(SF KNB) Love Disabled (Kiseki + Kagami x 7 OC)

ตอนที่ 1 : Blind (Akashi Seijuro)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 874
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    13 ส.ค. 60




     การแข่งWinter Cup จบลงด้วยชัยชนะของเซย์ริน ทุกคนต่างดีใจกับชัยชนะ ยกเว้นเพียงทีมราคุซันเท่านั้น แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆที่พวกเขาจะรู้สึกเสียใจ....แต่ไม่ใช่กับคนที่เคยเป็นหนึ่งมาตลอดอย่าง อาคาชิ เซย์จูโร่


     "ผมขออยู่คนเดียวนะครับ" อาคาชิพูดขึ้นกับทุกคนที่กำลังจะเดินออกจากห้องพักนักกีฬา

     "อ...เอ่อ อาคาชิ นายไม่เป็นไรนะ?" ฮายามะเอ่ยถามรุ่นน้องด้วยความเป็นห่วง

     "อืม ขอเวลาคิดทบทวนหน่อยน่ะ" มิบุจิคว้าไหล่ฮายามะและพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เขาอู่ตามลำพังคนเดียว

     "งั้นพวกเราไปรอด้านนอกนะ เซย์จัง"







     ทันทีที่ห้องนั้นเงียบสงบลง อาคาชิที่เอาผ้าขนหนูคลุมหัวไว้ก็หลับตาลงแล้วปล่อยให้หยาดน้ำสีไหลกลั่นลงมาอาบแก้มอย่างเงียบๆ เขาเจ็บใจ คนที่ต้องทำทุกอย่างให้เป็นที่หนึ่งตลอดอย่างเขาตามคำสั่งของคุณพ่อ ทำให้อาคาชิมีโซ่พันธการไว้อยู่

     "แพ้จนได้สินะ...เราเนี่ย" อาคาชิยกยิ้มสมเพชให้กับตัวเองก่อนจะยกมือหนาปาดน้ำตาและลุกขึ้นคว้ากระเป๋าแล้วเดินไปเปิดประตู

     แอ๊ดดดด!

     โฮ่ง!

     "หือ?" อาคาชิชะงักเมื่อเขามองมายังต้นเสียงที่ใกล้ๆก็เห็นสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ยืนอยู่โดยมีสายจูงและสายรัดอก

     สุนัขนำทางเหรอ?

     "ชิโป มีอะไรงั้นเหรอ?" เสียงเอ่ยถามของเด็กสาวที่จูงสุนัขมาดังขึ้นพร้อมกับเอียงคออย่างสงสัย

     ร่างบางผมสีดำหลอมน้ำตาลทองปล่อยสยายถึงกลางหลัง รับกับใบหน้าเรียวผิวขาวอมชมพู ตาทั้งสองข้างปิดลง คิ้วเรียวขมวดน้อยๆอย่างสงสัยว่ามีบางอย่างขวางอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มเม้มนิดๆด้วยความกังวล

     "คงเห็นฉันแล้วเห่าน่ะ สุนัขของเธอเหรอ?" อาคาชิตอบพลางเอ่ยถามกลับ

     "ใช่จ้ะ...เธอออกมาจากห้องแถวๆนี้ เป็นนักกีฬาใช่หรือเปล่า?"

     "อืม เธอมองไม่เห็นสินะ...มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?"

     "ฉันเป็นสต๊าฟพิเศษน่ะจ้ะ กำลังจะกลับแล้ว..." เด็กสาวยกยิ้มบางและตอบคำถามของคู่สนทนา

     "งั้นฉันไปส่งก็แล้วกัน...น่าตกใจนะ ที่เธอมาเป็นสต๊าฟน่ะ"

     "พวกฉันมาทำงานเพราะได้รับคัดเลือกน่ะจ้ะ อีกอย่างนะถึงฉันจะตาบอดก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหากับการดำเนินชีวิตมากเหมือนตอนที่ยังมองเห็นอยู่หรอก" อาคาชิชะงักไปชั่วครู่และเดินมาขนาบข้างเธอพร้อมเอ่ยถาม

     "หมายความว่ายังไงน่ะ เมื่อก่อนเธอเคยมองเห็นเหรอ?"

     "จ้ะ ฉันเป็นโรคอาร์พีน่ะ...เพิ่งมาตรวจเจอเมื่อสองปีก่อน" เธอตอบเสียงเศร้านิดๆ

     "...แต่ฉันคุ้นเสียงของเธอนะ อาคาชิคุงจากราคุซันใช่มั้ย?" เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อหันขวับมามองเธออย่างตื่นตะลึง

     "เธอรู้ได้ยังไง?" เด็กสาวยกยิ้มขำๆและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ

     "ฮะๆ ใช่จริงๆด้วยสินะเนี่ย....ฉันจำเสียงของเธอที่สัมภาษณ์กับสื่อได้น่ะสิ เห็นแบบนี้ก็เถอจ้ะ หูของฉันดีนะ ประสาทการตอบสนองส่วนอื่นๆก็ปกติดี แล้วฉันก็จำเสียงของคนๆนั้นได้แม่นด้วยน่ะ"

     "งั้นเหรอ...ถึงแล้วล่ะ เพื่อนของเธอเดินมารับแล้วด้วย" พวกเขาคุยกันเพลินจนมาถึงประตูทางออก อาคาชิก็เห็นเด็กสาวผมขาววิ่งมา

     "'อูตะ!!" 

     "เสียงแบบนี้...มิสุเระจัง?"  เด็กสาวผิวเผือกเดินเข้ามาลูบหัวของสุนัขและส่งมันให้กับเจ้าหน้าที่ที่มารับมันกลับ

     "ขอโทษที่มาสายนะ รถติดน่ะ" เธอประกบมือขอโทษแม้ว่าเด็กสาวตรงหน้าจะมองไม่เห็นก็ตาม

     "ไม่เป็นไรจ้ะ...รีบกลับกันเถอะ พรุ่งนี้พวกเธอต้องมาทำงานแต่เช้านี่นา"

     "อือ ขอบคุณที่มาส่งเพื่อนของฉันนะ อาคาชิคุง"

     "ไม่เป็นไร รีบกลับเถอะ มันมืดแล้วอันตรายนะ" อาคาชิยิ้มบางเบาให้กับเด็กสาวผิวเผือก ก่อนที่เธอคนนั้นจะกุมมือพาเด็กสาวตาบอดไปที่รถซึ่งจอดรออยู่









     อย่างที่คิด อาคาชิกลับมาถึงเกียวโตและถูกคุณพ่อของเขาตำหนิ แต่อาคาชิก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะประโยคหลังๆมานี่ ทำให้คนเป็นพ่อของเขาเริ่มที่จะอ่อนลงเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องเผชิญมาตลอดหลายปี 

     'เอาเถอะ ที่ผ่านมาก็ทำดีเยี่ยมมาตลอด พักสักหน่อยก็แล้วกัน....พรุ่งนี้ไม่ต้องไปบริษัทหรอกนะ พ่อยกให้เป็นวันพักผ่อนสักสัปดาห์หนึ่ง'
 










     แต่จนแล้วจนรอด อาคาชิก็ยังเป็นอาคาชิ ถึงจะบอกให้พักผ่อนยังไงอาคาชิก็ยังทำงานช่วยพ่อของเขาอยู่ดี 

     ปี๊ดดดดด!!
 
     "เสียงเป่าใบไม้?" อาคาชิเงยหน้าจากกองเอกสารและลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง และสิ่งที่เขาได้เห็นก็ทำให้ดวงตาสีแดงทับทิมเบิกกว้าง

     เมื่อร่างบางสวมชุดกิโมโนเลือดหมูกำลังนั่งเป่าใบไม้อยู่ที่ริมสระปลาคาร์ฟ แต่สิ่งทำให้เขาตกใจ คือเธอคนนั้นคือเด็กสาวที่เขาเคยพูดคุยด้วยระหว่างทางออกมาจากโรงยิม

     "เธอคนนั้น..."

     "นายน้อย ผมมาเอาเอกสารครับ...มีอะไรงั้นเหรอครับ?" เลขาส่วนตัวของพ่อเขาเดินเข้ามาเอาเอกสารก็แปลกใจที่เห้็นนายน้อยของตนมองอกไปนอกหน้าต่างอยู่นาน

     "คุณจิโตเสะ รู้จักเธอคนนั้นมั้ยครับ?" ชายหนุ่มเดินมามองที่ริมหน้าต่างก็เห็นเด็กสาวมัดเกล้าผมและปักปิ่นอย่างเรียบร้อย สวมชุดกิโมโนสีแดงเลือดหมูกำลังนั่งเป่าใบไม้อยู่ข้างๆบ่อปลาคาร์ฟในบ้านของเขา

     "อ๋อ เธอเป็นลูกสาวของแขกที่มาคุยกับพ่อของนายน้อยน่ะครับ...พี่ชายของเธอเป็นเจ้าชายนิทราเพราะอุบัติเหตุ ส่วนเธอก็ป่วยเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเลยสูญเสียการมองเห็นไปตอนอายุ 14 ตอนนี้เรียนอยู่ที่ ดีเซ่ อคาเดมี่น่ะครับ" จิโตเสะอธิบายเท่าที่เขารู้

         ดีเซ่ อคาเดมี่ เป็นโรงเรียนประจำของลูกคุณหนูและมีคลาสพิเศษที่สอนให้กับผู้พิการ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เป็นโรงเรียนที่มีค่าแพงหูฉี่และมีความเป็นโรงเรียนคุณหนูด้วย เธอคนนี้เรียนอยู่คลาสพิเศษสินะ


     "งั้นเหรอครับ...ผมขอไปคุยกับเธอหน่อยได้มั้ยครับ?"

     "ได้ครับ" เมื่อได้รับคำอนุญาตอาคาชิจึงเดินออกจากห้องไป







     ฟิ้วววว




     "คุณหนูเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะคะ กลับเข้ามาด้านในเถอะค่ะ" สาวใช้ที่ติดตามเธอมาเรียกให้เธอเข้าไปด้านใน

     "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากอยู่ตรงนี้นานๆ...เสียงลมของที่นี่ดีมากเลยล่ะค่ะ"

     "เดี๋ยวคุณหนูจะเป็นหวัดเอานะคะ" สาวใช้พยายามจะเกลี้ยกล่อมแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออาคาชิ เดินเข้ามาในห้องและผงกหัวทักทายหญิงสาวที่อายุมากกว่าเขา

     "แค่นี้เองค่ะ สบายมาก..." เด็กสาวตอบและนั่งฟังเสียงลมและเสียงน้ำจากกระบอกไม้ไผ่อย่างเงียบๆ

     อาคาชิมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างละสายตาไปไม่ได้ ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวและหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาคลุมให้กับเธอและเอ่ยกระซิบเสียงแผ่ว

     "อย่าดื้อสิ...ป่วยมาฉันไม่รับผิดชอบนะ"

     "เอ๊ะ! อ...อาคาชิคุงเหรอ?" เด็กสาวผงะและหันไปมองยังต้นเสียงด้วยความตกใจ

     "ใช่ ฉันเอง...กลับเข้าไปด้านในเถอะ อากาศมันหนาวมากนะ" อาคาชิพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเข้าไปด้านใน แต่เธอก็ส่ายหน้าและยังคงปักหลักอยู่อย่างนั้น

     "ไม่เอา ฉันอยากฟังเสียงน้ำนี่นา" เธอเริ่มงอแงและกอดอกเหมือนเด็กเอาแต่ใจ

     "มาฟังด้านในก็ได้...ตรงนี้มันลมโกรกนะ"

     "แต่ว่า---ว้าย!!" เมื่อเธอจะแย้งต่อก็ต้องร้องลั่นแทนเมื่ออาคาชิช้อนร่างบางขึ้นอย่างง่ายดาย

     "ไม่เคยมีใครขัดคำสั่งฉันนะ เธอก็ด้วย...คุณหนู" เขาเอ่ยเสียงทุ้มและติดจะขำนิดเมื่อเห็นอาการตกใจของเด็กสาว

     "อย่าเผด็จการกับฉันนะ ปล่อยสิ ปล่อย!!" เธอเริ่มดิ้นขัดขืนจนอาคาชิที่พยายามหลบกำปั้นน้อยก็เริ่มทรงตัวไม่ได้

     "อย่าดิ้นสิ เธอจะตกเอานะ"

     "งั้นก็ปล่อนสิ ฉันจะกลับเข้าก็---" ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคทั้งคู่ล้มลงไปในบ่อปลาคาร์ฟซะแล้ว

     ตูมมม ซ่าาาา!

     "ตายแล้วคุณหนูอูตะ!" สาวใช้ร้องลั่นก่อนจะวิ่งมาดูทั้งสองท่ตอนนี้เปียกมะล่อกมะแล่ก

     "เห็นมั้ย ฉันบอกเธอแล้ว..." อาคาชิเอ่ยพร้อมกับมองเด็กสาวที่นอนทับอยู่บนตัวของเขา ก่อนจะพยุงเธอลุกขึ้นนั่ง

     "อย่าโทษกันสิ...เธอก็ผิดนะ ที่อยู่ๆมาจับตัวฉันน่ะ ว่าแต่เจ็บตรงไหนมั้ย?" เธอเอ่ยถามน้ำเสียงห่วงใยและสีหน้าที่เป็นกังวล อาคาชิอมยิ้มและส่ายหน้า

     "ไม่หรอก รีบเข้าไปด้านในเถอะ ฉันจะบอกให้แม่บ้านเอาชุดมาเปลี่ยนให้" อาคาชิว่าพร้อมกับพาเด็กสาวเข้าไปด้านใน

     "โธ่ คุณหนูดิฉันบอกแล้วนะคะ ว่าอย่าดื้อ" สาวใช้เดินเข้ามาพร้อมกับผ้าขนหนู

     "แฮะๆ ฉันอยากฟังต่อนี่นา...เสียงของที่นี่มันเพราะมากๆเลยนะ" สาวใช้ในชุดยูกาตะยิ้มเนือย

     "ค่าๆ ตอนนี้ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ...ขอบคุณนายน้อยอาคาชิมากค่ะ" เธอว่าก่อนจะพาเด็กสาวเดินออกไป

     "ครับ" อาคาชิส่ายหน้าไหวๆกับความหัวรั้นของเด็กสาว ก่อนที่เขาเองก็ต้องไปจัดการกับตัวเองบ้าง








     เวลาต่อมา


     "ขอโทษด้วยนะ อาคาชิคุง ที่ทำให้เดือดร้อนน่ะ" เด็กสาวที่เปลี่ยนมาสวมชุดตะวันตกพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด

     "ช่างเถอะ ฉันไม่ถือสาหรอก...เธอรู้จักฉัน แต่ฉันยังไม่ได้รู้จักชื่อของเธอเลยนะ" อาคาชิว่าพลางยกชาฝรั่งขึ้นดื่ม

     "อ๊ะ เสียมารยาทไปซะได้ ฉันชื่อ โซระอูตะ อาจิไซจ้ะ( ^ ^ )" เธอแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มน่ารัก

     "ชื่อเธอแปลกดีนะ..." เด็กสาวยิ้มรับเหมือนกับได้รับคำชม

     "มีหลายคนบอกมาเหมือนกัน แต่ที่มาของมันมาจากดอกไม้ที่อยู่ในช่วงมรสุุม และฉันก็ชอบช่วงเวลานั้นด้วย"

     "เธอชอบฝนงั้นเหรอ?"

     "ใช่จ้ะ มันเหมือนกับเสียงเพลงที่ท้องฟ้าได้มอบให้..." เธอว่าพร้อมกับยกนิ้วทั้งสองข้างวนไปมาเหมือนกับรรเลงบทเพลง

     "..."

     "แต่ฉันว่า อาคาชิคุงก็เสียงเพราะนะ" เธอโพล่งขึ้นและยิ้มให้กับเขา

     "หืม?"

     "เสียงของเธอ มันทุ้ม นุ่ม ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น...มันเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เหมือนๆกับตัวของเธอ ก่อนหน้านี้คนที่พูดกับสื่อน่ะ ไม่ใช่เธอใช่มั้ยล่ะ" อาคาชินิ่งงันและมองเด็กสาวที่เหมือนกับว่าเธอจะรู้ว่าอีกคนนั้นไม่ใช่เขา

     "ทำไม..."

     "นายอย่าปฏิเสธเขาเลยนะ...ที่นายสร้างอีกคนขึ้นมา ก็เพราะว่านายมีความกลัวอยู่ข้างในจิตใจ ฉันขอคุยกับเขาหน่อยจะได้มั้ย?"

     "อย่าดีกว่า เขาอันตรายสำหรับเธอ" อาจิไซส่ายหน้าไหวๆและพูดขึ้น

     "ไม่เป็นไร ฉันใช้เวลาไม่นานหรอกจ้ะ...เชื่อฉันสิ" อาคาชิมองเธออย่างลังเลเพียงชั่วครู่

     ก่อนที่นัยน์ตาสีแดงคู่สวยจะปิดลงและเปิดออกมาอีกครั้งเป็นสีแดงและสีส้ม

     "ใจกล้าจังนะครับ ที่เรียกผมออกมา" เมื่ออาจิไซได้ยินเสียงของเขา เธอก็ยกยิ้มและหัวเราะน้อยๆ

     "คิกๆ เธอไม่ได้น่ากลัวอะไรนี่นา...แค่เผด็จการก็เท่านั้นเอง"

     "ไม่เคยมีใครว่าผมแบบนี้นะครับ อาจิไซ แล้วทำไมถึงรู้ว่าคนในตอนนั้นคือผม"

     "สรรพนามที่ใช้พูด บรรยากาศรอบตัว และน้ำเสียงน่ะสิ"

     "แตกต่างกับผมอีกคนขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" นัยน์ตาต่างสีหรี่มองเด็กสาวด้วยความไม่พอใจลึกๆ

     "ถึงฉันจะตาบอด ก็อย่าดูถูกนะ..." เธอผุดลุกขึ้นและหยิบไม้เท้าออกมาและมุ่งไปยังทางเดินที่ใกล้กับสวนญี่ปุ่น

     อาคาชิผุดลุกขึ้นและมองการกระทำของเธอที่คาดเดาอะไรไม่ได้ เมื่อเด็กคนนั้นเดินไปเรื่อยๆจนเกือบจะตกขอบทางเดิน อาคาชิไม่รอช้าและตรงจะเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ แต่เธอกลับหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขาที่ห่างกันเพียงหนึ่งไม้บรรทัด

     ตึก!   

     "นี่เธอ..."

     "อย่าคิดว่านายคือคนที่สมบูรณ์แบบสิ...เพราะแบบนั้นแหละ มันถึงได้สวยงามยังไงล่ะ"

     "เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่ครับ? อาจิไซ" เด็กสาวหุบยิ้มและเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     "ไม่มีใครในโลกที่เกิดมาสมบูรณ์แบบหรอกนะ ดูอย่างฉันสิ...ตาบอดตั้งแต่อายุ 14 อนาคตที่เคยฝันว่าอยากจะเป็นนักกีฬากลับต้องหายไป" เธอยกมือขึ้นทาบที่อกของตัวเองและพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด

     "..."

     "แต่ว่า...ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ถึงจะเล่นกีฬาไม่ได้...ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฉันสามารถทำได้"

     "ทำไม เธอมองไม่เห็นแบบนี้---"

     "เพราะฉันยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่ากี่ครั้งฉันก็จะพยายาม...จนตอนนี้ฉันสามารถอยู่ได้แม้จะมองไม่เห็น" มือของเด็กสาวคลำสะเปะสะปะเพื่อจับใบหน้าของคนผมแดง นิ้วโป้งเรียวเล็กลูบเเก้มของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

     "เธอ..."

     "อย่าแบกรับอะไรไว้คนเดียวเลยนะ ถ้าอยากจะระบายก็ระบายออกมาเถอะ..." รอยยิ้ม คำพูดปลอบประโลมที่แสนอ่อนโยนและอบอุ่น ทำให้อาคาชิยกมือทาบทับมือบางและเอียงเข้าหาอย่างคนหมดแรง

     "ขอผมอยู่อย่างนี้ สักพักนะ" เขาพูดเสียงสั่นเครือและโน้มตัวลงกับลาดไหล่เล็ก

     อาจิไซนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจและยิ้มอ่อนๆให้กับคนที่ยืมไหล่ของเธอ มือบางข้างนึงว่าผมกลุ่มผมสีแดงนุ่มมือ และอีกข้างคอยลูบแผ่นหลังไปพลาง

     "จนกว่าเธอจะพอใจก็ได้จ้ะ...ไม่ต้องกลั้นไว้หรอกนะ"











     มาซาโอมิที่คุยกับแขกเสร็จเขาก็จะเดินกลับไปทำงานต่อ ระหว่างนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากห้องนั่งเล่นแบบญี่ปุ่น และภาพที่เขาได้เห็นนั้นก็ทำให้ชายวัยกลางคนคนนี้ยิ้มบาง

     เมื่อลูกชายของเขากำลังนั่งคุยกับเด็กสาวตาบอดผู้เป็นลูกสาวของแขกที่มาคุยกับเขา และเธอกำลังหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับที่เปลือกตาของอีกฝ่ายและพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ลูกชายของเขายิ้ม

     "อาจิไซ กลับกันได้แล้วลูก...เราต้องไปหาพี่ชายอยู่กันนะ" หญิงสาวสวมชุดกิโมโนเรียกที่ข้างๆของมาซาโอมิ

     "อ๊ะ ค่าาา!!" เด็กสาวลุกขึ้นพร้อมกับไม้เท้านำทางโดยมีสาวใช้ตามมาประกบ

     อาคาชิมาส่งอาจิไซถึงหน้าบ้าน ก่อนที่เธอจะขึ้นรถร่างบางหมุนตัวและหันมาทางเขาเหมือนจะรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากบางแย้มยิ้มและยกมือโบกไปมา

     " หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะ...เซย์คุง(^^)" คำเอ่ยเรียกชื่อของเขาทิ้งท้าย

     "อืม ถ้ามีเวลาว่าง...ฉันจะติดต่อไปนะ" เธอพยักหน้ารับและเข้าไปยังด้านในรถก่อนที่มันจะออกตัวไปจากบ้านทรงญี่ปุ่น


         คนเป็นพ่อที่ยืนอยู่ด้านในเลิ่กคิ้วมองเมื่อเขาเห้นว่าลูกชายของเขาที่มีสีหน้าเคร่งเครียดตลอด มีสีหน้าผ่อนคลายลงและยิ้มให้กับรถที่เพิ่งขับออกไป

     "สนใจเด็กคนนั้นงั้นเหรอ เซย์จูโร่..." อาคาชิคนลูกหันขวับมามองพ่อของเขาที่ยืนมือไขว้หลังมองมา

     "ท่านพ่อ...ครับ ก็แค่นิดหน่อย"

     "เด็กคนนั้นรู้จักกับชิโอริ แม่ของลูก...เพราะก่อนที่แม่ของลูกจะจากไป...เขาเล่าเรื่องของเด็กคนนี้ให้ฟัง"

     "เรื่องของอาจิไซงั้นเหรอครับ?"

     "ชิโอริเล่าให้ฟังว่าพี่ชายของเธอก็เป็นเจ้าชายนิทราเพราะประสบอุบัติเหตุ แต่เพราะเหงาเลยมานั่งเล่นกับชิโอริบ่อยมาก เด็กคนนั้นเป็นตัวเต็งของทีมบาสเก็ตบอลหญิงเลยล่ะ....PGอนาคตไกล แต่เพราะเธอป่วยเป็นโรคอาร์พี ก็เลยต้องสละสิทธิ์ พ่อไปล่ะ" มาซาโอมิเล่าทุกอย่างที่ตยเองพอจะจำได้ไปหมดแล้ว จึงเดินหลับเข้าไปทำงานต่อ

     "เพราะอย่างนั้น...เธอคนนั้นถึงได้บอกผมว่าอย่ายอมแพ้งั้นสินะ" อาคาชิเงยหน้ามองฟ้าและเอ่ยคำพูดไปกับสายลม






     "ขอบคุณนะ...ไฮเดรนเยียของฉัน"





นางเอกของตอนนี้




โซระอูตะ  อาจิไซ

สังกัด ดีเซ่ อคาเดมี่ 

ระดับชั้น ม.ปลายปี 1

(โรคอาร์พี เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ค่อยๆทำลายจอประสาทตาอย่างช้าๆ จนกระทั่งตาบอดในที่สุด )







ปล. ประเดิมตอนแรกไม่รู้ว่าจะโอเครึเปล่านะ  


อยากได้ใครต่อก็เม้นจ้าาา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

59 ความคิดเห็น

  1. #20 Lilina konome (@Alice_magatroy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 09:10
    เรื่องนี้ก็ชอบ
    #20
    0
  2. #12 Fayrious (@entamable) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 21:22
    ชอบเนื้อเรื่องๆมากๆเลยค่ะ
    คนต่อไป ขอคีจัง~
    #12
    0
  3. #10 Lilina konome (@Alice_magatroy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 18:49
    คุโรโกะค่าา
    #10
    0
  4. #9 NamikoMeiko_AaM (@NamikoMeko_lm) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 17:43
    คิเสะค่ะ
    #9
    0
  5. #8 praifah16 (@praifah16) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 16:45
    คุโรโกะ!!!
    #8
    0
  6. #7 JustAEcho (@JustAEcho) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 15:40
    คิเสะค่ะะะ
    #7
    0