Bloody Rose Online กุหลาบโลหิตพิชิตราชันออนไลน์ (YAOI)

ตอนที่ 34 : ตอนที่ 30 : สอบปลายภาค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    3 ก.พ. 60

ณ ห้องสอบ 9401 ตึกคณะศิลปกรรมโบราณ เวลา 8.59 น. บริเวณหน้าห้องสอบเต็มไปด้วยกลุ่มนักศึกษาวิชาเอกศิลปกรรมฯ ทั้งนั่งทั้งยืนออกันอยู่ บ้างก็พูดคุยกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าสถานที่ที่ตนเองยืนอยู่มันคือหน้าห้องสอบ ดีนะที่เป็นวิชาแรกยังไม่มีใครสอบอยู่ก่อน หรือบ้างก็กำลังทบทวนเปิดจอเอกสารเนื้อหาวิชากันอย่างเคร่งเครียดจนผมอดยิ้มและคิดไม่ได้ว่า 


มาอ่านตอนนี้ มันสายไปไหม?

อ๊อดดดด!!! เสียงออดบอกเวลาเข้าห้องสอบดังขึ้น
 

อ๊ะ จะได้เห็นอะไรสนุกๆแล้วสินะ ผมเอ่ยในใจพร้อมยิ้มออกมาหลังจากที่ผมวิ่งไปแจ้งเปลี่ยนข้อมูลในข้อสอบวิชาผมเล็กน้อยกับอาจารย์ที่คุมสอบวิชาผมพอกลับมาก็ได้เวลาสอบพอดี และสิ่งที่ผมว่าสนุกมันกำลังจะเกิดขึ้น ผมเริ่มนับถอยหลังในใจ
 

10

...

2

1

 “นี่ จะเข้าห้องสอบกันมั้ยฮะ! หรือถ้าอยากติด F เพราะขาดสอบก็บอก จะได้ไปกาหัวข้อสอบให้ อีก 5 นาทีใครไม่เข้า ก็ไม่ต้องสอบแล้วกันนะ เอ้า! เบญ เสร็จแล้วก็เข้ามาสิยืนรออะไรอยู่หรอ” คีเปิดประตูพรวดออกมาจากห้องสอบตวาดใส่เหล่าบรรดานักศึกษาที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องสอบ พอเห็นหน้าเหวอของเด็กที่ไม่เคยเจอฤทธิ์อาจารย์คีไปนี่ เห็นกี่ทีก็อดหัวเราะไม่ได้สักทีสินะ
 

ผมส่งยิ้มให้คีก่อนเดินฝ่าฝูงนักศึกษาที่กำลังมึนกับเหตุการณ์เมื่อครู่เข้าไปยังห้องสอบ และนั่งลงกับโต๊ะหนึ่งในสองตัวที่อยู่หน้าห้องขนาดจุคนหนึ่งร้อยคนโดยมีอาจารย์คุมสอบสองคน และไม่รู้ว่าสุ่มชื่อหรือมีการแลกชื่ออะไรกันยังไง ผมถึงได้มาคุมสอบคู่กับคี ก็ฮาดีเหมือนกันนะ
 

ผ่านไป 15 นาที หมดเวลาเข้าห้องสอบ แน่นอนว่าใครมาหลังจากนี้ก็ติด F ขาดสอบไปโดยปริยายนอกเสียจากมีจดหมายจากคณบดีแจ้งมาด้วยเหตุจำเป็นต่างๆนานาๆ
 

ผมเริ่มเดินตามโต๊ะสอบให้นักศึกษาแต่ละคนลงชื่อเข้าสอบบนจออิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งเก็บข้อสอบตามโต๊ะที่ไม่มีไม่มีใครนั่งอยู่ก่อนจะกลับไปนั่งข้างคีดูเหล่านักศึกษาที่น่ารักนั่งกุมขมับจมกองเลือดคาห้องสอบกันอย่างถ้วนหน้า
 

อธิบายสำหรับผู้ที่ไม่เคยเผชิญกับการสอบปลายภาคของที่นี่ คะแนนสอบปลายภาคของที่นี่ต่ำสุดคือ 30 จากคะแนนรวมตลอดปีการศึกษา 100 คะแนน สูงสุดก็อาจจะถึง 60 แล้วแต่ผู้สอนจะกำหนด ส่วนที่ยากคือไม่ว่าจะเป็นการสอบในรายวิชาอะไร สิ่งที่นักศึกษาต้องเผชิญคือ ข้อสอบหนา 20-40 หน้ากระดาษ มีทั้งข้อปรนัยกว่าร้อยข้อและคำถามอัตนัยที่การันตีด้วยนักศึกษากว่า 99.99% ว่ามันโหดหฤหรรษ์ดุจพระเจ้ามาเห็นยังนั่งร้องไห้เท่านั้นยังไม่พอ เวลาสอบถูกกำหนดเส้นตายแค่เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นและจะถูกมัจจุราชผู้คุมสอบเก็บข้อสอบและกระดาษคำตอบไปโดยไม่รับฟังคำอุทธรณ์ใดๆทั้งสิ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสภาพนักศึกษาทุกคนตอนนี้...ถึงกำลังนอนจมเลือดกันอยู่
 

“โต๊ะหมายเลข 47 กับ 69 ถ้ายังไม่หยุดทุจริต หรือไม่ทำให้มันเนียนกว่านี้ผมจะกาหัวข้อสอบแล้วนะครับ” คีเอ่ยส่งสายตาดุจพญาราชสีจ้องลูกแมวทั้งสองที่สะดุ้งจนตัวโยนก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบต่อไป นี่ขนาดที่นั่งสอบอยู่ห่างจากโต๊ะผู้คุมสอบเกือบ ยี่สิบเมตร คียังอุตส่าห์เห็นตัวอักษรเล็กที่เขียนบนยางลบสีขาวที่กลิ้งตกลงมาตอนนักศึกษาทั้งสองสะดุ้งจนเผลอปัดหล่นลงมาได้นี่ เพื่อนผมน่ากลัวเกินไปแล้ว!

ผมนั่งยิ้มกับการจัดทุจริตของคุณครูจอมโหดได้สักพักจึงสอดส่องสายตาไปรอบห้องเมื่อพบว่าเหตุการณ์กลับมาปกติก็ก้มลองอ่านข้อสอบดูเล่นๆ
 

“อืมมม อาจารย์ วีระ หรือ ขานั้นโหดใช่ย่อยแฮะ” ผมหยิบข้อสอบขึ้นมาอ่าน พอผมเห็นชื่อผู้ออกข้อสอบก็อดเสียวสันหลังไม่ได้ อาจารย์ วีระ หรือ รศ.ดร.วีระ พฤกษาศิลป์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ของคณะศิลปกรรมโบราณผู้ได้ชื่อว่าเป็นตำนานแห่งมหาวิทยาลัยบลูอีเกิล ตำนาน F ทั้งระดับด้วยเหตุที่ว่า นักศึกษาไม่สามารถแยกออกระหว่าง ศิลปะยุค 100 ปีก่อนประวัติศาสตร์ กับยุค 90 ปีก่อนประวัติศาสตร์ แตกต่างกันอย่างไรไม่ถึง 30 ข้อ
 

พอผมลองพลิกอ่านคำถามแต่ละข้อในข้อสอบก็ทำเอาผมเหงื่อตกขึ้นมาทันที
 

“ในปี K.S.120 ลาวีเอโล่ ได้สร้างผลงานชิ้นเอกชื่อ มหัศจรรย์สีรุ้ง ซึ่งเป็นรูปปั้นที่มีฐานขนาดกว้าง 10*12 เมตร สูง 20 เมตร ถามว่าองค์ประกอบของผลงานชิ้นนั้นมีอะไรบ้าง”
 

เอิ่ม...บางทีผมก็ไม่เข้าใจนะ ว่าพวกเอกศิลปะนี่มันเรียนอะไรกัน เหลือบไปดูตัวเลือก สี่ตัวเลือกซึ่งแต่ละตัวเลือกมัน...อย่างตัวเลือกแรก ทราย 1 ส่วน หิน 2 ส่วน น้ำ ½ ส่วน ลูกแก้ว ¼ ส่วน อื่นๆ 1 ส่วน ไม่เท่านั้นตัวเลือกอื่นๆก็เหมือนกันเด๊ะ เปลี่ยนแค่ตัวเลขเท่านั้น
 

“โหดไปมั้ยนี่” ผมปิดข้อสอบลงพร้อมกับถอนหายใจ ไม่แปลกใจเลยที่เด็กพวกนี้จะนั่งกุมขมับกัน สู้ข้อสอบผมก็ไม่ได้ ที่ทำเรื่องขอคณะอนุมัติให้เป็นข้อเขียนหมดแค่แตกโครงสร้างประโยคเป็นแผนผังที่เคยสอนไปประโยคละ 4-5 บรรทัดเอง ไม่ถึงร้อยประโยคง่ายจะตายเนาะว่าไหม
 

ผมนั่งคิดนู่นคิดนี่ไปได้สักพักก็หลุดจากภวังค์เมื่อเห็นนักศึกษาคนหนึ่งลุกจากที่นั่งเดินมาส่งกระดาษคำตอบกับผม ว่าแต่เพิ่งจะผ่านไปกี่นาทีเองนะ เสร็จแล้วหรือไวจังแฮะ
 

“เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง เสร็จแล้วหรือครับ” ผมเอ่ยถามออกไปหลังจากหันไปมองนาฬิกาที่อยู่ด้านหลัง
 

“ครับ เสร็จแล้วครับ” เด็กคนนั้นตอบกลับมา
 

“แต่ว่า อย่างน้อยต้องหนึ่งชั่วโมงถึงจะอนุญาตให้ออกจากห้องสอบได้ ดังนั้นกลับไปตรวจคำตอบให้แน่ใจก่อนดีกว่าครับ” ผมยื่นกระดาษคำตอบกลับคืนไปให้เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้า
 

“ผมมั่นใจในทุกข้อที่ผมตอบแล้วครับ ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจอีกรอบ” เด็กคนนั้นกล่าวตอบด้วยสีหน้ามั่นใจ
 

“อืมมม ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปนั่งเขียนชื่อ กับรหัสนักศึกษา ที่เธอ ยัง ไม่ ได้ เขียน สัก หน้า มาด้วยนะ แล้วก็ครูคงไม่สามารถให้เธอออกจากห้องสอบก่อนเวลาได้หวังว่าเธอคงจะเข้าใจ” ผมกล่าวตอบเด็กคนนั้นไปทั้งรอยยิ้มทั้งๆที่ในใจผมมันกำลังกรีดร้องอย่างหนัก ให้ตายเถอะเกลียดพวกมั่นใจในตัวเองสูงจริงๆ เลย แต่แอบสะใจเห็นเจ้านั่นก้มหน้างุดๆ กลับไปเขียนชื่อกับรหัสตัวเองแฮะ ฮะๆๆๆ
 

เมื่อเวลาผ่านไปครบหนึ่งชั่วโมงก็มีนักศึกษาทยอยออกมาส่งข้อสอบกับผม ส่วนคีก็ทำหน้าที่ส่งสายตาดุๆ ให้กับนักศึกษาที่ริอาจจะฉวยโอกาสแอบทุจริตเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงกำลังโกลาหล ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางรอด ดูเหมือนพวกที่ออกกันไปน่ะ กว่าครึ่งคือทำไม่ได้ ถามว่าทำไมถึงรู้ ก็กระดาษคำตอบมันช่างขาวสะอาดดีนักแล ไม่อยากจะนึกถึงเกรดอันแสนสวยงามที่นักศึกษาพวกนี้จะได้ประสบพบเจอในอนาคตเลยแฮะ พอขาดช่วงรับข้อสอบจากนักศึกษา ผมก็หันไปมองคีพร้อมทั้งแอบยิ้มในใจ คีเองนี่ก็แม่พระในร่างพยายมแฮะ ภายนอกดูเหมือนจะโหด แต่ก็ไม่ลุกไปกาข้อสอบใครจริงจังสักที
 

ห้านาทีผ่านไปห้องสอบก็กลับมาเงียบเช่นเดิม เวลายังเหลืออีก 40 นาที ห้องแลดูโล่งขึ้นถนัดตา จากนักศึกษาเกือบร้อย เหลือเพียงยี่สิบกว่าคน นึกว่าจะเหลือมากกว่านี้เสียอีกนะนี่ ข้อสอบก็ออกจะยากไม่น่ารีบออกกันเลย
 

“ไม่ไหวจริงๆ เด็กสมัยนี้ อยากรู้จังเลยนะ วิชาเราตอนนี้จะเหลือสักกี่คน” ผมเอ่ยออกมาเบาๆ แต่คนหูดีดันได้ยินเสียอย่างนั้น
 

“ของเบญ คงไม่เหลือแล้วหล่ะมั้ง น่าจะหามส่งโรงพยาบาลกันหมดทั้งห้องแล้วล่ะนะ” คีหันมาบอกผมก่อนจะหันกลับไปนั่งหัวเราะคนเดียว ผมจึงส่งค้อนงามๆไปให้หนึ่งรอบ
 

 และแล้วเวลาสอบก็หมดลงพร้อมกับนักศึกษาที่ยังคงเหลืออยู่จำนวนเท่าเดิมจากเมื่อ 40 นาทีที่แล้ว ไอ้คนตั้งหน้าตั้งตาเขียนนี่ไม่เท่าไหร่ ไอ้คนที่มันไปเข้าเฝ้าพระอินทร์นี่มันหมายความว่าอะไร! ผมเดินตรงไปยังนักศึกษาผู้ริบังอาจเข้าเฝ้าโดยไม่ขออนุญาต เหลือบมองกระดาษคำตอบอันขาวสะอาดที่จมอยู่ใต้น้ำที่ไหลบ่าออกจากปากเขื่อนก็ปลงตกทันที ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังคี เจ้าตัวยิ้มเหี้ยมก็จะเดินตรงมายังจุดที่ผมยืน อา...ผมคิดถูกใช่มั้ยที่เรียกคี
 

จากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... อ้าวก็แค่ปลุกธรรมดาๆ นี่นา เฮ้อนึกว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นซะอีก แต่อืมม ต้องเอากระดาษไปตากให้แห้งก่อนใช่มั้ยนี่ และแล้วผมก็เข้าใจว่ารอยยิ้มของคีหมายความว่าอะไรเมื่อเจ้าตัวบอกสั้นๆว่า
 

“คีปลุกแล้ว ที่เหลือเบญจัดการนะ สู้ๆ” เจ้าตัวเอ่ยยิ้มกว้างก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้แต่กระดาษแผ่นน้อยที่ซับน้ำไว้เต็มที่ดุจผ้าอนามัยชั้นดี
 

“เวรกรรม จนได้สินะ” ผมได้แต่คอตกรับชะตากรรมอันแสนโหดร้ายนี้ต่อไป
 

...............
 

“เอาล่ะ เก็บข้อสอบเสร็จแล้วเอาไปส่งกองอำนวยการกัน จะได้กลับซะที ดีนะวันนี้มีคุมสอบตัวเดียว นั่งนานๆ นี่น่าเบื่อจังเลยน้า ว่ามั้ย” คีเอ่ยพร้อมยืดเส้นยืดสายก่อนจะคว้าซองข้อสอบมาถือ
 

“เอาน่ะ ถือว่าบริหารสายตาไง เห็นส่องไปคนนู้นทีคนนี้ทีนี่นา ฮะๆๆๆ” ผมเอ่ยกลั้วหัวเราะ ทำให้คีเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มกลายเป็นหน้าปุเลี่ยนๆทันที
 

“ไม่ต้องมาล้อกันเลย แล้วนายล่ะ ชอบล่ะสิ กระดาษใบนั้นน่ะ หึหึหึ” คีเปลี่ยนเรื่องซึ่ง..ผมละไม่อยากจะนึกถึงมันเลย
 

“พอๆ ไปเถอะ นึกแล้วสยอง ใจร้ายที่สุด” ผมพูดเสร็จก็เดินออกจากห้องทันที โดยไม่สนใจเสียงหัวเราะกับเสียงวิ่งที่ดังตามหลังมา ผมเดินลงจากตึกมุ่งตรงไปยังกองวัดผลเพื่อส่งข้อสอบก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงใครคนหนึ่งทัก
 

“สวัสดีค่ะ คุณครูเบญจา อ้อ คุณครูคีตาด้วยค่ะ” เสียงผู้หญิงเอ่ยทักผมกับคี เธอคนนี้ดูจากภายนอก อายุน่าจะราวๆ สักสามสิบกว่าๆ เป็นอาจารย์ประจำคณะเดียวกับคี ชื่อ ผศ.รัศมี อืมม เท่าที่ผมรู้ก็มีแค่นี้ล่ะนะ แต่สายตาที่มองมายังคีดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่เลยแฮะ
 

“สวัสดีครับอาจารย์รัศมี” ผมกับคีตอบสวัสดีกลับไป
 

“คุณคีตา ไม่ทราบว่าหลักสูตรวิชาใหม่ที่จะเปิดเทอมหน้าได้เตรียมไว้หรือยังคะ ดิฉันเป็นกังวลว่าหากเตรียมการไม่ดีอาจจะเป็นผลเสียต่อคณะเราได้หวังว่าคงจะเข้าใจนะคะ” อาจารย์รัศมีเอ่ยกับคี จนผมตากระตุกเบาๆ พูดแบบนี้มันหาเรื่องนี่หว่า แต่พอหันไปมองคีก็ทำให้ผมตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เห็นสีหน้าคีที่เรียบนิ่งเย็นชาแบบนี้มาก่อนเลย
 

“ครับ ผมเข้าใจดีครับ” คีเอ่ยตอบกลับไปแค่นั้น
 

“ดีแล้วค่ะ แล้วก็...” เธอคนนั้นรับคำด้วยรอยยิ้มที่ผมรู้สึกไม่ชอบเลย ก่อนจะเอ่ยต่อแต่ไม่ทันจบก็มีคนมาขัดเสียก่อน
 

“ถ้าเป็นหลักสูตรนั้นผมได้อ่านและเซ็นผ่านเรียบร้อยแล้วครับ อาจารย์รัศมีมีปัญหากับหลักสูตรนั้นหรือครับ หรือถ้าอาจารย์ต้องการจะสอนวิชานั้นก็แจ้งผมได้ ผมจะได้จัดอาจารย์ลงสอนเทอมหน้าเลยตกลงไหมครับ” ชายผู้มาใหม่เอ่ย
 

“ทะ...ท่านคณบดี ถ้าเป็นเช่นนั้น ดิฉันคงจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องวิชานั้นดิฉันคงจะลงไปสอนไม่ได้ เพราะดิฉันยังมีวิชาที่จะต้องลงสอนอยู่ตัวสองตัวในเทอมหน้า ดิฉันหมดธุระแล้วขอตัวนะคะ” อาจารย์รัศมีเอ่ยลา แต่ถ้าผมตาไม่ฝาดรู้สึกเหมือนจะเห็นอาจารย์แกหน้าซีดๆนะตอนเดินจากไป ว่าแต่คณบดี ห๊ะ! นี่น่ะหรือคณบดี คณะประวัติศาสตร์

“เธอคงเป็น อาจารย์เบญจา สินะ เห็นคีเล่าถึงเธอบ่อยๆ กลางวันนี้ว่างไหมล่ะทั้งสองคน ฉันอยากจะเลี้ยงข้าวพวกเธอสักมื้อน่ะ” ท่านคณบดีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นลุงแก่ใจดีเลยแฮะ ดูอบอุ่นเป็นกันเองดี ผมจะเหลือบไปมองทางคีเพื่อขอความเห็นก็พบว่าสีหน้าของคีตอนนี้กลับมายิ้มเหมือนเดิมแล้ว แถมยังเอ่ยตอบรับท่านคณบดีไปโดยไม่ถามความเห็นผมสักคำ
 

“ดีเลยครับ หิวพอดีเลย ไปกันเถอะเบญ” คีเอ่ยก่อนหันมาชวนผม ชวนตอนตกลงแล้วนี่นะ เฮ้อให้ตายสิ
 

ระหว่างทางเดินไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยเราทั้งสามก็เดินไปพลางคุยไปพลาง ทำให้ผมรู้ว่าคีนี่ดูท่าจะซี้กับคณบดีคนนี้ไม่เบา เล่นเอาผมไปเผาให้ท่านฟังซะทุกเรื่องเลยแฮะ และคำตอบที่ยัยเจ๊คนนั้นหน้าซีดก็เพราะว่า ไอ้หลักสูตรใหม่ที่ว่าเป็นวิชาสุดโหดของปี 4 ที่หากใครไม่แน่จริงคงไม่กล้าสอน ซึ่งแน่นอนเจ๊แกคงเป็นหนึ่งในนั้น สุดท้ายเราก็เดินมาถึงยังร้านอาหารเป้าหมาย ต่างก็สั่งอาหารกันดูคีจะไม่เกรงใจเจ้าภาพเลยแม้แต่น้อย เห็นสั่งเอาๆ  ผมเหลือบไปมองท่านคณบดีก็ยิ้มอย่างเดียว ผมล่ะไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดี
 

“ไม่ต้องเกร็งหรอก อาจารย์เบญ เพื่อนของคีก็เหมือนลูกของฉันอีกคน หวังว่าคงไม่ว่าอะไรนะ” ท่านคณบดีกล่าวพร้อมส่งยิ้มใจดีมาให้ ว่าแต่ลูกหรอ อืมม ถ้าเรื่องอายุนี่ก็น่าจะนับแบบนั้นได้ ผมกับคีก็แค่ยี่สิบปลายๆ ถ้าเปรียบกับท่านคณบดีที่น่าจะใกล้หกสิบแล้วก็คงได้ล่ะนะ แต่คีสนิทกับท่านคณบดีขนาดนั้นเลยหรือ ผมได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้
 

“คงได้เห็นปัญหาของคณะเราแล้วสินะ ขอโทษด้วยนะสำหรับเรื่องนั้น ฉันเองก็จนปัญญากับเรื่องนี้จริงๆ” ท่านคณบดีกล่าวต่อด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าลง
 

“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับ ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นพอจะเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ เอ่อ...แต่ถ้ามันเป็นเรื่องภายในก็ไม่เป็นไรหรอกครับ” และแล้วผมก็เอ่ยถามไปจนได้ ในใจแอบอยากจะตบปากตัวเอง ไม่น่ายุ่งเรื่องของชาวบ้านเลยเรา
 

“ฮะๆ ไม่เป็นไรหรอก คีน่ะ ตอนเข้ามาใหม่ๆ สร้างผลงานโดดเด่นมากเลยหล่ะ ทั้งวิจัยที่อาจารย์คนอื่นคาดไม่ถึง เป็นความสำเร็จของคณะเลยนะ ทั้งรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนใครแต่เล่นเอานักศึกษาเข้าใจเนื้อหายิ่งกว่าอาจารย์ที่เคยสอนวิชานี้มายี่สิบปีเสียอีก ด้วยเหตุนี้เลยมีอาจารย์หลายคนในคณะที่อาจจะไม่ค่อยชอบเจ้าตัวล่ะนะ แต่ทรัพยากรระดับนี้ฉันไม่ยอมเสียไปง่ายๆ หรอก หากฉันยังเป็นคณบดีอยู่ยังไงก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้” ท่านคณบดีเอ่ยตอบ
 

“ไม่ต้องจริงจังมากก็ได้ครับ ยังไงผมก็ไม่สนใจพวกนั้นอยู่แล้ว แค่ท่านเข้าใจผมแค่นี้ก็พอ” คีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจอะไร ก่อนจะก้มลงจิบน้ำเย็นรออาหารที่สั่งไป
 

“เห้อเอาเถอะ ว่าแต่คณะอักษรโบราณเป็นอย่างไรบ้าง ที่นั่นสนุกมั้ย คณบดีเธอเอาเรื่องเหมือนกันนี่ แม้จะยังสาวก็เถอะเก่งใช้ได้เลยล่ะ” ท่านคณบดีเอ่ยถามถึงผมบ้างเล่นเอารู้สึกสยองขึ้นมาตงิดๆ ยามนึกถึงเจ๊โหดประจำคณะ
 

“แหะๆ ถ้าตัวผมก็ดีครับ ที่นี่ให้อะไรผมเยอะ และผมก็สนุกกับที่นี่มาก ส่วนทางคณบดีของคณะผมก็...ไม่ขอเอ่ยถึงดีกว่าครับ ฮะๆ” ผมเอ่ยตอบไปพร้อมปาดเหงื่อที่ไม่รู้มาจากไหน
 

“ฮ่าๆๆๆ อย่าคิดมากเลย คณบดีเธอน่ะถึงจะเป็นแบบนั้น แต่ก็มีมุมน่ารักๆ ซ่อนอยู่เยอะนะ ตอนประชุมสภามหาวิทยาลัย บทจะเล่นใครก็แสบเอาเรื่อง แต่ฉันชอบนะคนแบบนี้ ตรงๆ ดีไม่อ้อมค้อม ชอบเข้ามาพูดคุยกับฉันที่คณะก็หลายเรื่อง พูดถึงเธอก็ออกจะบ่อยนะ อาจจะไม่ชมเธอต่อหน้า แต่มาชมเธอให้ฉันฟังก็ตั้งเยอะ” ท่านคณบดีเอ่ยเล่นเอาผมเขินจนแทบลอย ว่าแต่ไม่อยากเชื่อเลยแฮะว่าคณบดีคณะผมจะชมใครกับเขาเป็น
 

เมื่ออาหารถูกนำมาเสิร์ฟก็เป็นอันยุติวาระการคุยด้วยประการฉะนี้
 

...........
 

“เห้อ...อิ่มจังตังค์อยู่ครบ” คีเอ่ยยิ้มกว้างพร้อมเอามือลูบท้องไปด้วย กองจานที่อยู่ตรงหน้านี่มัน สาบานเหอะว่านั่นคนกิน เยอะเกินไปแล้ว!
 

“อะ..เอ่อ ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ ท่านคณบดี” ผมเอ่ยขอบคุณชายตรงหน้า
 

“อย่าคิดมากสิ เลิกทำตัวเกร็งแบบนั้นได้แล้ว ยังหนุ่มยังแน่นก็ทำตัวให้ร่าเริงหน่อย เอาแบบคีสิ” ท่านคณบดีเอ่ยทั้งรอยยิ้ม ผมยิ้มรับพลางหันไปมองคี เอ่อ...ร่าเริงเกินไปแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ
 

“ถ้างั้นฉันคงต้องลาแล้ว ไว้โอกาสหน้าเจอกันใหม่นะ อาจารย์เบญ ยังไงก็ฝากดูแลคีด้วยนะ” ท่านคณบดีกล่าวลาก่อนจะเดินจากไป
 

“งั้นเราก็กลับกันเถอะ” คีเอ่ยใบหน้ายิ้มระรื่นก่อนจะเดินออกจากร้านมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ

“คี...ไม่เป็นไรแน่นะ เรื่องที่คณะน่ะ” ผมเดินตามหลังพร้อมเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง คีหยุดเดินทำให้ผมชะงัก อ่า...ไม่น่าถามคำถามนี้เลยแฮะ แต่มันอดห่วงไม่ได้นี่นา

 

“ฉันไม่เป็นไรหรอก” คีตอบขณะที่ยังก้มหน้าอยู่
 

“ถ้านายไม่ไหว จะย้าย...” ผมเอ่ยไม่ทันจบคีก็พูดขัดเสียก่อน
 

“ฉันไม่ย้ายไปไหนหรอก ฉันจะอยู่กับนายที่นี่ แล้วก็...” คีเอ่ยยังไม่ทันจบประโยคก็เงียบไป

“แล้วก็?” ผมทวนคำที่คีพูด
 

“แล้วก็...เป็นห่วงฉันล่ะสิ น่ารักจังเลยนะนายเนี่ยขอกอดหน่อย” คีพูดไม่ทันขาดคำก็กอดผมเสียตรงนั้น ดีนะที่เรามาถึงลานจอดรถที่ไม่อนุญาตให้นักศึกษานำรถมาจอดแล้วมิเช่นนั้นตอนสอนผมคงได้ยินเสียงนินทาเสียๆหายๆเป็นแน่
 

“คีนี่เราจริงจังนะ พอเลยขึ้นรถกลับได้แล้ว” ผมเอ่ยอย่างหัวเสีย ให้ตายสิคนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง
 

“ฉันก็จริงจัง...ขอบคุณนะเบญ ถ้าไม่มีเบญคีคงอยู่ไม่ได้ถึงตอนนี้ ขอบคุณ ขอบคุณนะ” คีพูดตอบพร้อมกับกระชับอ้อมกอดผมแน่นขึ้น ที่ไหลผมสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น อา...ร้องไห้ซะแล้วแฮะ
 

“อะ...อืม ถ้ามีอะไรก็บอกเราสิ อย่าเก็บไว้คนเดียว ถ้าเราไม่ได้เจอแบบวันนี้เราคงไม่รู้ว่านายต้องเจออะไรมาบ้าง สัญญานะว่าเกิดอะไรขึ้น คราวหลังต้องบอกเราด้วย ต่อให้ต่างคณะเดี๋ยวเราจะไปเล่นงานพวกนั้นเอง” ผมเอ่ยเสียงหนักแน่นพร้อมลูบหลังคีไปด้วย สักพักจะได้ยินเสียงหัวเราะจากคี
 

“ฮะๆๆๆ อย่างนายนี่นะจะไปสู้กับพวกนั้น ฮ่าๆๆๆ แต่ก็นะ ขอบใจนะ แล้วก็ฉันสัญญา ไว้มีอะไรจะมารายงานคุณแม่นะครับ ฮ่าๆๆๆ” คีละออกจากอ้อมกอดก่อนจะปาดน้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วและส่งยิ้มกลับมาให้
 

“ต้องแบบนี้สิ มาขึ้นรถ เดี๋ยวคุณแม่ขับรถกลับบ้านเอง” ผมเอ่ยยิ้มก่อนจะเปิดประตูนั่งลงบนที่นั่งคนขับ
 

“อ่า...คุณแม่อย่างซิ่งมากนะครับ” คีเอ่ยตอบก่อนจะขึ้นรถด้วยความจำใจ     


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

2,012 ความคิดเห็น

  1. #1545 LLพ้ใจตัวLoJ (@zymethza55) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:22
    วิชาการสอบแบบนี้ มันโหดเกินไปแล้ว~!!!
    #1545
    1
    • #1545-1 Dark_Illusion (@pinkyangel) (จากตอนที่ 34)
      22 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:25
      ไม่โหดเท่าอีกเรื่องหรอก 55+
      #1545-1
  2. #832 Nathwut (@hiruntubtim) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 เมษายน 2558 / 10:57
    แม่เบญลูกคี 2 ♓ๆ
    #832
    0
  3. #732 Nathwut (@hiruntubtim) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 16:29
    555555555555555555555555,♓
    #732
    0
  4. #430 Pream (@sutheetida) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 4 เมษายน 2557 / 01:44
    555555555555555+ รอนะค่ะ รอตอนต่อไป
    #430
    0
  5. #350 My name is kus (@o-oo-oo-o) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2556 / 22:28
    55555555555555555+ รออยู่
    #350
    0
  6. #317 มะม่วง (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 / 01:04
    สรุปเรื่องนี้ถูกดองใช่ไหมครับ พี่รู้ไหม ฉันเข้ามาเชคทุกวันเลย

    นักอ่านเงาเริ่มอ่อนแรง
    #317
    0
  7. #310 llKhum (@llkhum) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2556 / 14:58
    สนุกค่ะ อ่านเพลินเลย
    จะรอติดตามต่อไปค่ะ^^
    #310
    0
  8. #309 oOrugaOo (@kamitaji2000) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 21:56
    " คุณแม่อย่างซิ่งมากนะครับ " >w< โอ้วว สงสัยจะมันส์วะฮ่าๆๆๆ สนุกมากๆเลยค้าา รอติดตามตอนต่อไปอยู่น๊าา >,<

    เป็นกำลังใจ สู้ๆ นะค้ะ >w<
    #309
    0
  9. #307 ~@เอลจัง@~ (@jiji32) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 / 20:24
    ตะหงิกใจณนบดีของคียังไงไม่รู้สิ
    เเบบ...มันจะผิดไหมที่ดันจิ้นคีกะณนบดีเนี็ย =.,=!


    (อ๊อย...นรกกินหัว จิ้นคนเเก่ กร๊าซซซซซซซซ!!)
    #307
    0
  10. วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 / 18:03
    สนุกมาก
    #305
    0