่า


“ดีใจสิ แต่...เมื่อฉันคิดว่า ฉันอาจจะต้องกลับไปเจอพ่อนิสัยแบบเดิม ก็ไม่อยากกลับเท่าไหร่นัก” น้ำเสียงของเจนาสดูเศร้าสร้อย ก่อนที่จะเปลี่ยนอารมณไปอย่างรวดเร็ว “ช่างมันเถอะ เอาโดยรวมแล้ว ผู้คนที่นี่ ไม่ค่อยจะเป็นมิตรสักเท่าไหหรอก แล้วพวกนายอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ”


“เรื่องของขุม...” ขณะที่ลิคกำลังจะเอ่ยปาก ริก้าก็ยื่นมือมาปิดเสียก่อน เธอพูดแทรกว่า “คือ...อย่างแรก นายพอจะรู้วิธีที่ออกไปจากที่นี่หรือเปล่า ฉันหมายถึง โลกแห่งนี้น่ะ”


เจนาสส่ายหน้า “ไม่รู้หรอก...”


“แล้ว...แล้วเราจะกลับไปได้ยังไงล่ะ” แอชเชอร์โวยวายขึ้นมา “ฉันนึกว่า แค่แตะกระจกเงานั่นอีกรอบ ก็จะสามารถกลับไปได้เสียอีก”


“ไม่มีทาง ฉันลองมาหมดทุกวิธีแล้ว แต่ฉันก็รู้ว่า มันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับบทกวีในนิทานกวีผู้อับโชค คิดว่าพวกนายน่าจะรู้นะว่าฉันหมายถึงอะไร”


“ฉันไม่สนใจหรอก ฉันแค่อยากรู้ว่า นายพอจะรู้ไหมว่า...อ่าอุ๋มอัดอู่อี้ไอ๊” พูดไม่ทันได้ความเด็กชายจอมเพี้ยนก็ถูกปิดเปากอีกรอบ คำถามที่ว่าจึงออกมาได้เพียงแต่เสียงอู้อี้


“แล้วนายรู้ไหมว่า ป้าโรซ่ามาทำอะไรที่นี่” ริก้าเป็นคนถามอีกรอบ ไม่เข้าใจนักว่าทำไมถึงไม่อยากให้ลิคพูดในสิ่งที่เขากำลังจะพูดกันนะ


“เอ่อ...สรุปว่า คุณโรซ่าที่ฉันเห็น คือ คุณโรซ่าจากโลกแห่งความจริง...จริงๆ ใช่ไหม”


“น่าจะเป็นอย่างนั้น”


บรรยากาศห้องดูอึดอัดขึ้นเล็กน้อย เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนี้ และมือของเด็กหญิงก็ยังปิดปากเพื่อนชายไว้แน่น แม้เจนาสจะแลดูสงสัยกับท่าทีของริก้าที่ไม่ยอมให้ลิคพูด แต่เขาก็ไม่ได้ถามความอะไร จนกระทั่งลิคดิ้นพล่านเสียยกใหญ่ และสามารถสลัดมือของริก้าออกไปได้นั่นเอง


“ให้ฉันพูดเถอะน่ะ เรื่องจะได้จบๆ” ลิคพูดออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์นัก


“เรื่อง...เรื่องอะไรหรือ นายมีอะไรจะถามฉัน”


“ฉันก็แค่อยากรู้ว่า นายรู้ไหมว่าขุมทรัพย์นักกวีอยู่ที่ไหน ขุมทรัพย์ที่อเล็กซ์ซ่อนไว้น่ะ”


เจนาสแสดงอาการงุนงงอยู่พักใหญ่ เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่


ลิคถอนหายใจออกมาเบาๆ “รู้ไหมว่า ตอนนี้ชุมชนมิเดลตันกำลังจะถูกพ่อของนายยึด เราต้องการค้นหาขุมทรัพย์นั่นให้เจอเพื่อเอาไปใช้หนี้”


“ชุมชน...ถูกยึด...ขุมทรัพย์...เอ่อ...นายค่อยๆ อธิบายไปทีละเรื่องจะดีกว่านะ”


สิ่งหนึ่งที่เศรษฐีน้อยสัมผัสได้ก็คือ การมาของพวกลิคนั้นเริ่มจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว และการกล่าวถึงเรื่องนิทานปรัมปรา และตามหาสิ่งของในนิทาน


นิทานที่ว่าด้วยเรื่อง...ขุมทรัพย์!


1 ความคิดเห็น

  1. #12 momentzy (@momentzyy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 12:22
     ระหว่างรอจะวิจารณ์รอไปด้วยแล้วกันนะคะ :))
    #12
    0