ตอนที่ 20 : BJIN - Skinship [comedy] ปลดเเบนเเล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 มี.ค. 58





 



My broken pieces  You put them up
Don't leave me hanging, hanging Come give me some
When I'm without ya I'm so insecure
You are the one thing, one thing I'm living for.

















           ผมมองไปยังมือเล็กๆที่ว่างเปล่าของตัวเอง

 

 

ผมผิดหรอ? ผิดหรอที่เสพติดสกินชิพเข้าสายเลือด

ก็มันอุ่นดีออก....

 

 

ผมหันไปมองที่ฮันบินที่นั่งอยู่หน้าคอมมาเป็นชั่วโมงๆเเล้วนับตั้งแต่ทุกคนแยกย้ายกัน

พวกเราพึ่งเลิกซ้อมกันไปเมื่อเที่ยงคืน บ๊อบบี้ต้องไปทำงานต่อ ยุนฮยองวันนี้ขอกลับบ้าน จุนฮเวกับดงฮยอกก็ไปหาอะไรกินกันสองคน ชานอูต้องไปเคลียร์เรื่องเอกสารสัญญาอะไรซักอย่าง เลยต้องไปที่ตึกใหญ่กับเมเนเจอร์

 

 

สรุปก็เหลือเเค่ผมกับฮันบินเเค่สองคน...กับความเงียบเเละเสียงเเอร์

 

 

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำเอาผมเเทบจะอยากวิ่งกลับหอไปอาบน้ำอุ่นๆเเล้วกระโดดลงเตียง แต่เพราะคำพูดของฮันบินเมื่อเย็นที่วนเวียนในหัวทำเอาลุกไม่ขึ้นซักที

 

 

 

'ฮยอง! อย่ามาจับตัวคนอื่นบ่อยนักดิ ม..มันรู้สึกเเปลกๆอ่ะ'

 

 

 

 

มันยังดังอยู่ในหัวผมซ้ำไปซ้ำมา เหมือนม้วนเทปที่กระตุกวนไปวนมา

 

 

 

ในตอนแรกที่ได้ยินประโยคนั้น ผมจำได้ว่า จู่ๆตาของผมก็ร้อนขึ้นมาดื้อๆ

ทั้งๆที่จริงๆผมไม่ใช่คนร้องไห้ง่ายๆซะหน่อยนึง...

 

 

ก่อนที่บรรยากาศในห้องจะระอุขึ้นมาด้วยความโกรธและน้อยใจของผมชั่วขณะ...

 

 

 

เหมือนกันเเก้วที่บรรจุเรื่องราวของผมกับฮันบินถูกบีบให้แตก...

ความทรงจำที่ขังเอาไว้ไหลออกไปจนหมด...

เหลือเเต่เเก้วเปล่าๆใบหนึ่ง

ซึ่งแก้วใบนั้นคือ คิมจินฮวาน... หรือผมเอง ที่ตอนนี้ได้แต่นั่งปล่อยให้ทุกอย่างในหัวเป็นสีขาวไปหมดอยู่ในตอนนี้ จ้องมองเนื้อเพลงที่ไม่มีซักตัวอักษรทะลุกำเเพงเข้าไปในหัวเขาได้

 

 

สามปีที่ผ่านมา ก็เป็นอย่างงี้มาตลอด ไม่ใช่หรอ...?

ผมได้แต่คิดวนไปวนมาอยู่อย่างนั้นพลางมองเนื้อเพลงสลับกับมองแผ่นหลังของฮันบินที่นิ่งเหมือนรูปปั้น... จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวกับอาการของตัวเอง

 

 

 

ช่วงนี้...ผมคงจับตัวคนอื่นมากไปจริงๆล่ะมั้ง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จุนเน่อาาา ฝากเสื้อหน่อยดิ”

ผมพูดก่อนจะพาดเสื้อหนาวตัวใหญ่ลงบนเเขนจุนเน่ที่ยื่นมารอรับไว้เเล้ว

 

 

ตอนนี้พวกผมอยู่กันที่สนามบิน กำลังจะขึ้นเครื่องไปญี่ปุ่นเพื่อไปเปิดโดมทัวร์ให้รุ่นพี่บิ๊กแบง

อากาศหนาวๆอย่างงี้ไม่อยากไปไหนเลยจริงจัง....

ผมหันไปมองกล้องแฟนไซต์ที่เดินตามพวกผมกันมาติดๆก่อนจะส่งยิ้มบางๆให้แฟนๆที่ออเบียดกันเข้ามาจนแน่นไปหมด

สงสารก็แต่เมเนเจอร์ฮยองที่ป่านนี้ตะโกนจนแสบคอไปหมดแล้วล่ะมั้งเนี้ย ผมมองไปรอบๆตัวเพื่อหาเมมเบอร์ที่ตามหลังกันมาติดๆแต่ตอนนี้โดนเบียดกันจนกระเด็นกระดอนไปคนละทาง

 

 

โดยไม่รู้ตัว จู่ๆผมก็เดินมาชนเข้ากับฮันบินซะแล้ว

 

 

 

ผมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกคนที่จ้องผมด้วยสายตานิ่งๆ...บวกกับวันนี้เขาใส่มาส์กปิดหน้าแถมยกฮู้ดขึ้นมายิ่งทำให้ดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่...

บางทีผมควรบอกให้บ๊อบบี้ไปบอกฮันบินว่าเลิกแต่งตัวอย่างนี้เถอะ น่ากลัวจะตาย ขนาดหันมามองยังสะดุ้งเลย

 

 

ว่าแต่ หรือว่าบ๊อบบี้แม่งจะอาการหนักกว่าฮันบินอีกวะ....

 

 

ผมคิดก่อนจะหันไปมองบ๊อบบี้ที่แต่งตัวด้วยคอนเซ็ปโจรใต้ไม่ต่างอะไรจากฮันบิน...

 

 

 

บางทีผมควรจับสองคนนั้นไปเข้าคอร์สแต่งตัวกับยุนฮยองหรือดงฮยอกซักอาทิตย์สองอาทิตย์เผื่ออะไรๆจะดีขึ้น... กว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้..

 

กางเกงวอร์ม เสื้อฮู้ดจาก NONAGON ที่ถ้าไม่ติดว่าต้องใส่เสื้อสปอนเซอร์ฮันบินคงคว้าเอาเสื้อเก่าๆมาใส่ตามเคย รองเท้าก็ใส่แค่ผ้าใบสำหรับซ้อมเต้นธรรมดาๆ นี่ไม่นับมาส์กราคาถูกที่ไปซื้อจากร้านข้างทางมาใส่ตอนเป็นหวัดเมื่อเดือนก่อน...

 

 

นี่สรุปแฟชั่นสนามบินหรือแฟชั่นห้องซ้อมเต้น...

 

 

 

ต้องรีบให้ไอ้เด็กดื้อนั่นเปลี่ยนอย่างจริงจัง ก่อนที่แฟนคลับจะเลิกมาตามที่สนามบินเพราะรับไม่ไหวกับแฟชั่นผู้ก่อการร้ายข้ามประเทศอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

ผมมองไปยังแผ่นหลังกว้างที่หันกลับไปเดินหน้าเพื่อเข้าไปที่ตม.ก่อนจะเริ่มทิ้งระยะห่างมากขึ้นทีละนิด...

 

 

มันยังน่าอึดอัดอยู่เวลาที่ผมใกล้ฮันบินอยู่ไม่น้อย

ผมคว้าแขนจุนเน่ที่อยู่ด้านหลังตัวเองก่อนจะดันให้มาเดินข้างๆผมแทนและพยายามเลิกสนใจฮันบิน

 

 

 

แต่ก็ทำไม่ได้เลยจริงๆ

ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของตัวเองไปกับการเดินไปตามคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ผู้คนมหาศาลทำให้เลิกสนใจป้ายบอกทางไปนานแล้ว

 

 

 เพียงแค่ไม่นานนัก ผมก็ได้ขึ้นมาบนเครื่องบินแล้ว...เครื่องบินลำใหญ่ที่จะนำผมสู่ญี่ปุ่น ดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดแต่ไปบ่อยกว่าขึ้นเวทีที่เกาหลี...

 

 

ผมมองที่นั่งบุหนังสีครีมก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ผมต้องติดอยู่ตรงนี้ไปอีกซักพักจนกว่าจะถึงญี่ปุ่น นั่งเครื่องบินไม่ใช่ปัญหาอะไรของผมแต่ที่สำคัญคือผมต้องนั่งข้างๆดันเป็นฮันบินเนี้ยสิ

 

 

ให้ตายเถอะ ไปขอแลกได้มั้ยเนี้ย

ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาตัวช่วย แต่เพียงแป๊บเดียวฮันบินที่เดินไปยกกระเป๋าเก็บก็เดินกลับมาพอดี และไล่ผมเข้าไปนั่งด้านใน

 

 

 

สาบานว่าเกิดมาไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับฮันบินแบบนี้มาก่อน..

ผมทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะนิ่มๆก่อนจะเหลือบมองฮันบินที่ก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์เพื่อเช็ครูปที่พวกแฟนคลับจะลงภาพพรีวิวกัน

 

 

มองตั้งแต่ตาคมๆ ไล่ลงมาที่จมูกโด่งๆนั่น ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ปากที่มีขนมติดอยู่ที่มุม

ยะ..ย่าห์  ฮันบิน ช..เช็ดปากหน่อยดิ เลอะหมดแล้ว”ผมพูดออกไปอย่างติดๆขัดๆก่อนจะรีบหลบสายตาฮันบินอย่างรวดเร็ว

 

 

โดยไม่ลืมที่จะแอบเหล่ไปมองปฎิกิริยาของอีกคน ฮันบินหันมามองผมงงๆก่อนจะยกมือขึ้นมาเช็ดปากเบาๆจนคราบขนมจางหายไป

ขอบคุณครับ”เสียงตอบรับเบาๆจากอีกคนทำให้ผมใจชื้นขึ้นเล็กน้อย

 

สงสัยเรื่องที่คิดว่าฮันบินโกรธคงจะคิดไปเอง

 

นี่ รูปออกแล้วหรอ? ไหนดูของนายหน่อยดิ”ผมพูดก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอของฮันบิน

            แต่แค่แวบเดียวเท่านั้นฮันบินก็กดล็อคมือถือก่อนจะจิ้มมาที่หน้าผากผมเบาๆเป็นเชิงว่าให้ถอยออกไปห่างๆ

 

 

 

.... ผมนี่ถึงกับช็อคไปเลย...

นี่....แม่งไม่ได้ดีขึ้นเลยนี่หว่า ฟหกด่าสวฟหกด่าสว

 

 

 

ของฮยองก็มีไอโฟนของฮยองหนิ ไปดูของตัวเองไป”

 

 

 

ร้องไห้ได้มั้ยครับ

พูดอย่างงี้เอาน้ำมาสาดหน้ากันเลยดีกว่า...!

           

โอเค ผมนอนและ เจอกันที่ญี่ปุ่นครับ

ลด ละ เลิก ผมจะไม่ยุ่งกับ คิมฮันบินแล้ว!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จินฮวานฮยองขยับไปทางขวาอีก”

 

ด.ได้เลย”

 

ฮยองจะเข้าไปใกล้จุนฮเวอะไรนักหนา ผมบอกให้ขยับมาทางขวาไง”

 

แต่..นี่โซนมันจะเบี้ยวแล้วนะ”

 

ฮยองดูมอนิเตอร์เหมือนที่ผมดูอยู่รึไง ขยับมาทางขวาอีก”

 

 

TT

 

 

 

ผมหันไปมองยุนฮยองที่ยืนอยู่อีกข้างอย่างขอกำลังใจก่อนจะขยับตามที่ฮันบินบอก

 

ขยับทางขวา...ขยับทางขวา

 

เพลงที่ถูกหยุดไปเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อฮันบินหันไปพยักหน้าให้PD ผมรวบรวมสมาธิอีกครั้งก่อนจะเต้นไปตามจังหวะเพลงที่คุ้นเคย

 

แต่แค่ไม่ถึงยี่สิบวิ เพลงก็ถูกหยุดอีกครั้ง

 

กู จุนฮเว ทำไมนายร้องเบาอย่างงี้ห้ะ คิดว่าคนข้างหลังจะได้ยินมั้ย? เอาใหม่ให้หมดเลย”ฮันบินพูดออกไมค์อย่างหัวเสีย

 

 

น่ากลัวเป็นบ้า

 

 

 

ฮันบินไปกินรังแตนที่ไหนมาเนี้ยฮยอง?” เสียงของดงฮยอกกระซิบผมเบาๆในตอนที่พวกเรากำลังเดินกลับโซนแรกกันอยู่

ไม่รู้ดิ ด่าเอาๆ เกร็งจะตายอยู่แล้ว”ผมบ่นก่อนจะกลับไปประจำที่

 

ทั้งๆที่จุนเน่ก็ไม่ได้ร้องเบาอะไรขนาดนั้นซะหน่อย ผมว่าตอนชานอูร้องยังเบากว่าเสียงจุนเน่ตั้งเยอะ หรือเป็นเพราะผมฟังไม่ดีเอง?

ฮันบินที่ตอนแรกนั่งดูมอนิเตอร์อยู่เดินกลับมารวมกับพวกเราอีกครั้งก่อนจะเริ่มซ้อมใหม่ตั้งแต่ต้น เป็นรอบที่ 7 ของวัน ผมรับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากทีมงานรอบตัวเลยล่ะ

 

 

 

หวังว่าวันนี้จะออกมาดีนะ...แล้วก็หวังว่าฮันบินจะไม่หัวเสียไปมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ด้วย

           

 

 

 

 

 

 

 

 

ฮันบิน ถามจริง บนเวทีนายหัวเสียอะไรป่าว”เสียงของบ๊อบบี้ดังขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศในห้องพักเริ่มมาคุขึ้นเรื่อยๆ...

ไม่ใช่ฮันบินคนเดียวที่หัวเสีย แต่เป็นจุนเน่ที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆผมด้วยที่เอาแต่เงียบมาตลอด ก็ฮันบินเล่นเอาแต่จ้องจะจับผิดจุนเน่จนทำให้จุนเน่ฉุนขึ้นมา

รวมถึงเมเนเจอร์ฮยองที่ก็ไม่สบายใจเช่นกันเพราะฮันบินเอาแต่ให้ซ้อมซ้ำๆจนเริ่มดูไม่ดีกับทีมงานคนอื่นๆ

ป่าว...ถ้าคิดงั้นผมขอโทษแล้วกัน” ฮันบินพูดก่อนจะเดินไปนั่งหน้ากระจกเพื่อให้ช่างแต่งหน้าแต่งหน้าให้

ถ้าไม่ได้โกรธอะไรก็ดีแล้ว ผมว่าตอนฮยองแต่งหน้าเสร็จ ไปนอนหน่อยไป ช่วงนี้ฮยองดูหงุดหงิดแปลก นอนไม่พอรึเปล่า”ดงฮยอกพูดขึ้นบ้าง

คงอย่างงั้นมั้ง ผมขอตัวแป็บนึงนะครับ”ฮันบินพูดขึ้นก่อนจะปัดมือช่างแต่งหน้าออกเบาๆและลุกขึ้นอย่างเร็วจนทุกคนในห้องมองเป็นตาเดียว

 

 

ก่อนที่ลีดเดอร์ของพวกเราจะเดินดุ่มๆมาชนไหล่ผมอย่างแรงและเลยเดินออกนอกห้องพักไป

 

 

 

เขาโกรธฮยองชัวร์เลยจินฮวานฮยอง”บ๊อบบี้พูด

ฉันก็ว่างั้น...”ยุนฮยองพูดตาม

 

 

 

คิม จินฮวาน ผิดอะไรวะครับ...!?

ผมมองไปยังเมมเบอร์ทุกคนที่มองผมเป็นตาเดียวก่อนจะถอนหายใจออกมา...

นี่ผมต้องไปตามฮันบินอย่างงั้นหรอ ?

 

 

โอเค ไปตามให้ก็ได้...”ผมตอบเบาๆก่อนจะหันหลังไปยังประตูและเดินออกมา

 

 

หลังเวทีก็ตั้งใหญ่ จะรู้มั้ยเนี้ยว่าไปไหน

ผมหันไปมองซ้ายทีขวาทีก่อนจะไปสะดุดกับประตูบันไดหนีไฟใกล้ๆที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ราวกับมีใครพึ่งเดินออกไป..คงเป็นฮันบินล่ะมั้ง...

ผมเดินตรงไปยังประตูนั้นก่อนจะเดินเข้าไป และพบกับร่างของฮันบินที่นั่งอยู่ที่บันไดอย่างที่คาดเอาไว้

 

 

 

ผมเข้าใกล้ฮันบินที่เอาแต่ก้มหน้าและยกมือขึ้นมาขยี้หัวแรงอยู่ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งอีกคนเบาๆ ตอนนั้นเองที่ฮันบินรับรู้ถึงตัวตนของผมและหันมามอง

 

นายโกรธอะไรฉันรึเปล่าน่ะ...พวกเราอยู่ด้วยกันมาสามปีแล้วนะฮันบินอา” ผมพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น

ผม...โอ๊ย แม่ง...”เขาพูดพึมพำออกมาก่อนจะหันหน้าไปอีกทางด้วยท่าทีแปลกๆจนทำให้ผมเกือบจะถอยห่างด้วยความกลัว...

“....นายคุยกับฉันได้นะ”

ผมไม่รู้โว้ย ไม่รู้อะไรแล้ว”ฮันบินพูดออกมาก่อนจะลุกพรวดขึ้น ทำเอาผมเกือบจะจับแขนอีกคนแล้วดึงกลับมานั่งแทบไม่ทัน

นี่ฉันก็อึดอัดนะ มีอะไรก็พูดมาดิ ทำตึงใส่ฉันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”

 

 

 

 

ก็จะให้ผมบอกยังไงเล่า ว่าผมน่ะ ชอบฮยอง...!” เขาหันมาตะคอกใส่จินฮวานเสียงดังก่อนจะเบิกตาโตขึ้นเหมือนกับว่าพูดอะไรที่ไม่สมควรพูดออกมา...

 

 

 

 

 

เมื่อกี้อะไรนะ..

ฮันบินบอกว่าอะไรนะ...

ชอบผมงั้นหรอ...

อ๋อ ก็แค่ชอบผม....ไม่เห็นมีอะไรซักหน่อย....งืมๆ....

 

 

 

 

 

ห้ะ!!! ฮันบินเนี้ยนะชอบผม...!!!

 

 

 

 

ผมเงยหน้าไปมองอีกคนอย่างสงสัยปนตกใจ...จริงๆเหมือนจะช็อคมากกว่า...

น้องชายที่ผมกินนอนอยู่ด้วยมาสามปีเต็มๆเนี้ยนะจะชอบผม!?

 มันไม่ใช่แล้วป่ะ ผมต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ

 

 

ผมตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองซักพักใหญ่ก่อนจะรู้ได้ว่าฮันบินเดินจากไปนานแล้ว

....ขอทวนความจำอีกรอบ ฮันบินพึ่งเหวี่ยงใส่ผมมาหนึ่งอาทิตย์... โวยวายจนผมซึมไปยกใหญ่...แต่จู่ๆเขากลับมาบอกว่าชอบผมเนี้ยนะ...

 

 

 

นี่ รายการซ่อนกล้องรึเปล่าวะ...

อย่าให้รู้ว่าน้องตัวไหนเป็นคนคิดนะ! จะฆ่าให้หมดเลย...!!

 

 

ผมมองซ้ายมองขวาเล็กน้อยก่อนจะพบว่าสมมติฐานของผมนั้นไม่จริง เพราะรอบๆตัวผมไม่กล้องซักกะตัวแน่นอน..อีกอย่างไม่ได้ถ่ายรายการอะไรอยู่ตอนนี้จะเอาไปฉายที่ไหนวะครับ

.....ผมมึนๆไปนิดหน่อยก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องพักอย่างมึนๆ

 

 

....บางทีผมอาจจะฟังผิด...

 

 

 

แต่ทันทีที่เปิดประตูทุกคนก็มองผมเป็นตาเดียว...

ฮยอง ฮันบินฮยองล่ะ”เสียงของชานอูดังขึ้นก่อนใครเพื่อน ผมหันหน้าไปหามักเน่ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ และยักไหล่

ไปไหนก็ไม่รู้” ผมพูดขึ้นก่อนจะต้องรีบยกมือขึ้นมาป้องหน้าเมื่อมีผ้าขนหนูบินมาโปะลงตรงหน้าผมพอดี “อะไรเนี้ย บ๊อบบี้ ก็ไม่รู้จริงๆนี่หว่า...”

ฮยองไม่ได้เรื่องเลย โถ่วว”

เดี๋ยวมันหายหงุดหงิดก็กลับมาเองแหละ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก โตๆกันแล้ว”ผมพูดปัดๆ และรีบเดินไปนั่งที่มุมห้องและยกมือถือขึ้นมากดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

แต่จริงๆ...ผมกลับเอาคำพูดของฮันบินเมื่อกี้ออกไปจากหัวไม่ได้เลยต่างหาก...

 

 

 มันไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบฮันบินอะไรแบบนั้น..แต่เหมือนกับว่าผมกำลังสับสนมากกว่า...

ผมไม่เข้าใจว่าจริงๆผมรู้สึกยังไงกันแน่ เพียงแต่ว่า ไม่ว่าเมื่อไหร่มองไป ฮันบินก็จะอยู่ตรงนี้ ข้างๆเขา เลยไม่คิดจะไปกำหนดชื่อของความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราไปทำไม

 

 

พวกเราอยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน ซ้อมด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน นอนด้วยกัน

มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ชัดเจนเหมือนหมอกในตอนเช้า

 

 

ผมรู้สึกดีๆกับฮันบิน และคิดมาตลอดว่าฮันบินนั่นพิเศษกว่าน้องๆคนอื่นในวง แต่ไม่รู้ว่านั่นเป็นมันเป็นเพราะผมอยู่กับเขามานานกว่าคนอื่นๆรึเปล่า

.....หรือว่าที่จริงผมคิดไม่ต่างจากคำสารภาพของฮันบินกันแน่

 

 

เวลาอยู่ใกล้ๆฮันบินมันเหมือนมีออร่าบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นแล้วก็ปลอดภัย

ผมขมวดคิ้วให้กับความคิดที่สับสนให้ตัวเองเล็กน้อยก่อนจะพยายามไล่มันออกไปอีกครั้ง แต่ดูเหมือนสมองจะไม่ฟังผมเลยซักนิด

 ที่สำคัญ...ยังมีเสียงหัวใจเต้นตึกตักเป็นแบ็คกราวน์มิวสิคให้ด้วย...

 โครมครามป็นจังหวะเฮฟวี่เมเทิล แบบที่เขาเกลียดพอดิบพอดีเลยล่ะ...

 

 

           

ผมชอบพี่.................

ผมชอบพี่..........

ผมชอบพี่...

ผมชอบพี่ <3

 

ออกไปจากหัวผมเดี๋ยวนี้นะ คิมฮันบินนนนนน ฟหกด่าสวฟหกด่าสว

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขณะนี้เป็นเวลา 43 ชั่วโมงหลังจากคอนเสิร์ตจบ...

เป็นเวลา 43 ชั่วโมงที่ผมไม่ได้พูดอะไรกับฮันบินนอกจาก วันนี้ทำได้ดีนะ 1 ครั้งถ้วน

ตั้งแต่พวกเรากลับมาจากญี่ปุ่น พวกเราก็ได้รับวันหยุดคนละวัน..

 

 

อันที่จริงไม่รู้จะเรียกว่าวันหยุดได้มั้ยเพราะที่บริษัทให้หยุดอยู่หอเพราะฮีตเตอร์ที่เทรนนิ่งเซ็นเตอร์พัง จะให้พวกผมว่าเต้นกลางอากาศติดลบแบบนี้ก็ดูจะรันทดกันไปหน่อย...

 

 

ผมตื่นเช้า...ไม่สิ เอ่อ ตื่นเกือบเที่ยงขึ้นมาอย่างสดใสพร้อมกับพบว่าเด็กๆในหอหายหัวกันไปอย่างเร็วโดยไม่มีร่องรอยสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ในห้องแม้แต่ตัวเดียว...

 

 

ทีเรื่องเที่ยวนี่เร็วกันเชียว ตื่นเช้ากันเป็นแถว พอตอนไปซ้อมนี่ตื่นกันบ่าย...ชาตินี้จะได้เดบิวต์มั้ยเล่า...!

 

 

ผมเดินไปเดินมาในหอโล่งๆก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

หอของพวกเราพอไม่มีคนอยู่มันก็กว้างจริงๆนั่นแหละ... ผมเดินไปเดินมาอยู่ซักพักก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรรองท้อง เตรียมตัวออกไปเดินเล่นเหมือนคนอื่นๆบ้าง

 

ถึงแม้อากาศจะไม่เป็นใจแต่ยังไงออกไปข้างนอก ไปเดินเล่นย่อมดีกว่านอนคลุกอยู่ในหอที่ไม่มีแม้กระทั่งไวไฟแบบนี้แน่นอน... หอก็รกมาก ขนาดที่จะเดินยังไม่ค่อยจะมีเลย กลิ่นเสื้อผ้านี่เหม็นระดับทำลายล้างโลกได้...

และเมื่อเปิดประตูตู้เย็นออกมาก็เจออะไรทำให้ผมต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

 

 

 

นี่มัน...คิมบับ?

ใครทำไว้กันนะ? ผมมองไปยังเจ้าข้าวปั้น 7-8 คำที่ดูไม่น่ากินเท่าไหร่ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปและหยิบจานนั้นออกมา..

มันดูไม่ค่อยเหมือนคิมบับเท่าไหร่... เหมือนกับแค่มีคนตักข้าวมาใส่ไส้และห่อสาหร่ายไว้ลวกๆเท่านั้น

แต่เอาเถอะ... รสชาติคงไม่แย่หรอกมั้ง ก็ดีกว่ากินซีเรียลเก่าๆที่ไม่รู้หมดอายุรึยังในตู้แล้วกันน่า

 

ผมจับมันเข้าปาก... ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการยัดมันเข้าปากไปเพราะขนาดที่ใหญ่กว่าคำว่า พอดีคำ ไปหลายเท่า...

 

 

 

จะว่าไปสาหร่ายออกเค็มๆนะ.... ข้าวก็เค็ม...ขนาดไส้กรอกก็ยังเค็ม...

 

 

 

 

 

ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย นี่คิมบับหรือเกลือวะครับ ผมเบ้หน้าเล็กน้อยก่อนจะรีบกลืนลงท้องอย่างฝืดคอและตามด้วยน้ำผลไม้ที่อยู่ในตู้เย็นอย่างเร็ว

 

....ใครทำวะ นี่คุณมึงแกล้งหรือทำจริงจัง... สาดเกลือลงไปซัก 2กระปุกได้ป่ะล่ะ...

 

 

 

ผมวางจานที่ยังคิมบับพร่องลงไปแค่ชิ้นเดียวลงบนโต๊ะไม้ก่อนจะเริ่มคิดจะไปหาอย่างอื่นกินแทน แต่สายตาก็ไปปะทะกันโน๊ตเล็กๆที่แปะอยู่บนตู้ซะก่อน

 

 

คัมบับอยู่ในตู้เย็น – บีไอ’

 

 

โอเค ชัดเจน...

ผมยิ้มออกมาเล็กน้อยที่มุมปากก่อนจะหันไปมองจานที่พึ่งวางลงไปที่อยู่บนโต๊ะ... ฮันบินยังไม่ได้ถึงกับไม่มองข้ามผมเลยซะทีเดียวสินะ...

           

 

คิดอีกที... คิมบับก็หวานเหมือนกันนะครับ...

ง่ำ...

เอ๊ะ...นี่ผมกินมันหมดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!

ไอ้หัวใจนี่ก็เลิกเต้นได้แล้ว...ผมไม่ได้คิดอะไรกับฮันบินซักหน่อย ทำไมต้องมาใจเต้นกะแค่คิมบับแค่นี้ด้วยเนี้ย ฮือออออ

ผมขยี้หัวตัวเองอีกครั้งก่อนจะรีบเดินไปสวมเสื้อโค้ทที่แขวนไว้ที่ราวมาสวม หยิบกระเป๋าตังค์และโทรศัพท์มาถือและเดินออกจากห้องไปอย่างเร็ว... เมื่อไหร่จะเลิกฟุ้งซ่านซักที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อยจัง...”ผมบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะย้ายถุงกระดาษในมือมาอีกด้าน ความเมื่อยที่สะสมจากการเดินมาทั้งวันทำให้ผมรู้สึกหน่วงๆที่ขา

 

 

 

และเมื่อสายตาไปปะทะกับร้านขายต๊อกข้างทางก็ไม่ลังเลที่จะเลี้ยวเข้าไปทันที

ขอพักขอนิดนึงแล้วกัน

 

 

ผมเดินตรงไปนั่งลงที่เก้าอี้หน้าร้านก่อนจะสั่งต๊อกโบกีอุ่นๆมาทันที อากาศหนาวๆอย่างนี่ ยิ่งกินอาหารเผ็ดอร่อย

 

 

แต่เพียงแค่แป๊ปเดียวเท่านั้น ผมก็เหลือบไปเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างไม่ใช่คนอื่นไกลนอกจากลีดเดอร์ของพวกเรานี่เอง ด้วยความเคยชินผมจึงเผลอเรียกเขาออกไป โดยลืมนึกถึงเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นระหว่างพวกเรา

 

 

ฮันบินอา”

ฮันบินเงยหน้าขึ้นมาอย่างงงๆและดูจะตกใจนิดหน่อยเมื่อเจอผม

...ในตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่...

เหงื่อของผมเริ่มไหลออกมาตามข้อพับด้วยความตื่นเต้น มือไม้เกะกะอย่างบอกไม่ถูก จนต้องจับแก้วโซจูที่สั่งมาดื่ม

 

อ่า..จินฮวานฮยอง มาหาไรกินหรอครับ”

อะ...อือ กำลังจะกลับหอแล้วหิวน่ะ เลยแวะมา ไม่น่าเชื่อนะว่าจะมาเจอนาย”

บังเอิญดีเหมือนกัน”เขาพูดพร้อมเขี่ยไม้จิ้มในมือไปมาในจานที่เกือบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว

อือ คิมบับเมื่อเช้า แต้งกิ้วนะ”

อ่อ... ครับ...”

“...”

“...” ผมก้มลงก่อนจะจิ้มต็อกเข้าปากและกระดกโซจูอีกครั้ง... ทำไมมันเดดแอร์แบบนี้ล่ะ? แล้วนี่ไอ้เด็กนี่ไม่รู้รึไงว่าต้องรินเหล้าให้คนที่อายุมากกว่าน่ะ...!

ผมกินเสร็จแล้ว ผมกลับหอก่อนจะ”

อะ..อ่า รอเดินกลับด้วยกันมั๊ย?” ผมพูดพร้อมกับดื่มโซจูเข้าไปอีกสองช็อต เพื่อเร่งให้มันหมดขวดเร็วๆ

ไม่เป็นไรหรอกครับ..”

งั้นเจอกันที่หอนะ”

พี่...”

ห้ะ?”

เรื่องเมื่อวันก่อน..ลืมไปก็ได้นะ.. เดี๋ยวผมก็ตัดใจได้เอง” ผมได้แต่เงียบกับคำพูดนั้นของฮันบิน “ผมก็แค่พูดไปตาม...ที่รู้สึกน่ะ เดี๋ยวก็หายเอง พี่ไม่ต้องกังวลนะ เดี๋ยวผมก็กลับไปเป็นฮันบินคนเดิม”

 

 

 

แต่ผมรู้ว่าเขาไม่มีทางเหมือนเดิม

ผมมองแก้วใสๆในมือก่อนจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ปะทุขึ้นมาในอก เหมือนมีใครเอาใจร้อนๆมาลนที่อกผมจนร้อนไปหมด

 

 

แล้วถ้าฉันไม่อยากให้นายตัดใจล่ะ” เพราะอะไรไม่รู้ที่ทำให้ผมพูดออกไปแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ล่ะมั้งที่ทำให้ผมบ้าบิ่นกว่าปกติ

 

 

พี่หมายความว่าไง”

 

 

ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที...

ผมยกขวดโซจูขึ้นมากรอกลงปากหลายอึก เพื่อรวบรวมควากล้าก่อนจะตัดสินใจให้ความรู้สึกพาตัวเองไปมากกว่าสติ

 

 

 

 

พี่ว่า..พี่ก็ชอบนายเหมือนกันฮันบิน”

 

 

 

ข..เขินเป็นบ้าเลยให้ตายสิ!

ใครบอกว่าธันวาเกาหลีหนาว

ผมขอค้าน นี่มันร้อนมากๆเลยต่างหาก...!

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk

หลังจากหายไปนานมาก.....เราก็กลับมาแล้ว ถถถถ

ขอโทษสำหรับใครที่ยังรอฟิคของเราอยู่ ฮืออออ

เทศกาลสอบมันช่างใหญ่หลวงนัก....

ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องUnseen ที่เราใส่ไปในเล่มฟิคที่เปิดขายไปเมื่อต้นปีนะคะ

ส่วน Special ของ day dream กับ dark side of moon ขออนุญาติสงวนสิทธิ์ให้คนซื้อเท่านั้นเน๊อะ 555

บอกเลยอ่านไปแล้วก็ไม่ได้จบดีกว่าเดิมเท่าไหร่เลย... #โดนตบรัวๆ

เรื่องหน้าจะมาเร็วๆนี้...



อย่าลืมเม้น+ติดเเท็ค #StepOfBJIN ให้กำลังใจกันนะ ._________.


O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

392 ความคิดเห็น

  1. #356 CttTmo (@ctttmo) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 มีนาคม 2558 / 23:47
    สงสารจุนเน่ โดนตลอด 55555 พี่จินก็แหม่ปากหนัก กว่าจะคิดได้ ถถถถ
    #356
    0
  2. #351 yobowwy_aum (@yobow_1234) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 มีนาคม 2558 / 13:15
    รีปริ้นมั้ยค่ะ..เพิ่งมาเจอฮรึก;-;
    #351
    1
    • #351-1 march afaria (@pimploy-proud) (จากตอนที่ 20)
      8 มีนาคม 2558 / 21:40
      ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากรีปริ้นนะคะะะ รอคนสนใจเยอะก่อนน้าา ^^
      #351-1
  3. #350 B'twixt (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 7 มีนาคม 2558 / 03:03
    ห่านคงทำเกลือตก 5555

    เป็นแฟนกันๆๆๆ (///^///) 555

    วิ่งตามไปที่บล็อค -.,-

    รอติดตามเรื่องต่อไปนะ สู้ๆค่ะ
    #350
    0
  4. #349 freedomandpeace (@gdzost) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 มีนาคม 2558 / 20:51
    โอ่ยน่ารักกกก คือบินหงุดหงิดที่ฮวานไปยุ่งกะคนอื่นใช่มั ละมี่หงิดจุนเน่บ่อยๆคือมี่สนามบินฮวานไปอยู่กะจุนเน่มากกว่า ละนางเช็ครูปเจอพอดีงี้...555555555 ตอนสุดท้ายนี่ก็พีคสุดๆไปเลยฮะ เขินนนนชอบบบบ แต่งอีกน้าาา รอติดตามมม
    #349
    0
  5. #348 lamonza_love (@lamonza_love) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 มีนาคม 2558 / 03:16
    โหยยยย น่ารักที่สุดเลยยยยยย ชอบๆไรต์จ๋า
    #348
    0