ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 14 : วิวาห์ล่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    16 ก.ค. 58







วินตรัยอมยิ้มเมื่อได้ฟังดารันกลับมาแจ้งข่าว ไภสัชทำสารเปียกน้ำรึ ดูไม่สมกับเป็นแพทย์หลวงผู้รอบคอบเอาเสียเลย อะไรกันนะที่ทำให้ไภสัชรีบร้อนกระทั่งเผลอไผลทำสารฉบับนั้นเปียกฝน คำถามนี้แม้นไม่มีใครบอก วินตรัยก็รู้คำตอบ จะเป็นใครหากมิใช่สตรีเบื้องหน้าเขา หากมิใช่นาง ไภสัชจะออกจากจวนหมอหลวงมาทำไม นานทีปีหนเสือหวงถ้ำอย่างไภสัชจึงจะออกมาให้ใครเห็น วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่กับตำรายา ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงดารันแล้ว ครุทที่ทั้งชอบเก็บตัวทั้งเกลียดน้ำอย่างกับอะไร จะออกมาบินตากฝนเล่นรึ แม้จะคิดเช่นนี้ แต่วินตรัยก็ไม่ได้เอ่ยความในใจออกไป

“เป็นเช่นนั้นรึ คนของข้านี่ช่างบกพร่องเสียจริง เห็นทีต้องรบกวนเจ้าอีกครั้งแล้ว” วินตรัยเอ่ยยิ้มๆ

“คราวที่แล้วข้าช่วยเพราะเห็นแก่ท่านเดือดร้อน แต่ครานี้ คนของท่านเลินเล่อเอง จะถือโอกาสมาใช้ข้าบ่อยๆไม่ได้หรอกนะ” ดารันพูดพลางเลิกคิ้ว

แม้ไม่ได้เอ่ยตรงๆ แต่วินตรัยก็รู้ว่านางต้องการอะไร ค่าจ้างคราวที่แล้วก็แปะเอาไว้ก่อน รอเขากลับคืนวิมานครุท ดารันคงจะตามไปทวงศาสตราที่เขารับปากว่าจะให้ชิ้นสองชิ้น ครานี้หากไม่มีอะไรพิเศษ นางคงไม่ยอมเหนื่อยเปล่าแน่

“ดารัน เจ้ามาเป็นผู้ส่งสารให้ข้าเถิด เมื่อข้ากลับไปวิมานครุฑเมื่อใด เจ้าจะได้มีโอกาสไปหารตีบ่อยๆ ดีไหม เผื่อรตีอยากจะส่งข่าวถึงญาติพี่น้อง จะได้มีเจ้าเป็นสื่อกลาง” วินตรัยเสนอ

“ได้เลยท่านว่าที่พี่เขย แต่ว่าค่าจ้างของข้าแพงนะ  เพราะข้าส่งสารได้ทั้งใต้น้ำ บนดินและในอากาศ” ดารันต่อรองอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงสดใส วินตรัยอดไม่ได้ต้องหัวเราะออกมา

“ได้สิ คืนนี้ข้าจะกลับไปร่างสารใหม่ แล้วจะไปคิดดูอีกทีว่าจะให้ค่าตอบแทนประจำตำแหน่งเจ้าอย่างไรดี วันพรุ่งนี้เจ้าจงนำสารจากข้าไปส่งให้ไภสัชใหม่ ถือว่าเป็นงานชิ้นแรกของการเข้ารับตำแหน่ง”

 

 

ดารันบินขึ้นไปยังวิมานครุฑอีกครา น่าแปลก ยิ่งใกล้เข้าไปเท่าไรกลับยิ่งรู้สึกอบอุ่นในใจ เรี่ยวแรงที่ควรจะลดน้อยถอยลงตามระยะทางที่บินมา กลับกระปรี้กระเปร่า

ร่างน้อยกระพือปีกแรงขึ้นอีกเมื่อเห็นจวนหมอหลวงอยู่ในคลองจักษุ ฮึ ที่มานี่ก็เพราะเห็นแก่ค่าจ้างค่าออนหรอกนะ ใช่ว่าจะอยากเจอใครบางคนสักหน่อย ดารันเห็นหน้าต่างเปิดกว้างอยู่ก็รู้ว่าไภสัชอยู่ที่จวน หญิงสาวก้าวเข้าไปในจวนราวกับเป็นบ้านของตนเอง ตรงไปยังห้องทำงานของไภสัชโดยไม่ส่งเสียงเรียก

ไภสัชกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ วันนี้เขาไม่คิดจะปรุงยาเพราะรู้ว่าแม่ตัวแสบนี่จะมาส่งสาร เกรงว่าหากนางอาละวาดอีก งานของเขาจะเสียหาย

“เอ้า นี่สารของเจ้า” ร่างเล็กก้าวฉับๆเข้ามาวางจดหมายไว้บนโต๊ะ ไภสัชไม่เงยหน้าขึ้นมองนางแม้เพียงนิด สงสัยเขาจะยังโกรธนางอยู่

“นี่ของตอบแทนของเจ้ารับไปเสียสิ” ไภสัชพยักเพยิดไปยังวัตถุชิ้นยาวซึ่งห่อผ้าขาววางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเขา

ดารันหยิบขึ้นมาเปิดดู พบดาบขนาดพอดีมือสอดอยู่ในฝักสีงาช้างสลักเสลาสวยงาม ถูกใจนางยิ่งนัก สาวน้อยลองชักดาบออก ประกายเงาวับบ่งบองถึงความคมของดาบเป็นอย่างดี ดารันยิ้มอย่างถูกใจ ปรากฏรอยบุ๋มข้างแก้ม ดวงหน้าเด็กแก่นแก้วพลันหวานละมุน สองแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาโตเป็นประกายจับจ้องอยู่ที่ดาบ ไม่เสียแรงที่ไภสัชต้องเสียเวลาเข้าไปหาในห้องเก็บสมบัติประจำตระกูล ตอนแรกเขาหาจากคลังอาวุธ มีแต่ดาบใหญ่เทอะทะไม่เหมาะกับนาง ดาบนี้น่าจะมีความสำคัญ แต่ขนาดเล็กเกินไปสำหรับเขา อย่างไรก็คงไม่ได้ใช้ สู้ให้นางไปเถิด อย่างน้อยดูจะถูกใจนางนัก

ไภสัชเห็นใบหน้าลิงโลดนั้นแล้วก็นึกเอ็นดู ว่าจะโกรธแต่ก็อดยิ้มตามไม่ได้ ทว่าอยู่ดีๆ ดวงตาสีน้ำตาลใสก็ตวัดมาสบตาเขา คิ้วโก่งขมวดมุ่น เสียงเล็กๆนั้นแข็งขึ้นไม่เหมือนใบหน้า

“มองอะไร”

ไภสัชหุบยิ้ม หรุบตาซ่อนความระอา นี่นางมิรู้หรือใครเป็นเด็กใครเป็นผู้ใหญ่กัน อารมณ์ดีๆ กลับเริ่มเดือดปุดๆ ตลอดชีวิตของชายหนุ่มแสนดี เพียงเจอยัยเด็กแสบนี่แค่สามครั้งเท่านั้น กลับทำให้ไภสัชนึกอยากเลิกเป็นพ่อพระขึ้นมาเสียอย่างนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยมาจึงดูหงุดหงิด

“ถ้าหมดธุระแล้วก็กลับไปเถิด”

“นึกว่าข้าอยากอยู่งั้นหรือ” ดารันโต้ทันควัน เก็บดาบเข้าฝักแล้วคาดไว้ที่เอว ก่อนกระทืบเท้าเดินจากไปเช่นเคย ไร้ทั้งคำร่ำลาและคำขอบคุณ

วันนี้อากาศดี กระแสลมไม่แรงมาก ดารันบินจากวิมานครุฑมาได้อย่างสบาย เมื่อลงมาได้ครึ่งทาง สาวน้อยเกิดนึกอยากทดสอบอะไรบางอย่าง จึงแสร้งทิ้งตัวลงกลางหาว ร่างน้อยดิ่งลงสู่พื้นดินเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าไม่เกิดอะไรขึ้น ก่อนที่จะสายเกินไป ดารันขยับปีกอีกครั้ง ประคองตัวไว้ก่อนที่จะดิ่งลงกระแทกพื้น น้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็นอะไรไป หญิงสาวเอ็ดตัวเอง ก็แค่วันนี้ตาครุฑขี้บ่นนั่นมิได้ตามมาส่ง เขาคงจะรำคาญนาง

ดารันบินไปตามทางอย่างหงอยเหงา บอกตัวเองไม่ถูกว่าเป็นเพราะเหตุใด สายตาทอดมองไปเบื้องล่าง มิได้สนใจกับทิวทัศน์เบื้องหน้า แต่แล้วคิ้วงามก็เลิกขึ้น มองดูเงาของตนที่ทอดอยู่บนพื้นเบื้องล่าง เหตุใดมีสองเงา นางลองกางแขนออก นั่นไง เงาเล็กที่มีแขนยื่นออกมานั้นเป็นของนาง แล้วเงาใหญ่ที่ทอดอยู่เหนือขึ้นไปนั้นจะเป็นของใครไปได้

อยู่ดีๆความรู้สึกห่อเหี่ยวเมื่อครู่ก็กลายเป็นความอบอุ่นในใจ ร่างน้อยแอบยิ้มแต่มิได้หันกลับขึ้นไปมองเจ้าของเงาปริศนานั้น

ไกลขึ้นไปเหนือลมบน ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรของไภสัชซึ่งลอบมองอยู่กำลังยิ้ม หึ หึ... ยัยเด็กบ้า

 

 

 

 

วินตรัยสร้างตำหนักเสร็จเร็วกว่ากำหนดทั้งยังออกมางดงามกว่าที่คาดไว้ทั้งๆที่อุปกรณ์ที่อังกุละจัดให้ล้วนเป็นอุปกรณ์ชั้นเลว ทุกอย่างล้วนไม่สมบูรณ์จำต้องใช้แรงกายช่วยเสียหลายส่วน  อังกุละอดไม่ได้ที่จะมองว่าที่พญาครุฑด้วยความชื่นชม ผิดคาด เขาไม่คิดว่าวินตรัยจะสร้างตำหนักได้เสร็จทันเวลา ทั้งๆที่อังกุละตั้งใจจะใช้เป็นข้ออ้างในการบิดพลิ้วสัญญา ไม่ยกรตีให้

“ช่างบากบั่น แถมยังมีฝีมือ” แม้ปากจะชมแต่แววตากลับมิได้ยิ้ม

                “การสร้างตำหนักเป็นงานที่ยากลำบากก็จริงอยู่ ท่านพญาครุฑสร้างได้เสร็จรวดเร็วทั้งยังปราณีต แต่น่าเสียดาย ข้าคงยกรตีให้ท่านไม่ได้” อังกุละนาคเอ่ยพลางมองปฏิกิริยาของครุฑหนุ่ม

                วินตรัยยังคงนิ่งเฉย มิได้ดูประหลาดใจ เขารอฟังว่าอังกุละจะกล่าวสิ่งใดต่อ หากอีกฝ่ายคิดจะบ่ายเบี่ยงหรือเรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติม เขาก็พร้อมจะทำตามเงื่อนไขเพราะตนเองเป็นฝ่ายผิดมาแต่ต้น ไม่คิดว่าอังกุละจะยกรตีให้ตนง่ายๆอยู่แล้ว

                “ท่านกลับไปยังวิมานครุฑเสียเถิด ข้าไม่มีสิ่งใดจะกล่าวกับท่านอีก” อังกุละเอ่ย

                “ท่านพ่อตา หากข้าจะกลับไปวิมานครุฑก็ต้องมีนางไปด้วย ขอท่านพ่อตาโปรดเข้าใจ”

                อังกุละโกรธจนแทบหนวดกระตุก ใครบังอาจให้มันเรียกเขาว่าพ่อตา ยังมิได้สยุมพรกันเสียหน่อย แต่ก็อุตส่าห์ข่มความโกรธไว้ กระแอมเสียงดังก่อนเอ่ย

“อันที่จริงข้ามาคิดๆดูแล้ว รตีนั้นยังเด็กนัก”

รตีที่นั่งอยู่ข้างๆพยักหน้าขึ้นทันที ในที่สุดบิดาก็เข้าใจความต้องการของนาง

“ข้าเห็นว่ายังมีเวลาอีกมาก อีกอย่างนางตบแต่งไปกับเจ้า อยู่บนวิมานเมืองฟ้าหาได้มีอิสระไม่ จะไปไหนตามใจปรารถนาก็มิได้”

บิดายังคงกล่าวต่อ รตีซาบซึ้งจนน้ำตาเกือบไหล ไม่คิดมาก่อนว่าผู้เป็นพ่อจะเข้าใจนางถึงขนาดนี้ นาคนั้นอายุขัยก็ยืนยาวไม่ใช่น้อย นางเพิ่งจะอายุเพียงสิบเก้า ใยจะต้องรีบออกเรือน ชีวิตยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย หากเขารอได้ก็รอไปสิ ครุฑเองก็ใช่จะแก่เร็วตายเร็วเสียหน่อย อายุขัยก็ยืนยาวพอกัน เหตุใดจะต้องรีบร้อนด้วย

 “ฉะนั้น ข้าจึงคิดจะตบแต่งนางให้แก่หมู่นาคด้วยกัน เพื่อที่นางจะได้มีชีวิตที่ปรกติสุขดังนาคตนอื่น”

เมื่อบิดากล่าวจบ มิใช่เพียงแค่วินตรัยที่ตกตะลึง นางเองก็มิอยากเชื่อหู บิดาของนางคิดอะไรอยู่กัน นางมิใช่สิ่งของที่จะมาจับยกให้ใครก็ได้

วินตรัยปราดมองสีหน้าตกละลึงของหญิงที่ตนรักแวบหนึ่งก่อนชักสายตากลับไปยังอังกุละ

“อังกุละ ข้าเองก็เคารพท่านยิ่ง แต่ท่านได้ตกลงยกรตีให้แก่ข้าแล้ว เหตุใดจะบิดพลิ้วคำมั่นที่ได้ให้ไว้ต่อหน้าองค์อินทร์และไพร่พลทั้งหลาย” วินตรัยประกายตาแข็งขึ้น น้ำเสียงเย็น หากจะให้เขารออีกหน่อยยังจะพอยอมรับได้ แต่นี้กลับจะยกนางให้ผู้อื่น จะให้เขายอมได้อย่างไรกัน

“ยามนั้นข้าตัดสินใจเร็วไปหน่อย เมื่อมีเวลาคิดใคร่ครวญจึงเห็นว่ามีผู้อื่นที่เหมาะสมกับรตีมากกว่าท่าน” ผู้บิดากล่าว “นั่นก็คือมหิธร ที่จะเป็นผู้ครองนครบาดาลนี้ต่อจากข้า ท่านเป็นครุฑ เกิดวันใดทิ้งขว้างนางขึ้นมา ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่นางได้เล่าเมื่อต้องอยู่ไกลบ้านไกลเมืองเช่นนั้น”

“ข้าไม่อาจยอมรับการตัดสินใจนี้ได้” วินตรัยเอ่ย

“ท่านจงกลับไปเถิด นาคกับครุฑนั้นไม่เหมาะที่จะสมาคมกัน ข้าหมดเรื่องที่จะพูดกับท่านแล้ว” บิดาของรตีสรุปตัดบท “อีกสามวันข้าจะจัดพิธีอภิเษกแก่คนทั้งสอง หากท่านไม่พอใจก็เชิญกรีฑาทัพลงมาใต้เมืองบาดาลเถิด” อังกุละท้าทาย

วินตรัยโกรธกรุ่นยิ่งนักแต่มิอาจกระทำสิ่งใดได้เพราะบุรุษที่ท้าทายเขาตรงหน้าเป็นบิดาของรตี หากเขาทำอะไรบุ่มบ่ามจะยิ่งทำให้เรื่องยุ่งยากไปอีก ชายหนุ่มขบกรามนูนเป็นสัน อังกุละทอดสายตามองเขานิ่งเฉยเพราะรู้ว่าตนเองเป็นต่อ ส่วนรตีมีสีหน้าผิดหวังยิ่งนัก

 

รตีผิดหวังในตัวบิดา ไม่ใช่เพราะอังกุละไม่ยกนางให้วินตรัยตามสัญญา แต่เป็นเพราะบิดาจะยกนางให้ผู้อื่นราวกับนางไม่มีหัวจิตหัวใจ หากจะมีคู่ครอง นางจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะเป็นใครและเมื่อใด ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดมากะเกณฑ์

อีกสามวันบิดาจะจัดงานให้แก่นางและมหิธร นางจะไม่ยอมอยู่เฉยให้บิดามัดมือชกแน่ หากแต่ตอนนี้มิได้แสดงอาการใดออกไปหรือขัดแย้งให้เป็นที่สงสัย คอยดูเถิด จะไม่มีผู้ใดบังคับนางได้

วินตรัยทอดสายตามองรตีที่กำลังใช้ความคิดอยู่นิ่งนานราวกับจะประทับภาพนั้นในใจ รอหน่อยเถิด ภายในสามวัน เขาจะบุกมาชิงตัวนาง วินตรัยหมุนตัวกลับโดยมิได้เอ่ยคำร่ำลาใด

....................................

 

“ขอบพระทัยท่านอังกุละ ข้ายินดีเหลือเกินจนมินรู้จะกล่าวเช่นใด” มหิธรเอ่ยกับชายสูงวัยกว่าที่ช่วยให้ความปรารถนาของเขาสัมฤทธิ์ผล

“อย่าได้เกรงใจไปมหิธร ข้าเองก็โล่งใจเช่นกันที่เจ้ามาแจ้งความประสงค์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ข้าก็แอบกังวลใจเช่นกันหากรตีต้องตบแต่งไปแก่พญาครุฑ เมื่อแรกที่รตีถูกลักพาไปข้าเกรงว่าจะหาผู้ใดยินดีสมรสกับนางมิได้เพราะเหตุเสื่อมเสียเช่นนี้ ท่านยื่นมือเข้ามาช่วยทำให้ข้าซาบซึ้งใจนัก”

มหิธรรีบตอบ

“อย่าได้เรียกว่าช่วยเหลือเลย ข้าเองมีจิตปฏิพัทธ์ต่อนางมาเนิ่นนานแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกของข้าที่มีต่อนางหาได้แปรเปลี่ยนไม่”

“ได้ฟังเช่นนี้ข้าก็เบาใจ รตีได้เจอคนดีแล้ว ตบแต่งไปคงมีความสุข” อังกุละตอบ

ในใจก็แอบหวั่นลึกๆ ลูกรักดูเงียบไปมิรู้ในใจคิดเช่นไร หากรตีทักท้วงบ้างยังพอคาดเดาได้ แต่นางนิ่งอย่างนี้ช่างน่ากลัวนัก

“สามวันนี้เราคงต้องระมัดระวัง มิรู้ว่าเจ้าครุฑนั่นจะบุกมาชิงตัวนางหรือไม่ ท่าทางจะไม่ยอมวางมือง่ายๆ” อังกุละเอ่ยหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ต่อให้มันมา ข้าก็จะต่อสู้กับมันเอง ในบาดาลเป็นถิ่นของเรา หากมันกล้าก็จะได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้”  สายตานาคดำวาบขึ้น

อังกุละอุ่นใจ รตีนั้นงามดังโฉมงามล่มเมือง หากมิได้มีผู้คุ้มครองเข้มแข็งแล้วไซร้ ชีวิตคงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่แท้

 

.......................

สามวันก่อนพิธีอภิเษก รตีเก็บตัวอยู่ในห้องมิได้ออกไปไหน ทำให้อังกุละรู้สึกเบาใจ บุตรสาวของเขาเห็นทีคงยอมตามใจเขากระมัง มหิธรก็เป็นครุฑรูปงาม ทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ก่อนถึงเวลามงคล บรรดานางกำนัลเข้าไปปลุกรตีที่ห้องตั้งแต่ยามสามเพื่อเตรียมแต่งตัว เมื่อพบว่านางหายตัวไปก็บังเกิดความวุ่นวายไปทั่ว

อังกุละและมหิธรตรงมายังห้องพักรตีทันทีที่นางกำนัลไปแจ้งว่านางหายตัวไป อังกุละสั่งให้ทหารจำนวนหนึ่งออกติดตาม

“ต้องเป็นไอ้ครุฑชั่ววินตรัยแน่ๆ มันคงเตรียมการมาเป็นอย่างดี แอบลักพารตีไป” มหิธรเต็มไปด้วยโทสะ

“อาจจะเป็นรตีหนีไปเองก็ได้ ดูจากร่องรอยแล้ว กลอนประตูทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ” อังกุละเอ่ยขึ้น สีหน้าโศกเศร้า หรือเขาจะตัดสินใจผิดที่บังคับจิตใจลูก

ส่วนมหิธรนั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรงในห้องนาง เขาเจ็บปวดใจยิ่งนัก หลงรักนางมาเนิ่นนาน แต่นางมิเคยหยิบยื่นไมตรีให้ มาวันนี้คาดว่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต นางกลับหนีไป เขายังไม่ปักใจเชื่อว่านางจะคิดหนีเขาไปจริงๆ ต้องเป็นวินตรัยแน่ๆที่ลักพานางไป มิเช่นนั้นนางคนเดียวลำพังจะเล็ดลอดผ่านสายตาเวรยามไปได้อย่างไร

ครั้นถึงเวลาประกอบพิธี บิดาเจ้าสาวและว่าที่เจ้าบ่าวได้แต่ฝืนใจไปปรากฏตัวยังสถานที่ประกอบพิธีเพื่อแจ้งแก่แขกเหรื่อว่าพิธีอภิเษกนั้นจำต้องเลื่อนไปก่อน ท่ามกลางชุมนุมแขกเหรื่อที่มึนงงว่าเหตุใดพิธีจึงเลื่อน แขกที่มิได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้น มหิธรเหลือบมาเห็นก่อนเป็นคนแรก

“เจ้ามาที่นี่ทำไม”

“ข้ามาชิงตัวเจ้าสาวของข้าคืน”

“ฮึ เสียใจด้วย นางมิได้อยู่รอเจ้าดอก” มหิธรเอ่ยอย่างหยามหยัน นึกดีใจว่าอย่างน้อยรตีก็มิได้หนีไปกับพญาครุฑผู้เป็นศัตรูหัวใจ

“เจ้าหมายความเช่นไร” วินตรัยเอ่ย เริ่มไม่แน่ใจต่อสถานการณ์ สถานที่จัดพิธีพร้อมแล้ว แต่เขายังไม่เห็นวี่แววของเจ้าสาว

“นางหนีไปเสียแล้ว” อังกุละหันมาไขข้อข้องใจ ยกมือขึ้นกุมศีรษะ

แววตาของวินตรัยวาบด้วยโทสะ หันไปมองมหิธรราวกับเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

“นางต้องหนีไปเช่นนี้เพราะมิได้ต้องการสมรสกับเจ้า” วินตรัยเอ่ย

“บิดานางก็ไม่ต้องการให้นางสมรสกับเจ้าเช่นกัน” มหิธรโต้ตอบ

“ข้าจะสมรสกับนาง มิใช่กับบิดานาง หากเจ้าจะเกี้ยวสตรียังต้องเข้าทางพ่อตาก็สมรสกับอังกุระเสียเถิด”

อังกุละรู้สึกปวดศีรษะ เขาเป็นห่วงบุตรสาวของตนยิ่งนัก รตีหนีออกไปเพียงลำพัง จะมีอันตรายเกิดขึ้นกับนางหรือไม่ก็มิอาจรู้ได้ อังกุละรู้สึกราวกับแก้วล้ำค่าที่เคยได้กลับคืน กลับถูกฉกฉวยไปอีกครั้ง หากครานี้รตีได้รับอันตรายใดๆ เขาคงมิอาจให้อภัยตัวเองได้ ด้วยความเป็นห่วงอยากเจอบุตรีให้เร็วที่สุด อังกุละจึงตั้งเงื่อนไขขึ้นอีกโดยไม่สนใจสองบุรุษที่ยังยืนถกเถียงกัน

“ระหว่างเจ้าสองคนผู้ใดพบนางก่อน นางก็เป็นของผู้นั้น”

สองหนุ่มหยุดวิวาทกันทันที ทั้งสองหันกลับมามองหน้ากัน ก่อนจะเร่งรุดไปเตรียมการอย่างรวดเร็ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1425 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 05:51
    ท่านอังกุละช่างกลับกรอกนัก!!!! โมโหหหหห
    #1425
    0
  2. วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 17:28
    พ่อรตีดูไม่ค่อยมีสัจจะเลยอ่ะ
    #1394
    0
  3. #1386 Pp_Liox (@Pp_Liox) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 08:44
    มหิธรเป็นนาคไม่ใช่หรอคะ ????
    #1386
    0
  4. #1356 มีน (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 / 16:41
    ลุ้นๆๆๆ
    #1356
    0
  5. วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 / 04:04
    รตียอมรับใจตนเองเถอะ วินตรัยออกจะซื่อตรงกับใจ มั่นคงในรักขนาดนี้
    #5
    1
    • #5-1 Beemfoo (@Beemfoo) (จากตอนที่ 14)
      7 ธันวาคม 2559 / 09:25
      ใช่ค่ะๆ รตีคงหลงรักวินตรัยเข้าแล้ว ถึงไม่ยอมแต่งงานกับมหิธร
      #5-1