ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 30 : ออกเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    5 ส.ค. 58








ความมั่งคั่งของโลกใต้บาดาลย่อมเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์โลกจะหยั่งถึง สำหรับเหล่านาคแล้ว คำกล่าวที่ว่า “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ” หาได้เกินจริงแต่อย่างใดไม่ ในโลกมนุษย์อาจจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและสายน้ำ แต่สำหรับโลกบาดาลแล้ว ทุกที่ทั้งในดินและในน้ำนั้นเต็มไปด้วยขุมทรัพย์ล้ำค่า ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ทั้งหลายที่คอยปกปักขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้ดินมิใช่บรรดางูเจ้าที่ที่เป็นบริวารของนาคหรอกหรือ ไข่มุก แร่ธาตุและรัตนชาติล้ำค่ามิใช่หาได้จากโลกใต้พิภพหรอกหรือ หากจะนับสมบัติล้ำค่าที่เหล่านาคนั้นสะสมไว้อาจจะมีนับล้านโกฏิเสียด้วยซ้ำ

ยามที่วินตรัยและรตีจะออกเดินทาง อังกุละได้มอบถุงผ้าใบเล็กให้กับวินตรัยพร้อมกับฝากฝังผู้เป็นบุตรี

“ข้าฝากรตีด้วยนะวินตรัย ถึงแม้ข้าจะอยากให้นางอยู่ที่เมืองบาดาลเพียงใด แต่ข้าก็รู้ดีว่านางจะมีความสุขมากกว่าหากได้อยู่กับท่าน”

วินตรัยได้แต่มองตอบว่าที่พ่อตาอย่างซาบซึ้งใจ ห่อพกที่อังกุละมอบให้มาแม้จะเพียงใบเล็กๆ หากแต่เพียงวินตรัยเปิดดูก็จะรู้ได้ว่าภายในบรรจุเพชรนิลจินดาที่สามารถจะใช้จ่ายได้อย่างไม่ขัดสนแทบจะสิ้นอายุขัยของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งได้เลยทีเดียว

“ข้าขอสัญญาด้วยชีพและเกียรติแห่งพญาครุฑ ข้าจะรักและถนอมรตียิ่งชีพของข้า” วินตรัยรับคำหนักแน่นพลางมองตอบอังกุละ ทั้งคู่มิได้เอ่ยสิ่งใดอีกเพราะเพียงสายตาก็ยืนยันแทนคำมั่นสัญญาใดๆ

ครั้นแล้วอังกุละก็หันมาพูดกับบุตรี

“รตีลูกรัก ที่พ่อยอมให้ลูกไป เพราะพ่อเข้าใจว่าความรักที่แท้จริง พิธีการใดๆหาได้มีความสำคัญไม่ จากนี้ไปไม่ว่าลูกจะตัดสินใจอย่างไร จงซื่อตรงต่อความรู้สึกของตน คนเราล้วนไม่อาจหยั่งรู้อนาคต ฉะนั้นทางเลือกใดๆย่อมไม่มีถูกผิด มีแต่เพียงตนที่จักต้องยอมรับผลของการตัดสินใจของตนนั้น ลูกจงอย่าได้หวาดกลัวที่จะก้าวต่อไป ขอให้ลูกจำไว้เสมอ ไม่ว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ยังมีพ่อคนนี้อยู่เคียงข้าง ยังมีบ้านที่รอคอยให้เจ้ากลับมานะลูกรัก”

รตีพนมมือขึ้นกราบผู้เป็นบิดา

“ข้าจักจดจำคำสั่งสอนของท่านพ่อไว้ในใจเสมอเจ้าค่ะ”

“พี่รตีจากไปข้าคงเหงานัก”

เสียงของดารันดังขึ้นทำให้รตีต้องหันไปมอง ดารันยืนหน้าเศร้า น้ำตาจวนเจียนจะหยดแต่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้ พี่รตีกลับมาคราวนี้นางดีใจนัก ยามพี่รตีไม่อยู่นางหาได้มีใครพูดคุยด้วยอย่างสนิทใจเช่นนี้ไม่

“ดารัน พี่เองก็คงคิดถึงเจ้าเช่นกัน อยู่ทางนี้พี่ฝากเจ้าดูแลท่านพ่อด้วย” รตีตอบน้องน้ำเสียงอ่อนโยน

“อย่าเศร้าไปเลยดารัน หากเจ้าต้องการส่งข่าวถึงรตี จงไปพบไภสัชที่วิมานครุฑเถิด เขาจักรู้ได้ว่าจะตามตัวพวกเราได้ที่ไหน” วินตรัยเอ่ยปลอบ แต่ก็มิได้ทำให้ดารันรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย ไม่รู้ทำไมเพียงชื่อของไภสัชกลับทำให้นางรู้สึกอยากจะร้องไห้หนักขึ้น

“นี่ก็เริ่มสายแล้ว พวกเจ้าออกเดินทางกันเถิด” อังกุละเอ่ย หากแสงแดดแรงกล้ายิ่งกว่านี้ ทั้งสองคงจะเดินทางได้ไม่ไกลนัก

ทุกคนร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย พี่น้องมาส่งรตีกันถ้วนหน้า หากแต่มหิธรมิได้มา ไม่มีใครรู้ว่ามหิธรไม่มาเพราะยังไม่สร่างจากอาการเมาสุราหรือเป็นเพราะเขาไม่ต้องการจะมากันแน่

วินตรัยและรตีก้าวออกจากประตูเมือง แหวกว่ายขึ้นไปสู่ผิวน้ำ

“เราจะไปที่ไหนกันหรือ” รตีเอ่ยขึ้นยามสะบัดน้ำออกจากเนื้อตัวเมื่อขึ้นถึงริมบึง

“ยังไม่รู้ซี” วินตรัยหันมาตอบยิ้มๆ “เจ้าอยากจะไปที่ใดกันเล่า ดึงดันอยากจะตามข้ามามิใช่รึ คราแรกข้าคิดจะไปอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ที่นั่นมิตรสหายของข้ามากมายนัก หากแต่เจ้ามาด้วยข้าเกรงจะไม่สะดวก สหายของข้าแต่ละคนนั้นกะล่อนนัก ไว้ใจไม่ได้เทียว”

“พูดอย่างกับท่านไว้ใจได้อย่างนั้นแหละ” รตีอดไม่ได้ที่จะแขวะ “นี่ข้าคิดถูกแล้วหรือที่ติดตามท่านมา ดูท่ากลับไปเมืองบาดาลจะปลอดภัยกว่ากระมัง” กล่าวจบก็ทำท่าจะก้าวลงน้ำ

วินตรัยฉุดรั้งร่างบางมากอดไว้กับอก พลางหัวเราะร่า

“สายไปเสียแล้ว ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปดอก เจ้าเองเคยพูดมิใช่หรือว่าอยากท่องโลกกว้าง เช่นนี้นับว่าคิดถูกแล้วที่เดินทางมากับข้า แต่บัดนี้ข้าหาใช่พญาครุฑผู้ยิ่งใหญ่ไม่ เป็นเพียงชายธรรมดาที่มีปีกพาเจ้าไปทุกแห่งหน เจ้าจะรังเกียจข้าหรือไม่”

“ชายที่มีปีกจะเรียกว่าเป็นชายธรรมดาได้อย่างไร” รตีตอบ

วินตรัยนิ่งฟังอย่างบันเทิงใจนัก รตีคงไม่ได้จะกำลังชมเขาดอกกระมัง 

“นั่นย่อมเรียกว่าท่านมีสถานะเป็นเพียงพาหนะบินได้ของข้าต่างหากเล่า” สิ้นคำกล่าวของรตี วินตรัยก็หัวเราะลั่น คาดไว้ไม่ผิด นางไม่พลาดโอกาสที่จะแขวะเขาแม้สักนิด

“เจ้าคิดจะหาญกล้าเทียบรัศมีกับพระนารายณ์เลยหรือรตี พญาครุฑนั้นเป็นพาหนะทรงของพระนารายณ์เชียวนะ”

“อ้าว ที่ท่านพูดมาทั้งหมดมิใช่หมายความว่าท่านจะยอมตนเป็นพาหนะของข้าหรอกหรือ” รตีแสร้งตีหน้าซื่อ

“ข้าหมายความว่าจากนี้ไป เราสองต่างเป็นผู้ร่วมทางต่างหาก ข้าไปไหน เจ้าไปด้วย หาใช่ข้าเป็นเพียงพาหนะของเจ้าไม่ เราสองต้องร่วมกันตัดสินใจ” วินตรัยเอ่ย

“ย่อมได้ ท่านเป็นผู้เลือกเส้นทาง ส่วนข้าเป็นผู้เลือกจุดหมายปลายทาง ดีหรือไม่” รตีถาม

“ตกลง” ครั้นแล้ววินตรันก็กระชับร่างน้อยแล้วทะยานสู้ท้องฟ้ากว้างเบื้องบน ออกเดินทางครานี้นับเป็นการโบยบินสู่เสรีภาพ ละทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง จากนี้ไปชีวิตจะเป็นเช่นไรย่อมอยู่ในกำมือของคนสองคน

 

 

มหิธรลืมตาขึ้น สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงตะวันสาดส่องลงมายังโลกใต้ผืนน้ำ แม้จะรู้ว่ารตีกำลังจะจากไป แต่มิอาจทำใจพาตนออกไปพบหน้านางได้ แม้เมื่อคืนจะเมามายนัก แต่มหิธรก็จำได้ลางเลือนว่าตนเองแสดงออกไปเช่นไร เขาคงจะดูน่าสมเพชเวทนานักในสายตาผู้อื่น เสียทีมหิธรผู้มิเคยพ่ายแพ้แก่ผู้ใดในหมู่นาคกลับพ่ายแพ้ในเชิงรักอย่างหมดรูป แม้นาคหนุ่มอย่างเขาจะมีนางนาคมายมายมาหลงใหลใฝ่ฝัน หากแต่เขามิเคยมีสายตาไว้มองผู้ใดไม่ว่าที่ผ่านมาหรือจากนี้ต่อไป รักแรกและรักเดียวได้ทิ้งรอยแผลใหญ่ไว้ในดวงใจ มิรู้อีกนานเท่าใดจักหายขาด

 

 

วินตรัยมิอาจพารตีไปหลบซ่อนอยู่ตามป่าตามเขาได้เพราะวิถีชีวิตนาคนั้นแตกต่างจากครุฑนัก จำต้องอยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากกว่า ครั้นพอออกเดินทางเขาก็พานางโบยบินมุ่งหน้าขึ้นเหนือ สายตามองไปยังทิวทัศน์เบื้องล่างเสาะหาชัยภูมิอันเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งอยู่อาศัย ทั้งสองบินผ่านแคว้นเล็กใหญ่มากมาย แต่หาได้มีที่ใดถูกใจไม่ ครั้นยามเที่ยงวันแสงแดดแรงกล้าจึงพากันหลบพักใต้ร่มไม้ใหญ่ ลมเย็นพัดผ่านมา รตีเอนหลังพิงกับต้นไม้ใหญ่งีบหลับไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงผู้มาเยือน

“มิได้เจอกันเสียนาน พวกท่านสบายดีหรือไม่”

วินตรัยยิ้ม มองสหายรักอย่างยินดี

“บดินทร์ ท่านตามข้ามาถึงนี่ มีเหตุอันใดรึ”

“ข้าได้รับบัญชาจากองค์อินทร์ให้มานำทางท่านไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง นัยว่าต้องการความช่วยเหลือจากพวกท่าน ด้วยที่ประทับของพระองค์ที่เคยอ่อนนุ่มบัดนี้กลับแข็งกระด้างดุจแผ่นศิลา เป็นสัญญาณว่าคนดีมีศีลธรรมกำลังตกทุกข์ได้ยาก หากพวกท่านหายเหนื่อยกันแล้ว บัดนี้แดดร่มลมตก จงเร่งออกเดินทางกันเถิดก่อนที่ตะวันจะตกดิน คืนนี้จักได้หาที่พักไม่ลำบากนัก” บดินทร์ตอบ

ครั้นลอยล่องอยู่บนท้องนภาเคียงคู่กันมา วินตรัยก็เอ่ยถามสหายรักถึงความเป็นไปของกลุ่มร่ำสุรา

“จากครั้งล่าสุดที่พวกเราได้ร่ำสุราพร้อมหน้าพร้อมตากัน มาบัดนี้ชวนให้เงียบเหงาวังเวงนัก มีเพียงมัจฉานุ ติณสิงห์ อัสดรวิหค และคชสีห์เท่านั้น ส่วนคนอื่นๆนั้นหาได้มาร่วมประชุมกันดังเก่าไม่” บดินทร์ตอบ

"แล้วคนอื่นๆหายหน้าไปไหนกันหมดเล่า" 

บดินทร์กวาดสายตามองหน้าวินตรัยก่อนจะเหลือบไปมองคนในอ้อมแขนเขา

"คาดว่าคนที่หายหน้าไปคงติดภารกิจเช่นเดียวกันกับท่านกระมังวินตรัย" 

ปรากฏสีแดงเรื่อบนใบหน้าหล่อเหลาของพญาครุฑเล็กน้อยก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว

“แล้วท่านเล่าบดินทร์ เหตุใดมิได้ไปร่วมสังสรรค์เช่นเคย” วินตรัยถามต่อ

บดินทร์มิได้ตอบคำ เพียงแต่ยิ้มในสีหน้า

“โน่นแน่ะ แคว้นที่เห็นเบื้องล่างคือแคว้นเวศาลี สถานที่ที่องค์อินทร์ได้ขอให้ข้านำพวกท่านมา เหตุการณ์จักเป็นอย่างไรต่อไปคงแล้วแต่โชคชะตา ข้าคงต้องขอตัวก่อน ขอให้ท่านทั้งสองโชคดี ข้าคงนำทางท่านได้เพียงเท่านี้ วินตรัย เรื่องที่เกิดขึ้นในอาณาจักรครุฑนั้นข้าเห็นใจท่านยิ่งนัก หวังว่าท่านจักกลับคืนสู่อาณาจักรได้โดยไว”

กล่าวจบบดินทร์ก็เหาะจากไป


วินตรัยและรตีมองลงไปเบื้องล่าง เห็นตัวเมืองสวยงามสะอาดตารายรอบด้วยความเขียวขจีของป่าไม้ ผังเมืองตั้งอยู่ในชัยภูมิอันเหมาะสม เบื้องหลังเป็นหุบเขาสูง เบื้องหน้ามีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน แม้นมองจากเบื้องบนยังสามารถเห็นเรือของพ่อค้าวาณิชจอดเทียบท่าเรียงราย ดูท่าเมืองนี้จักเป็นจุดศูนย์การของการค้าขายครั้นแล้ววินตรัยจึงได้พารตีร่อนลงในเขตกำแพงเมืองที่ห่างไกลสายตาผู้คน

“เราจักลองหาลู่ทางอยู่ในเมืองนี้ ดูเจริญสวยงามสะอาดตา ผู้คนก็พลุกพล่านแน่นหนา คงไม่มีใครสนใจเรานัก”

“เรารีบหาที่พักกันก่อนเถิดวินตรัย จักได้มีที่เก็บสัมภาระ มิต้องลำบากท่านต้องเดินแบกหามไปมา” รตีเอ่ย

“ไม่เป็นไรดอก สัมภาระเพียงแค่นี้มิได้ลำบากข้าสักนิด บิดาของเจ้าได้มอบของมีค่าให้ติดตัวมาเผื่อใช้สอย ข้าจักนำไปแลกเปลี่ยนเป็นอัฐของมนุษย์เสียก่อน หาไม่แล้วคงไม่อาจนำไปชำระค่าที่พักโดยไม่ถูกสงสัยได้แน่” วินตรัยตอบพลางหยิบห่อพกที่อังกุละให้มาออกสำรวจ ล้วนแล้วแต่เป็นเพชรนิลจินดาล้ำค่าทั้งสิ้น

ทั้งคู่พากันเดินเข้าไปยังใจกลางเมืองเสาะหาร้านของนายช่างทองที่ต้องการรับซื้ออัญมณี ครั้นก้าวเข้าไปในร้าน นายช่างทองสำรวจผู้ที่ก้าวเข้ามาอย่างสำรวจตรวจตา แม้ทั้งคู่จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา หากแต่ดูมีสง่าราศีนัก คงมิใช่ชาวบ้านธรรมดา คิดเช่นนี้จึงเอ่ยทักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ท่านทั้งสองมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่”

วินตรัยหยิบมรกตเม็ดใหญ่วางลงบนโต๊ะ นายช่างกวาดตามองตามแล้วถึงกับตกตะลึง ในชีวิตช่างทองมิเคยเห็นมรกตเม็ดใหญ่เช่นนี้มาก่อน อัญมณีล้ำค่าเช่นนี้มิใช่คู่ควรแก่การทำเครื่องทรงกษัตริย์หรอกหรือ มาตกอยู่ในมือคนธรรมดาหาใช่เรื่องปกติไม่

“ข้าต้องการขายอัญมณีชิ้นนี้ มิทราบท่านจักให้ราคาเท่าใด” วินตรัยเอ่ย

นายช่างทองพยายามเก็บอาการตื่นตะลึง ตีสีหน้าปกติแล้วเอ่ยปาก

“มรกตเม็ดใหญ่เช่นนี้หาผู้ซื้อลำบากนัก หากข้ารับซื้อขึ้นมาคงจะต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนมากโดยมิรู้ว่าจะขายได้เมื่อไร เชิญท่านนำกลับไปเถิด หากข้าซื้อขึ้นมาคงให้ราคาได้ไม่มาก”

รตียิ้มในสีหน้า รู้เท่าทันว่านายช่างทองพยายามจะกดราคา จึงได้เอ่ยปากขึ้น

“เช่นนั้นมิเป็นไรดอก เมืองท่าเจริญเช่นนี้คงมีเศรษฐีมั่งคั่งอยู่มากมาย พวกเราจักไม่รบกวนการทำมาค้าขายของท่านแล้ว” ว่าแล้วรตีก็ทำท่าจะหยิบมรกตขึ้นจากโต๊ะ

“ช้าก่อนๆ” นายช่างทองรีบเอ่ยทัดทาน โอกาสได้เพชรน้ำงามมาไว้ในครอบครองหาไม่ได้ง่ายนัก ดูท่าดรุณีน้อยที่มาด้วยกันจักมิใช่ตบตาได้โดยง่าย เช่นนี้คงจะกดราคาได้ไม่มากนัก “ข้าจักให้ท่านสักห้าร้อยกหาปณะก็แล้วกัน นี่ก็มากเหลือเกินแล้ว หากท่านเรียกร้องยิ่งกว่านี้ก็นำไปขายให้ผู้อื่นเถิด”

“ขอบคุณมาก เราจักนำไปขายผู้อื่นตามที่ท่านแนะนำ” กล่าวจบรตีก็รวบมรกตน้ำงามมาไว้ในมือ

“เอาอย่างนี้แล้วกัน เห็นแก่ท่านทั้งสองคงจะเพิ่งมาถึงเมืองนี้ คงยังไม่รู้จักใครเท่าไร ข้าจักช่วยซื้อขึ้นมา พวกท่านจะได้ไม่ต้องนำไปเร่ขายให้ดูเสียราคา ข้าจักเพิ่มให้เป็นหกร้อยกหาปณะ” นายช่างต่อรอง

“มรกตน้ำงามเช่นนี้ ต่อให้มีเป็นหมื่นกหาปณะยังหามิได้โดยง่าย หากข้าขายให้ท่านเพียงหกร้อยกหาปณะ สู้นำไปวางทับกระดาษเฉยๆมิดีกว่าหรือ” รตีตอบ “แต่เอาเถิด ข้าเข้าใจท่าน หมื่นกหาปณะมิใช่หาได้โดยง่าย ข้าจักไปหาผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อได้ ไม่รบกวนท่านดอก”

“ช้าก่อนแม่หญิงน้อย จริงดังท่านว่า หมื่นกหาปนะมิใช่เงินจำนวนน้อย ข้าไม่อาจรวบรวมเงินมาให้ท่านได้ทันทีดอก แต่หากท่านจะมีเมตตา ลดให้ข้าเหลือสักหกพันกหาปณะได้หรือไม่ ทั้งเนื้อทั้งตัวที่ข้ามีอยู่เท่านี้จริงๆ”

รตียิ้มมุมปาก ในขณะที่วินตรัยเหลือบตามองนางอย่างทึ่งๆ หากให้เขามาเจรจาซื้อขายเอง คงจะขายนายช่างทองในราคาห้าร้อยกหาปณะไปแล้ว เขาหาได้มีความรู้เรื่องอัญมณีหรือการค้าขายแต่อย่างใดไม่ นางช่างต่อกรกับนายช่างทองได้อย่างเฉียบแหลม เขาจักต้องเรียนรู้จากนางเสียแล้ว

“หากท่านมีทรัพย์อยู่หกพันกหาปนะ แต่อยากได้สิ่งของมูลค่าหมื่นกหาปนะ ท่านคิดว่าเหตุใดข้าจะยอมขายให้ท่านในเมื่อเมืองนี้ย่อมมีผู้คนมากมายยินดีจะควักทรัพย์มากยิ่งกว่าหมื่นกหาปณะแลกกับอัญมณีชิ้นนี้ ท่านไม่มีข้อเสนออื่นให้ข้านอกเหนือจากการขอให้ข้าลดราคาให้หรอกหรือ” รตีถามนายช่างทองกลับ พลางกวาดสายตาไปยังเครื่องประดับที่วางอยู่ในร้าน

“เช่นนั้น.. เช่นนั้นข้าจักมอบทรัพย์ให้ท่านหกพันกหาปนะ รวมทั้งเครื่องประดับในร้านรวมแล้วมูลค่าครบหมื่น เช่นนี้ท่านจักว่าอย่างไร” นายช่างทองถามเสียงอ่อย

“ตกลง” ว่าแล้วรตีก็เลือกเครื่องประดับในร้านอย่างสบายใจในขณะที่นายช่างรวบรวมทรัพย์ที่ตนมีมามอบให้

ทั้งสองเดินออกจากร้านของนายช่างทองพร้อมกับทรัพย์และอัญมณีถุงใหญ่ แลกกับมรกตเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น

“ข้ามิเคยรู้มาก่อนว่าเจ้าจะต่อรองเก่งถึงเพียงนี้” วินตรัยอดไม่ได้ต้องหันมาเอ่ยปากชม

“พี่น้องข้าล้วนชื่นชอบอัญมณีทั้งนั้น อีกทั้งในวังบาดาลยังมีนายวาณิชแวะเวียนมาขายสินค้าอยู่ไม่ขาด เหตุใดข้าจักไม่รู้มูลค่าของของเหล่านี้เล่า” รตีตอบพลางยิ้มร่า “เรามีทรัพย์มากมายเช่นนี้แล้ว ไปหาที่พักกันเถิด”

วินตรัยได้แต่ยิ้มพลางเดินตามนางในดวงใจของเขาต้อยๆ เห็นทีใช้ชีวิตปะปนกับมนุษย์เช่นนี้คงต้องเป็นเขาแล้วกระมังที่ต้องพึ่งพานาง

 

 

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันประหลาดได้อุบัติขึ้น ณ เมืองเวศาลี อันเป็นแคว้นเล็กที่มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ ในคืนเดือนหงายอันแสงจันทร์ส่องสว่าง ได้ปรากฏดาวคู่ขึ้นเคียงกัน หาญกล้าแข่งกับแสงจันทร์อันแจ่มจ้า ครั้นโหรหลวงได้ตรวจตราตำแหน่งดวงดาวจนแน่ชัดแล้ว จึงได้นำความขึ้นกราบทูลกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้น

“ถวายบังคมฝ่าบาท ปรากฏการณ์ดาราแข่งจันทร์ในราตรีที่ผ่านมา ข้าพระองค์ได้ตรวจตราดวงชาตาเมืองโดยละเอียดแล้ว พบว่าจักมีเหตุอันเป็นมงคลเกิดขึ้นแก่แคว้นของเรา”

“เช่นนั้นรึ เหตุมงคลอันใดท่านโหรบอกได้หรือไม่” ภัทธิยะ กษัตริย์หนุ่มตรัสถาม

“แคว้นเราจักมีผู้มีบุญสองคนพลัดหลงมา หากเราเลี้ยงดูไว้ให้ดีจักมีคุณแก่แผ่นดินนัก” ท่านโหรชราตอบ

“เช่นนั้นท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้ใด เราจักให้คนไปเชื้อเชิญมาในวัง”

“กราบทูลฝ่าบาท บุคคลทั้งสองนี้ดวงแข็งกล้านัก คงมิใช่พ่อค้าวาณิชหรือชาวบ้านทั่วไป เชื่อว่าคงมีลักษณะโดดเด่นไม่ธรรมดา หากสั่งการลงไปให้ทหารคอยจับตาดู ผู้ใดมีลักษณะพิเศษผ่านเข้าประตูเมืองมาให้นำมาพบ คิดว่าคงติดตามตัวได้ไม่ยากนักพระเจ้าข้า” ท่านโหราจารย์ทูลเสนอ

ทว่าผ่านไปหลายวัน หาได้มีบุคคลลักษณะดังกล่าวผ่านประตูเมืองเข้ามาไม่ มีแต่เพียงพ่อค้าวาณิชและชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะวินตรัยร่อนลงจากฟ้า มิได้ผ่านประตูเมืองเข้ามาเช่นคนธรรมดาทั่วไป ท่านโหราจารย์จึงได้ตรวจตราตำแหน่งดวงดาวอีกครา ก่อนจะนำความขึ้นกราบทูลอีกครั้ง

“บัดนี้คนทั้งสองได้ล่วงเข้ามาในเมืองแล้ว หากท่านออกคำสั่งให้ทหารไปค้นหาตามที่พักคนเดินทาง คาดว่าจะได้พบพวกเขาพระเจ้าข้า”

“เช่นนั้นจงรีบถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้นำกำลังทหารออกค้นหาบุคคลทั้งสองโดยด่วนเถิด” ภัทธิยะตรัส ก่อนจะนิ่งไปอย่างใช้ความคิด หากคำทำนายของโหราจารย์เป็นจริง แคว้นเวศาลีจักมีโอกาสรอดพ้นวิกฤติได้

แม้นเวศาลีแม้จะเป็นแคว้นที่มั่งคั่ง แต่ด้วยข้อจำกัดของเนื้อที่ ทำให้มีประชากรน้อย ไม่อาจก่อตั้งกองทัพอันเกรียงไกร ยามแคว้นใหญ่ที่อาณาเขตติดกันสองแคว้นทำท่าจะรบกัน ย่อมกระเทือนถึงแคว้นเวศาลีที่ถูกจับจ้องตาเป็นมัน หวังจะใช้ความมั่งคั่งของแคว้นเล็กๆแห่งนี้เป็นทุนรอนในการก่อสงคราม ในขณะที่แคว้นหนึ่งส่งราชสาส์นมาขอเชื่อมสัมพันธไมตรีทางการทูตแลกเปลี่ยนให้เวศาลีช่วยสนับสนุนทางการเงินให้กองทัพ อีกแคว้นหนึ่งกำลังซ่องสุมกำลังเตรียมบุกเข้าปล้นสะดมภ์เวศาลี ไม่ว่าเวศาลีจะวางตัวเป็นกลางเช่นไร ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงต้องเข้าไปพัวพันในสงครามครั้งนี้ได้ ภัทธิยะกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เป็นหลายวัน มิอาจตัดสินพระทัยได้ ยิ่งทอดเวลาออกไปเนิ่นนานเท่าไรก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นเพียงนั้น หากรับสัมพันธไมตรีทางการทูตกับแคว้นหนึ่ง ก็จำต้องส่งเสบียงกรังและอาวุธให้โดยมิได้มีหลักประกันว่าจะได้รับการคุ้มครอง แต่หากอยู่เฉยๆ ย่อมถูกอีกแคว้นตีเมืองปล้นสะดมภ์เป็นแน่

กว่าเวศาลีจะพัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองท่าที่มั่งคั่งเช่นนี้ พระบิดาผู้เป็นกษัตริย์องค์ก่อนได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมิใช่น้อย จนกระทั่งความเจริญของเวศาลีถึงขีดสุด กลับถูกหมายตาจากแคว้นใกล้เคียงราวกับปลาใหญ่ที่จ้องจะฮุบเหยื่อ มาบัดนี้ภัทธิยะได้พยายามหาทางป้องกันเท่าที่จะทำได้โดยการเกณฑ์ไพร่พลประจำการ ชายฉกรรจ์รวมถึงเด็กหนุ่มในแคว้นจำต้องทิ้งไร่นามาเป็นทหารจับอาวุธกันเสียสิ้น เช่นนี้จำนวนไพร่พลก็ยังหาได้เพียงพอไม่ ภัทธิยะได้ติดต่อทหารรับจ้างไว้อีกด้วย หากแต่ก็รู้ดีว่าทหารรับจ้างเหล่านี้ก็มิอาจพึ่งพาได้มากนัก ผู้ใดจะรักเงินมากกว่าชีวิตของตนเองเล่า หากคำทำนายของโหราจารย์เป็นจริง เขาหวังว่าปัญหาที่เวศาลีกำลังเผชิญอยู่นี้จักมีทางออก คงจะได้คนดีมีฝีมือมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ หาไม่แล้ว หากสงครามอุบัติขึ้น แคว้นเวศาลีคงถึงกาลย่อยยับ









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1442 คืนจันทร์ ปันนคนาสน์ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 22:06

    ชอบตอนนี้มากๆ ในที่สุดก็ได้มาเนียนอยู่กับคนธรรมดาซเที ส่วนเรื่องกองทัพ ถ้ายกมา เพียงมีวินตรัยคนเดียวก็เอาอยู่! 5555

    #1442
    0
  2. #1437 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 05:50
    โอ้โหหห พระราชาหาได้ต้องกังวลไม่ โอรสครุฑ และธิดานาค แค่นี้กองทัพเวศาลีก้เกรียงไกรไร้เทียมทานไปทั้งแผ่นดินละจ้าาา
    #1437
    0
  3. #1288 Pimmy27pb (@Pimmy27pb) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 19:18
    สนุกมาก
    #1288
    1
  4. #914 sukirri (@sukirri) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 21:07
    ไรท์แต่งน่าอ่านมากเลย ติดจนอ่านจนลืมเวลาดูหนังเลย

    ขอบคุณค่ะ
    #914
    0
  5. #377 กุ้งประหลาด (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 14:14
    สนุกมากกกก อ่านทีเดียวมาถึงนี่ อ่านจะลืมเมนต์ 555

    ไรต์แต่งได้น่าติดตามมากเลย ตัวละครหลากหลายมาก ติดตามอ่านต่อ อิอิ ^^
    #377
    1
    • #377-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 30)
      18 กันยายน 2558 / 20:47
      อิอิ ขอบคุณเจ้าค่ะ อ่านได้ยาวมากเจ้าค่ะ พักสายตาบ้างนะเจ้าคะ ด้วยความเป็นห่วงจากไรท์
      #377-1
  6. #376 กุ้งประหลาด (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 กันยายน 2558 / 14:11
    สนุกมากกกก อ่านทีเดียวมาถึงนี่ อ่านจะลืมเมนต์ 555

    ไรต์แต่งได้น่าติดตามมากเลย ตัวละครหลากหลายมาก ติดตามอ่านต่อ อิอิ ^^
    #376
    0
  7. #125 lollipop no sugar (@yimmily) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 17:44
    อ้ากกกก จะหาเจอไหมน้า รอๆ
    #125
    1
    • #125-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 30)
      7 สิงหาคม 2558 / 03:22
      หากันจนเจอเจ้าค่ะ ๕๕๕
      #125-1
  8. #124 ปาปีรันย่า:) (@garfiws) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 11:17
    รออออออ
    #124
    1
  9. #123 Ekaract Sun (@sunsun9) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 08:59
    รตี ต่อรองเก่งมาก ที่พระอินทร์ส่งวินตรัยกะรตี มานี้คงรู้แน่ว่าเมืองนี้กำลังมีภัย
    #123
    0
  10. #122 enzymezaa (@enzymezaa) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 05:27
    รตีเก่งอะ..
    #122
    1
    • #122-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 30)
      5 สิงหาคม 2558 / 07:00
      ถ้าเรื่องนี้ขอให้บอกเจ้าค่ะ หุหุ
      #122-1