คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [SF][WonHanCin]˵ؼŷ跹... [SF][WonHanCin]เหตุผลที่ทนรอ... | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

.....อื่มมมมสวัสดีค่ะเพื่อนๆเด็กดีทุกคน

อันนี้เป็นsfของเพื่อนที่เขาแต่งให้ปลาไว้เห็นว่าสนุกดีเลยเอามาลงค่ะ

อ่านเสร็จแล้วคอมเม้นต์ด้วยน่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ^0^......

เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 ต.ค. 54 / 20:35


13/10/10 time22:19

Sfเหตุผลที่ทนรอ

-โหยหา-

..การมองมุมต่างเป็นเหตุผลทำให้เกิดการหักล้าง...สุดท้ายก็คงไม่มีใครเสียใจมากไปกว่าใคร...

คนหนึ่ง ทนรอ หวัง เฝ้าคอย แม้จะต้องรอคอยก็ไม่เคยปริปากบ่นว่าเหงาทั้งๆที่แสนจะทรมาณ ดีใจมากเวลาที่ได้ยินเสียงเขา...รัก

อีกคนหนึ่ง         ไม่อยากให้คนที่รักต้องรอ หวังว่าจะยื้อมันจนวินาทีสุดท้าย ไม่อยากตอบคำถามว่าทำไม...แต่ก็รักอีกคนหนึ่งเสมอ

...คุณมี่กี่เหตุผลกันที่ ทนรอใครคนหนึ่ง...

...คิดถึง....

...เป็นห่วง...

...โหยหา...

สิ่งที่เรียกรวมๆกันว่าความรักทำให้คุณรอเขาคนนั้นใช่ไหม?

การเฝ้ารอคอยที่นานแสนนาน เพราะเขาคนนั้น เราถึงมีกำลังใจที่จะรอ

เป็นห่วงเขาคนนั้นเสมอ และก็คิดว่าเขาก็คงเป็นห่วงเราเช่นกัน

โหยหาไออุ่นและความรักที่เคยได้รับจากเขา ไม่ต้องการคำพูดหวานหู แค่ต้องการรู้ว่ายังรักกันอยู่บ้างไหม

 

หลายครั้งที่ถามออกไปว่า ยังรักกันอยู่บ้างไหม

รู้ว่านายเองก็เจ็บปวดที่ฉันนั้นไม่มั่นใจในตัวนาย แต่นายก็ได้แต่ตอบกลับฉันมาเสมอว่า รักฉันมากมาย มันทำให้ฉันคนนี้มีกำลังใจที่จะรอคอยนายต่อไป

 

ยังรักกันอยู่บ้างไหม

กอบเก็บความเจ็บปวด...นายไม่เคยมั่นใจในตัวฉันเลยรึไง..ทำยังไงนายถึงจะเข้าใจซะทีนะว่าฉันรักนายมากกว่าใคร...เป็นห่วงนายเสมอ..เจ็บทุกครั้งที่นายถามว่า..มีความสุขไหมที่คบกับฉัน..เจ็บทุกครั้งที่นายผลักใสฉันไปหาคนอื่น

 

เป็นเวลาหลายเดือนที่คนอยากผมไม่ดูสดชื่นขึ้นเลยหลังจากเขาคนนั้นจากไปคนที่ผมรักหมดหัวใจ คนที่ผมยอมมอบแม้ชีวิตของผมให้ได้ คนที่ผมมักจะนึกถึงอยู่ตลอดเวลา คนที่ทำให้ผมยิ้มอย่างเขินๆ คนที่ทำให้แก้มแดงได้ทุกครั้งเมื่อพูดชื่อ คนที่ทำให้คิดถึงทุกลมหายใจ แม้ผมเองยังติดต่อกับเขาอยู่เรื่อยๆแต่ทุกครั้งที่ได้คุยกับเขา ผมเองได้แต่แกล้งพูดอย่างร่าเริง หัวเราะอย่างสนุกสนาน ในขณะที่น้ำตาก็ยังคงไหลอาบใบหน้า ผมเองจำไม่ได้เลยเกี่ยวกับความทรงจำดีๆที่เรามีให้กัน จำไม่ได้เลยว่าผมกับเขาเคยดีต่อกันมากเพียงใด

เดี๋ยวผมไม่กล้าโทรไปรบกวนเขาบ่อยๆ..เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าโทรไปมันจะได้อะไรขึ้นมา..แค่เอ่ยปากพูดยังยากเลย...ไม่รู้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับเราเหมือนเดิมรึเปล่า

ส่งข้อความไปจะกวนใจไหมนะ...กำลังยุ่งอยู่รึเปล่า? ทำไมไม่ตอบข้อความเราซะทีนะ

ไม่กล้าโทรไปหาบ่อยๆ...กำลังอยู่กับใครรึเปล่านะ..จะว่างคุยไหมเนี่ย

 

ความคิดมากมายประดังเข้ามาในหัว สุดท้ายก็วางโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่เดิม แล้วก็เอนกายนอนลงบนเตียง ตากลมโตจ้องไปที่โทรศัพท์ก่อนจะกดโทรออก เรียกสายซักพักสายก็ขาดไป พอหลับไปได้ตื่นหนึ่งเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา มือเรียวกดรับสาย พอเสียงทุ้มจากปลายสายเอ่ยขึ้นเจ้าตัวถึงกับแปลกใจเล็กน้อย

“มีอะไรรึเปล่าฮีชอล”เสียงทุ้มกล่าว

“อื่ม..ไม่มี โทรไปเฉยๆหนะ นึกว่าเปลี่ยนเบอร์ไปแล้วซะอีก ไม่เปลี่ยนเบอร์ก็ดีใจแล้วไม่ว่างหรอ?”ร่างบางกล่าว..ไอ้ครั้นจะด่าอย่างเจ็บแสบกลับไปเหมือนเดิมก็ผิดวิสัย ตาโตเหลือบมองนาฬิกาฝาผนัง พบว่าตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว

“อื่ม..ตอนนี้ว่างแล้ว”เสียงทุ้มเอ่ยกลับมาเป็นเชิงชวนคุยแต่ร่างบางกลับสรรหาคำพูดตอบกลับไปไม่ได้..เขามักจะว่างเสมอเวลาฉันโทรไป..เวลาว่างๆก็โทรมา..นี่แหละน่ะฮันเกิง

สบายดีไหม...เป็นไงบ้าง...ทานข้าวรึยัง? คิดถึงกันบ้างรึเปล่า อยากถามมากมายแต่ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้

            “มีแฟนรึยังเนี่ย?”ฮีชอลเอ่ยถามออกไปอย่างร่าเริงเป็นเชิงเย้าแหย่...ทำไมต้องถามคำถามที่ไม่อยากรู้ที่สุดออกไปด้วยนะ

            “ไม่รู้สิ..อยากรู้หรอ”ร่างสูงถามอย่างอารมณ์ดี

            “อื่มมมมมม”ร่างบางลากเสียงอ้อนยาวๆ..ก่อนจะเหยียดกายบนที่นอนแสนสบาย..ตากลมโตจ้องไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

“ยังไม่มีหรอก..ใครจะไปมีแฟนใหม่เร็วขนาดนั้นจริงไหม..ฮ่าๆ”ร่างสูงหัวเราะร่วน..ดูผืนๆหัวเรายังไงไม่รู้สินะ...

“นายล่ะ?”ร่างสูงถามกลับบ้าง

            “....มีมั่งไม่มีมั่งแหละมั้ง”ร่างบางตอบเชิงก้ำกึ่ง

            “ลืมฉันได้แล้วหรอ?”ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ..คำถามที่เสียดแทงหัวใจทำให้น้ำตาอุ่นไหลออกมาไม่หยุด “ขอโทษนะ ฉันทำนายร้องไห้อีกแล้ว”

            “นายนี่ไม่รู้อะไรซะเลยนะคนอย่างฉันหนะ..”

            “นายคงลืมฉันได้แล้วสินะฮีชอล ฉันแสดงความยินดีด้วยนะ แต่ฉันยังลืมนายไม่ได้เลย..เอ๋..ไม่ใช่สิ”

 

                                    ฉันไม่มีวันลืมนายได้เลยต่างหาก

         

สองปีที่แล้ว

 

          นายเองยังไม่รู้จักฉันดีพอเลยเราจะคบกันได้ยังไง!!..อีกอย่างฉันเองไม่ได้ชอบนายซะหน่อย

            ฉันจะทำให้นายรักฉันให้ได้ฮีชอล!!

 

            นับจากวันนั้นนายก็ทำให้ฉันรักนายได้จริงๆ ไม่ว่าฉันจะหัวเราะหรือร้องไห้ฉันก็จะมีนายเสมอ

            “กลับบ้านแล้วหรอ?”เสียงเล็กเอ่ยถามปลายสาย

            “อื่ม ถ้ากลับบ้านแล้วก็คงโทรหาฮีชอลอีกไม่ได้แล้วหละ โทรก่อนกลับจะได้หายคิดถึง”..เขาคนนี้มักจะมีคำหวานให้ฉันอยู่เสมอ แล้วก็มักจะมีของขวัญส่งมาให้อยู่เสมอ .. “ฮีชอล ลองไปเปิดกล่องรับจดหมายหน้าบ้านดูสิ วันนี้เป็นวันที่เราคบกันครบ100วันนะฉันส่งอะไรไปให้นายที่บ้านด้วยน้า”

            “จริงอะ?”ร่างบางที่กำลังอยู่ระหว่างทางกลับบ้านรีบรุดเดินกลับบ้านทันที “จะเป็นอะไรน้า..”

            “ฮ่าๆเดียวก็รู้เองแหละ..ฉันต้องไปรับอีทึกแล้วพรุ่งนี้วันปฐมนิเทศ..เออว่าแต่มหาลัยนายปฐมนิเทศไปรึยัง?

            “อื่ม..มาเรียนได้อาทิตย์นึงแล้วแหละ..เดี๋ยวนี้อะไรอะไรก็อีทึกนะ ไปเป็นแฟนอีทึกเลยไป”

            “ฮ่าๆๆฉันไปแล้วต้องกลับบ้านแล้วหละ แค่นี้นะ รักฮีชอลนะ”เสียงทุ้มเอ่ยก่อนกดตัดสายไป

            “พูดมาได้ไม่อายรึไง”ฮีชอลตวาดกลับไป

            “ก็อยากได้ยินไม่ใช่รึไง ฉันเองก็อยากให้ฮีชอลบอกรักฉันบ่อยๆเหมือนกันนะ”

            “รักฮันเกิงนะ แล้วเจอกัน”เป็นเพียงคำพูดห้วนๆ ผมเองไม่ได้อ่อนหวานไม่ได้น่ารัก..บางทีผมเองก็กังวลใจไปว่าฮันเกิงจะไปมีคนอื่นไหม..เพราะอย่างน้อยคนที่ทำให้ฮันเกิงยิ้มก็คืออีทึก คนที่ยืนอยู่ข้างๆฮันเกิงตอนนี้ก็คืออีทึก

มือบางเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ไม่นานนักก็มีเสียงข้อความดังขึ้น

ตอนนี้ฉันถึงบ้านแล้วนะ รีบๆกลับบ้านไปเปิดของขวัญนะ ของขวัญที่นายส่งมาhbdฉันมาถึงแล้วแหละ พึ่งมาถึงวันนี้นี่เอง ฉันแกะดูแล้วนะมันน่ารักมากๆเลย ตุ๊กตาของนายยิ้มให้ฉันด้วยแหละ ฝันดี kiss’

            “ดูมีความสุขจังน้าาาฮีชอล”เพื่อนใหม่นามว่าลี ทงเฮเอ่ยแซวขึ้น “แฟนหรอ”

            “อื่ม.. แฟน แล้วนายหละทงเฮ ไม่คิดมีแฟนบ้างหรอ”ฮีชอลถาม

            “ไม่หรอก ยุ่งยากจะบ้าตาย”ทงเฮว่าก่อนจะพาดกระเป๋าที่ไหล่ มือทั้งสองประกบนั่นหลังท้ายทอยเป็นเชิงบิดขี้เกียจเล็กน้อย

            “จริงหรออออ”ฮีชอลลากเสียงยาวกวนโมโหและชนไหล่เป็นเชิงหยอกล้อ”ย่า!ทงเฮอ่าาา”ฮีชอลทำเสียงล้อเลียนสำเนียงเกาหลีแบบแปร่งๆของคิบอม เพื่อแซวทงเฮ

            ซึ่งมันก็ได้ผล ทงเฮหน้าแดงเรื่อขึ้นมาทันที

            “เจ็บนะ”ฮีชอลร้องประท้วงเมื่อเพื่อนตัวเล็กของเขาฟาดมือลงมาที่ไหล่

            “นายอยากล้อฉันทำไมหล่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับไอ้คิบอมนั่นซะหน่อย”ทงเฮว่าก่อนเดินโต๋เต๋ไปอย่างเร็วไว เพื่อไม่ให้ฮีชอลเห็นใบหน้าแดงๆของเขา

            “ดูซิยิ้มจนแก้มจะแตกแล้วนั่น”

            “...ไม่สน...ไม่รู้”

สองคนเดินมาเรื่อยๆจนถึงหน้าบ้านของฮีชอลทงเฮเพื่อนสนิทถือวิสาสะเดินไปที่ตู้ไปรษณีย์ ก่อนจะหยิบจดหมายมาหยิบอ่านทันที ทงเฮที่ดูจะไวกว่าทำให้ได้เปรียบ เขายืดแขนจนสุดแขน ตากลมโตเองก็จ้องข้อความในจดหมายไม่วางตา แถมยังอ่านออกเสียงเสียดังด้วยนี่สิ

“ถึงฮีชอล...อ่า..ไม่รู้ว่าจดหมายนี่จะถึงรึเปล่านะ ถ้า..”

“เอามาเลยทงเฮ..ถ้านายไม่เอามานะฉันจะไม่ให้นายเข้าไปทานขนมในบ้าน”ฮีชอลยื่นคำขาดก่อนยืนเท้าเอว ทำเอาเพื่อนตัวเล็กถึงกับต้องคืนจดหมายทันที “เข้าบ้านไปก่อนสิ”ฮีชอลว่าก่อนเปิดประตูรั้วบ้านเล็กเล็กที่...ลี ทงเฮคนนี้กระโดดทีเดียวก็ข้ามไปได้แล้ววว..

สวนหน้าบ้านจะถูกตกแต่งด้วยสีขาวเสียเป็นส่วนใหญ่..ซึ่งมันก็ดูไม่เหมาะกับมาดร้ายๆของฮีชอลซักเท่าไหร่...เจ้าขนปุกปุยตัวนุ่มวิ่งเข้ามาหาผมก่อนดมๆแล้วเดินจากไป..เฮ้อ เจ้าหมานี่ทำเอาลี ทงเฮใจหายแทบแย่..เมื่อเห็นผมสีหน้าไม่ค่อยดีฮีชอลก็เลยเอ่ยขึ้น

“มันไม่กัดหรอก”

“อื่ม..เปล่ากลัวซะหน่อย.. คนอย่างลีทงเฮซะอย่าง”ผมว่าก่อนตาไปสะดุดกับแปลงดอกไม้สีขาวที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง

“ก็เห็นๆอยู่ว่ากลัว”คนหน้าสวยยิ้มหัวเราะกับอาการกลัวเจ้าสัตว์หน้าขนของผม สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเขาเห่าโห่งโห่งเป็นระยะก่อนกระดิกหางไปมา ฮีชอลอุ้มเจ้าตัวขนยุบยับเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนยื่นมาทางผม “กลัวผมทำไมฮับ..ฮ่าๆๆ”ฮีชอลดัดเสียงแหลมเล็ก ก่อนยื่นไอ้หมาลิ้นยาวๆมาให้ผมอุ้ม “อุ้มดิ”เจ้าตัวยิ้มอย่างอารมณ์ดีกับอาการกลัวของผม

“โรคจิตอะ..คนเขาบอกว่าไม่ชอบยังเอามาให้อุ้มอีก”ผมว่าก่อนเดินถอยหนีไปเรื่อยๆ

“ฮ่าๆไม่แกล้งแล้วก็ได้ เดี๋ยวลี ทงเฮจะร้องไห้ไปฟ้องคิมคิบอม”ฮีชอลยิ้มอย่างมีชัยชนะ “นั่งเล่นหน้าบ้านไปก่อนนะ จะเข้ามาในบ้านก็ได้นะ เดี๋ยวจะไปยกขนมมาให้”ฮีชอลเดินเข้าบ้านไปปล่อยผมให้นั่งอยู่ที่ซุ้มเล็กๆสีขาวที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้บริเวณหน้าบ้าน ผมเองเริ่มเดินสำรวจรอบๆบ้านหลังเล็กหลังนี้...เหมือนว่าฮีชอลจะอยู่กับพี่สาวอีกหนึ่งคน พ่อกับแม่ เป็นบ้านที่น่าอยู่ดีใช้ได้แฮะ...

“เอ้าเค้ก..กับน้ำชาพี่เราพึ่งอบเสร็จใหม่ๆเลยนะ ไม่อร่อยอย่ามาโทษกันแล้วกันฮ่าๆๆ”ฮีชอลว่าก่อนจะเปิดอ่านจดหมาย

ทันทีที่แกะซองจดหมายออกมาแหวนทองคำขาววงเล็กๆก็ร่วงออกมาจากซอง มันเป็นแหวนลักษณะที่คล้ายๆกับของที่ฮีชอลให้ฮันเกิง เมื่อดูดีๆแล้วมันเหมือนกันซะจนแยกไม่ออกเลยแหละ เพียงแต่ว่าแหวนวงนี้สลักชื่อของฮันเกิงเอาไว้

ทำไมนะเราต้องคบกันได้แค่ไม่กี่เดือนแล้วก็ต้องห่างกันไปด้วย...ฉันไม่สามารถอยู่กับนายได้นานกว่านี้เลยหรอ..อยากอยู่ใกล้นายให้ได้นานๆกว่านี้จัง

 

 

TO: kimheechul

                                               

            Date; 10/02/2010

      ไม่ได้เขียนมาซะนานเลยเน๊าะ^ ^ ของขวัญเป็นไงบ้างน่ารักดีใช่ไหมหล่ะฉันทำขึ้นมาให้เหมือนกับอันที่นายให้ฉันเลยน้า คิดถึงนายจังเลย ขอกอดหน่อยสิฮีชอล จุ๊บๆด้วยได้ป่ะฮ่าๆๆ อยากให้นายอยู่ด้วยกับฉันตอนนี้จังเลย ตั่งแต่ฉันกับอีทึกย้ายกลับมาที่จีนก็เหงาเป็นบ้าเลย อีทึกเองยังพูดจีนไม่เก่งเลยแหละฮ่าๆแต่ฉันก็นับถือความพยายามของเขามากๆเลยแหละ ที่จีนตอนนี้จะฤดูใบไม่ผลิแล้วแหละ แต่อากาศก็ยังหนาวมากๆอยู่เลย ที่เกาหลีตอนนี้เป็นไงบ้าง ถ้าหนาวก็ให้ห่มผ้าอุ่นๆ พันผ้าพันคอหนาๆ ดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าเป็นหวัดหล่ะ ตอนนี้มหาลัยไกล้จะเปิดแล้วแหละตื่นเต้นจัง นายหล่ะเป็นไงบ้างยังไงก็เขียนมาบอกบ้างสิ พอเขียนจดหมายก็ไม่ค่อยมีอะไรจะคุยเลยแฮะ ฉันชอบฟังเพลงๆหนึ่งมากเลยแหละไม่รู้ว่านายจะชอบฟังมันเหมือนฉันรึเปล่านะ ไว้ออนเอ็ม ครั้งหน้าจะส่งไปให้ฟัง

 

กำลังคิดถึงกันอยู่หละสิ

ไม่ได้คิดถึงซะหน่อย!!บ้า!!

เฮ้อเรานี่ก็มานั่งเถียงกับจดหมายอยู่นั่นแหละ

ไม่ต้องมาด่ากันเลยนะฮีชอลคนปากแข็ง นอนห่มผ้าด้วยสิ อีกอย่างนะอย่านอนดึกนักหละ

เออรู้แล้ว!!เป็นพ่อฉันรึไง

เป็นห่วงนายนะ กำลังฟึดฟัดที่ฉันสอนนายอยู่หละสิ หัดฟังที่ฉันสอนบ้างก็ดีนะ

-*-

แค่นี้แหละ รักนายนะ

อื่ม...คิดถึงเหมือนกัน

Ps.ตอบจดหมายด้วยนะ

มั้งอยากตอบก็ตอบแหละ

 

                                                                                           ฮันเกิงรักฮีชอล

“ยิ้มอยู่นั่นแหละ อิจฉาโว้ย!!”ทงเฮที่นั่งเห็นท่าทางเขินอยากของฮีชอลอยู่ซักพักก็โพลงขึ้นมา “ฉันกลับบ้านละ..บาย”ทงเฮว่าก่อนจะเดินออกจากบ้านไป เขาส่งยิ้มมาที่ฮีชอลอย่างอบอุ่น..น่ารักจริงๆนะทงเฮเนี่ย..

 

-หวั่นไหว-

หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก..จากวันเลื่อนเป็นอาทิตย์จากอาทิตย์เลื่อนเป็นเดือน...

“กลับด้วยกันไหม”เสียงกล่าวชักชวนจากชายร่างสูงที่ขึ้นคร่อมมอร์เตอร์ไซด์คันโตเอ่ยขึ้น ชีวอนส่งยิ้มมาที่ฮีชอลเล็กน้อยก่อนตบลงที่เบาะหลังของรถ

“...”เขาไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เดินไปซ้อนมอเตอร์ไซด์ “กลับก่อนนะทงเฮ”พร้อมโบกมือลาทงเฮที่ดูเหมือนว่ากำลังถูกคิบอมลากขึ้นรถอยู่

“ฮีชอลอ่า..”ทงเฮส่งเสียงอ้อนเล็กน้อย “ไม่ต้องมายุ่งกลับเองได้”ทงเฮหันไปตวาดใส่คิบอมที่กำลังจับข้อมือเขาแล้วลากขึ้นรถ

“...”คิบอมไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ส่งสายตาดุคนตัวเล็กแล้วเพิ่มแรงบีบที่ข้อมือ...ผมหล่ะเป็นห่วงทงเฮจริงๆ..แต่เพราะเป็นคิบอมก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

            “ชีวอนบ้านพี่อยู่คนละทางกับบ้านนายนะ”แม้ผมจะรู้จักเขาไม่นานแต่เหมือนกับว่าผมสนิทกับมันมาได้ชาติกว่า..ชีวอนเป็นเพื่อนของทงเฮอีกทีนึงครั้งแรกที่ผมพบเขาผมเกรงใจเขาเล็กน้อยเพราะเขาเป็นคนตัวใหญ่จึงทำให้น่าเกรงขาม..แต่จริงๆแล้วไม่เลย รูปลักษณ์มันก็เป็นได้เพียงเปลือกนอกเท่านั้นแหละ

            “เออไม่เป็นไรครับ”ชีวอนว่าก่อนขับออกไป...พักนี้ผมต้องกลับบ้านกับเขาบ่อยๆเพราะตั่งแต่ทงเฮเริ่มคบกับคิบอมเวลาที่ผมจะได้เจอทงเฮก็ลดน้อยลง...เขาเอาแต่เข้าๆออกๆชมรมบาสคิบอมเองก็ใจแข็งเกินไปหน่อยทำอย่างกับลีทงเฮเป็นเบ้ของเขาอย่างงั้นแหละ

            “เข้าไปในบ้านก่อนไหม?”ผมเอ๋ยชวนชีวอนหลังลงมาจากรถ..ผมเองก็ไม่รู้ว่ามาถึงหน้าบ้านเมื่อไหร่ เพราะระหว่างทางก็ใจลอยคิดอะไรไปเรื่อยๆ..

            “อื่ม”เขาจอดมอเตอร์ไซค์ไว้หน้าบ้านก่อนวิสาสะกระโดดข้ามรั้วเข้าไปในบ้านของผม

            “ประตูก็มีทำไมไม่เข้า”ฮีชอลดุว่าเขาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปเปิดประตูบ้าน “นั่งรอไปก่อนละกัน เดี๋ยวเอาไปหยิบรายงานมาให้”ฮีชอลเดินขึ้นไปยังชั้นบนก่อนที่จะปล่อยให้คนตัวสูงนอนเอนกายบนโซฟาอยู่ด้านล่าง

            “..เฮ้ย!..ขึ้นมาได้ไงเนี่ย?”ขณะที่กำลังหาของวุ่นๆอยู่ชีวอนก็โผล่เข้ามาในห้องทำเอาฮีชอลส่งเสียงร้องเพราะความตกใจ ร่างบางหน้าถอดสีเล็กน้อย เพราะความมือไวดันไปตบเอาที่ใบหน้าของอีกคนเข้าให้

            “...- -//”ชีวอนเอามือกุมใบหน้าที่มีรอยแดงเขาเอาไว้หน้าเขาแสดงให้เห็นถึงความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด..ฮีชอลขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

            “ก็ใครใช้ให้เข้ามาเงียบๆหล่ะ”ฮีชอลตวาดกลับ..ท่าทางเจ้าตัวจะไม่คิดเลยสักนิดว่าตัวเองผิด..

            “แค่มาหาที่นอนเอง”ชีวอนว่าก่อนเอนกายลงบนที่นอนของฮีชอล

            “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะไอขี้เกียจ”ฮีชอลว่าก่อนจะพยายามฉุดชีวอนขึ้นจากเตียง...ขาเล็กยันเตียงไว้ มือก็ออกแรงดึงอย่างสุดแรง

            “จะปล่อยแล้วนะ..”

            “เห?

            ถ้ายังจะดึงอยู่จะปล่อยแล้วนะ..สิ้นสุดคำพูดแทนที่ร่างหนาจะปล่อยให้ร่างบางหงายหลังไป..เขากลับดึงร่างบางเข้ามาหาตัว..จนยืนไม่อยู่และเซล้มลงไปทับร่างสูงในที่สุด

            “คบ..คบกันได้ไหม?”ร่างบางไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่ได้ยิน..

            “...”

“เข้าใจแล้ว”ร่างสูงว่าก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

 

มือบางกดโทรศัพท์ต่อสายถึงร่างสูงที่พึ่งเดินออกจากบ้านไปทันที ร่างสูงชะงักเล็กน้อยเขามองจากหน้าบ้านขึ้นมาที่บริเวณชั้นบน...ที่ห้องของฮีชอล

“ชีวอน..คือฉัน..คบกับนายไม่ได้จริงๆ”ฮีชอลกรอกร้อนรนใส่โทรศัพท์ เพราะกลัวว่าอีกผ่ายจะผิดใจกับเขา...ทำไมนะรู้สึกลังเลยังไงไม่รู้สิ..ตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าฮันเกิงเขาจะยังรักฉันอยู่รึเปล่า..คำว่ารักที่พูดออกมานั้นมันจริงรึเปล่า

“ครับ”ชีวอนยิ้มแล้วมองขึ้นมา..ทำไมผมเองถึงรู้สึกผิดอย่างนี้นะ..รอยยิ้มนั่นมันดู...

ผมเองไม่เข้าใจหรอกนะว่าทำไมถึงได้ปฏิเสธชีวอนไป..อาจเป็นเพราะผมยังมั่นคงรักคนๆนั้นอยู่เสมอก็ได้

“นี่ชีวอนนายลืมรายงานแหนะ”ฮีชอลที่เดินลงไปข้างล่างยื่นรายงานให้ชีวอน

“ขออย่างได้ไหมแล้วจะไม่มายุ่งอีกเลย”ร่างหนากระชากร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะประกบริมฝีปากหนาลงบนแก้มใสเบาๆ

“...”ร่างบางตกใจเล็กน้อยก่อนถอยออกมา

“ผมไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย”ชีวอนยิ้ม “ต่อไปนี้..”

“อย่าไปไหนนะ..ไม่อยากให้ใครไปไหนอีกแล้ว...ไม่อยากอยู่คนเดียว สัญญานะ”ร่างบางโผเข้ากอดร่างสูง...ไม่ชอบคำว่าจากลาเลย ไม่ชอบการที่จะต้องไม่เหลือใคร

“ครับผมสัญญา”ร่างหนากล่าวคำสัญญา..พี่ฮีชอลครับ ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าผมจะไม่มารังควาญพี่อีก แต่ทำไมพี่ต้องรั้งผมไว้ด้วย

-หักหลัง-

สองสามวันก่อน...

หัลโหล..ปลายสายลากเสียงยาวดูหน่ายเหนื่อย

“อะไรอีทึก”ฮีชอลรับสายอย่างอารมณ์ดี “คิดถึงเสียงหวานๆของนายจังเลย..ฮ่าๆ”

“นายหน่ะน่ารักไม่เปลี่ยนเลยนะ”ปลายสายแซวกลับ “ทำไมน้า...เฮ้อ”

“ถอนหายใจอะไรอย่างกับคนแก่”ฮีชอลเอ่ยถาม

“คือ..ในถานะที่ฉันกับนายเป็นเพื่อนกันมานานนะ..ฉันมีอะไรอยากจะบอก”อีทึกลดเสียงให้เบาลงเล็กน้อย“ฮันเกิงกำลังมีคนใหม่”

ผมไม่รู้จะเชื่อดีไหม?คำถามมากมายในหัว..สับสน อีทึกเป็นคนที่ผมไว้ใจมากพอๆกับฮันเกิง ผมจะเชื่อคำพูดเขาดีไหมนะ

“อื่ม”ร่างบางได้แต่ตอบกลับไปอย่างเงียบๆ ดวงตากลมโตเหม่อลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย น้ำตาใสไหลออกมาจากตวงตาเป็นทางยาวจนชื้นไปทั่วไหล่

“เป็นอะไรรึเปล่า”ปลายสายถามเสียงแผ่ว “นายคงไม่ได้กำลังร้องไห้อยู่ใช่ไหม..ฮีชอลของฉันหน่ะเข้มแข็งจะตาย”

เมื่อก่อนผมเคยแอบรักอีทึก..รักเขามาก แต่ความรู้สึกของผมกลับเปลี่ยนไปเมื่อผมมีฮันเกิงคอยยืนเคียงข้าง อีทึกก็กลายเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม ผมเคยอิจฉาอีทึกที่ได้อยู่ใกล้ฮันเกิงและรู้จักฮันเกิงดีกว่าผม อิจฉาเขาที่เขาได้ไปจีนกับฮันเกิง อิจฉาเขาที่ฮันเกิงได้ใช้เวลาอยู่กับเขามากกว่าผมเสียอีก อีทึกคือคนที่รักฮันเกิงแบบเดียวกับผม รักฮันเกิงไม่ต่างจากผม ผมเคยคิดว่าซักวันอีทึกอาจจะหักหลังผม ฮันเกิงอาจจะรักอีทึก

“เป็นนายใช่ไหม? เป็นนาย”ฮีชอลตะโกนใส่โทรศัพท์ก่อนจะกดตัดสายไป ในหัวสับสนไปหมด ...เราไม่เคยเป็นคนไร้เหตุผลขนาดนี้นิ ทุกๆอย่างรอบตัวดูจะแย่ไปซะหมดเลย ทุกๆอย่างมันตอกย้ำให้เราทำอะไรแย่ๆกับอีทึกลงไป.. โทรศัพท์สั่นเป็นรอบที่หลายร้อย ร่างบางไม่คิดจะรับมัน เขาจึงปิดโทรศัพท์หนี หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าการกระทำเช่นนี้เรียกว่า..พ่ายแพ้

ใช่เรารู้แต่ตอนนี้ไม่อยากรับรู้เรื่องอะไรทั้งนั้นนั่นแหละ..เขาจะไปมีคนใหม่ก็ช่าง เขาเคยแคร์เรารึเปล่าก็ไม่รู้..สถานะปัจจุบันเป็นอะไรก็ยังรู้  ไม่รู้จริงๆ เวลาแค่ไม่กี่เดือนที่ศึกษาดูใจกันไม่อาจพูดว่าผมได้ใจคนๆนั้นมาครอง ความรักของเรามันสวนทางกัน ความรักของฉันมีแต่จะเพิ่มขึ้น แล้วนายหล่ะ..ยังรักฉันไหม?

ไม่ชอบเลยไม่ชอบนั่งอยู่ในห้องคนเดียว...ผมกดเล่นโทรศัพท์ไปซักพักใหญ่ๆ ก็สะดุดตากับเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่ง

คังอิน..แฟนไม่สิ ผมเชียร์ให้เขาเป็นแฟนกับอีทึกมากกว่า

“ฮาโหล?”เสียงกวนตรีนเมาๆชวนโมโหดังมาจากปลายสาย “ครายว้าาา”

“จำไม่ได้แล้วหรือไง”ผมสวนกลับไปทันที

“ฮี..ฮีชอล..ปัก”ผมได้ยินเหมือนเสียงหลังหนาๆร่วงลงมาจากเตียง “เปลี่ยนเบอร์แล้วหรอวะ ไม่ได้ติดต่อกันนานเลยวะ..โอ๊ยเจ็บชิบหาย”คังอินว่า

“อื่มเปลี่ยนเมื่อสองสามวันก่อนหนะ”

“เฮ้ย!”เสียงใครไม่รู้อีกคนดังออกมาจากโทรศัพท์

“เอามา”และเสียงคังอินที่พยายามจะยื้อแย่งโทรศัพท์คืน

“ฮีชอลคือเราอธิบายได้นะ”

“อีทึกหรอ”อีทึกจริงๆหรอ บังเอิญว่าผมไม่ได้เป็นพวกจำไอ้เรื่องขี้ปะติ๋วพวกนี้ด้วยสิ

“อื่มฮีชอลอย่าพึ่งวางโทรศัพท์เรานะคือ”อีทึกพยายามจะอธิบาย

“พวกนาย อยู่ด้วยกันงั้นหรอ”ผมถามด้วยความประหลาดใจ เรื่องที่อีทึกจะอยู่กับคังอินมันเป็นไปไม่ได้หรอก อีทึกตอนม.ปลายไม่แม้แต่จะมองหน้าคังอินเลยนี่ “เป็นไปได้ยังไงเนี่ย”

“เออเรื่องมันยาวหน่ะ คือ ฮีชอลอย่าทำให้ฉันเขวสิ เรื่องฉันกับฮันเกิง เราไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าเพื่อนนะ”อีทึกอธิบายอย่างร้อนรน

“ฉันเข้าใจแล้วหล่ะ”ผมว่าก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ และถามคำถามที่แทบไม่อยากจะได้ยินคำตอบออกไป “เรื่องที่นายบอกฉันหน่ะจริงหรอ”

“อื่ม”อีทึกทำเสียงเหมือนไม่เต็มใจจะตอบนัก

“งั้น..ฉันก็ไม่ควรจะรอต่อไปใช่ไหม หนึ่งปีแล้วนะที่เขาจากไป ไม่ได้เจอกันมาตั่งปีนึงแล้ว ทนไปได้ยังไงกันเนี่ย ไม่โง่ก็บ้าว่าไหม”

“...”อีทึกกลืนไม่เข้าคาไม่ออกับคำพูดของฮีชอล “ไม่หรอก เขายังรักนายอยู่นะ”

“นายรู้รึเปล่า การรอคอยนะ มันมีเหตุผลรู้ไหม ตอนแรกก็รอคอยอย่างมีความหมายว่าเขาจะกลับมา  ต่อมาก็ทนรอคอยอย่างมีความหวังเพราะว่าไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้ฉันไม่ควรรอแล้วใช่ไหม ”

“ฉันว่าเขายังรักนายอยู่นะ แต่นายคงไม่ต้องรอแล้วหล่ะเพราะไม่มีเหตุผลที่จะรออีกต่อไปแล้ว”

รอเพราะรัก หรือ รอเพื่อรัก

หลังจากที่ผมวางสายจากอีทึกมาได้ซักพัก..มือของผมก็เริ่มชาไปหมด ราวกับว่าใจกำลังจะหยุดเต้น ทำไมนะ เพียงเพราะว่าเราเองเป็นผ่ายรู้ว่าเขามีคนอื่น ถ้าเราไม่รู้เขาจะบอกเราไหมนะ

ผมไม่เคยโทรไปหาเขาเลยหลังจากหลายเดือนก่อน ไม่ใช่ว่าผมไม่คิดถึงเขานะผมเพียงแค่คิดว่าผมสำคัญพอที่จะโทรไปหาเขารึเปล่าเท่านั้นเอง

“ตืด..ตืด..”

“ฮาโหลครับ..”เสียงปลายสายพูดอย่างสุภาพ

“สวัสดี”ผมพูดตอบกลับเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน

“นั่นใครพูดครับ”คำถามนี้ทำให้ผมแปลกใจเล็กน้อย เขาจำเสียงผมไม่ได้หรอ?

“ฉันเอง จำไม่ได้หรอ”ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงร่าเริงเล็กน้อย

“อ๋อ ฮีชอลหรอ”คนปลายสายขานรับทันที

“แปลกใจหรอที่ฉันโทรมา”

“อย่าพูดเหมือนโทรหากันไม่ได้สิ นายโทรหาฉันได้เสมอนะฮีชอล”ฮันเกิงทำเสียงงอนๆ

“อื่ม...ไม่มีอะไรจะพูดเลยแฮะ”

“นั่นสินะ อื่ม..เหงาบ้างไหม เบื่อบ้างรึเปล่า”

“อย่าถามเหมือนฉันเป็นเด็กๆสิ”ผมอมยิ้ม “สบายดีนะ”

“ก็ดีนะ”ปลายสายตอบ ผมเงียบไปซักพัก “นายเป็นอะไรรึเปล่าฮีชอล ถอนหายใจหลายครั้งเชียว”

“สังเกตด้วยหรอ? ไม่เป็นไรหรอก”

“ปากแข็งอีกแล้วนะ มีอะไรก็บอกมาสิ”ผมยังคงเงียบอยู่ อารมณ์ตอนนี้ พูดได้เลยว่าถ้าพูดอะไรออกไป ทุกเรื่องที่พูดคงจะไม่มีเหตุผลและกวนโมโหมากแน่ๆ ผมไม่ใช่คนที่ดูออกง่าย แต่มีเพียงเขาที่ดูผมออกอย่างง่ายดาย

นายรู้ไหมว่าคนที่รอคอยน่ะมันทรมาณ เคยคิดไหมว่าฉันรอนายอยู่”ผมเริ่มพูดอะไรที่สมองคิดทั้งหมดออกไป

“เป็นอะไรรึเปล่าฮีชอล”ผมไม่ชอบคำถามนี้เลยจะถามทำไมเมื่อนายก็รู้อยู่แก่ใจ

เป็นเพราะนาย กี่ครั้งที่ผีเสื้อจากดอกไม้ไป กี่ครั้งที่ดอกไม้ต้องร้องไห้เพราะผีเสื้อ กี่ครั้งที่ดอกไม้ให้อภัยผีเสื้อที่บินจากไป นานเท่าไรที่รอคอย

“นายรู้รึเปล่าการรอคอยมันเนิ่นนานขนาดไหน รอคอยโทรศัพท์จากนายทุกคืนจนหลับไป รอข้อความที่เคยได้รับทุกคืนก่อนนอน รอฟังคำพูดว่ารักที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อ รู้ไหมแม้กระทั่งตอนนี้คนอย่างฉันก็ยังรอนาย”

“ฉันไม่เข้าใจฮีชอล”

“มันทรมาณมากที่จะบอกเลิกกับนาย นายไม่จำเป็นต้องถามเหตุผลหรอก ฉันมีแน่”

“นายจะไม่รองั้นหรอฮีชอล ฉันขอโทษที่ไม่โทรหานาย แต่ทำไมนายไม่โทรหาฉันหล่ะ ฉันรอที่จะคุยกับนายรอที่จะได้บอกรักนาย”

“หยุดโกหกได้แล้ว นายมีคนใหม่ใช่ไหม?

“...”

“ฉันไม่ต้องการรอคนที่ไม่รักฉันอีกต่อไป ฉันไม่รักนายแล้ว”

“พอเถอะฮีชอลเลิกปากแข็งซะที..ฉันอาจจะไม่ได้ติดต่อนาย ไม่ได้ส่งข้อความ แต่ฉันก็ยังรักนายนะ รักนายเสมอ และนายก็ไม่มีวันที่จะเลิกรักฉันได้หรอก”

“ฉันไม่ได้จะหาข้ออ้างที่จะเลิกกับนายเพราะนายไปมีคนใหม่นะ แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าที่นายบอกว่ารักฉัน นายเคยรักฉันบ้างรึเปล่า”

“ฮีชอล..ทำไมหล่ะ ไม่มั่นใจในตัวฉันงั้นหรอ”

“ฉันไม่ชอบฟังคำโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันไม่ชอบที่จะให้คนอื่นมาพูดให้ฉันฟังว่านายเป็นยังไง ฉันต้องการให้นายพูดมา”

“ฉัน..เป็นแฟนกับฮยอก”

“...ฉันต้องการได้ยินคำๆนั้นจากนาย”น้ำตาที่ไหลมาจากไหนก็ไม่รู้ ทำไมกันนะ ตอนนี้ผมไม่มีความรู้สึกนึกคิดแล้ว สิ่งที่อยากจะพูดออกมาก็พูดออกไปหมดแล้ว พูดออกไปอย่างไม่ยั้งคิดเลยด้วย

“เราเลิกกันเถอะนะ”มือบางกดตัดสายไปทันที....ตากลมโตจ้องมองเพดานห้อง มือเรียวเล็กจับไปที่หน้าอกด้านซ้าย ตอนนี้ที่ตรงนี้ไม่รู้สึกอะไรเลยแฮะ

ทำไมนะเหมือนว่าเรากำลังหลับฝันไปตื่นขึ้นมาอีกทีทุกอย่าจะกลับเป็นเหมือนเดิม เราจะย้อนกลับไปในห้วงเวลาสีขาวทุกอย่างสว่างไปหมด หลังจากที่ตื่นขึ้นมาก็จะอยู่ที่ห้องเดิมและมีคนๆนึงนั่งอยู่ข้างๆเรา

“ชีวอน”ผมสะดุ้งขึ้น ผมกำลังอยู่ที่ไหนซักแห่งไม่ใช่ห้องที่เดิมแน่ๆ ที่ไหนกัน

“ที่นี่โรงพยาบาลครับ ฮยองไข้ขึ้นสูงเลย เกือบช็อคไปแนะ ดีนะที่ฮยองโทรหาผมก่อน”ชายหนุ่มว่าก่อนจัดแจงวางกระเช้าดอกไม้ลงบนโต๊ะที่บริเวณหัวเตียง

“พี่โทรหานายหรอจำไม่ได้เลยแฮะ ฝันแปลกๆด้วยแหละ”ทันทีที่ผมนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาทันที ฝันมากเกินไปรึเปล่าเนี่ยเรา พาวนาให้เป็นแค่ความฝันนะ... ผมคิดก่อนที่จะหยิบมือถือบนหัวเตียงขึ้นมาดู “เฮ้อ ไม่ใช่ความฝันสินะ เรากับเขา..เลิกกันแล้ว”ผมพูดอย่างแผ่วเบาเพราะเกรงว่าชีวอนจะได้ยิน

 

HG:ผมกลัว กลัวที่จะตอบคำถามว่าทำไมกลัวที่จะถูกถามในหลายๆเรื่อง

ฉันเปลี่ยนไปเพราะนาย

หลายๆเรื่องที่เปลี่ยนไปก็เพราะนาย ฉันไม่เคยชอบคนนิสัยอย่างนายเลย ขี้บ่นจุกจิก เอาใจยาก อารมณ์แปรปรวณ แต่ตอนนี้คนที่ฉันชอบมากที่สุดก็คือนาย

ฉันไม่ชอบคุยโทรศัพท์นานๆ แต่ฉันชอบที่จะคุยกับนาย

ฉันไม่เคยกล้าพอที่จะแสดงออกในหลายๆเรื่องฉันมีความกล้าก็เพราะนาย

ทำไมฉันถึงได้หลงรักคนอย่างนายนะ.. ฉันเองก็ไม่รู้ ตอนแรกก็แค่อยากคบเล่นๆไม่จริงจัง

แต่ทำไมฉันถึงได้รักนายมากขนาดนี้นะ

 

ปัจจุบัน

            HEE :นี่ฮันเกิง..ฉันกับนายก็จบมหาลัยแล้วนะ

            HAN :อื่ม..ใช่แล้วดีจังเน๊าะ ว่าแต่ไปเอาเมล์ฉันมาจากไหนนาย นายเองก็หายหน้าหายตาไปหลายปีนะ

            HEE:อื่มไปต่อนอกมาหน่ะ กะว่าจะมาต่อโทที่นี่

            นายกับฮยอกเป็นยังไงบ้างหล่ะ

HAN: ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงมีลูกเป็นคอกแล้วม้างป่านนี้ฮ่าๆ

HEE: ขนาดนั้นเชียว นายหน่ะมีน้ำยาหรอ ขนาดตอนนายเป็นแฟนกับฉันนายยังไม่กล้าเกินเลยกับฉันเลย ขนาดจูบยังหายากเลย

HAN: นายมันไม่เย้ายวนมั้ง-0-

HEE: ตายด้านเองมากว่า

HAN: ฮ่าๆๆ

รึจะลอง

HEE: ไม่เอาอะลาขาด ไม่ขอใช้ของเหลือ!!-_-

HAN: แล้วนายกับชีวอนหล่ะ??

HEE: ไอ้นั่นหน่ะหรอ ร้ายลึกกว่าที่คิดเยอะ - -;

HAN: ฉันไปละนะ เดี๋ยวนอนดึกแล้วพรุ่งนี้ตื่นไม่ไหว เออฮีชอลบอกคยูด้วยว่าอย่าเล่นเกมส์ดึก เป็นห่วง

HEE: หวานไปทั่ว ไปบอกมันเองดิ

สุดท้ายผมก็ต้องโทรไปบอกคยูครับ ก็ทำไงได้ไอ้ฮันมันสั่งนี่หว่า

“ว่าไง..ฮะ..อื่มฮยอง”เสียงเข้มครางดัง

“นายคงไม่ได้เล่นเกมส์อยู่ใช่ไหม”ถามอะไรออกไปโง่ๆฮะเราเสียงดังขนาดนี้คงเล่นจ้ำจี้อยู่สิไม่ว่า

“อ่ะ..คุณคยู”เสียงหวานดังแทรกเข้ามาจากโทรศัพท์

“แค่นี้นะครับ..”แล้วเจ้าตัวแสบคยูฮยอนก็วางสายไป

ให้ตายเหอะแล้วอะไรอีกเนี่ยเรา?

แค่ได้ยินเสียงก็...?!!- -

“อื่ม ชีวอน .. อ๊ะ..อ่าา”

 

___________________________________จบ เถอะ________________________________________________

จบไม่สวยแต่สะใจ อิอิ

 

จบ 13/12/2553  21;47 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ pet_play จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น