ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 31 : เข้าวัง (1/3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,791
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    8 ส.ค. 58






ครั้นรตีจากไป ดารันว้าเหว่นัก อังกุละเห็นบุตรสาวซึมเศร้าเช่นนี้ก็คิดหาหนทางช่วยเหลือ ด้วยทราบว่าบุตรสาวคนเล็กคลั่งไคล้การต่อสู้นัก จึงได้เรียกดารันมาพบ

“ดารัน พ่อจะจัดหาคนมาฝึกสอนการใช้อาวุธให้เจ้าดีหรือไม่ พ่อเห็นเจ้าพกพาอาวุธที่วินตรัยมอบให้ติดกายเสมอ แต่นอกจากดาบแล้ว เจ้าคงจะยังไม่รู้วิธีใช้มีดสั้นและคันศรดอกกระมัง” บิดาเอ่ยถามขึ้น

ดารันตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“จริงหรือเจ้าคะท่านพ่อ”

นอกจากวิชาดาบเบื้องต้นที่บิดาได้ให้พระอาจารย์มาฝึกสอนให้ในวัยเด็กแล้ว ดารันก็มิได้ร่ำเรียนเพิ่มเติม นอกจากฝึกซ้อมด้วยตนเอง พระอาจารย์ก็มิได้สนใจจะถ่ายทอดวิชาให้กับสตรีเท่าใดนัก หันไปทุ่มเทให้กับลูกศิษย์ชายมากกว่า

“จริงสิ เจ้าจะได้ใช้อาวุธได้คล่องทุกชนิดอย่างไรเล่า มิเช่นนั้นพกไปไหนมาไหนด้วยก็หนักเปล่า” บิดาตอบ

ครั้นแล้วอังกุละก็เกิดความคิด  มหิธรก็กำลังซึมเศร้ามิแพ้กัน เขาเองก็เอ็นดูมหิธรเหมือนบุตรตน เช่นนี้ให้มหิธรมาเป็นผู้ฝึกสอนให้ดารันไม่ดีหรือ คิดได้ดังนี้จึงเรียกตัวมหิธรมาพบเพื่อมอบหมายงานให้

มหิธรมิได้ปฏิเสธ ดารันเองก็เป็นเหมือนน้องคนหนึ่งของเขา อย่างน้อยก็คงดีกว่าอยู่เฉยๆ คิดทบทวนเรื่องเก่าๆให้ฟุ้งซ่าน เขาจักถ่ายทอดวิชาให้แก่ดารัน เห็นแก่ที่ดารันสนใจศิลปะการต่อสู้มาเนิ่นนานแต่หาได้มีใครเห็นเป็นจริงเป็นจังไม่

“ดารัน เจ้าใจร้อนเกินไป การต่อสู้ใช่ว่าจะโหมใช้กำลังเข้าชิงชัยเพียงอย่างเดียวได้ อีกทั้งจุดเด่นของเจ้ามิใช่พละกำลัง เจ้าควรจะเน้นความรวดเร็วมากกว่า” มหิธรแนะนำ

ถึงแม้คนดื้อรั้นอย่างดารันจะไม่ชอบใจนักที่มีคนมาว่ากล่าวตักเตือน หากแต่ความมุ่งมั่นที่จะเป็นยอดฝีมือนั้นมีมากกว่า จึงสู้อุตส่าห์ฝึกฝนต่อไปโดยไม่ปริปาก แม้ว่าสิ่งที่มหิธรให้ทำจะน่าเบื่อและดูไม่มีประโยชน์นักในสายตาของนาง

“เจ้าจำต้องฝึกกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงมากกว่านี้”

“แล้วการที่ข้าต้องยืนค้างท่านี้มันมีประโยชน์อันใดรึ” ดารันอดมิได้ต้องถาม มหิธรให้นางยืนกอดอกย่อเข่าอยู่เป็นนาน กล้ามเนื้อที่ขาสั่นจนแทบทนไม่ไหว

“ หากเจ้าไม่อาจยืนทรงตัวเฉยๆในท่านี้ได้ ในการต่อสู้ติดพันเจ้าคงหมดแรงในเวลาไม่นาน” มหิธรตอบ

ครั้นเมื่อฝึกให้นางยิงศร มหิธรก็หาได้มอบลูกดอกให้แก่นาง ดารันต้องยืนง้างคันศรเปล่าๆอยู่เป็นนาน โดยมหิธรคอยแก้ไขท่าให้ถูกต้อง

“อย่ายกไหล่ยกสูง ข้อศอกกางเกินไป ยกคันศรขึ้นอีกนิด พื้นฐานเป็นสิ่งที่จำเป็นนัก หากเจ้าเริ่มต้นไม่ถูกเสียแล้ว ก็ยากนักที่จะเล็งศรให้แม่นยำได้

การฝึกฝนหาได้สนุกดังที่คิด ออกจะน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ ดารันได้เรียนรู้ว่าการจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นมิใช่ง่าย ต้องอาศัยความอดทนและการฝึกฝนอันยาวนาน นางจักพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าหากมีความตั้งใจจริง คนอย่างดารันก็ทำได้ดีไม่แพ้ใคร ผู้คนจะได้เลิกหัวเราะเยาะเมื่อเห็นการต่อสู้แบบมวยวัดของนางเสียที 

 

.......................

ครั้นได้ที่พัก รตีกินอาหารเย็นแล้วอาบน้ำท่าสบายตัวนัก ด้วยทรัพย์ที่มีอยู่ในตอนนี้ สามารถอาศัยอยู่ในห้องพักที่ดีที่สุดไปได้อีกนานนักโดยมิต้องกังวล ระหว่างที่รตีกำลังผ่อนคลายอิริยาบถอยู่นั้น วินตรัยก็ก้าวออกไปด้านหลังที่พัก แหงนมองท้องฟ้าแล้วผิวปากด้วยเสียงสูงที่หูของมนุษย์มิอาจสดับได้ยิน เพียงไม่นานจุดเล็กๆก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเบื้องบน ก่อนที่จะโฉบเข้ามาใกล้ พญาอินทรีตัวใหญ่ร่อนลงหมอบแทบเท้า

“จงไปแจ้งแก่ไภสัชว่าบัดนี้ข้ามาถึงเมืองเวศาลีโดยปลอดภัย หากเขาสามารถปลีกตัวมาได้ ข้าต้องการให้เขามาพบข้าที่เมืองนี้” วินตรัยเอ่ยกับพญาอินทรีตัวใหญ่ซึ่งหมอบอยู่กับพื้นอย่างสงบ “เจ้าจงไปเถิด และจงระวังตัวให้ดี อย่าให้ผู้ใดพบเห็นเจ้า มิเช่นนั้นเจ้าอาจไม่ปลอดภัย” ครั้นสิ้นเสียง พญาอินทรีก็โผขึ้นฟ้าก่อนจะบินลับหายไป

ครั้นจัดแจงส่งข่าวให้ไภสัชเรียบร้อย วินตรัยก็เดินกลับไปยังห้องพัก ครั้นก้าวล่วงฉากกั้นเข้าไปด้านในห้อง ก็เห็นรตีกำลังนั่งพับเพียบสางผมอยู่หน้ากระจก จึงตรงเข้าไปนั่งข้างๆ ดวงตากลมโตเหลือบขึ้นมองเขาดั่งจะถามว่ามานั่งข้างๆมีธุระอันใด วินตรัยแย่งหวีออกจากมือน้อยมาเป็นผู้สางให้เอง

“ไม่ต้องดอก ข้าสางผมเองได้” รตีเอ่ยประท้วง รู้สึกไม่ชินนักกับกิริยาสนิทสนมเช่นนี้

“ให้ข้าทำให้เถิด ข้าอยากดูแลเจ้าเช่นนี้มานานหนักหนาแล้ว” วินตรัยเอ่ยพลางสางผมให้นางอย่างทะนุถนอม รตีชำเลืองมองวินตรัยที่ก้มหน้าก้มตาสางผมให้นางอย่างตั้งอกตั้งใจผ่านกระจกบานใหญ่ ความรู้สึกอบอุ่นเต็มตื้นขึ้นในหัวใจ ในยามนั้นหาได้มีผู้ใดเอ่ยคำไม่ เส้นผมสลวยทิ้งตัวเป็นเงางามลงตามหลังไหล่ วินตรัยอดมิได้จะแอบสัมผัสด้วยปลายนิ้ว

“ผมของเจ้าช่างหอมนัก”

“กลิ่นน้ำอบต่างหากเล่า” เงียบไปครู่ รตีจึงเอ่ยต่อ

“ท่านหายไปไหนมาหรือ”

“ข้าไปส่งข่าวให้ไภสัช หากเขาปลีกตัวมาพบเราได้ จักได้ไถ่ถามความเป็นไปของอาณาจักรครุฑในยามนี้ว่าเป็นเช่นไร”

รตีพยักหน้ารับรู้ เบาใจที่สีหน้าของวินตรัยมิได้หม่นหมองเมื่อเอ่ยถึงวิมานที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเกรงว่าอีกฝ่ายจะอ่อนเพลียจากการเดินทางไกล

“วันนี้บินมาทั้งวัน จักอาบน้ำให้สบายเนื้อสบายตัวหรือไม่”

“ถามเช่นนี้จะช่วยอาบให้ข้าหรือ” วินตรัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มซุกซน มือหนาเอื้อมไปทัดผมเข้ากับใบหูให้คนที่เขานั่งซ้อนอยู่เบื้องหลัง 

“จักให้คนเตรียมน้ำอาบให้ต่างหากเล่า” รตีตวัดเสียงตอบหน้าแดง

“ถ้าเจ้าอยากให้ข้าอาบ ข้าก็จะอาบ” วินตรัยตอบราวกับเชื่อฟังนางนัก

“ท่านจะอาบหรือไม่อาบ เกี่ยวอะไรกับข้า” รตีขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

“ก็...” วินตรัยลังเลนิดหนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “ข้ากลัวเจ้าจะมิให้ข้าร่วมเตียงน่ะซี”

ใบหน้างดงามของรตีซับสีเลือดขึ้นมาทันที วินตรัยเห็นแล้วให้นึกเอ็นดูนัก

“อย่าได้แม้แต่จะคิด ข้าเป็นคนหัวโบราณนัก จักไม่ทำสิ่งใดผิดประเพณีเป็นอันขาด” หญิงสาวเอ่ยเสียงเฉียบขาด “ข้าจัดที่นอนให้ท่านแล้ว อยู่ฝั่งโน้นของห้อง  ประเดี๋ยวข้าจักเลื่อนฉากมากั้นไว้ จะได้มีความเป็นส่วนตัว”  

ฉากที่เดิมทีกั้นไว้บังตาระหว่างประตูกับภายในห้อง นางจักเอามากั้นแบ่งอาณาเขตระหว่างนางกับวินตรัย

วินตรัยนึกขันในใจ ฉากแค่นี้จักกางกั้นอันใดได้ หากแต่แสร้งทำสีหน้าผิดหวัง

“หึ ข้าอุตส่าห์หลงดีใจ นึกว่าเจ้าจะเคียงข้างข้าเสมอทุกเวลาไม่ว่ายามหลับยามตื่น”

“เชิญคร่ำครวญไปเถิด ข้าหาได้สนใจไม่” รตีตอบพลางดึงหวีจากมือเขาไปวางไว้หน้าคันฉ่อง ร่างน้อยลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉงไปขยับฉากไม้มากั้นไว้กึ่งกลางห้อง

“แต่จะว่าไป บิดาเจ้าก็เข้าใจว่าเราสองคนเป็นสามีภรรยากันแล้วมิใช่รึ เหตุใดยังต้องทำตัวเป็นคนอื่นคนไกลกันเช่นนี้อีกเล่า” วินตรัยทำเสียงออดอ้อนราวกับมอดตอดไม้

“บิดาจะเข้าใจเช่นไรไม่เห็นเกี่ยวว่าข้าจะตัดสินใจเช่นไร” รตีเอ่ยพลางเดินกลับไปหลบอยู่หลังฉากฝั่งของตน

“เจ้าช่างเป็นสตรีที่ใจคอโหดร้ายยิ่งนัก” วินตรัยอดมิได้จะตัดพ้อ

“ไหนว่าเราเป็นเพื่อนร่วมทางกันไงเล่า หาได้มีอะไรมากกว่านั้นมิใช่หรือ” เสียงเรียบแว่วมาจากหลังฉาก

วินตรัยได้แต่บอกตัวเองว่าเขาพลาดไปเสียแล้ว รู้อย่างนี้ก่อนจะจากมา เขาน่าจะพูดคุยกับอังกุละให้ชัดเจนกว่านี้ อย่างน้อยผูกข้อไม้ข้อมือไว้ก่อนก็ยังดี รตีมิใช่คนที่จะประมาทได้เลยจริงๆ แต่เอาเถิด ใช่ว่าหากเขาประสงค์สิ่งใดแล้วจะไม่ได้เสียหน่อย ที่ยอมให้เพราะเห็นว่าวันนี้นางเดินทางมาเหนื่อยดอกนะ มิเช่นนั้นล่ะก็...

“วันนี้ข้าอ่อนเพลียนัก จักรีบพักผ่อน เชิญท่านตามสบายเถิดหนาวินตรัย” ว่าแล้วร่างบางก็คลี่ผ้าห่มล้มตัวลงนอน

รตีใจเต้นรัวราวกับกลอง เมื่อครู่นางแสร้งวางท่าพูดดีไปอย่างนั้นเอง แอบซ่อนหวาดหวั่นไว้มิดชิดมิให้วินตรัยเห็น โชคดีนักที่เขาไม่เซ้าซี้ หญิงสาวได้ยินเสียงชายหนุ่มผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะออกจากห้องไป เขาคงจะไปอาบน้ำ ครั้นคล้อยหลังชายหนุ่มไปแล้ว รตีจึงค่อยผ่อนลมหายใจก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็ว

 

วินตรัยกลับเข้ามาในห้อง สีหน้าสดชื่นขึ้น แอบเหลือบแลไปยังคนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของฉากกั้น เสียงลมหายใจสม่ำเสมอบอกให้รู้ว่าหลับแล้ว ร่างสูงก้าวล่วงฉากไม้เข้ามาฝีเท้าเงียบกริบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อดมิได้จะโน้มกายไปสำรวจดวงหน้าแฉล้มยามหลับ แสงตะเกียงสีส้มขับให้ใบหน้านั้นดูนวลใยนัก ขนตายาวงอนต้องแสงไฟเป็นเงาพาดอยู่เหนือแก้มใส ร่างสูงทอดกายลงนอนข้างฟูกที่นางปูนอนกับพื้น ช่างที่นอนนั่นปะไร ถึงนางจะปูให้ เขาจักไม่ไปนอนดอก สู้นอนพื้นไม้กระดานแข็งๆแต่มีร่างนุ่มๆในอ้อมแขนยังจะหลับสบายเสียกว่า ร่างสูงเอื้อมมือไปดับตะเกียง ก่อนจะคว้าร่างน้อยมากอดไว้หลวมๆก่อนจะหลับตามไปในเวลาไม่นานนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #155 Sinei (@minibeautiful) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 18:06
    ออดอ้อนราวกับมอดตอดไม้ เสียงมอดตอดไม้เปนไงอ่ะ?
    #155
    1
    • #155-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 31)
      14 สิงหาคม 2558 / 17:59
      คาดว่าเป็นกิริยาของบุรุษผู้ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเจ้าค่ะ ๕๕๕
      #155-1
  2. #128 Ekaract Sun (@sunsun9) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2558 / 14:58
    วินตรัยไม่ทิ้งรอยเจ้าเล่ห์เลย
    #128
    1
    • #128-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 31)
      7 สิงหาคม 2558 / 03:23
      หากไร้ซึ่งเล่ห์กลก็มิใช่วินตรัยสิเจ้าคะ ๕๕๕
      #128-1
  3. #127 enzymezaa (@enzymezaa) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2558 / 12:22
    วินตรัยน่ารักอะ
    #127
    1
    • #127-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 31)
      7 สิงหาคม 2558 / 03:23
      น่าหยิกแก้มนักนะเจ้าคะ
      #127-1