ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 5 : กินลมชมน้ำตก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    16 ก.ค. 58






เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เพียงไม่นานก็ครบเจ็ดวัน รตีนับวันเวลา นางเหลือเวลาอีกสองอาทิตย์เท่านั้นที่วินตรัยจะละเว้นนางตามที่สัญญา วันนี้ครบกำหนดที่เขาต้องพานางลงไปแช่น้ำอีก แย่จริง คราวที่แล้วจำอะไรไม่ได้ เลยไม่ทันได้ดูทางหนีทีไล่ไว้ แต่คราวนี้นางมีแผนใหม่ รับรองว่าเขาต้องคาดไม่ถึงแน่ๆ

กลับกลายเป็นว่าทุกครั้งเมื่อครบกำหนดที่รตีต้องไปแช่น้ำ กลับเป็นวาระแห่งการชิงไหวชิงพริบกันตลอด ด้วยอีกฝ่ายไม่อาจรู้ได้ว่าต่างฝ่ายซ่อนแผนอะไรอยู่และจะมีวิธีรับมืออย่างไร แต่ฝ่ายวินตรัยเองก็มิได้เหนื่อยหน่าย กลับรู้สึกสนุกที่ได้คาดเดาและคอยแก้ลำแผนการของนาคสาวเจ้าเล่ห์อยู่ร่ำไป

 

วินตรัยให้อันตราพารตีมาพบแต่เช้าตรู่เช่นเคย ก่อนจะพานางออกไปเขาไม่ลืมที่จะหยิบบ่วงกำกับนาคจากลิ้นชักออกมาใส่อกเสื้อ รตีมองตามด้วยสายตาแปลกๆ วันนี้นางจะมาแนวไหน เขาหรี่ตามอง แต่นางทำเป็นไม่สนใจ

ครั้นโอบนางเข้ากับอกแล้ว ร่างของครุฑหนุ่มก็โผออกจากวิมาน ตรงดิ่งสู่สระโบกขรณีเบื้องล่าง ทุกครั้งที่พานางมาแช่กาย วินตรัยมักจะเลือกพานางมายังสระโบกขรณีในป่าหิมพานต์แห่งนี้ นอกจากจะเงียบสงบสวยงามแล้ว ยังห่างไกลจากหมู่นาค ในป่าหิมพานต์แห่งนี้มักจะไม่ค่อยมีนาคเพราะนาคชอบใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากกว่า

 

“รตี ข้าจะคล้องบ่วงไว้กับข้อเท้าของเจ้าเช่นเดิม คราวที่แล้วเราคุยกันรู้เรื่องแล้ว เจ้าจงเปลื้องผ้าออกอย่าให้เปียกน้ำ ข้าไม่ชอบน้ำ” ชายหนุ่มตีขลุมเพราะรู้ว่าหญิงสาวจำเหตุการณ์คราวก่อนไม่ได้ ซึ่งก็เป็นตามนั้น รตีพยายามคิดแล้วคิดอีกก็จำไม่ได้ว่านางไปตกลงกับเขาไว้ตอนไหน แต่ก็พยายามบ่ายเบี่ยง

“ไม่ดีกว่า ข้ารู้สึกไม่ปลอดภัย ท่านมิได้น่าไว้ใจเช่นนั้น”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้ม “หากข้าอยากจะดูจริงๆล่ะก็ มีหนทางมากมาย” เขานิ่งไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “และหากจะทำยิ่งกว่าดู มันก็มิได้เกินความสามารถของข้าเลยสักนิด ข้าขอเตือนอีกครั้ง เจ้าจะไม่มีปัญหาใดๆหากทำตามที่เราตกลงกันไว้”

ครั้นเห็นรตีนิ่งเป็นเชิงยอมรับ วินตรัยก็ก้มลงผูกบ่วงกำกับนาคที่ข้อเท้า นางยอมให้ผูกโดยง่าย วินตรัยจับปลายเชือกด้านหนึ่งไว้แล้วเดินกลับไปเอนหลังนอนที่มุมเดิม สายตาของเขาปราดเห็นสีหน้ากระหยิ่มใจแวบหนึ่งยามที่เขาผละมา

 

แม้ตาจะไม่มองแต่หูอันเฉียบไวของเขาแอบฟังความเคลื่อนไหวโดยตลอด เขาแสร้งนอนกระดิกเท้าเหมือนไม่สนใจ

วินตรัยได้ยินเสียงปลดเปลื้องเครื่องแต่งกาย เสียงเสื้อผ้าถูกโยนไว้บนฝั่ง เขายิ้มอย่างพอใจ ..คราวนี้ว่าง่ายแฮะ.. สักพักได้ยินเสียงน้ำจ๋อมแจ๋ม แล้วก็เงียบไป ชายหนุ่มลองกระตุกเชือกในมือก็ได้ยินเสียงร้องโวยวายขึ้นทันที

“โอ้ย จะดึงเชือกทำไม จะแกล้งให้ข้าหัวทิ่มอย่างนั้นหรือ”

“ขอโทษที ข้าเพียงแต่จะขยับแขน พอดีเมื่อย” ชายหนุ่มหาเหตุผลตอบไปอย่างรวดเร็ว

รตีส่งสายตาค้อนให้คนที่นอนเอนหลังอย่างสบายใจ เจ้าเล่ห์นักนะ แต่สู้นางมิได้หรอก หญิงสาวเหยียดยิ้ม ก้มลงปลดเชือกอย่างระมัดระวัง

 

เมื่อคืนนางแอบย่องมาห้องหนังสือ แอบสับเปลี่ยนเชือกธรรมดากับบ่วงกำกับนาคของเขา นางใช้ผ้าพันทบกันหลายชั้นจนหนา วางคลุมบ่วงกำกับนาคไว้แล้วหยิบออกมาราวกับเป็นของร้อนแล้วโยนออกไปนอกหน้าต่าง วันนี้ต่อให้เขามัดนางทั้งตัวก็ทำอะไรนางไม่ได้ หญิงสาวหัวเราะในใจเสียงดัง

 

ครั้นปลดเชือกออกจากข้อเท้าแล้ว ด้วยความที่รู้ว่าวันตรัยนั้นเล่ห์เหลี่ยมจัดยิ่งนัก ยากที่จะหลอกได้ นางจึงมัดปลายเชือกไว้กับหินก้อนหนึ่งเผื่อเขาสงสัยแอบกระตุกเชือกอีก ครั้นมัดเสร็จแล้วก็กลายร่างเป็นนาค แหวกว่ายหนีไปในสายน้ำอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

 

ครั้นผ่านไปครู่หนึ่ง วินตรัยลองกระตุกเชือกอีกครั้ง ...อืม เชือกยังพันอยู่ดี แต่ไม่มีเสียงประท้วงเหมือนครั้งแรก... เขาเปิดตาขึ้นข้างหนึ่ง “รตี” ...ไม่มีเสียงตอบ เขารีบผุดลุกขึ้น ไม่ปรากฏร่างนางอยู่ตรงนั้น เขาวิ่งลงไปดูที่ชายฝั่ง เชือกนั้นมัดอยู่กับหินก้อนหนึ่งแต่นางได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว

ร้ายนักนะ...ชายหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย ร่างสูงย่อลงเล็กน้อยปีกใหญ่แผ่ออกกว้างก่อนพุ่งขึ้นไปในอากาศราวกับลูกธนู

..........................................................

รตีว่ายวนในสระหาโพรงเชื่อมที่จะต่อไปยังแหล่งน้ำอื่น แย่จริงนางไม่เคยมาสำรวจที่นี่มาก่อนทำให้เสียเวลาในการค้นหาเส้นทาง ก่อนที่จะหมดหวังสายตาก็ไปปะทะกับกอสาหร่อยที่ขึ้นอยู่ชุกชุม ..ต้องเป็นตรงนั้นแน่ๆ..  นางพุ่งไปทันที ระหว่างกอสาหร่ายที่ขึ้นอย่างหนาแน่นมีโพรงขนาดไม่ใหญ่นักที่ใช้สัญจรโดยเหล่านาคและสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด แต่ทันใดนั้นแสงตะวันที่สาดส่องลงมาใต้น้ำก็มีเงาดำมาบดบัง ไม่ต้องหันไปมองรตีก็รู้ได้ว่านั่นคือเงาของพญาครุฑที่โฉบอยู่เหนือสระน้ำ นางรีบมุดเข้าไปในโพรง อีกนิดเดียวนางจะหนีพ้นแล้ว

 

วินตรัยผู้มีสายตาคมประดุจเหยี่ยวกวาดตาลงมายังสระน้ำใสเบื้องล่าง ถึงแม้น้ำจะใสแต่ก็มีพืชน้ำขึ้นเต็มไปหมด เขาต้องแข่งกับเวลาเพราะไม่รู้ว่านางนาคหลุดไปตั้งแต่เมื่อไร บัดนี้นางอาจจะหนีพ้นไปเสียแล้วก็ได้ ชายหนุ่มคิดอย่างหมดหวัง แต่โชคยังเข้าข้าง ทันใดนั้นสายตาของครุฑหนุ่มก็มองเห็นความเคลื่อนไหว สิ่งที่มองดูเผินๆเหมือนสาหร่ายกำลังสะบัดหางไปมา

 

เพียงอึดใจเดียวร่างที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้าก็พุ่งดิ่งมาลงกระแทกกับผิวน้ำจนแตกกระจาย จะงอยปากแข็งแรงจิกปลายหางที่โผล่ออกมาเล็กน้อยไว้มั่นก่อนจะสาวลำตัวยาวของนางนาคขึ้นมาจากโพรง นาคนั้นขดตัวดิ้นรนอย่างแรงจนหลุดจากปากพญาครุฑ อาศัยความว่องไวแหวกว่ายไปหลบอยู่ในกอบัว

วินตรัยในร่างครุฑสบถอย่างหัวเสีย นี่เขาจะต้องลงน้ำอีกแล้วหรือ นางนาคไม่วายจะเล่นซ่อนแอบกับเขาอีก วินตรัยทิ้งตัวลงน้ำอีกครั้ง คืนร่างเป็นกายมนุษย์ ดำดิ่งลงใต้กอบัว นางนาคครั้นเห็นอยู่ใต้น้ำเป็นทีของตน เมื่อชายหนุ่มเผลอก็พุ่งเข้าใส่หมายฝังเขี้ยวลงบนร่างสง่างามนั้น แต่ชายหนุ่มระวังอยู่แล้วจึงเบี่ยงตัวหลบ เมื่อนางนาคพลาดเป้าจะวกกลับมา วินตรัยก็อาศัยจังหวะนั้นคว้าคอไว้ นางนาคม้วนลำตัวรัดเขาไว้แน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น วินตรัยแม้จะขยับตัวไม่ได้แต่มือที่คว้าคอนางนาคไว้กดน้ำหนักแน่นขึ้น รตีในร่างนาคหายใจไม่ออก จำต้องคลายรัดชายหนุ่ม วินตรัยลากนางนาคขึ้นฝั่ง คืนร่างเป็นครุฑอีกครั้ง สะบัดปีกไล่น้ำอย่างแรง ครั้นแล้วร่างครุฑนั้นก็พาร่างเชลยสาวบินกลับรังทันที

..............................................

รตีในร่างนาคถูกจับโดนลงพื้นอีกคราเมื่อมาถึงวิมาน วินตรัยเก็บปีกก่อนตะโกนเรียกอันตรา นางกำนัลวิ่งออกมาหน้าตื่น ..เอ เมื่อครู่ก่อนไปยังดีๆกันอยู่เลย นี่เหตุใดกลับมากันเร็วนัก.. เมื่อออกมาเห็นสภาพรตีในร่างนาคก็มิวายสงสัย วินตรัยซึ่งสีหน้าดูอารมณ์ไม่ดีนักออกคำสั่ง

“พานางไปไว้ในห้อง” สั่งเสร็จเขาก็เดินจากไป

อันตราค่อยๆประคองร่างนางนาคขึ้นในอ้อมแขนแล้วนำไปไว้บนเตียงนุ่ม ร่างของนางนาคเกล็ดงามยิ่งนักเป็นสีเขียวใสราวกับมรกต เมื่อถูกจับวางบนเตียงนางนาคก็คืนร่างกลับเป็นมนุษย์ อันตรารีบเตรียมเสื้อผ้ามาให้ใหม่โดยวางไว้ให้บนเตียง รตียังคงไม่ใส่ใจจะสวมเสื้อผ้า นางพลิกกายคว่ำทุบหมอนอย่างเจ็บใจ กี่ครั้งกี่หนแล้วที่แผนนางถูกขัดขวาง อันตราได้แต่มองอย่างเห็นใจก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆด้วยคิดว่าหญิงสาวคงต้องการใช้เวลาอยู่คนเดียว

ครั้นเดินผ่านห้องหนังสือ อันตราก็ได้ยินเสียงเรียกจากเจ้านายหนุ่ม

“นางเป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามเมื่อนางเดินเข้าไปถึง แม้จะยังโกรธอยู่แต่ก็อดเป็นห่วงนางไม่ได้ นางทำเอาเขาเคล็ดขัดยอกเมื่อต้องต่อสู้กันในน้ำ เล่นรัดร่างเขาเสียกระดูกแทบแหลก

“ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเพคะ” อันตราตอบ

“ออกอาการอย่างไรบ้าง”

อันตราไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร “เอ่อ..ก็ดูซึมๆ แล้วก็ทุบหมอนเพคะ”

วินตรัยเลิกคิ้ว เขาโบกมือไล่อันตราออกไป ก่อนนั่งครุ่นคิด ...ซึม ยังงั้นหรือ แปลก อย่างนางไม่น่าจะมีอารมณ์โศกกะใครเขาเป็น ..ทุบหมอน.. เป็นไปได้เพราะนางเป็นคนเจ้าอารมณ์ คงจะโกรธที่ถูกขัดขวาง จริงๆเขาควรจะเป็นฝ่ายโกรธเสียมากกว่าที่นางคิดตุกติก แต่ซึมกับโกรธก็ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ ไหนเขาลองแวะไปดูหน่อยเผื่อจะช่วยให้นางอารมณ์ดีขึ้น คิดได้ดังนั้นเท้าก็พาไปยังห้องนางตามที่ใจคิด

 

รตียังคงหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตน ใจเฝ้าแต่คิดวนเวียนถึงโอกาสที่ผ่านพ้นไปแล้ว นางมุดเข้าไปในโพรงเกือบจะพ้นแล้วเชียว หากนางทำสำเร็จป่านนี้คงกำลังเดินทางกลับวังบาดาลอยู่กระมัง ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจจนน้ำตาไหล คิดถึงบ้าน คิดถึงบิดาและพี่น้องนาคราช ได้แต่ใช้กำปั้นทุบหมอนระบายความอัดอั้นใจ มิได้สนใจต่อเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นเบื้องหลัง

“รตี ทำไมไม่แต่งกายให้เรียบร้อย” เสียงดุที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำเอาความอดทนขาดผึง

“ออกไป” เสียงหวานตวาด ยังคงคว่ำหน้านิ่งอยู่ท่าเดิม

แทนที่จะออกไป ชายหนุ่มกลับสาวเท้ามายืนที่ข้างเตียงราวไม่ได้ยินที่นางพูด

“เด็กขี้แย” เขาเอ่ยเมื่อเห็นคราบน้ำตา “ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะอ่อนแอเยี่ยงนี้”

วินตรัยคิดจะยั่วแหย่ให้นางโกรธควันออกหูจะได้ลืมความเศร้าโศกเสีย แม้เส้นผมยาวสยายที่พาดยาวบนแผ่นหลังและสะโพกจะช่วยปกปิดเรือนร่างไว้บางส่วน ก็ไม่อาจทำให้เขาละสายตาไปจากความงดงามตรงหน้าได้ ก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปมากกว่านั้น เขาหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมไปบนร่างขาวนวล

“อย่ามาคิดยั่วยวนข้าเลย มิได้ผลหรอก”

“หุบปาก” รตีหน้าตึงขึ้นมา แหงนหน้ามองเขาด้วยสายตากราดเกรี้ยว เขายังมีหน้าตามมากวนอารมณ์นางถึงในห้องอีกหรือ

วินตรัยเห็นสายตาขุ่นของหญิงสาวก็คิดในใจว่าได้ผล พอยั่วหน่อยเดียวก็ลืมโศก จึงแกล้งเอ่ยต่อ

“จริงๆ ข้าไม่ได้จะมายั่วโมโหเจ้าหรอก แต่เห็นว่าวันนี้ตอนบ่ายข้าว่างจึงจะมาชวนเจ้าไปเที่ยวเสียหน่อย”

รตีทำท่าไม่สนใจแต่หูก็รอฟังว่าเขาจะเอ่ยอะไรต่อ

“แต่ถ้าเจ้าไม่สนใจก็ไม่เป็นไร ข้าไปคนเดียวก็ได้” กล่าวจบวินตรัยก็ทำท่าจะออกไปจากห้อง

“เดี๋ยวก่อน” เสียงเกรี้ยวกราดเมื่อครู่อ่อนลงนิดหนึ่ง แม้จะเสียโอกาสในการหนีไปเมื่อครู่ แต่การจะหมกตัวคร่ำครวญอยู่ในห้องทั้งวันก็ไม่เกิดผลอะไร เมื่อกี๊เขาว่าจะพาไปเที่ยว ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว อาจจะมีโอกาสให้หนีอีกก็เป็นได้

วินตรัยแอบยิ้ม ปลาติดเบ็ดแล้ว...

............................................................................

หลังจากความพยายามของวินตรัยบรรลุผล สามารถหลอกล่อรตีให้ออกมาเที่ยวจะได้ลืมความโศกเศร้า รตีผู้ซึ่งยังโกรธอยู่ก็ทำนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาทำเอาเขาเกือบจนปัญญา ดีที่เขาคิดได้ว่าหากพานางบินผาดโผนจะยังนิ่งเงียบอยู่ได้ไหม

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด พอแล้วววววว ไม่เอาแล้วววววว” เสียงร้องของหญิงสาวดังสะท้อนไปมาบนฟ้ากว้างจนแก้วหูของวินตรัยแทบแตก ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดีขณะมองหญิงสาวซึ่งกำลังหลับตาปี๋ เขาพลิกตัวดำดิ่งลงพื้นราวกับถูกยิงตก แต่แล้วก็พลิกตัวกลับขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว ตามด้วยบินเป็นวงกลมแล้วม้วนเป็นเลขแปดสามตลบ หากแค่ได้มองเขาบินก็ยังเวียนหัวแทน ไม่ต้องพูดถึงคนที่ถูกเขาอุ้มอยู่

“หยุดๆๆๆๆ ไม่เอาแล้ว กรี๊ดดดดดดดด”

 “คราวนี้จะคุยดีๆกับข้าหรือยัง” เขาถามกรอกหู

“คุยแล้วๆๆ กรี๊ดดดด พอเถอะ”

“ดีมาก” วินตรัยว่าพลางกระพือปีกลดระดับความเร็วที่ร่อนฉวัดเฉวียนอยู่เมื่อครู่

ใบหน้าของรตีแดงก่ำ หญิงสาวหอบหายใจ โอย เมื่อครู่นางคิดว่าตนเองเกือบตายเสียแล้ว เครื่องในแทบจะไหลออกมาจากปาก

“เอาล่ะ เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าบินไปทางตะวันออก แสงแดดจะได้ไม่แยงตาเจ้า” เขาว่าพร้อมกับบินไปอย่างนุ่มนวล สายลมพัดผ่านใบหน้าเย็นสดชื่นช่วยคลายอาการวิงเวียนจากการที่เขาพานางม้วนหน้าม้วนหลังเมื่อครู่ได้ชะงัดนัก

 

โลกจากเบื้องบนช่างสวยงามเหลือเกิน ท้องฟ้าช่างดูกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา รตีไม่นึกมาก่อนว่านอกเหนือจากโลกบาดาลจะมีอีกโลกที่ต่างกันราวสุดขั้วแต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน ยามอยู่ในสายน้ำมองขึ้นมา ท้องฟ้าในมุมมองของนาคช่างว่างเปล่า ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต มีเพียงก้อนเมฆและนกที่บินไปมาอย่างว้าเหว่ แต่เมื่อได้ขึ้นมาอยู่บนนี้นางมองลงไปจึงได้เห็นว่าผืนฟ้าไม่อาจตัดขาดจากผืนน้ำและแผ่นดิน ที่ปลายฟ้านั้น แผ่นดิน แผ่นน้ำ และแผ่นฟ้ามาบรรจบกันอย่างสวยงาม

 

หลังจากบินติดต่อกันสองชั่วยาม ดวงตะวันเริ่มแรงกล้าขึ้น วินตรัยพารตีร่อนลงริมสระน้ำกลางป่าใหญ่

“พักเสียหน่อยเถิด ดื่มน้ำดื่มท่าเสีย แดดร่มลงสักหน่อยแล้วค่อยไปต่อ”

รตีวักน้ำจากสระขึ้นดื่มกิน สายตามองสายน้ำเย็นอย่างเสียดาย เมื่อเช้านางยังมิทันได้แช่กายเต็มที่เลย วินตรัยรู้ทันสายตานั้นจึงเอ่ย

“หากเจ้าอยากจะแช่น้ำก็ได้ ว่าแต่เมื่อเช้าเจ้าหลุดจากห่วงกำกับนาคได้อย่างไร”

“ข้าจะไปรู้ได้เช่นไร อาคมของท่านคงเสื่อมกระมัง” รตีแสร้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“เจ้าแอบสับบ่วงกำกับนาคของข้าใช่หรือไม่ แล้วของจริงอยู่ที่ไหน”

นางนาคไม่ตอบ

“เจ้าแอบทิ้งไปแล้วใช่หรือไม่”

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ท่านก็รู้ข้าไม่อาจสัมผัสบ่วงนาคบาคได้แล้วข้าจะเอาไปทิ้งได้อย่างไร” หญิงสาวแก้ตัว

ขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“วินตรัย หายหน้าหายตาไปเลยนะ หมู่นี้มิเห็นแวะมาสังสรรค์ มีแต่เพื่อนๆถามถึง”

ทั้งสองหันไปมอง พบบุรุษรูปงามรัศมีสว่างไสว รตีรู้ได้ในทันทีว่าเขาคือเทพบุตร

“ข้าติดภารกิจบ้านเมือง มิค่อยมีเวลา” วินตรัยตอบ สีหน้าไม่ดีใจเท่าใดนักที่เจอสหาย

เทพบุตรหนุ่มก็ดูจะมิได้สนใจคุยกับเขานัก สายตาคอยจับจ้องอยู่ที่หญิงงามซึ่งวินตรัยดูจะพยายามเอาร่างสูงใหญ่ของตนบดบังไว้ ยามว่างวินตรัยมักจะไปเที่ยวเตร่กันตามประสาบุรุษกับเหล่าเทพบุตร แต่ตั้งแต่พบรตี เขาก็มิได้ไปพบปะเหล่าสหายเหมือนเคย

“ภารกิจอันใดกัน ไม่เคยเห็นเจ้าจะยุ่งจนหาเวลาไม่ได้มาก่อน ว่าแต่สาวสวยเบื้องหลังเจ้านี้คือผู้ใด ไม่คิดจะแนะนำให้ข้ารู้จักสักหน่อยหรือ” เทพบุตรหนุ่มเอ่ยอย่างเย้านิดๆ

“รตี นี่บดินทร์ สหายของข้า ส่วนนี่รตี” วินตรัยแนะนำอย่างเสียมิได้ ครั้นเห็นเขาไม่ยอมขยายความต่อ บดินทร์จึงหันมาถามรตีเสียเอง

“ยินดีที่ได้รู้จักแม่หญิงรตี ท่านช่างงดงามนัก ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องอันใดกับวินตรัยหรือ”

รตียิ้มให้บดินทร์อย่างเป็นมิตร แต่คำพูดที่เอ่ยออกไปช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก

“ข้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขาดอก หากแต่ถูกเขาจับมาเป็นเชลย มิทราบว่าท่านเทพบุตรพอจะมีหนทางช่วยเหลือข้าหรือไม่”

บดินทร์ถึงกับหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆๆ วินตรัย เจ้านี่ช่างร้ายกาจเสียจริง ข้านึกไม่ถึงว่าบุรุษเคร่งขรึมเช่นเจ้าจะประพฤติตนเยี่ยงนี้ได้ นี่พญาครุฑกลายร่างเป็นโจรป่าไปเสียตั้งแต่เมื่อใด”

วินตรัยมิได้ขำ เขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นยื่นมือเข้ามาในธุระของเขา น้ำเสียงที่ตอบไปจึงเย็นชายิ่งนัก

“ท่านมีธุระอะไรก็ไปทำเสียเถิดบดินทร์ ข้ามิมีเวลามาเสวนาด้วย”

หากแต่รตีกลับเห็นเป็นโอกาสที่ต้องฉวยไว้

“บดินทร์ ท่านพอจะช่วยส่งข่าวแก่บิดาข้าได้หรือไม่ บิดาข้าคงทุกข์ใจมากด้วยมิรู้ข้าเป็นตายร้ายดีเช่นไร”

บดินทร์เหลือบตามองทั้งสองอย่างขบขัน ฝ่ายชายก็สีหน้าบอกบุญไม่รับ ส่วนฝ่ายหญิงก็ดูกระตือรือล้นที่จะหนีเสียเหลือเกิน หากทำได้ตอนนี้วินตรัยคงกำลังอยากจะหักคอเขาเสียเหลือเกินแล้ว

“บิดาของเจ้าคือผู้ใดกันหรือ” บดินทร์หันมาถามรตียิ้มๆ ยังมิได้ตัดสินใจว่าจะช่วยดีหรือไม่

“บิดาข้าคือ อังกุระนาคราช หากท่านได้เจอฝากบอกให้บิดามาช่วยข้าด้วยเถิด” รตีตอบ

สีหน้าของบดินทร์เทพบุตรเปลี่ยนไปทันใด เขาหันไปมองวินตรัยหากแต่ชายหนุ่มมิยอมสบตา

“วินตรัย เจ้ารู้หรือไม่ทำอะไรอยู่ เช่นนี้จะมิเป็นเรื่องราวใหญ่โตหรือ” บดินทร์เอ่ยถามสหายหนุ่มอย่างตกตะลึง

“นั่นเป็นเรื่องของข้าที่จะต้องแก้ไขเอง หากเจ้าอยากจะนำความไปบอกก็ตามใจเถิด”

สหายหนุ่มของตนละเมิดกฎเช่นนี้ เกรงว่าสวรรค์มิอาจละเว้น บดินทร์มีสีหน้าเป็นห่วงเพื่อนหนุ่มขึ้นมาทันที

“ข้าพูดในฐานะเพื่อน เจ้ามิรู้ผลลัพธ์ของการทำเช่นนี้หรือ”

วินตรัยขบกรามแน่น เขาคว้าร่างรตีเข้ามากอด ปีกใหญ่สยายออก

“เรื่องของข้า ข้าจัดการเอง” กล่าวจบก็โผบินขึ้นฟ้า ทิ้งไว้แต่ลมปีกที่พัดพากิ่งไม้ใบหญ้าปลิวฟุ้งไปทั่วบริเวณ เทพบุตรหนุ่มได้แต่มองตาม

บนฟ้า รตียังคงตะโกนลงมา

“บดินทร์ ข้าฝากท่านด้วยนะ” สีหน้าของหญิงสาวมีความหวัง นั่นยิ่งเพิ่มโทสะให้กับครุฑหนุ่ม

วินตรัยยังไม่คิดจะกลับไปที่วิมาน เขารู้ดีว่าบดินทร์ต้องไปดักรอเขาที่นั่นแน่ ตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะคุยกับใคร เขาพร้อมยอมรับผลของการกระทำทุกอย่างแต่เขาไม่คิดจะปล่อยนางไปแน่ ครุฑหนุ่มบินไปด้วยความเร็วสูง ใจคิดแต่จะพานางไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครกวนใจ ปีกใหญ่กระพือขึ้นลงเกิดเป็นเงาดำใหญ่ทาบลงพื้นดินเบื้องล่าง ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในภวังค์  หมกมุ่นอยู่กับความคิดในใจตน นานจนกระทั่งภูมิประเทศเปลี่ยนไป จากที่ราบลุ่มเป็นหุบเขาสูง วินตรัยชะลอความเร็วลงพารตีร่อนลงริมน้ำตกใส

“ที่นี่คือที่ใดกัน” รตีถามพลางสำรวจไปรอบตัว ภูมิประเทศเช่นนี้นางมิเคยเห็นมาก่อน นางไม่เคยออกมาไกลถึงเพียงนี้

“ที่นี่คือน้ำตกเก้าชั้น อยู่ไกลจากถิ่นอาศัยของเรามากอยู่ เจ้าคงมิเคยมาหรอก” เขาตอบ เริ่มอารมณ์ดีขึ้นบ้าง

สายตาของรตีจับจ้องสายน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลเซาะโขดหิน เสียงน้ำกระแทกโขดหินของน้ำตกทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สองฝังน้ำตกก็ร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้เขียวขจี รตีสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด พลันได้กลิ่นหอมเย็นลอยมาตามอากาศจึงเหลียวมองหา วินตรัยเดินหายเข้าไปในป่าริมน้ำ สักครู่ก็เดินออกมา ในมือมีช่อดอกกล้วยไม้ป่าสีขาว เขายื่นให้หญิงสาว

“เมื่อครู่เจ้ามองหาที่มาของกลิ่นนี้ใช่หรือไม่” ชายหนุ่มถามราวกับรู้ใจ

รตีตวัดตามองประหนึ่งจะบอกว่าสู่รู้ แต่ก็รับดอกไม้จากมือเขา

“แปลกจริง กล้วยไม้นี่มีกลิ่นด้วยหรือ” นางพึมพำ ยกดอกไม้นั้นขึ้นดมจรดปลายจมูก กล้วยไม้กลีบขาว ตรงกลางเกสรเป็นสีเหลืองอ่อน ดูบอบบาง

วินตรัยยิ้ม “มันคือดอกเอื้องแซะ เป็นดอกไม้หายากชนิดหนึ่ง กลิ่นของมันได้ชื่อว่าหอมนานติดตรึงใจไม่รู้ลืม”

“ดูท่านจะรู้เรื่องดอกไม้ดีเหลือเกินนะ” นางมิวายแขวะ ในใจคิดว่าคงจะใช้เกี้ยวสาวอยู่บ่อยๆ

“แน่นอน ดอกไม้นี้เหล่าสตรีนิยมกันนัก ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ได้พบรักแท้มั่นคง ข้าเห็นพวกนางมักจะเก็บมาทัดผมกันนักต่อนักจนมันแทบจะสูญพันธุ์แล้ว”

                “ทำไมพวกนางจึงเชื่อเช่นนั้นเล่า” รตีถามอย่างสงสัย

“เพราะมีตำนานเล่าไว้ ถึงหญิงที่คอยชายคนรักอย่างมั่นคง แม้กระทั่งตัวตายวิญญาณก็ยังไปห่อหุ้มอยู่ที่ดอกนี้น่ะสิ” วินตรัยเล่า

“น่ากลัวออก ไม่เห็นจะน่านิยมตรงไหน”

“ถึงกระนั้นก็เถอะ เชื่อกันว่าหากชายใดมอบดอกเอื้องแซะให้คนรัก หมายถึงเขายกย่องว่าสตรีนั้นสูงค่าและมอบความรักของเขาให้แก่นาง” วินตรัยเล่าน้ำเสียงเรื่อยๆ หากแต่รตีมีสีหน้ากระอักกระอ่วน รีบลดดอกเอื้องแซะลงจากจมูก

วินตรัยทำทีเป็นมองไม่เห็นอากัปกิริยานั้น เขาคว้าดอกเอื้องแซะไปจากมือหญิงสาวพร้อมกับเอ่ยเรียบๆ

“มานี่ ข้าจะติดผมให้ จริงๆที่สาวๆเขานิยมติดไว้ที่ผมก็เพราะมันทำให้ผมหอมด้วยต่างหาก”

รตีปฏิเสธไม่ออก ปล่อยให้ชายหนุ่มเล่นกับผมตนเองต่อไป วินตรัยติดเอื้องแซะกับมวยผมหญิงสาวอย่างตั้งใจ เสร็จเรียบร้อยก็ก้าวถอยออกมาชื่นชมกับผลงานของตัวเอง

“อืม พอมีดอกไม้แล้วงามขึ้นทันตา”

รตีทำตีหน้าเฉยทั้งที่ในใจขวยเขินอยู่ไม่น้อย เสทำเป็นสนใจจะเล่นน้ำ ก้าวย่ำลงไปบนหินกรวดอย่างระมัดระวัง ถึงแม้ว่าน้ำจะใสราวกับกระจกแต่หินมีตระไคร่จับหนา สองแขนกางออกเล็กน้อยเพื่อช่วยการทรงตัว กระนั้นเท้าก็ยังพลาดลื่นจนซวนเซ วินตรัยถลันลงน้ำมาคว้าไว้ทันที

“ข้าไม่เป็นไรหรอก แค่ลื่นนิดหน่อย นี่มันในน้ำนะ ท่านกลัวน้ำไม่ใช่หรอ” รตีหันไปบอกเขาที่ยังคงช่วยพยุง

“น้ำตื้นแค่เข่าไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน อีกอย่างวันนี้อากาศร้อนนัก ข้าคิดจะเล่นน้ำสักหน่อย” เขาตอบ

รตีตาโต ปกติเขากลัวน้ำจะตาย วันนี้นึกครึ้มอะไรจะเล่นน้ำ แต่เอาเถอะ น้ำตกนี่ก็น่าเล่นจริงๆ

รตีนั่งลงในน้ำ ปล่อยให้น้ำไหลผ่านกายอย่างรู้สึกสดชื่น วินตรัยนั่งลงตามอย่างเก้กัง หญิงสาวหันมามองแล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้น วินตรัยเริ่มหนาวๆร้อนๆเมื่อเห็นรอยยิ้มเช่นนั้น นางคงกำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่เป็นแน่แท้

“เราไปตรงน้ำลึกกันเถิด ตรงนี้มันตื้นเกินไปว่ายไม่ได้เลย” รตีเอ่ยชวน

นั่นไง นางเริ่มแล้ว วินตรัยบอกตัวเองในใจ

“ตรงนี้ก็ดีแล้วนี่ จะไปตรงนั้นทำไม” เขาแย้ง

“ท่านกลัวล่ะสิ” รตีหันมาเลิกคิ้วอย่างท้าทาย “เอาเถิด ถ้าท่านไม่กล้าไป ข้าเล่นอยู่เป็นเพื่อนท่านตรงนี้ก็ได้” นางเอ่ยอมยิ้มในสีหน้า แบบที่เขาดูยังไงก็รู้สึกว่ายิ้มเยาะ

“ไปก็ได้” เขาตอบ อยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะมีลูกไม้อะไร

รตีแหวกว่ายนำไปเบื้องหน้า ครั้นถึงระดับความลึกเท่าอกนางก็หันกลับมา และโดยที่วินตรัยไม่ทันระวังตัว หญิงสาวก็สาดน้ำใส่หน้าเขาโครมใหญ่

หากเปรียบครุฑเป็นจ้าวแห่งลม นาคก็เป็นจ้าวแห่งน้ำ รตีแม้จะไม่ได้มีพลังแก่กล้าแต่นางก็สามารถบังคับน้ำได้ดังใจนึกตามเผ่าพันธุ์นาง วินตรัยสำลักน้ำ โดยมีรตีหัวเราะอย่างเบิกบานใจอยู่ไม่ไกลนัก

ครั้นชายหนุ่มจะเอาคืนด้วยการกระทุ่มน้ำใส่ ร่างบางก็ผุดหายลงใต้น้ำอย่างรวดเร็วเล่นเอาเขาใจเสีย ครั้นพอมองหาก็โดนน้ำกระทุ่มใส่อีกระลอกอย่างไม่ทันตั้งตัว รตีมองดูเขาเปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกนกตกน้ำอย่างพอใจ วันนี้นางแก้แค้นสำเร็จแล้ว

“ท่านสู้ข้าไม่ได้หรอก ข้าเพียงกวักมือเบาๆ มวลน้ำก็เข้ามาอยู่ในมือข้าแล้ว ท่านแพ้ข้าแล้วล่ะ” รตีบอกยิ้มๆเมื่อเห็นชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้สงครามสาดน้ำ

จริงดังนางว่า มือบางๆนั้นเพียงกวาดเบาๆ คลื่นน้ำก็เข้ามารวมในฝ่ามือ เพียงปล่อยออกไปก็พุ่งใส่ชายหนุ่มจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ความรู้สึกที่ได้เอาคืนนี่ดีจริงๆ รตีบอกตัวเองยามเห็นชายหนุ่มผู้เกลียดน้ำโดนนางโจมตีด้วยน้ำอย่างไม่ยั้งมือ

 

วินตรัยเข่นเขี้ยวในใจ พยายามจะสาวเท้าเข้าใกล้แต่นางนาคก็รู้ทันขยับกายถอยพ้นระยะที่แขนเขาเอื้อมถึง

 

หากสู้กันด้วยน้ำ เขาอาจเอาชนะนางไม่ได้ แต่หากสู้ด้วยพละกำลัง นางอย่างไรก็เสียเปรียบเขา ชายหนุ่มทำทียกแขนขึ้นปัดป้อง สายตาคาดคะเนระยะห่าง ก่อนแสร้งก้าวพลาดเสียหลักล้มคว่ำในน้ำ อาศัยจังหวะที่รตียืนหัวเราะโผเข้ารวบเอวนางจากใต้น้ำ ทั้งคู่ล้มลงใต้น้ำก่อนทะลึ่งพรวดขึ้นเหนือน้ำอย่างรวดเร็ว

“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ” รตีโวยทันทีที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ

“ขืนปล่อยเจ้าก็แกล้งข้าอีกสิ” วินตรัยยื่นหน้าตอบอย่างมีชัย “เมื่อครู่เจ้ายังแกล้งข้าได้ คราวนี้ก็ทีข้าล่ะ”

“เป็นสุภาพบุรุษไม่คิดแค้นเคืองสตรีหรอกนะ ขืนทำเช่นนั้นก็ดูแสนงอนเกินไป ไม่เหมาะกับท่านดอก” หญิงสาวรีบพูด

“เช่นนั้นแล้วข้าควรจะทำอย่างไรล่ะ” เขาถามกลั้นยิ้ม

“ก็อบรมด้วยวาจาแล้วปล่อยตัวไป” นางรีบบอก

“ไม่ง่ายไปหน่อยหรือ” เขาถาม หญิงสาวรีบส่ายหน้า

“ท่านก็รู้ เราโตๆกันแล้ว คุยกันดีๆก็รู้เรื่อง” กล่าวจบรีบฉีกยิ้มหวานให้ คนตัวสูงใจอ่อน

“เอ้า ก็ได้ ขึ้นกันเถิด เย็นมากแล้ว เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน” เขาว่าพลางเดินนำขึ้นฝั่ง ทว่าหญิงสาวกลับนึกสนุก ปล่อยคลื่นใส่เขาอีกครั้งจากด้านหลัง หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ นางชอบเหลือเกินเวลาที่เขาดูเป็นลูกนกตกน้ำเช่นนี้ ชายหนุ่มหันกลับมา นัยน์ตาลุกวาว

“เจ้านี่เล่นไม่เลิกจริงๆ” เขาว่าก่อนโถมร่างใส่นางอีกครั้ง หญิงสาวรีบร้อง

“ข้าเลิกแล้วๆ ไม่เล่นแล้ว กลับกันเถอะ”

“คราวนี้ข้าไม่ยกโทษให้แล้วนะ” วินตรัยว่า สายตามองที่กลีบปากนุ่ม

รตีก้มหน้างุด

“ข้าขอโทษ ข้าไม่เล่นแล้วนะ เรากลับกันเถอะ”

วินตรัยไม่สนใจคำพูดของรตีอีก เขาเชยคางมนขึ้นก่อนจะก้มลงไปสัมผัสริมฝีปากนางแผ่วเบา

 

ราวกับเวลาหยุดหมุน กลิ่นเอื้องแซะบนเรือนผมกำจายแผ่วเบา วินตรัยรีบผละออก

 

“ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยโดยไม่หันมามอง

รตีก้าวตามขึ้นฝั่ง ขาสองข้างยังสั่น เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

วินตรัยกางปีกออก สาเหตุที่เขาไม่ชอบน้ำก็เพราะเวลาตัวเปียกมันทำให้เขาบินลำบากมากขึ้น เขาสะบัดขนปีก รตียังคงไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้

“มานี่สิ เจ้าจะไม่กลับหรือไร”

รตีค่อยๆลากขาเข้ามาอย่างอิดออด วินตรัยตีหน้าเฉย ขณะเป็นฝ่ายเดินไปช้อนร่างบางขึ้นจากพื้นเสียเอง ปีกใหญ่กระพือพัดอย่างแรง พาคนทั้งสองล่องลอยขึ้นเหนือน้ำตก เผยให้เห็นทัศนียภาพงดงามยามบินผ่านน้ำตกแต่ละชั้น แสงแดดยามอาทิตย์อัสดงทำให้น้ำตกแห่งนั้นงดงามราวกับภาพฝัน ละอองน้ำกระเซ็นสะท้อนแดดปรากฏเป็นสายรุ้งจิ๋วมากมาย รตีอ้าปากค้างอย่างลืมตัวกับความความสวยงามตรงหน้าที่เห็น วินตรัยเห็นแล้วอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้

“แมลงวันบินเข้าปากเจ้าแล้วนั่น” เขาเย้า

รตีรีบปิดปาก ไม่ต่อปากต่อคำ

“ไว้วันหลังมีเวลาข้าจะพาเจ้าบินผ่านม่านน้ำตกเข้าไป ในนั้นเป็นถ้ำสวยงามมาก” เขาบอก แต่รตีคิดในใจคิดว่าป่านนั้นนางอาจจะหาทางหนีไปแล้วก็ได้ ธรรมชาติยามเย็นทำให้เกิดความรู้สึกสงบในจิตใจ กลิ่นหอมของดอกเอื้องแซะบนเรือนผมพัดโชยต้องนาสิกของทั้งสองยามล่องลอยอยู่ในสายลม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1418 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 05:28
    จินตนาการของไรท์ช่างสวยงาม น่ารักมากจิงๆ สองคนนี้ ขอให้ครองรักกันสำเร็จด้วยเถิด
    #1418
    0
  2. #1332 Bow (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 15:27
    ไรท์แต่งได้น่ารักมาก ทำให้ดูน่าติดตามมากๆ

    ขอบคุณนิยายดีๆแบบนี้นะคะ
    #1332
    0
  3. #1267 Panglucky (@Panglucky) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 00:12
    เก่งจัง ใช้คำศัพท์ได้น่าอ่านมากกก
    #1267
    0
  4. #1194 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:16
    มีความฟินเบาๆ
    #1194
    0
  5. #326 jib-john (@jib-john) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 14:46
    ชอบบบบ
    #326
    1
  6. #86 lovemelikeyoudo (@mooknilaumpond) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 18:36
    ชิงไหวชิงพริบกันตลอด คู่นี้นับว่าฝีมือสูสี > <
    #86
    1
    • #86-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 5)
      27 กรกฎาคม 2558 / 16:43
      รตีก็มิเบานะท่าน ๕๕๕
      #86-1