ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 16 : ของหายได้คืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    16 ก.ค. 58







ถึงแม้วินตรัยจะโหมงานนัก ทั้งข้อราชการที่ตนรับผิดชอบและภารกิจในการตามหารตี แต่ทว่าพญาครุฑกลับมิได้ใส่ใจดูแลสุขภาพตนเลย ร่างทรงพลังนั้นบัดนี้ดูผ่ายผอมแววตาเศร้าสร้อย ผู้เป็นมารดาสงสารบุตรจับจิต แต่ก็มิอาจช่วยแก้ไข วินตรัยนั้นทุกข์ตรมราวกับมีผู้ใดมาควักดวงใจไป

 “วินตรัยไปทำบุญเป็นเพื่อนแม่หน่อยเถิด”

ผู้เป็นมารดาเอ่ยชักชวนในเช้าตรู่วันหนึ่ง พระนางเสด็จมายังตำหนักวินตรัยด้วยตนเอง พบบุตรชายเอนกายนั่งอยู่ด้านหน้าตำหนัก สายตาจับจ้องไปกลางสะพานที่ว่างเปล่า คล้ายกับกำลังระลึกถึงสิ่งใด ดวงหน้าหล่อเหลาอิดโรย ราตรีที่ผ่านมาวินตรัยคงมิได้บรรทมอีกแล้วกระมัง

“ขอรับท่านแม่” ร่างสูงยืดกายขึ้นยืนตรง ร่างกายของเขายังคงแข็งแรงดีแม้จะขาดการพักผ่อน แววตาที่เป็นห่วงของมารดาทำให้เขารู้ได้ว่าในขณะที่เขาทุกข์ทน ยังมีคนอีกผู้หนึ่งเจ็บร้อนไปกับเขาเช่นกัน

พระมารดายิ้มอย่างดีใจ อย่างน้อยการไปวัดอาจจะช่วยให้บุตรชายของตนจิตใจเบิกบานขึ้นมาบ้าง ผู้สูงวัยหันไปสั่งให้เตรียมรถทรง

 

 

รตีอาศัยอยู่ที่อารามแห่งนี้มาได้เดือนกว่า ใช้เวลาปฏิบัตรธรรมและทำกิจวัตรประจำวันอันได้แก่การช่วยโรงครัวเตรียมอาหารและทำความสะอาด ถึงแม้จะมิได้สะดวกสบายดังอยู่วิมานแต่ก็มีความสุขดี ยามเช้าหลังจากเตรียมภัตตาหารถวายพระเสร็จแล้ว รตีมักจะขึ้นไปนั่งรอรับศีลรับพร วันนี้ขณะนั่งอยู่บนศาลาตามปกติก็ได้ยินเสียงชาวบ้านอื้ออึงพร้อมกับชี้ชวนกันดู จึงหันไปมองตาม เห็นพระมารดาและวินตรัยหิ้วภัตตาหารเตรียมมาถวายพระ ทั้งสองกำลังเดินตรงมายังศาลาที่นางนั่งอยู่ รตีรีบคลานเข่าลงจากศาลาไปอีกทาง สาวเท้ากลับเรือนที่พักเร็วจี๋ นางจะให้เขาเห็นตัวไม่ได้

 

“พ่อหนุ่ม มาเยี่ยมคนหรือ” แม่แช่ม อุบาสิกาซึ่งมาวัดเป็นประจำทุกวันเอ่ยถามอย่างคนอัธยาศัยดี

วินตรัยทำหน้างง

“เยี่ยมผู้ใดหรือขอรับ”

“ก็แม่หนูคนสวยที่เคยมาวัดกับเจ้าคราวก่อนอย่างไรเล่า ตอนนี้นางมาปฎิบัติธรรมอยู่ที่นี่ เจ้ามิรู้หรือ”

วินตรัยดวงตาเบิกกว้าง สีหน้ากระจ่างขึ้นมาทันที รอยยิ้มระบายไปทั่วใบหน้าหล่อเหลา เขาแทบอยากจะกอดแม่เฒ่าไว้ในอ้อมแขนอย่างยินดี หากแต่เขาทำเพียงสำรวมอาการ ปิดกระกายตายินดีไว้มิดชิด เอ่ยกลับไป

“ข้าก็ว่าจะมารับนาง ไม่รู้ว่าป่านนี้จะหายโกรธข้าหรือยัง”

“ข้าก็ว่าแล้ว อยู่ดีๆนางจะหนีมาหมกตัวอยู่ในวัดกลางป่ากลางเขาเช่นนี้ทำไม มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันดีๆนะ ยังหนุ่มยังสาว ต่างคนก็ใจร้อนกันทั้งคู่”

แทนที่จะถวายภัตตาหารตามที่ตั้งใจไว้ วินตรัยก็ปล่อยให้มารดาเป็นผู้จัดการ เท้าทั้งสองก้าวไปยังบริเวณส่วนที่พักฆราวาสซึ่งบัดนี้เงียบสงัด แม่วาดและแม่ออกทั้งหลายไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลาหมดแล้ว วินตรัยหยุดยืนอยู่หน้าเรือนพักแต่มิรู้ว่านางอยู่เรือนใด หูไวของเขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาในเรือนหนึ่ง จึงเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ออกมาเถิดรตี ข้ามิได้มาจับตัวเจ้ากลับไปดอก เพียงแค่คิดถึงเท่านั้น ออกมาให้ข้าเห็นหน้าสักนิดได้หรือไม่”

เพียงอึดใจหนึ่งแต่กลับยาวนานในความรู้สึกของเขา ร่างคุ้นเคยในเสื้อผ้าเนื้อหยาบค่อยๆก้าวลงมาจากเรือน นางยังคงงดงามไม่เปลี่ยน หน้าตาดูผ่องใสขึ้นอันเป็นผลจากความสุขสงบที่ได้จากการพำนักในสถานที่อันวิเวกแห่งนี้ หัวใจของวินตรัยพองโต อยากจะเข้าไปกอดด้วยความคิดถึงที่ท้วมท้น แต่จำต้องสะกดใจไว้ ที่นี่เป็นบริเวณวัดอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งนางยังน่าจะถือศีลแปด การจะเข้าไปแตะต้องเนื้อตัวนั้นเป็นการไม่ควร

“สบายดีหรือไม่รตี”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเปี่ยมไปด้วยความโหยหา รตียืนห่างจากเขาตามสมควร เงยหน้าขึ้นมอง ในม่านตาสีเหล็กของวินตรัยนั้นฉาบไปด้วยความเอื้ออาทร ใบหน้าของเขาซูบไปกว่าเดิมที่นางเคยจำได้ หัวใจของหญิงสาวรู้สึกปวดแปลบด้วยความอาทร

“ข้าสบายดี” หญิงสาวตอบสงวนถ้อยคำ วินตรัยจึงเป็นฝ่ายชวนคุย

“ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่ ข้าดีใจเหลือเกินที่เจ้าปลอดภัย เห็นเช่นนี้ข้าก็เบาใจนัก”

รตีมิได้ตอบ ดารันแอบมาหานางเป็นครั้งคราวและเล่าให้ฟังว่า ระหว่างวินตรัยและมหิธรต่างมีเดิมพันว่าผู้ใดพบนางก่อนก็มีสิทธิ์ในตัวนาง แต่เหตุใดวินตรัยกลับมิได้แสดงอาการว่าจะนำตัวนางกลับไปแม้แต่น้อย

“ที่ผ่านมาข้าเคยกักขังเจ้าไว้เป็นแรมเดือน มิได้แยแสต่อความต้องการของเจ้า บัดนี้เจ้ามีความสุขอยู่ที่นี่แล้ว หากเจ้าไม่ต้องการไปกับข้า ข้าก็จะไม่บังคับอีก” เขาบอกคนที่เอาแต่ยืนนิ่ง

“กลับไปที่ศาลากันเถิด ป่านนี้พระท่านคงกำลังจะให้พรแล้ว” วินตรัยเอ่ยชวน

ทั้งสองเดินเคียงคู่กันกลับมายังศาลา มารดาเขากำลังสงสัยอยู่ทีเดียวที่จู่ๆบุตรชายก็หายตัวไป ครั้นเห็นทั้งสองเดินมาด้วยกันก็ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก รู้สึกดีใจที่ตนตัดสินใจพาบุตรชายมาวัดในวันนี้ พระนางนั่งยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อวินตรัยพารตีมากราบ นางลูบศีรษะสาวน้อยอย่างเอ็นดู

“แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน รตี เจ้าจะกลับไปพร้อมกับเราไหม”

รตีอึกอัก วินตรัยเห็นเช่นนั้นก็ช่วยพูด

“ถ้ายังอยากอยู่ที่นี่ต่อก็ตามใจเถิด แค่ได้รู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหนและปลอดภัยข้าก็พอใจแล้ว”

พระมารดามองเขาอย่างแปลกใจ บุตรชายผู้แสนเอาแต่ใจเหตุใดอ่อนลงถึงเพียงนี้

“ข้าขออยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก รู้สึกสบายใจดีเจ้าค่ะ” รตีหันไปตอบพระมารดา

“ตามใจเจ้าเถิดรตี แม่มิขัดดอก”

วินตรัยก็ไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใด อาจจะเป็นเพราะงานสร้างตำหนักทำให้เขามีเวลาได้ขบคิด ได้เห็นสิ่งแวดล้อมที่รตีเติบโตมา และเข้าใจพื้นฐานความเป็นมาของนางมากขึ้น ยามที่นางอยู่ในเมืองบาดาล สีหน้าและแววตาดูมีความสุขนั้น เขาไม่อยากลบรอยยิ้มไปจากใบหน้าที่ตนคิดถึงทุกลมหายใจเข้าออก อาจจะเป็นเพราะวันเวลาที่นางหายไปทำให้เขาได้รู้ว่าความคิดถึงมันทรมานแค่ไหน เขาไม่อยากพรากนางจากครอบครัวที่นางรัก หากรตีจะกลับไปกับเขาคราวนี้ต้องเป็นเพราะนางสมัครใจจะไปด้วยตนเอง วิมานครุฑจะต้องเป็นบ้านหลังใหม่ของนาง

ตะวันสายโด่งแล้ว แต่วินตรัยยังไม่ยอมกลับ เขาอ้อยอิ่งอยู่จนผู้เป็นมารดาออกปากขอกลับไปก่อน ครั้นพระฉันเสร็จ รตีช่วยโรงครัวเก็บล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว วินตรัยก็ยังคงอ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้น เดือดร้อนหญิงสาวต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากไล่

“วินตรัย ท่านกลับไปก่อนเถิด มีธุระอันใดค่อยมาใหม่วันพรุ่งนี้ ข้าเองก็มีวัตรปฏิบัติเช่นกัน”

ใบหน้าเข็มแข็งของวินตรัยฉายแววหวาดหวั่นที่รตีมิเคยเห็นมาก่อน หากเพียงแวบเดียวก็จางหายราวกับนางตาฝาด

“เช่นนั้นข้ากลับก่อนก็ได้ แต่เจ้าช่วยรับปากข้าก่อนข้อหนึ่งได้หรือไม่” วินตรัยเอ่ยพลางจ้องเข้าไปในดวงตาหญิงสาว

“รับปากเรื่องใดกัน”

“ข้าจะไม่บังคับพาตัวเจ้าไปไหนทั้งนั้น แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่หายไปไหนโดยไม่บอกข้าเช่นนี้อีก” วินตรัยเอ่ยเสียงเรียบ ในใจได้แต่กล้ำกลืนคำพูดตัดพ้อที่อยากจะบอกนาง นางหายไปครานี้เขาเจ็บเจียนตาย นางรู้หรือไม่

“ตกลง ข้าจะไม่จากไปโดยไม่บอกเจ้าก่อน” รตีตอบเสียงเบา อดคิดไม่ได้ว่าน้ำเสียงเขาฟังดูจริงจังชอบกล

วินตรัยยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาผ่อนคลายลง ยามนี้รตีต้องการทั้งเวลาและโอกาส และเขาก็ได้หยิบยื่นทั้งสองสิ่งที่นางปรารถนาให้ หากในวันหน้านางบิดพลิ้วคำสัญญา เขาคงจำเป็นต้องเอาคืนทบต้นทบดอก


.........................

                ในการค้นหารตีแทบพลิกแผ่นดินนี้ บ่อยครั้งที่ไพร่พลของนาคและครุฑต้องเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยความที่เขม่นกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทหารของทั้งสองฝ่ายเกือบจะเข้าห้ำหั่นกัน หากแต่วินตรัยได้ถ่ายทอดคำสั่งลงไปอย่างเฉียบขาด ห้ามครุฑตนใดปะทะกับนาคเด็ดขาด ผู้ใดขัดคำสั่งมีโทษร้ายแรง ทหารครุฑจึงจำต้องเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงการปะทะเสมอมา เหตุที่วินตรัยต้องกำชับเช่นนี้เป็นเพราะเกรงว่าหากครุฑตนใดสังหารพี่น้องนาคของรตีไปอาจจะทำให้นางขุ่นเคืองและไม่อาจทำใจยอมรับเขาได้ ด้วยเหตุนี้ทหารครุฑจึงจำต้องเป็นฝ่ายอดกลั้น มิใยว่าอีกฝ่ายจะยั่วยุอย่างไรก็ตาม

ยามนี้เมื่อได้พบนางแล้ว วินตรัยสั่งไพร่พลยุติการค้นหา สร้างความประหลาดใจให้แก่มหิธร คราแรกเขาถึงกับใจเสีย คิดว่าวินตรัยคงพบรตีแล้ว หากแต่รออยู่เป็นหลายวันก็ไม่มีการออกมาประกาศแต่อย่างใด ซึ่งหากเป็นเขาได้พบนางก่อนก็คงจะออกมาป่าวประกาศชัยชนะอย่างกระหยิ่มใจและเตรียมงานสมรสอย่างยิ่งใหญ่ หรือว่าพญาครุฑนั้นถอดใจเสียแล้ว มหิธรคลางแคลงใจนัก จึงสั่งให้ทหารไปซุ่มอยู่ภาคพื้นดินใกล้วิมานครุฑ คอยสอดแนมวินตรัยอยู่ห่างๆ

เมื่อสายกลับมารายงานก็ยิ่งสร้างความสงสัยให้แก่มหิธร วินตรัยไปทำบุญที่วัดประจำตระกูลทุกวัน หรือว่ามันจะละแล้วซึ่งทางโลก

“เจ้าได้ตามเข้าไปในวัดหรือไม่” มหิธรถามลูกน้อง

“ปล่าวขอรับ ข้าเพียงแต่ลอบสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ” ลูกน้องตอบตามจริง

“เช่นนั้น คราวหน้าจงตามเข้าไป และดูว่ามันเข้าไปทำอะไรในวัด”

“ขอรับ” เมื่อรับคำแล้วก็จากไป

..........................

วินตรัยมาถวายภัตตาหารทุกวัน หากแต่เขาก็สำรวมยิ่งนักเมื่อได้เจอรตี มิได้เข้าไปพูดคุยให้เป็นการประเจิดประเจ้อ ถวายภัตตาหารเสร็จก็กลับ มิได้อ้อยอิ่งอยู่นานด้วยเกรงจะเป็นรบกวนการทำกิจวัตรของผู้คนในวัด

วันนี้ก็เช่นกัน เมื่อเสร็จสิ้นการถวายภัตตาหาร วินตรัยก็เดินทางกลับโดยมิได้ล่วงรู้เลยว่าคล้อยหลังเขาไป มหิธรบุกเข้ามาหมายจะชิงตัวรตีถึงในวัดแห่งนี้

ยามนั้นเป็นเวลาสาย ชาวบ้านเมื่อทำบุญเสร็จแล้วต่างกลับบ้าน บ้างก็ไปทำไร่ไถนา ในวัดจึงสงบเงียบยิ่งนัก นาคดำพร้อมชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในบริเวณวัดอย่างย่ามใจ มหิธรตรงเข้าถามพระหนุ่มซึ่งกำลังตากจีวรอยู่ใต้ถุนกุฏิ

“หลวงพี่ขอรับ ข้ามาตามหาคนชื่อรตี ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด”

หลวงพี่มองลักษณะผู้มาเยือน ดูไม่ใช่คนธรรมดา ท่วงทีองอาจ ผิวกายผุดผ่องมีสง่าราศี นัยน์ตาดำก็ดำจัด ส่วนเส้นผมนั้นดำขลับราวกับนิลขมวดไว้บนกระหม่อม เห็นแล้วอดเปรียบเทียบไม่ได้กับบุรุษอีกผู้หนึ่งที่หมู่นี้มาถวายภัตตาหารทุกวัน บุรุษผู้นั้นงดงามประหนึ่งรูปปั้นนักรบ ใบหน้าคมคายชวนมอง หากทว่าท่วงทีดูสงบเยือกเย็นกว่ามาก เห็นทีทั้งสองจะหมายปองหญิงคนเดียวกันกระมัง แต่นั่นคือเรื่องทางโลกซึ่งท่านไม่คิดไปยุ่งด้วย จึงตอบแบบหลีกเลี่ยง

“หากโยมมีธุระกับผู้ที่พำนักอยู่ที่นี่จำต้องไปแจ้งเจ้าอาวาสก่อน คนนอกจะเข้าออกตามสบายในบริเวณเรือนพักมิได้”

มหิธรพนมมือ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าอาวาสอยู่ที่ใดขอรับ”

“ท่านน่าจะอยู่ที่กุฏิกระมัง” พระหนุ่มตอบ

มหิธรเดินตามหาเจ้าอาวาส จนกระทั่งพบหลวงปู่รูปหนึ่ง ดูจากท่าทางสงบน่าเกรงขามน่าจะเป็นเจ้าอาวาสจึงตรงเข้าไปกราบ ยังมิทันได้เอ่ยปากถาม หลวงปู่ก็เรียกเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่บริเวณนั้น

“เจ้าหนู ไปตามโยมรตีให้ปู่หน่อยเถิด”

เด็กน้อยหันมารับคำก่อนวิ่งตามกันไปเป็นกลุ่ม ไม่นานนักก็วิ่งล้อมหน้าล้อมหลังสตรีที่แม้เห็นแต่ไกลมหิธรก็จำได้ขึ้นใจ ทว่าเพียงนางเดินเข้าใกล้ ก็กลับออกปากไล่อย่างไร้เยื่อใย

“กลับไปเสียมหิธร ข้าไม่ไปกับเจ้าดอก”

“รตี ข้าอุตส่าห์ตามหาเจ้ามาจนถึงที่นี่ ยังไงเสียวันนี้ก็ต้องพาเจ้ากลับไปให้ได้” เขาสู้ข่มความน้อยใจกล่าวด้วยอารมณ์

“เจ้าจงอย่าทำสิ่งใดเอิกเกริกไปเลย นี่ในเขตวัด เกรงใจหลวงปู่หน่อยเถิด”

รตีตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า แต่ยามนี้มหิธรเหมือนคนที่ใกล้หมดหนทาง โอกาสอยู่ตรงหน้า มีหรือจะไม่คว้าไว้ อย่างน้อยหากนางอยู่ในมือเขาก่อน ก็ถือเป็นผู้ชนะ สิ่งอื่นใดนั้นไว้ว่ากันทีหลังเถิด

“หากเจ้าไม่ไป ข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”

มหิธรเอ่ย สาวเท้าเข้าใกล้รตี หมายจะฉุดกระชากลากถูนางไป เด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่นกันพากันหยุดดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอย่างสนใจ

รตีหันไปมองหลวงปู่อย่างเกรงใจ แม้ไม่อยากไป แต่หากมหิธรใช้กำลังขึ้นมา เกรงจะพาให้คนในวัดเดือดร้อนไปด้วย

“พ่อหนุ่ม เจ้าคิดจะทำการสิ่งใด อาตมาขอบิณฑบาตเถิด” เสียงอ่อนโยนของหลวงปู่ขัดขึ้น “นางปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ อยู่ในฐานะที่เจ้าไม่อาจแตะต้องได้ จะทำสิ่งใดจงใคร่ครวญให้ดี หากล่วงเกินไปจักเป็นกรรมหนัก เจ้าจงกลับไปก่อนเถิด” หลวงปู่กล่าวเตือนสติอย่างใจเย็น

มหิธรแม้จะเลือดร้อนนัก แต่ก็รู้สิ่งใดควรไม่ควร ด้วยมีศรัทธาในพระรัตนตรัยจึงไม่กล้าทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินต่ออริยสงฆ์ ได้แต่ทรุดตัวนั่งลงพนมมือกับพื้น

“ข้าขอขมาแด่ท่านอริยสงฆ์ผู้ประเสริฐ ได้โปรดอดโทษให้แก้ข้าผู้นี้ด้วยเถิด”

กล่าวจบก็กราบลงที่เท้าของหลวงปู่ก่อนจะขยับกายจากไป ขัดเคืองที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามใจคิด

ครั้นมหิธรจากไปแล้ว รตีก็นั่งลงพนมมือ

“ข้าขอขอบพระคุณหลวงปู่เจ้าค่ะที่ได้ช่วยเหลือ ข้ามารบกวนท่านเหลือเกิน อีกทั้งยังสร้างความวุ่นวายให้แก่วัดทั้งๆที่ควรรักษาความสงบแท้ๆ”

“ไม่เป็นไรหรอก วัดก็เป็นที่พึ่งของคนทุกผู้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีวัดไว้ทำไมเล่า” หลวงปู่กล่าวยิ้มๆก่อนเดินจากไป

........................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1427 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 06:02
    ถ้าคนเรามีศรัทธาในศาสนาเยอะๆก้คงจะดี ทำการสิ่งใดจะได้ไม่เกินไปนัก
    #1427
    0
  2. #921 Miin_Miin (@maewnoiover) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 19:00
    รู้ศึกศรัทธาหลวงปู่และพระของนิยายเรื่องนี้จัง
    #921
    0
  3. #12 zelo (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 / 02:06
    รออออออออ
    #12
    0
  4. #11 zelo (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 / 02:06
    รออออออออ
    #11
    0