คัดลอกลิงก์เเล้ว

นางอิจฉา

โดย peiNing

นางอิจฉา...แล้วไง ฉันผิดตรงไหนที่ได้รับบทนี้ประจำ ฉันผิดตรงไหนที่ในชีวิตจริงมีผู้ชายมาสนใจเยอะแยะ ฉันไปแย่งพวกนั้นตอนไหนถึงต้องมากล่าวหากันแบบนี้ แล้วฉันผิดอย่างไรที่ตบคืนเพื่อป้องกันตัว คนทั้งโลกจะมองฉันอย่างไรก็ช่าง ฉันไม่เคยสนใจใครทั้งนั้น แต่

ยอดวิวรวม

448

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


448

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  8 พ.ย. 57 / 22:15 น.
นิยาย ҧԨ นางอิจฉา | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 8 พ.ย. 57 / 22:15


ฝนตก...รถติด

ของคู่กันบนท้องถนน

ฉันนั่งมองรถหลายรุ่นหลายขนาดเรียงรายแน่นขนัดบนถนนสายหลักด้วยสายตาละห้อยละเหี่ย ซึ่งก็เหมือนกับสายตาของคนขับรายอื่นๆ บนท้องถนนนั่นแหละ เบื่อแสนเบื่อกับการจราจรตรงหน้า สุดท้ายฉันเลยตัดสินใจหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งมีร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่อยู่ข้างใน อีกทั้งยังมีเคาน์เตอร์ร้านอาหารเล็กๆ ที่มีเมนูหลายอย่างไว้บริการคนเดินทาง และมีที่นั่งสำหรับรับประทานพร้อมสรรพ

รถยนต์สีแดงยี่ห้อหรูราคาแพงหูดับโฉบเข้าไปจอดอย่างรวดเร็ว ฉันคว้ากระเป๋าหนังหูหิ้วเดินฉับๆ เข้าไปในร้านอาหารโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น รวมทั้งสายตาแปลกๆ ของผู้คนที่มองมานั่นด้วย

อย่างว่าล่ะนะ...ฝนตกฟ้าสลัวขนาดนี้ คงมีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ใส่แว่นกันแดด

แล้วคนบ้าที่ว่าก็คือฉันไง...

แหม! ถึงมันจะดูประสาทไปสักหน่อย แต่ฉันก็ยังเคยชินกับการทำตัวให้ตรงตามอิมเมจดาราอยู่ดี จะฝนตก แดดออก หรือมืดค่ำ อยู่กลางแจ้ง หรือในอาคาร ก็ขอเดาะใส่แว่นดำประกาศศักดาคนดังสักหน่อยพอให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย

จะว่าไปฉันก็ชินกับสายตาของคนอื่นๆ อยู่แล้ว เพราะฉันเป็นจุดเด่นเสมอมาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น แต่อาจจะเปลี่ยนไปบ้างตรงที่ตอนนี้หากเปรียบสายตาเหล่านี้เป็นเครื่องทำเลสิกแล้วล่ะก็ ฉันคงเป็นจุณไปเรียบร้อยเพราะแสงเลเซอร์นั่น

แหงสิ!

ในเมื่อตอนนี้ ยัยวิยดีกำลังวาดลวดลายชวนให้ตบอยู่บนจอโทรทัศน์ในละครหลังข่าวอยู่นี่ ดังนั้นใครที่รักที่ชอบ นัชชาก็พร้อมที่จะดักซัดฉันสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงด้วยความหมั่นไส้ หรือไม่ก็ส่งสายตาพิฆาตเพื่อว่าจะได้ทำให้ฉันหายไปเสียที ไม่ต้องอยู่รกหูรกตา

เอาเถอะ...ในเมื่อคุณ ปรมะออกจะหล่อ รวย นิสัยดี อบอุ่น และน่ารักซะขนาดนั้น เหมาะกับนัชชาเหลือเกิน ถ้าจะไม่มีวิยดีเป็นนางมารร้ายคอยขัดคออยู่น่ะนะ

ที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่นี่ก็คือละครเรื่อง มนต์กามเทพละครดังที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะปิดกล้องไปแล้วก็ตาม เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ปรมะหนุ่มนักเรียนนอกเนื้อหอมฟุ้งที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการหมาดๆ ได้พบรักกับ นัชชาเพื่อนของน้องสาวตัวเอง แต่ฝ่ายชายดันมีคู่หมั้นที่โดนจับหมั้นกันตั้งแต่เด็กเป็นอุปสรรคความรัก ซึ่งก็คือ วิยดีนั่นเอง

คิดถึงตรงนี้ฉันก็ได้แต่หัวเราะกับตัวเอง ชีวิตจริงของฉันช่างคล้ายวิยดีเสียนี่กระไร คล้ายมากจนฉันไม่ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับบทบาทการแสดงเท่าไหร่นัก อาจจะต่างกันบ้างตรงที่วิยดียังมีตำแหน่งเป็นถึงคู่หมั้นของปรมะ แต่สำหรับตัวฉันเอง แม้แต่ตำแหน่งคนรัก ฉันยังไม่มีทางได้เป็นด้วยซ้ำ

ในสายตาของ เขา

 

ฉันนั่งมองถ้วยกาแฟซึ่งส่งกลิ่นหอมพร้อมกับควันลอยกรุ่นอยู่ตรงหน้า แล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกก่อนจะคว้าขึ้นมาจิบ

ฝนยังคงตกหนักอยู่ คนที่เข้ามาหลบฝนก็มีมากขึ้น พวกเขาไม่ได้เข้ามารอด้านในเหมือนอย่างฉัน แต่กลับยืนดูฝนฟ้าอยู่ด้านนอกแทน คนมากมายยืนออบังจนฉันมองไม่เห็นว่าสภาพถนนเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็พอเดาได้อยู่หรอกว่ายังคงติดหนึบเป็นตังเมอยู่ ไม่อย่างนั้นคนคงไม่มายืนกันมากมายขนาดนี้

ก็ดีเหมือนกัน...

อย่างน้อยมันก็เป็นข้ออ้างที่จะไปถึงที่นั่นช้าหน่อย ฉันเองก็ไม่ได้อยากไปถึงเร็วนักหรอก

ว่าแต่...เมื่อครู่ฉันคิดถึงไหนแล้วนะ...

...ละครเรื่อง มนต์กามเทพตอนล่าสุดที่เพิ่งออกอากาศไปเป็นตอนที่วิยดีรู้แล้วว่าปรมะมีใจให้กับนัชชา เธอเลยตามไประรานนางเอก ทั้งด่า ทั้งตบตี นัชชาเองก็ช่างอ่อนต่อโลกเสียจนไม่แม้แต่จะตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นนางเอกในสายเลือดอย่างแท้จริง คนที่อดรนทนไม่ได้กลับเป็นปรมะ เขาเลยต้องมาลากวิยดีออกไป แล้วก็เป็นโอกาสให้พระเอกได้เข้าไปประคบประหงมเห็นอกเห็นใจนางเอกมากขึ้น เพราะคู่หมั้นของตัวเองมาทำร้ายเธอ

ที่จริงเรื่องตบตีเป็นเรื่องถนัดของฉันเหมือนกันนะ...

อย่างที่บอก ชีวิตของฉันคล้ายวิยดีจริงๆ บางทีฉันคงเป็น นางอิจฉาโดยกมลสันดานล่ะมั้ง ฉันต้องรบกับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่สมัยเรียน และยิ่งมากเป็นพิเศษก็ตอนอยู่มหาวิทยาลัยนั่นแหละ

เรื่องทั้งหมดล้วนมาจากพวกผู้ชายทั้งนั้น!

ตั้งแต่พวกที่มีแฟน มีคู่หมั้น มีภรรยา หรือบางทีก็มีลูกแล้วด้วยซ้ำ ต่างเข้ามาติดพันฉัน

เฮอะ! อย่างกับว่าฉันไม่รู้จุดประสงค์ของคนพวกนั้นอย่างนั้นแหละ

ถ้าฉันไม่ใช่ลูกของพ่อ ต่อให้สวยหยาดฟ้าแค่ไหนก็คงไม่มีคนเข้ามาในชีวิตได้มากถึงขนาดนี้หรอก โดยเฉพาะเหล่าผู้หญิงของผู้ชายพวกนั้นที่ตามมาเช็คบิลเอากับฉัน แน่นอนว่าฉันไม่เหมือนนัชชาที่จะยอมให้ใครมาตบข้อหาแย่งแฟนหรือสามีคนอื่นได้ง่ายๆ มันต้องสวนกลับกันบ้างเพื่อป้องกันตัว และบรรดาผู้หญิงทั้งหลายที่มาดูน้ำหน้าฉันก็ต้องเจ็บตัวกลับไปตามระเบียบ

ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองไป อ่อยผู้ชายพวกนั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน อ๊ะๆ...ฉันไม่ได้เป็นคนหยาบคายนะ คำคำนี้ฉันตัดมาจากคำพูดของคนพวกนั้นที่สรรหาคำมาด่าฉัน

นางอิจฉาก็เป็นนางอิจฉาอยู่วันยังค่ำ ดีแต่อ่อยผู้ชายไปทั่ว

คำด่านี้ฉันจำได้มากกว่าคำอื่นๆ คงเพราะมันเกี่ยวพันกับอาชีพของฉันด้วยล่ะมั้ง ฉันรักอาชีพนักแสดงนะ แม้ว่าบทมันจะเป็นแบบนั้นก็เถอะ ฉันว่าตัวเองโชคดีที่ตอนนี้ผู้คนเปิดรับอาชีพนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แถมยังรายได้ดีจนฉันไม่คิดว่าจะมีคนที่ดูหมิ่นอาชีพนี้อยู่ในโลกอีกต่อไป

ไม่สิ...มีอยู่หนึ่งคนที่เกลียดอาชีพของฉันจับใจ

พ่อของฉันเอง...!

 

พ่อของฉันเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่ศีรษะล้านไปแล้วสักครึ่งหัว รูปร่างสมบูรณ์ แต่หน้าตาไม่ยักสมบูรณ์เหมือนรูปร่าง เพราะเป็นคนบ้างานเป็นชีวิตจิตใจ ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ คำถามที่ฉันมักถามอยู่เสมอก็คือ

พ่อจะกลับเมื่อไหร่

ส่วนคำตอบนั้นก็เหมือนกับทุกครั้ง

คุณท่านไปต่างประเทศ อีกสามสี่วันถึงจะกลับค่ะ

หรือไม่...

วันนี้คุณท่านต้องไปงานราตรีค่ะ

หรือไม่ก็...

คุณท่านมีธุระ คงกลับดึกค่ะ

และอีกสารพัดจะ คุณท่านแต่สรุปแล้วก็คือฉันจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อในวันนั้นนั่นแหละ จนฉันเรียนจบแล้วก็ยังเหมือนเดิม เดือนหนึ่งได้เจอพ่อสักสองถึงสามครั้งได้ล่ะมั้ง

ตอนที่ฉันบอกพ่อว่าจะเล่นละคร พ่อคัดค้านหัวชนฝาเลย แม้ว่าพ่ออาจจะอยากให้ฉันสืบทอดกิจการและไปเรียนรู้งานที่บริษัท หรืออาจจะเสียดายความรู้ที่ฉันได้ร่ำเรียนมาจากเมืองนอกเมืองนา แต่ฉันก็รู้ดีว่าพ่อไม่มีทางบังคับฉันได้แน่นอน และคนมีชนักปักหลังอย่างพ่อเองก็รู้ข้อนี้ดีพอๆ กับฉัน ในที่สุดพ่อก็พยักหน้าอย่างยอมแพ้

อยากทำอะไรก็ตามใจ

 

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ไอน้ำเกาะกระจกเป็นม่านบางๆ ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในอาคารทำให้ฉันห่อไหล่เล็กน้อย

ไอศกรีมเริ่มละลายอยู่บนวาฟเฟิลร้อนๆ ที่ฉันเพิ่งสั่งมากินฆ่าเวลาเมื่อครู่นี้ แล้วความคิดหนึ่งก็เข้ามาในหัวฉัน

ถ้าใจเขาละลายได้ง่ายแบบนี้คงดี...

มุมปากฉันหยักขึ้นยิ้มขื่นๆ

ฉันรู้ว่ามันคงเป็นไปได้ยาก และปกตินิสัยของเขาก็คาดเดาลำบากอยู่แล้ว ฉันจึงว่าจะเลิกคิดเข้าข้างตัวเองอย่างที่ฉันทำเสมอตั้งแต่ได้พบกับเขา

ฉันพบเขาครั้งแรกตอนไปงานรับปริญญาเพื่อนสมัยอยู่โรงเรียนประจำ ถึงฉันจะดูสวยใสไฮโซ หรือเก่งกล้าสามารถขนาดไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นก็อยู่ได้สบายๆ แค่ไหน แต่ฉันไม่ใช่ซูเปอร์วูแมนนี่นา คนเรามันก็ต้องมีจุดอ่อนอยู่อย่างสองอย่างนั่นแหละ แล้วจุดอ่อนของฉันก็คือเรื่องการขับรถ...

ถึงแม้ตอนนี้ฝีมือการขับรถของฉันจะดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่ตอนนั้นฉันยังเป็นมือใหม่หัดขับอยู่เลย ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงความสยดสยองในการขับของฉัน จำได้ว่าเย็นวันนั้น รถหลายคันของเหล่าผู้คนที่มาแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ รวมทั้งญาติพี่น้องผองเพื่อนต่างพากันทยอยกลับ รถที่แล่นต่อเนื่องออกมาเรื่อยๆ ทำให้ฉันไม่มีจังหวะถอยรถออกมาได้เลย พอมีคนใจดีหยุดให้ ฉันก็ดันถอยไม่พ้นสักที

แหม! ก็ที่มันแคบนี่นา

ฉันถอยรถนานเสียจนรถคันหลังๆ บีบแตรไล่ ฉันเลยยิ่งลนจนทำอะไรไม่ถูก เผอิญว่าเจ้าของรถคันที่จอดอยู่ข้างๆ ฉันเดินมาพอดี เลยช่วยฉันถอยรถพ้นได้ในที่สุด ตอนนั้นฉันจำได้ว่ามองหน้าเขาผ่านๆ เพราะจำเป็นต้องรีบออกรถก่อนที่ชาวบ้านจะด่าฉันมากไปกว่านี้ ฉันเปิดกระจกตะโกนขอบคุณเขาแล้วขับออกไป

ความทรงจำรางๆ ของฉันบันทึกไว้แค่ว่าเขาเป็น ผู้ชายขี้เก๊กแต่ตอนที่เขาผงกหัวยิ้มรับคำขอบคุณจากฉัน รอยยิ้มนั้นสว่างราวกับรอยยิ้มของนายแบบโฆษณายาสีฟันยังไงยังงั้น ดีนะที่ฉันประคองรถไม่ให้เป๋ไปชนอะไรเข้าได้สำเร็จ ไม่งั้นเสียเชิงสาวมั่นอย่างฉันหมด

แต่ฉันคิดถึงมันได้ไม่นานก็ลืมลงโลงไปเรียบร้อย...

นั่นคือครั้งแรกที่ฉันประทับใจใครเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ได้พบ...

แล้วฉันก็ระลึกถึงมันได้อีกครั้งตอนที่พบเขาในงานเลี้ยงที่ฉันต้องไปกับพ่ออย่างไม่เต็มใจนัก

ฟังดูน้ำเน่าชะมัด!

เขาเป็นลูกชายนักธุรกิจที่เป็นเพื่อนเก่าและบริษัทคู่ค้าของพ่อ เขากำลังเรียนรู้งานเพื่อจะสืบทอดกิจการต่อไป ฉันคาดไม่ถึงเพราะหน้าเขาเด็กกว่าอายุโขเลย ถ้าไม่พอๆ กับฉัน ก็น่าจะอายุมากกว่านิดหน่อย หลังจากที่เราพบกันได้ระยะหนึ่ง เขาก็บอกฉันว่าวันนั้นเขาไปงานรับปริญญาน้องสาวเขา

มันก็ไม่เชิงว่า เราพบกันหรอก

ฉันไปพบเขาฝ่ายเดียวต่างหาก...

ขอสารภาพตามตรง ถึงฉันจะมีผู้ชายเข้ามาในชีวิตมากมาย แต่ฉันก็ไม่เคยมีความรักให้ใครเลยสักคน เมื่อมาเจอเข้าจริงๆ เลยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ปกติฉันเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอด แต่กับเขา...กับผู้ชายคนนี้ ฉันรู้ว่าถ้าฉันเป็นฝ่ายรอล่ะก็

ชวดแหงๆ!

แล้วเรื่องอะไรจะยอมให้เป็นอย่างนั้นล่ะ

ไม่ใช่หน้าตาของเขาแน่นอนที่ทำให้ฉันหลงใหล ฉันรู้สึกว่าคนคนนี้อยู่ใกล้แล้วอบอุ่น เป็นที่พึ่งพิงแก่ฉันได้ ฉันรู้สึกแบบนี้ และฉันก็คงเสียดายสุดๆ ถ้าปล่อยให้เขาออกจากชีวิตฉันไปโดยที่ฉันยังไม่ได้พยายามอะไรเลย

ผลสรุปของความคิดก็คือ...ฉันต้องบากหน้าตามตื๊อเขานั่นเอง...

เขายังไม่มีคนรัก ไม่มีคู่หมั้น ไม่มีลูก ไม่มีภรรยา...ฉันแน่ใจในหน่วยข่าวกรองพิเศษส่วนตัว แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีผู้หญิงควงนะ ก็ต้องมีบ้างล่ะ เขาไม่ใช่เกย์นี่นา ยิ่งกว่านั้นเขาเองก็จัดอยู่ในผู้ชายจำพวกเนื้อหอมฟุ้งในวงสังคมเหมือนกัน เพราะบุคลิกลักษณะกับหน้าตาท่าทางที่ไม่ได้ขี้ริ้วอะไร แถมยังโสดอีกต่างหาก และประการสุดท้าย...

เขารวย

แต่อย่างที่บอก ปัจจัยพวกนี้ในสายตาของฉัน มันก็แค่นั้นแหละ...

ช่วงแรกฉันคิดว่าฉันอาจจะแค่ประทับใจ แต่ด้วยความที่ตามเขาอยู่นานพอควร ฉันจึงแน่ใจว่าฉันรักเขา เขาเป็นสุภาพบุรุษ ขนาดฉันทอดสะพานให้สุดๆ แบบนี้แล้ว เขาก็ไม่เคยหาเศษหาเลยเอากับฉันเลย

ไม่เคยแตะตัวฉันด้วยซ้ำ...

นอกเหนือจากตัวเขาแล้ว ครอบครัวของเขาก็เป็นครอบครัวที่ดี ดีมากหากเทียบกับครอบครัวของฉัน พ่อของเขาถึงแม้จะเป็นนักธุรกิจใหญ่ แต่ก็ไม่เคยละเลยครอบครัว วันหนึ่งเขาพาฉันไปที่บ้าน พอดีว่าวันนั้นฉันไปหาเขาที่ทำงาน และรู้ว่าเขาต้องกลับบ้านในตอนเย็น ฉันเลยรบเร้าขอตามไปด้วย สุดท้ายเขาก็ยอมพาฉันไปบ้านเขาด้วยกัน

ปกติแล้วเขาจะแยกมาอยู่คนเดียวที่คอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แต่บ้านจริงๆ ของเขาอยู่แถบชานเมือง เขาเคยบอกว่าออกมาอยู่แบบนี้สะดวกกว่า ไม่ต้องผจญกับรถติดมากนัก แล้ววันอาทิตย์ค่อยกลับบ้าน แต่วันนั้นไม่ใช่วันอาทิตย์ ฉันจึงค่อนข้างแปลกใจว่ามีธุระด่วนหรือเปล่า

พอถึงบ้าน เขาก็ทิ้งฉันไว้กับครอบครัวแล้วเลี่ยงไปที่ห้อง โดยบอกว่าเขาต้องไปเอาข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ฉันพยักหน้า...นี่เองเหตุผลที่เขาต้องกลับมาบ้าน โชคดีที่ครอบครัวเขาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งบ้าน พ่อกับแม่ของเขาก็อยู่ด้วย พ่อของเขาไม่ได้ไปทำงานทุกวันอีกแล้ว แต่จะเริ่มผลักดันลูกชายของตนขึ้นมาแทน ฉันรู้จากปากพ่อของเขาตอนที่เรานั่งคุยกันอยู่ ท่านมองฉันอย่างพิจารณา ส่วนแม่ของเขาก็เอ็นดูฉันเป็นอย่างดี

ฉันชอบบ้านหลังนี้...ฉันบอกพวกท่าน

ไม่ได้เพื่อจะเอาใจนะ แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ กลิ่นอายของมันอบอุ่น คนละแบบกับบ้านที่อยู่ใจกลางเมืองของฉัน ซึ่งทั้งเงียบเหงาทั้งวังเวง ฉันเดาได้เลยว่าทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนั้น ก็เพราะบ้านหลังนี้หล่อหลอมเขาขึ้นมานั่นเอง

ฉันได้พบ ศศิที่นั่นด้วย เธอเป็นน้องสาวของเขา ต้นเหตุแห่งการพบกันครั้งแรกของฉันกับเขาคือวันรับปริญญาของเธอนั่นเอง เราอายุเท่ากัน แต่เธอชอบที่จะเรียกฉันว่าพี่มากกว่า เธอคงเห็นฉันเป็นเพื่อนพี่ชายล่ะมั้ง หรือไม่ฉันก็หน้าแก่เกินกว่าที่อีกฝ่ายจะกระดากปากเรียกชื่อฉันเฉยๆ

ศศิพาฉันเดินตัดสวนหลังบ้านไปที่ห้องห้องหนึ่งซึ่งแยกเป็นเอกเทศออกจากตัวบ้าน ภายในนั้นเต็มไปด้วยรูปภาพและกลิ่นสี ศศิบอกว่าที่นี่เป็นสตูดิโอสำหรับวาดภาพ ฉันชะโงกดูภาพหนึ่งที่วางอยู่ลึกเข้าไปโดยมีกองผ้ากับกองกระป๋องสีกั้นกลาง ภาพนั้นมีรูปถ้วยซึ่งมีกาแฟอยู่เต็มและมีควันฉุยอบอวลในห้องที่มีสีสบายตา ภาพนี้ดูอบอุ่น อารมณ์ดี ฉันเลยบอกเจ้าของห้องไปอย่างนั้น ศศิหัวเราะ

ภาพนั้นเป็นของพี่ซันค่ะ

ฉันชะงัก แปลกใจว่านอกจากทำงานแล้ว เขายังมีฝีมือวาดรูปถึงขนาดนี้เชียวหรือ และนี่เป็นความรู้ใหม่ว่าเขาวาดภาพเป็นงานอดิเรกด้วย สีหน้าของฉันคงบอกความคิดโจ่งแจ้งไปหน่อย ศศิจึงขยายความว่า

พี่ซันชอบวาดรูปค่ะ ส่วนใหญ่กลับมาบ้านทีไร ก็จะมาขลุกอยู่ที่นี่เพื่อวาดภาพ

ฉันเอื้อมมือไปไล้ภาพนั้นเบาๆ ซึมซับความอ่อนโยนกับความอบอุ่นของภาพ...และเจ้าของภาพด้วย

ที่นี่มีทั้งรูปของคุณซันกับของศศิรวมกันใช่ไหมคะ

ดูออกด้วยหรือคะ

ภาพวาดของแต่ละคนเทคนิคก็จะต่างกันค่ะ เลยเดาได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่เหมือนกันในภาพของพวกคุณ คงเป็นที่...ภาพทุกภาพเมื่อดูแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ

วันนั้นฉันอยู่ร่วมโต๊ะอาหารเย็นด้วย บทสนทนาส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของฉันบ้าง เกี่ยวกับเรื่องงานในวงการบันเทิงบ้าง แล้วแต่เรื่องจะพาไป ฉันชอบดูครอบครัวนี้หยอกล้อกัน แซวกัน ถึงอาทิตย์จะเป็นคนเงียบๆ แต่เขาก็ดูผ่อนคลายเมื่ออยู่บ้าน บางทีก็แหย่น้องสาวเล่นแล้วแต่อารมณ์ ภาพที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นนัก...เพราะเวลาฉันเจอเขาทีไร ถ้าไม่นิ่งเฉยก็จะทำหน้าเคร่งๆ เกร็งๆ อยู่เสมอ

ถ้าเป็นที่บ้านของฉัน รับรองว่าไม่มีวันเห็นภาพที่พ่อแม่ลูกนั่งคุยกันอย่างร่าเริงแบบนี้แน่ๆ...

 

ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันอายุเก้าขวบ วันนั้นเป็นวันครบรอบแต่งงานของพ่อกับแม่เป็นปีที่สิบ และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครรบกวนเรา เนื่องจากคนงานในบ้านขอลากลับไปตั้งแต่ช่วงสงกรานต์

แต่พ่อก็ทำความหวังที่จะได้อยู่พร้อมหน้ากันในโอกาสพิเศษๆ เช่นนี้ล่มลงอย่างไม่เป็นท่า เพราะโทรศัพท์ที่มาตามตัวพ่อเรื่องงานนั่นเอง ฉันจำได้ว่าฉันร้องไห้แทบจะขาดใจเพื่อรั้งพ่อเอาไว้

พ่อผิดสัญญากับหนูอีกแล้ว พ่อไม่รักเราแล้วหรือคะ

แต่มันก็ไม่ได้ผล...

พ่อถอนหายใจพลางย่อตัวลงมาคุยกับฉันที่ยังอุ้มตุ๊กตาบาร์บี้อยู่ แม่ซึ่งอยู่ข้างๆ ฉันไม่ได้พูดอะไร แต่ยังคงยิ้มหวานให้กับพ่อเหมือนอย่างเคย

พ่อขอโทษ แต่งานนี้เป็นงานด่วน พ่อรู้ว่าหนูเป็นเด็กมีเหตุผล พ่อคิดว่าหนูคงเข้าใจ

พ่อจูบหน้าผากของฉัน คำแก้ตัวที่ฉันได้ยินเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่วันนั้น พ่อสั่งให้ฉันเข้านอนแต่หัวค่ำ ถึงอย่างนั้นก็ตาม ฉันก็ยังรอพ่อด้วยความหวังว่าพ่อจะกลับมาเร็ว จนกระทั่งสี่ทุ่ม ดึกที่สุดเท่าที่เด็กเก้าขวบอย่างฉันจะทนตื่นอยู่ไหว ฉันถอนหายใจอย่างสิ้นหวังแล้วพาแม่เข้าไปนอนกอดแทนตุ๊กตาขนสัตว์ตัวนุ่ม

อย่างน้อยในยามนั้นกรอบรูปแข็งๆ ก็ทำให้ฉันอบอุ่นใจในคืนอันหนาวเหน็บของฉันได้บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นฤดูร้อนก็ตามที...

นั่นเป็นวันสุดท้ายของการวิงวอนพ่อ วันสุดท้ายที่ฉันจะร้องไห้ให้กับผู้ชายคนใดไม่เว้นแม้แต่พ่อ และวันสุดท้ายที่ฉันจะหวังเวลาจากพ่อ พอเข้าโรงเรียนประจำ เข้ามหาวิทยาลัย ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ความสัมพันธ์ของเราก็ห่างเหินขึ้นเรื่อยๆ และพ่อก็รู้ดีว่าเป็นเพราะเหตุใด พ่อตามใจฉันมากขึ้น เงินที่ได้ต่อเดือนของฉันส่วนที่เหลือจากเงินเก็บแล้ว เชื่อไหมว่าเพียงแค่ครึ่งปี ฉันสามารถซื้อรถยนต์ได้หนึ่งคันสบายๆ

แต่มันก็แค่นั้น เพราะสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดก็ไม่มีวันได้จากพ่ออยู่ดี

 

วาฟเฟิลหมดแล้ว กาแฟก็เย็นชืด ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ฝนจากที่ลงเม็ดหนักก็เริ่มตกปรอยๆ

คนที่ยืนหลบฝนหน้าร้านเริ่มบางตา ฝนแค่นี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่ฉันขอให้มันขัดขวางฉันต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้รถเริ่มเคลื่อนตัวได้บ้าง แต่พอเห็นว่าฝนหยุด ผู้คนก็จะทยอยออกมาพร้อมๆ กัน ถ้าฉันออกไปตอนนี้ด้วย ก็ต้องผจญกับรถติดอีก ดังนั้นฉันขอนั่งอยู่ที่นี่ก่อนดีกว่า ไปถึงช้าก็ไม่เป็นไร

หลังจากที่ฉันรู้ว่าเขามักจะกลับมาวาดรูปที่บ้านในวันอาทิตย์ หากสัปดาห์ไหนฉันว่าง ฉันก็จะขอเขามานั่งดูอยู่ข้างในสตูดิโอด้วย แรกๆ เขาก็บ่นว่าเสียสมาธิ แต่นานๆ เข้าพอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้าไป เขาเพียงตวัดสายตามองมาแวบเดียว...รับรู้...แล้วหันกลับไปจมกับงานอดิเรกของตัวเองต่อไป

เขาไม่เคยวางพู่กันจนกว่าจะเสร็จ...

นี่เป็นข้อสังเกตที่ฉันพบหลังจากที่นั่งมองแผ่นหลังกับเสื้อเปื้อนสีของเขามาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง และยามเมื่อเขาวาดเสร็จ เขาจะดูแลอุปกรณ์พวกนั้นเป็นอย่างดี เดินไปเดินมา และปล่อยให้ฉันนั่งพิจารณารูปที่พึ่งวาดเสร็จไปตามเรื่อง การวาดภาพเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งของเขา ถ้าไม่ได้ทำแล้วจะเครียด ตลอดจนหงุดหงิดง่าย เขาบอกฉันในระหว่างทางไปบ้านฉัน เพราะกว่าจะวาดเสร็จ เก็บอุปกรณ์ทั้งหลาย และบางทีก็กินข้าวเย็นที่บ้านเขา มันก็มืดพอดี เขาจะขับรถของเขาไปส่งฉันที่บ้าน โดยให้ฉันทิ้งรถตัวเองไว้ที่นี่ บ้านของเขาเลยกลายเป็นที่จอดรถอีกที่หนึ่งของฉันไปโดยปริยาย

ฉันพอใจกับความสัมพันธ์ของเรา แม้ว่าเขาจะสุภาพและไม่มีท่าทีอะไรมากไปกว่าความเป็นสุภาพบุรุษ แต่ฉันก็พอใจว่าอย่างน้อยฉันก็ได้เข้ามาอยู่ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวของเขาได้ โดยที่เขาไม่ได้ต่อว่าหรือแสดงความรังเกียจใดๆ ฉันถือว่านี่เป็นนิมิตหมายอันดี ความใกล้ชิดของเราสองคนทำให้ทั้งเขาและฉันไม่มีคนมาเกาะแกะมากเหมือนก่อน จุดนี้ฉันพอใจมาก ถึงแม้ว่าอาจจะมีข่าวฉาวเกี่ยวกับตัวฉันอยู่บ้างก็ตาม

แต่บางทีทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่หวังเสมอไป...

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นวันเกิดของเขา แต่วันนั้นเป็นวันอังคาร ฉันมีคิวถ่ายละครที่จะต้องออกต่างจังหวัดพอดี คิดไปคิดมาก็สรุปเองว่าวันอาทิตย์ก่อนถึงวันเกิดเขา ฉันจะขอกองถ่ายแวบสักชั่วโมงเพื่อเอาของขวัญวันเกิดไปให้เขาล่วงหน้าแล้วรีบกลับมาใหม่

เพราะมาอยู่ได้แค่ไม่นาน ฉันจึงเข้าไปทักทายแม่กับน้องของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะเลยไปที่สตูดิโออย่างรีบร้อน ภาพที่เห็นตอนที่เดินเข้าไปทำให้ฉันแปลกใจ เขาคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยท่าทางสนิทสนม นั่นไม่น่าประหลาดใจเท่ากับใบหน้ายิ้มแย้มที่มีให้แต่กับครอบครัวและคนสนิทของเขาเท่านั้น

แม้แต่ฉันเอง...ก็ยังไม่เคยได้รับมัน

คนทั้งคู่หันมามองผู้มาใหม่ ผู้หญิงคนนั้นเลิกคิ้วเล็กน้อย ฉันแน่ใจว่าเธอรู้จักฉัน จากนั้นเธอก็หันไปมองผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในห้อง พูดอะไรเบาๆ ซึ่งฉันจับความไม่ได้ ใบหน้าของเขาเคร่งขึ้นกับคำพูดของเธอ และยิ่งหน้าเครียดเมื่อฉันเดินเข้าไปคล้องแขนเขาอย่างถือสิทธิ

ฉันไม่รู้ว่าตุ๊กแกตัวไหนดลใจให้ฉันเกาะเขาอย่างนั้นเหมือนกันแหละ!

ฉากนี้ช่างเหมือนกับในเรื่อง มนต์กามเทพเสียจริง ฉากที่เพิ่งถ่ายทำไปเมื่อครู่นี้เอง แต่มันกลับเกิดขึ้นในชีวิตจริงของฉันอีกครั้ง ภาพที่ ปรมะพยายามแกะแขนที่เกาะเยี่ยงตุ๊กแกของ วิยดี’ ซึ่งกำลังยิ้มหวานอาบยาพิษให้ นัชชาในตอนที่ปรมะแนะนำสองสาวให้รู้จักกัน นัชชายิ้มตอบอย่างอ่อนหวานและกล่าวยินดีที่ได้รู้จักอย่างจริงใจ

นัชชาหันไปทางปรมะซึ่งยิ้มเก้อๆ ให้เธอเล็กน้อย

ถ้าอย่างนั้นเราไปก่อนนะ

แต่ ปรมะคนนี้ไม่ยักตามไปส่ง นัชชาอย่างที่ควรจะเป็นไปตามบท...

อาทิตย์พยักหน้าเฉยๆ และเมื่อลับตัวหญิงสาวผู้นั้น เขาก็ขยับตัวเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้ฉันปล่อย ปกติฉันจะชอบล้อเขาว่าหวงตัวอย่างกับสาวน้อยไร้เดียงสาในยามที่ฉันไปเกาะแกะเขา แล้วเขามีปฏิกิริยาตอบกลับลักษณะนี้ แต่วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์อย่างนั้นเสียด้วยสิ

ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครคะ

เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยไง เมื่อครู่เพิ่งแนะนำไปเองนี่

แล้วเขามาทำอะไรที่นี่คะ

เงียบ

เขา...เป็นคนพิเศษของคุณหรือเปล่า

เงียบ

แล้วฉันเป็นอะไรของคุณกันแน่

บางที...ถ้าเขาเงียบไม่ตอบคำถามนี้เหมือนคำถามก่อนๆ มันคงจะดีกว่าที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา...

นก...เรายังไม่เคยตกลงอะไรกันไม่ใช่หรือครับ

ให้ตายสิ! นี่ถ้าเป็น วิยดีคงกรี๊ดลั่นบ้านเป็นการระบายความโกรธไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ที่ฉันทำได้ก็คือนิ่งอั้น ไม่พูดอะไรนอกจากเดินไปที่โต๊ะที่ฉันมักนั่งดูเขาวาดรูปอยู่เป็นประจำ วางของขวัญที่ตั้งใจจะเอามาให้ลงบนโต๊ะตัวนั้น เขายืนนิ่งเป็นใบ้อยู่อย่างนั้น ฉันจึงยิ้มให้แล้วพูดในเชิงขำๆ

วันเกิดคุณ...ฉันมาหาไม่ได้ค่ะ เลยว่าจะมาเซอร์ไพรส์เซย์แฮปปี้เบิร์ธเดย์ล่วงหน้าสักหน่อย แล้วก็...เซอร์ไพรส์จริงๆ ด้วยสิ

เขายังคงนิ่งไม่พูดไม่จาเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มีอะไรมาบังตาฉันอยู่ตลอด ถึงได้ไม่เห็นท่าทีอึดอัดของเขายามเมื่อฉันไปหา หน้าตาเคร่งขรึมเมื่อได้พบฉัน หากไม่นับครั้งแรกที่เขายิ้มให้ฉันแล้ว ฉันไม่เคยเห็นเขายิ้มแบบนั้นกับฉันอีกเลย และเขาพยายามเลี่ยงการแตะต้องสัมผัสจากฉันเสมอ

วินาทีนั้นฉันได้แต่สงสัยว่า วิยดีไม่เคยสำเหนียกหรือรู้สึกอะไรบ้างหรืออย่างไรว่า ปรมะคิดอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่คนทั้งประเทศเขารู้เห็นและรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง

ความละอายผุดวาบขึ้นในใจฉัน...แต่ทิฐิสุดท้ายที่ฉันยังรั้งมันไว้ได้ผลักดันให้ฉันถามคำถามนี้ออกไป

คุณซัน...รำคาญฉันบ้างหรือเปล่า

พอถามแล้วก็กลั้นใจรอคำตอบ แต่อาทิตย์ก็ยังเงียบ ไม่ตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น ฉันอ่านสายตาของเขาไม่ออก แต่ฉันตระหนักเสมอว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ การกระทำอะไรก็ตามที่อาจเกิดความเสียหายต่อผู้หญิง หรือคำพูดใดๆ ที่ทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย เขาจะไม่ทำ ดังนั้นการนิ่งเงียบของเขาเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว

ฉันมองหน้าเขา...ร่างสูง แววตาสุขุม รอยยิ้มอบอุ่นที่ฉันไม่เคยได้รับ ฉันพยายามประทับพวกมันไว้ในความทรงจำให้นานที่สุด ก่อนจะพูดคำที่บีบคั้นออกมาจากจิตใจของ ขวัญชนกไม่ใช่ วิยดี

ลาก่อนค่ะ

 

วันนั้นฉันไม่รู้ว่าตัวเองขับรถออกมาจากบ้านของเขาได้ยังไง ฉันจะไม่ร้องไห้ ฉันเคยบอกกับตัวเองแล้วว่าจะไม่ร้องไห้ให้ผู้ชายคนไหนนับตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นที่ฉันพยายามรั้งพ่อไว้

ฉันไม่ได้ร้องไห้!

ร้อน...อะไรร้อนๆ อาบผิวแก้ม

เหงื่อ...ฉันคิด มันร้อนก็เลยเหงื่อออกเฉยๆ

สุดท้ายฉันก็ขับมาถึงกองถ่ายสายไปเล็กน้อย ฉันเลยต้องขอโทษขอโพยทุกคน แต่วันนั้นเมื่อทุกคนเห็นใบหน้าฉันก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการมาสายของฉันอีก

ฉันไม่สามารถดึงความเป็น วิยดีออกมาได้ สุดท้ายก็ต้องถ่ายทำฉากอื่นไปก่อน และฉันต้องขอตัวกลับบ้านเพราะรู้สึก ไม่ค่อยสบาย

 

ฉันนั่งอ่านข่าวของตัวเองในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างเนือยๆ

ละครเรื่อง มนต์กามเทพปิดกล้องไปพร้อมกับคำประกาศลาออกจากวงการของฉัน ด้วยเหตุผลที่ว่าฉันจะกลับไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษอีกครั้ง

ใครว่าฉันจะไปอังกฤษยะ!?

ครั้งนี้ฉันจะไปออสเตรเลียต่างหาก เพราะฉันเบื่ออังกฤษแล้ว

หลังจากปิดกล้องละคร ฉันคุยกับพ่อเรื่องไปเรียนต่อ ซึ่งพ่อก็ไม่คัดค้านอะไร พ่อดูจะเข้าอกเข้าใจฉันเป็นอย่างดี พ่อรู้เรื่องของฉันกับเขาและคงพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พ่อไม่รู้รายละเอียด เพราะฉันไม่ได้เล่าให้ฟัง

ว่ากันว่าคนทุกคนจะต้องมีคนให้กลับไปหายามท้อแท้ ฉันไม่เคยคิดว่าพ่อจะเป็นคนคนนั้นสำหรับฉัน ความสัมพันธ์อันห่างเหินชนิดที่ว่ายังไงๆ ก็ต่อไม่ติดนั้น ฉันก็พึ่งได้รู้ว่าฉันคิดผิดมาตลอด พอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ฉันจึงยอมรับว่าไม่มีวันที่พ่อลูกจะตัดกันได้ขาดหรอก พ่อกอดฉันไว้หลังจากที่ไม่เคยทำนับตั้งแต่ฉันเก้าขวบ

รู้หรือเปล่าว่าชื่อของลูกแปลว่าอะไร

ลูกอันเป็นที่รักของพ่อค่ะ

พ่อยิ้ม...ฉันไม่ได้เห็นมันมานานมากแล้ว และฉันก็ไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าพ่อมานานเช่นกัน แต่ครั้งนี้ทำนบที่กั้นมาตลอดสิบกว่าปีพังลงเอาดื้อๆ เพียงเพราะได้ยินประโยคเดียวจากพ่อ

ลูกเป็นเช่นนั้นเสมอ

หนึ่งเดือนกว่าผ่านไปสำหรับการติดต่อเรื่องเรียนกับเรื่องวีซ่า ฉันมองโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าแต่เบอร์ใหม่นั่นอย่างลังเลว่าจะยกหูขึ้นมากดหมายเลขที่...แม้ไม่มีในเครื่องก็จำขึ้นใจนั่นดีหรือไม่

ที่จริงในชีวิตฉันมีเพื่อนสนิทอยู่ไม่กี่คนที่รู้หมายเลขใหม่นี้ แล้วฉันก็ประกาศอำลาวงการไปแล้ว ดังนั้นหมายเลขโทรศัพท์ของคนพวกนั้นจึงไม่จำเป็นสำหรับฉันอีกต่อไป ฉันย้ายไปที่คอนโดฯ ที่ซื้อทิ้งไว้เพราะไม่อยากอยู่บ้านที่มีแต่โทรศัพท์ขอนัดสัมภาษณ์ หรือโทรศัพท์ของใครก็ตาม

หวังอะไรกัน…!

คิดหรือว่า ใครคนนั้นจะโทรหา ในเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่มีสักครั้งที่เขาจะโทรมา นอกจากมีธุระเท่านั้นเอง ฉันกดเลขหมายนั้นตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ทำไม่ได้เสียที แค่จะกดให้ครบเก้าหลักยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการกดปุ่มโทรออก

ปฏิทินถูกขีดฆ่าออกไป ฉันจะออกเดินทางในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า วีซ่ากับเอกสารต่างๆ ก็ได้มาครบแล้ว ไปถึงที่นั่นก่อนเปิดเทอมเร็วหน่อยก็ดี จะได้ปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศเร็วขึ้น ฉันรู้ว่ามันเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่เข้าท่า แต่ฉันก็ไม่อยากยอมรับกับตัวเองหรอกนะว่าที่จริงมันเป็นเพราะอะไร

ความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างฉันกับพ่อทำให้วันหนึ่งพ่อเอ่ยปากพูดถึงเขา พ่อเตือนสติฉันว่าพ่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็อยากให้ปรับความเข้าใจกันได้ เพราะไม่อยากให้ฉันเสียใจในภายหลังเหมือนอย่างเราสองคนพ่อลูกในวันนั้น ที่ทำให้เราต้องเสียใจกันมาเป็นเวลาสิบกว่าปี

ฉันเก็บไปคิด และในที่สุดฉันก็ตัดสินใจ

 

ฝนหยุดตก

การจราจรเริ่มคลี่คลาย

ฉันถอนหายใจเพราะไม่มีข้ออ้างใดๆ เพื่อถ่วงเวลาให้ตัวเองอีกแล้ว ฉันเดินไปที่รถสีแดงแรงฤทธิ์ที่จอดอยู่ ขับออกจากปั๊มน้ำมันพร้อมด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง ปกติฉันจะขับรถเร็วมากจนเขาต้องออกปากเตือน แต่คราวนี้ฉันขับช้าๆ โดยรักษาระดับความเร็วเท่าเต่าคลานได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าเขารู้คงจะตกตะลึงทีเดียว

ฉันขับรถไปถึงที่บ้านเขาตอนบ่ายแก่ๆ พ่อกับแม่และน้องสาวของเขาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนเอ่ยทักว่าเป็นห่วงเพราะเห็นฉันหายหน้าไปนานไม่ยอมมาเยี่ยม ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบรับคำทักนั้นเบาๆ ศศิบอกว่าเขาวาดภาพอยู่ในสตูดิโอ

ระหว่างทางที่เดินไป ฉันสังเกตเห็นว่าเมฆที่ยังเป็นสีเทาทะมึนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ายามเย็นฉายแสงสีส้มอ่อนเย็นตา ฉันรวบรวมแรงใจอยู่ตรงหน้าประตูก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม กลิ่นสีและภาพมากมายที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เสียงฝีเท้าทำให้คนร่างสูงที่ยืนเด่นอยู่คนเดียวในห้องหันมามอง หน้าตาขณะกำลังวาดรูปอย่างจริงจังนั้นเคร่งขึ้นทันทีที่เห็นฉัน แต่ก็ยังหันไปวาดรูปต่อตามปกติ

ความกล้าอันมีอยู่น้อยนิดที่ฉันอุตส่าห์รวบรวมมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์พังครืนกองอยู่ตรงนั้นเอง ความน้อยใจท่วมท้นเมื่อรับรู้ว่าฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาหน้าเครียดอีกแล้ว ขาของฉันสั่นจนก้าวไม่ออก ฉันเม้มปากนิดหนึ่ง คำพูดนั้นที่ดังก้องในจิตใจของฉันเสมอย้อนกลับมาตอกย้ำความรู้สึกของฉันอีกครา

นางอิจฉาก็เป็นนางอิจฉาอยู่วันยังค่ำ

ใช่แล้ว! ฉันไม่มีทางเป็นนางเอกไปได้หรอก

ใช้เวลาพักหนึ่งถึงทำใจได้ ขาของฉันหยุดสั่นแล้ว มันนิ่งราวกับยอมรับการตัดสินใจของเจ้าของ ฉันผละออกจากห้องนั้นอย่างเงียบเชียบด้วยหัวใจที่อ่อนล้า มือจับลูกบิดแล้วเปิดประตูเตรียมเดินออกไปพร้อมกับความตั้งใจที่ว่าจะไม่หวนกลับมาอีกต่อไป

จะไปไหน

มือหนาใหญ่ดึงรั้งฉันไว้ก่อนที่ประตูจะเปิดออก ส่วนมืออีกข้างก็ดันประตูปิดลงอย่างถือสิทธิ ฉันตะลึงกับมือขาวๆ นั่น แล้วหันไปมองหน้าเจ้าของที่ยังคงทำหน้าเคร่งเหมือนเดิม เช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เปล่งออกมา

ก็...กำลังจะกลับค่ะ เห็นคุณทำงานอยู่ ไม่อยากรบกวน

เขานิ่งไม่พูดอะไร แต่จับฉันลากกลับมาที่โต๊ะที่ฉันมักจะนั่งรอเขาเป็นประจำ ฉันมองไปตรงที่ที่เขายืนจดจ่อกับงานเมื่อครู่ บิดมือเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้เขาปล่อย แล้วผละไปดูรูปที่เขาวาดค้างเอาไว้

ภาพนี้แตกต่างจากภาพอื่นๆ ฉันมองต่อไปยังภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้วซึ่งตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล...ภาพนั้นก็ด้วย ปกติแล้วเขามักใช้โทนสีอบอุ่นสบายตาในภาพของเขาเสมอ แต่ภาพนี้...เขาใช้โทนสีร้อนแรงมากๆ ตัดกับสีน้ำเงินอันเยียบเย็นอ้างว้าง ฉันกลืนน้ำลายกับภาพที่เห็น เสหยิบพู่กันที่วางทิ้งเอาไว้มาถือ มองซ้ายมองขวาแล้วก็ต้องยอมแพ้ก่อนจะหันไปถามเขา

กระป๋องน้ำอยู่ไหนคะ

เขาเลิกคิ้ว ฉันจึงขยายความว่า

ฉันจะล้างพู่กันค่ะ ถ้าสีแห้ง เดี๋ยวพู่กันจะเสีย

ช่างเถอะ...ไม่เป็นไรแล้วจึงพยักหน้าเป็นเชิงเรียกให้ฉันไปหาเขา

ตะ...แต่

ช่างมัน! ซื้อใหม่ได้

เขาเดินมายืนซ้อนหลังฉัน หยิบพู่กันในมือออก แล้วโยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ฉันตกใจกับการกระทำของเขา เขาหมุนตัวฉันให้หันไปเผชิญหน้า หรี่ตาเล็กน้อยราวกับครูแก่จ้องนักเรียนที่กำลังทำผิด

ได้ยินว่าคุณจะไปอังกฤษ

ไปรู้มาจากไหนคะ

ใครว่าล่ะ...ไปออสเตรเลียต่างหาก

ก็...อ่านเจอบ้าง...ในหนังสือพิมพ์

หน้าบันเทิงเนี่ยนะ! ฉันงงว่านักธุรกิจอย่างเขาอ่านข่าวบันเทิงด้วยหรือนี่!?

แล้วทำไมถึงจะไปโดยไม่บอกผม!”

ฉันมองหน้าเครียดๆ ของอีกฝ่าย...รู้สึกพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว ความหวังที่แทบดับสูญไปเมื่อครู่ บัดนี้กลับพองคับอก ฉันยิ้มออกมาได้หลังจากที่เป็นผีดิบตายซากมาเดือนกว่า ยิ่งเห็นฉันยิ้ม หน้าที่ขึงขังนั่นยิ่งบูดลง ฉันส่ายหน้าพลางตอบว่า

ฉันจะไปออสเตรเลียค่ะ ไม่ใช่อังกฤษเสียหน่อย

คุณไม่บอกอะไรผมสักคำ!”

เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาเป็นแบบนี้...ความอดทนของเขาดูเหมือนจะสิ้นสุดลง มันถล่มทลายกองอยู่ตรงหน้าฉัน พร้อมๆ กับเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ของเขา

คุณเห็นผมเป็นอะไร อยู่ๆ ก็หายตัวไปเป็นเดือนๆ โทรเข้ามือถือ คุณก็เปลี่ยนเบอร์ โทรเข้าบ้าน คุณก็ไม่เคยอยู่ ทำไม เป็นอะไร ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจ แล้วทำไมไม่บอกผม คนที่บ้านผม เขาด่าผมทุกวันว่าไปทำอะไรคุณ...คุณถึงไม่ยอมมาหา คุณเล่นหายตัวไปแบบนี้ ไม่รู้หรือไงว่าคนอื่นเขาเป็นห่วงกันขนาดไหน!”

พ่อนักธุรกิจใหญ่จับไหล่ฉันเขย่าแล้วพ่นคำพูดที่เจ้าตัวคงเก็บสะสมไว้เป็นเวลานานออกมา ไม่เหลือเค้าคนมาดดีที่คนอื่นเห็นและชื่นชมอีกแล้ว

คุณซันเอ๊ย! เก๊กหลุดซะแล้ว!

คงอย่างที่พ่อว่าไว้ ฉันเข้าใจผิดไปเองจริงๆ นั่นแหละ...

พอเขาซักจนเหนื่อย ฉันก็กอดเขาเอาไว้ทั้งตัว สั่นหัวคลอเคลียแถวหัวใจของเขาแทนคำพูดปลอบโยน คุณซันขยับตัวอย่างอึดอัด นิ่วหน้าก่อนจะสั่งว่า

นก...ปล่อยผม

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ฉันคงใจแป้วไปแล้ว แต่ตอนนี้...ฉันเงยหน้าแล้วเอื้อมมือไปนวดหัวคิ้วของเขาเบาๆ ให้คลายตัว หัวเราะเสียงร่าเริงจนอีกฝ่ายถอนหายใจ เขากอดตอบอย่างลังเลแค่ครู่เดียวเท่านั้นแล้วจึงดันตัวฉันออก แต่ยังคงยึดไหล่ฉันไว้ราวกับกลัวว่าฉันจะหายไปไหน สายตาของเขายังคงสับสน ไม่เข้าใจ

ฉันขอโทษ...มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดฉันพูดเสียงอ่อยๆ เขาพยายามตั้งใจฟังเต็มที่ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิบายจากตรงไหนดี

ก็อย่างว่าล่ะนะ...

มันใกล้กันเกินไปแล้ว!

สภาพแบบนี้ใครจะไปคิดออก!

ฉันเบี่ยงตัวออกจากมือหนาๆ คู่นั้น อีกฝ่ายยอมปล่อยแต่โดยดี

เริ่มยังไงดีล่ะฉันถอนหายใจ

ช่วงที่ผ่านมา ฉันยอมรับว่ามักจะเป็นฝ่ายมาหาคุณก่อนเสมอ ฉันเป็นฝ่ายตามตื๊อคุณ แต่ฉันก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันเป็น...เพื่อนหญิงที่ใกล้ชิดคุณที่สุด และคุณเองก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจอะไร อย่างน้อยฉันก็ไปมาหาสู่กับครอบครัวคุณได้อย่างไม่น่าเกลียด และยังได้เข้ามาที่นี่ ที่ที่ฉันคิดว่ามันเป็นที่ส่วนตัวของคุณ ฉันเลยเดาว่าคุณคงจะชอบฉันอยู่บ้าง

แต่วันนั้นฉันเจอผู้หญิงอีกคนอยู่ข้างในนี้กับคุณฉันส่ายหน้า ยกมือห้ามเมื่อเขาทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง

ขอฉันพูดให้จบก่อนเถอะค่ะ...ที่นี่เป็นที่ที่ฉันคิดว่าตัวเอง...เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สามารถเข้ามาได้โดยที่คุณไม่ว่า แต่กับเธอคนนั้น ไม่ใช่แค่ไม่ต่อว่า แต่คุณยังหัวเราะกับเขาอย่างสนิทสนม ทั้งที่กับฉัน คุณได้แต่ทำหน้าเฉยๆ หรือไม่ก็หน้านิ่วคิ้วขมวด...เหมือนอย่างที่คุณทำอยู่ตอนนี้

คุณซันคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นออก ลูบหน้าลูบตาแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ฉันหัวเราะแล้วพูดต่อว่า

ตั้งแต่รู้จักคุณ มีแค่วันแรกเท่านั้นที่คุณยิ้มให้ฉัน นอกนั้น...ก็ทำหน้าแบบนี้ฉันทำหน้าย่นๆ ให้เขาดู ...มาตลอดเลย แต่ฉันก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย แต่พอวันนั้นฉันก็เลยตระหนักขึ้นมาได้ว่าฉันคงทำให้คุณไม่พอใจ แล้วก็ละอายแก่ใจจริงๆ ฉันอยากรู้ว่าเธอคนนั้นมีความสำคัญอย่างไรกับคุณ แต่คุณเอาแต่เงียบ...ไม่ตอบ พอฉันถามถึงเรื่องของเรา คุณกลับตอบฉาดฉานว่าเรายังไม่เคยตกลงอะไรกัน ใครบ้างจะไม่น้อยใจ ดังนั้นเรื่องที่ฉันทำลืมๆ จึงกลับมาฉายซ้ำอยู่ในหัวฉัน และได้ข้อสรุปว่าคุณไม่ได้ชอบฉันเลย แล้วฉันก็ไม่อยากเป็นนางอิจฉาอีกต่อไป ไม่ว่าในละครหรือชีวิตจริง ฉันจึงตัดสินใจว่าจะออกไปจากชีวิตคุณเสีย เปิดโอกาสให้นางเอกตัวจริงของคุณดีกว่า ใครก็ตามที่คงไม่ใช่ฉัน

นก...เขาขยับเข้ามาใกล้ ฉันยักคิ้วให้เขาก่อนเสริมต่ออย่างร่าเริงว่า

จนถึงเมื่อตะกี้ ฉันก็เปลี่ยนใจ ฉันว่าฉันคงคิดผิด พอฉันเริ่มเดาอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดของคุณได้ว่ามันแปลว่าอะไร ในหัวฉันก็เลยฉายภาพซ้ำอีกครั้ง แล้วก็ได้ข้อสรุปใหม่ว่า...ฉันไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าเราใจตรงกัน

อีกฝ่ายไม่พูดอะไร แต่เอื้อมมากุมมือของฉันไว้ทั้งสองข้าง แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับฉัน ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ อีกเลยจากปากคนขี้เก๊กคนนี้

 

ที่คุณบอกว่าเรายังไม่ได้ตกลงอะไรกัน ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธฉันอย่างที่ฉันคิด แต่ฉันอยากรู้ว่าตอนนั้นคุณคิดอะไรคะ

ฉันถามหลังจากที่เขาดึงฉันมานั่งบนตักแล้วกอดเงียบๆ อยู่นาน คุณซันดันตัวฉันออก จ้องหน้าฉัน ก่อนจะหลบตาตอบคำถามนั้นเบาๆ

เรายังไม่ได้ตกลงอะไรกัน แล้วผมจะตอบคุณได้อย่างไร เพราะผมเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเอง...อยู่ในฐานะอะไร

ท่าทีของฉันไม่ได้บ่งบอกอะไรคุณเลยหรือคะ

ทั้งที่ฉันไล่ล่าเขาขนาดนั้นเนี่ยนะ!

คุณมีข่าวกับ...หลายคน จนผมเองก็ชักไม่แน่ใจ จะถามก็ไม่กล้าอีก...เลยปล่อยให้มันเป็นต่อไปอย่างนี้ ดีกว่าที่คุณจะบินหนีหายไปจากชีวิตผม

คุณอ่านข่าวพวกนี้ในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ นี่ฉันงงจริงๆ นะ

ก็...ตั้งแต่รู้จักกับคุณ

ต๊าย! เพิ่งรู้ว่านักธุรกิจหนุ่มอย่างนายอาทิตย์เป็นพวกนิยมอัพเดทวงการบันเทิงกับเขาเหมือนกัน!

วันนั้นผมเองก็คิดว่าเราควรจะต้องตกลงกันเสียที แต่อยู่ๆ คุณก็หนีหายไปดื้อๆ ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรทั้งนั้น พอรวบรวมความกล้าโทรไปหา คุณก็เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เสียอีก แถมยังย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ รู้หรือเปล่า...หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคุณทำให้ผมแทบบ้า

ฉันฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวกับความคิดของคนตรงหน้า เลยหอมแก้มเขาไปหนึ่งทีเป็นการปลอบใจ แล้วก็หัวเราะกับหน้ายุ่งๆ ของเขา คุณซันกระชับอ้อมแขนพร้อมกับกระซิบข้างหูของฉันว่า

ไม่ไปออสเตรเลียได้ไหม แค่หนึ่งเดือน...ผมยังแทบแย่ ถ้านกไปเป็นปีๆ แบบนี้ ผมคงต้องตายแน่ๆ

เฮอะ! พอบทจะอ้อนหวานๆ ก็ทำได้นี่นา แต่ไม่ยักเคยทำ ปล่อยให้ฉันเข้าใจผิดไปยกใหญ่

ฉันยิ้มเขินๆ กับไหล่ของเขาและแสร้งทำเป็นกอดเขาเอาไว้ เรื่องอะไรจะยอมให้เห็น เดี๋ยวยิ่งได้ใจ หลังจากที่กลั้นยิ้มปั้นหน้าตาเคร่งขรึมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันก็ดันตัวออกมาเผชิญหน้ากับเขา

ไม่ได้ค่ะ ฉันติดต่อทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว คุยกับพ่อแล้วด้วย คุณคงไม่ชอบผู้หญิงขี้ลังเลใช่ไหมคะ

อีกฝ่ายชะงักและจ้องหน้าเอาจริงเอาจังของฉันอย่างครุ่นคิด

 

ให้ตายสิ! ฉันน่าจะรู้นะว่าคนอย่างนายอาทิตย์เล่นด้วยไม่ได้!

แหวนทองคำขาวเกลี้ยงๆ ที่ติดนิ้วนางข้างซ้ายมาออสเตรเลียกับฉันด้วยเป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดี

ฉันขอบคุณแอร์โฮสเตสเบาๆ แล้วรับแก้วน้ำส้มซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงไม่คิดจะสั่งมาดื่มหรอก นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วยังขำไม่หาย หลังจากที่เราสองคนปรับความเข้าใจกัน เขาก็พาผู้ใหญ่มาเจรจากับพ่อของฉันทันที งานหมั้นที่จัดขึ้นยังกับรถไฟสายด่วน ไม่สิ! น้อยไป อย่างกับจรวดมิซไซล์มาบอมบ์บ้านของฉันตามคำเรียกร้องของคุณซัน เขาอยากให้จัดงานหมั้นขึ้น และเชิญเฉพาะญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายมาร่วมงานที่บ้านฝ่ายหญิง ฉันยังได้ยินพ่อบ่นกับพ่อของเขาเลยว่า

เจ้าซันปกติใจเย็นออก ทำไมกลายเป็นหนุ่มรุ่นกระทงใจร้อนได้ขนาดนี้นะ

ไม่รู้เหมือนกัน ฉันก็แค่มาตามหน้าที่ที่มันรบเร้าให้มานั่นแหละ กลัวเหมือนกันว่ามันจะเป็นก่องข้าวน้อยฆ่าพ่อ ฐานที่ไม่มาขอสาวให้เร็วๆ

ที่จริงคุณซันก็บอกฉันถึงเหตุผลที่จัดงานรีบด่วนขนาดนี้เหมือนกันก่อนที่จะมาเจรจากับพ่อ

ยังไงๆ คุณก็จะไปออสเตรเลียแน่ แต่ผมไปกับคุณไม่ได้ แล้วก็ไม่คิดจะปล่อยให้อีกาหน้าไหนมาเกาะแกะคุณด้วย เดี๋ยวมีปัญหาขึ้นมา ผมได้เหี่ยวเฉาหัวโตอยู่เมืองไทยคนเดียวพอดี หาสัญลักษณ์ประทับจองไว้ก่อนดีกว่าเพื่อความปลอดภัย

ฉันได้แต่ส่ายหน้าระอากับความคิดของเขา เดี๋ยวนี้คุณซันพูดเล่นมากขึ้น เพราะไม่ต้องแสร้งกลบเกลื่อนอาการเก้อเขินอีกต่อไป ฉันเลื่อนการเดินทางออกไปอีกสองสัปดาห์ เพื่อที่ว่าจะได้ยืดเวลาอยู่กับเขาให้นานขึ้น ความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆ ดอนๆ ของเราพัฒนาขึ้นมากทีเดียว

สิ่งที่ฉันแปลกใจอยู่บ้างก็คือทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นงานหมั้นที่เอิกเกริก แต่ก็ยังอุตส่าห์มีกระจอกข่าวล่วงรู้จนได้ หนังสือพิมพ์ลงบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของเขากับคำถามของนักข่าวที่ว่าการที่คู่หมั้นต้องไปเรียนต่อแบบนี้ เขาจะไม่รอแย่หรือ และคุณซันก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

ถ้าเทียบกับเวลาสามสิบกว่าปีที่ผมอยู่มาโดยไม่มีเขา ผมถือว่าแค่สองสามปีนี่น้อยมากครับ

ฉันได้แต่อมยิ้ม มองแก้วน้ำส้มอย่างพิจารณา แล้วยกขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี


========================================

เรื่องนี้เขียนเป็นเรื่องแรกในชีวิต ก็ยังมีข้อบกพร่องตามประสบการณ์ละนะ เรื่องนี้ทำเป็น Ebook ให้ download ฟรีนะคะ แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ ให้ download ทั้งฟรีและไม่ฟรีค่ะ ไปอ่านดูได้

http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=9233


 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ peiNing จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Mablelanine (@Mablelanine) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 09:59
    ชอบมากค่ะ อ่านแล้วรู้สึกหน่วง แล้วก็ยิ้มตามได้ด้วย ^^
    #2
    0
  2. #1 felisty (@felisty) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มกราคม 2558 / 11:07
    ชอบมากเลยค่าา
    #1
    0