ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 8 : เยือนถิ่นครุฑ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,871
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    17 ก.ค. 58





วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มตรงไปยังตำหนักมารดาแต่เช้า ผู้เป็นมารดาเมื่อได้เห็นหน้าบุตรชายก็คาดว่าคงจะมีเรื่องมารบกวนนางเกี่ยวกับนางนาคตนนั้นเป็นแน่แท้ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด

“ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะขอรบกวนท่าน” วินตรัยเอ่ยขึ้นหลังจากทักทายมารดา

“เรื่องอะไรอีกล่ะ  เกี่ยวข้องกับที่เจ้าผลุนผลันออกจากที่ประชุมเมื่อวานหรือไม่”

เมื่อวาน บุตรชายของนางเพียงแต่เห็นอันตราหน้าตาตื่นเข้ามาขัดจังหวะก็รีบถลาจากไปทันทีเมื่อฟังนางรายงานจบ ไม่รู้มีเรื่องอันใด คนหนุ่มสาวนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยพลังกันเสียจริง

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นดอกท่านแม่” วินตรัยเอ่ยปัด ไม่ต้องการพูดถึงข้อขัดแย้งระหว่างเขาและโกมินทร์ “ข้าเพียงแต่อยากให้ท่านช่วย ข้าไม่รู้จะปลอบใจคนคิดถึงบ้านอย่างไร ท่านแม่พอจะแนะนำข้าได้หรือไม่”

“ทำไมล่ะ แม่หนูนั่นคิดถึงบ้านหรือ”

บุตรชายของนางพยักหน้ารับอย่างซึมๆ ผู้เป็นมารดาถอนใจ

“โธ่ วินตรัย เจ้าก็ช่างไปเอาลูกเขามาทรมาน น่าเวทนานัก”

“ข้าไม่ได้ทรมานนางเสียหน่อยท่านแม่ นางก็สุขสบายดี”

“เจ้าพานางไปคืนมิดีกว่าหรือ”

“ข้าทำไมได้ขอรับ” ร่างสูงตอบหนักแน่น

ผู้เป็นมารดาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ลูกของนางเป็นคนหัวดื้อยิ่งนัก แม้จะเฉลียวฉลาดและเชื่อฟังนางมาตั้งแต่เด็ก หากแต่ลองตัดสินใจอย่างไรแล้วมิเคยไขว้เขว หากพูดทัดทานไปเกรงจะมิเกิดประโยชน์ เขาอาจจะยิ่งพานาคสาวไปซ่อนไกลหูไกลตาไปอีก นางจึงเอ่ยแต่เพียงว่า

“ถ้าเช่นนั้นตอนบ่ายหลังจากข้าสะสางงานเสร็จแล้ว ให้อันตราพานางมาที่นี่แล้วกัน ข้าจะลองคุยกับนางดู ส่วนเจ้าจงคิดอ่านดูว่าจะจัดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร คนทั้งคนจะซุกซ่อนอยู่ในตำหนักตลอดไปมิได้หรอกนะวินตรัย”

“ขอรับท่านแม่ ลูกขอบพระทัยท่านแม่ยิ่งนัก”

................................

รตีตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดศีระและกระบอกตา เมื่อคืนนางร้องไห้อย่างหนัก หากติดปีกหนีไปได้ นางจะซ่อนตัวไม่ให้วินตรัยหาเจอเลยทีเดียว

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย อันตราก็แจ้งแก่นางว่าช่วงบ่ายจะพานางไปพบกับมารดาของวินตรัย รตีรู้สึกสงสัย หลังจากวินตรัยช่วยนางจากเมฆาเมื่อคราวนั้น มารดาของวินตรัยมิได้มาให้เห็นหน้าหรือแม้แต่เข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆ เหตุใดจึงเรียกหานาง บางทีอาจจะเป็นการดีก็ได้ เพราะผู้สูงวัยเคยแสดงเจตนาจะช่วยเหลือนางกลับบ้านแม้ว่าแผนการณ์นั้นจะไม่เป็นไปตามคาดเพราะความไม่ซื่อของเมฆา

 

อันตราพารตีลัดเลาะไปตามสะพานที่เชื่อมแต่ละตำหนักไว้ด้วยกัน แต่ละตำหนักนั้นอยู่บนยอดหอคอยสูงที่เป็นสถานที่เก็บรักษาสรรพาวุธ เสบียงและคุรุภัณฑ์ต่างๆ แต่ละหอคอยตั้งอยู่บนหมู่เมฆหนา ไม่มีบันได อาศัยขึ้นลงแต่ละชั้นด้วยการบิน ครุฑนั้นเคลื่อนที่ด้วยปีกมากพอๆกับการที่มนุษย์เคลื่อนที่ด้วยขา ฉันใดก็ฉันนั้น

 

ตำหนักของพระมารดานั้นดูนุ่มนวลกว่าเพราะตบแต่งด้วยสีสันและลวดลายอ่อนช้อย ประดับด้วยงานฝีมือและดอกไม้ร้อยเป็นอุบะ ครั้นไปถึงตำหนัก นางกำนัลต้นห้องเดินลับหายไปแจ้งการมาถึงของรตี สักพักก็เดินกลับมาและนำทั้งสองเข้าไปยังห้องประทับด้านใน ณ ที่นั้น สตรีผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่กับพื้น กำลังสาละวนกับการกับการทำความสะอาดและปรับเสียงพิณ รตีคลานเข้าไปกราบโดยมีอันตราตามติด น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้น

“ตามสบายเถิดรตี”

รตีขยับกายขึ้นนั่งตรง สายตาจับจ้องมือของหญิงสูงวัยที่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว

“มิได้เจอกันนาน เจ้ามีอะไรไม่สบายใจหรือ ดูหน้าตามิค่อยสดใสนัก” นางทักทายรตี

“ข้า...” พระนางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้อันตราออกไปก่อน ครั้นเมื่ออยู่กันตามลำพังสองคน นางก็หันมาพูดกับรตี

“มีอะไรก็บอกข้ามาเถิด”

“ข้าอยากกลับบ้านเจ้าค่ะ ขอท่านได้โปรดเมตตาช่วยเหลือข้าอีกสักครั้งด้วยเถิด” รตีเอ่ยออกมาดังใจคิด

“ข้าเองก็อยากช่วยเจ้ายิ่งนัก ติดตรงที่บุตรชายหัวดื้อของข้านั้นไม่ยอม คราวที่แล้วก็โกรธข้าไปเสียนาน”

อันรตีนั้นเป็นสตรีโฉมสะคราญ พระนางเองก็แอบกังวลใจเมื่อครั้งวินตรัยกักตัวนางไว้ หากแต่บัดนี้นางเห็นแววเด็ดเดี่ยวในดวงตาของสาวน้อยแล้วก็เบาใจได้ว่านางคงมิยอมแก่บุตรชายของตนเป็นแน่ อีกใจก็นึกชื่นชมบุตรชายที่มิได้หักหาญน้ำใจของหญิงสาวตรงหน้า อันชายหญิงนั้นหากยังไม่มีสัมพันธ์ต่อกัน การจะตัดขาดจากกันนั้นย่อมง่ายกว่า

“รตี เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป ยามนี้อารมณ์ของวินตรัยรุนแรงนัก หากทำสิ่งไปลงไปเกรงจะทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง รอดูสถานการณ์ไปอีกหน่อยเถิด ระหว่างนี้หากเจ้าเหงาหรือมีอะไรไม่สบายใจ ก็แวะมาหาข้าได้ตลอดเวลา”

พระนางทดลองปรับเสียงเครื่องดนตรีสาย จนได้เสียงที่เหมาะสมแล้วจึงหันมาทางรตี

“เจ้าชอบเล่นดนตรีไหม”

“ข้าเล่นดนตรีไม่เป็นดอกเจ้าค่ะ ยามว่างก็ได้แต่อ่านหนังสือหรือไม่ก็เดินหมาก”

“เช่นนั้นหรือ แสดงว่ามารดาเจ้าต้องเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดไม่ใช่น้อย”

“ข้าไม่มีแม่เจ้าค่ะ มีแต่พ่อเลี้ยงดูมา”

พระนางชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกเวทนาในใจ “เอาเถิด ถ้าเช่นนั้นจงคิดเสียว่าข้าเป็นแม่ของเจ้าก็แล้วกัน เจ้าสนใจจะหัดเล่นพิณหรือไม่”

รตีมองตามอย่างสนใจ ยังมิได้ตอบ พระนางก็ลงมือบรรเลงพิณ เสียงดนตรีไพเราะจับใจ ให้ความรู้สึกสงบงดงาม  เสียงพิณพลิ้วไหวดังสายลมที่พัดต้องใบไม้ บางคราก็ดังสายน้ำไหลสดชื่น เมื่อดนตรีจบลง รตีจึงตอบ

“สนใจเจ้าค่ะ”

พระนางยิ้มอย่างเมตตา “งั้นขยับมานี่เถิด”

รตีคลานเข้าไปใกล้ หญิงมากวัยกว่าจับมือของรตีวางทาบลงบนพิณลองไล่เสียง นิ้วเรียวขาวดังลำเทียนไล่เสียงพิณอย่างหลงใหล ทั้งสองใช้เวลาอยู่กับเครื่องดนตรีเกือบตลอดทั้งบ่าย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครั้นพอเย็นย่ำ มารดาของวินตรัยจึงเอ่ยขึ้น

“วันพรุ่งนี้ข้าจะลงไปยังหุบเขาไกรลาศเพื่อแวะเยี่ยมเยียนชาวเมือง เจ้าอยากไปด้วยไหม”

“อยากไปเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นจงรีบมาที่นี่แต่เช้า ข้าจะให้คนเตรียมชุดไว้รอ ชุดที่เจ้าสวมอยู่นี้ไม่เหมาะนักกับการออกงานข้างนอก วันนี้เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด”

“เจ้าค่ะ” รตียิ้มตอบ ประกายตาสดใส ก่อนจะกราบลา

ยามร่างน้อยเดินลับไป มารดาของวินตรัยพูดกับตนเองอย่างเอ็นดู “น่ารักเสียอย่างนี้ เห็นทีวินตรัยจะตัดใจลำบากเสียแล้วกระมัง”

...................................

รตีลุกแต่เช้า ครั้นจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็เดินไปยังตำหนักพระมารดากับอันตรา ครั้งนี้นางกำนัลพาทั้งสองเข้าไปยังห้องแต่งตัวซึ่งพระมารดารออยู่แล้ว ครั้นเห็นรตีปรากฏตัว ผู้สูงวัยกว่าก็เข้ามาจับแขนไปดูผ้าซึ่งพาดไว้กับหีบ

“จงมาเลือกดู เจ้าชอบสีใด”

รตีรู้สึกละลานตาไปหมด แพรพรรณสวยงามเหลือเกิน เนื้อผ้าทำจากไหมชั้นดี มือของนางลูบไล้ไปบนผ้าสีม่วงอ่อนยกทองสวยงามนัก

“เจ้าชอบผืนนี้หรือ”

“เจ้าค่ะ”

พระนางหยิบผ้านั้นส่งให้นางกำนัล หันไปคว้าผ้านุ่งอีกผืน “น่าจะเข้ากับผ้าชิ้นนี้ เอาละเจ้ารีบไปแต่งตัวเถิด เสร็จแล้วจะได้ไปกัน”

ในเวลาไม่นาน รตีก็เดินออกมาในชุดสไบเฉียงงดงามนัก ผมยาวสลวยเกล้าขึ้นไว้กลางกระหม่อมรัดด้วยรัดเกล้าสีทองสุกปลั่ง แม้จะเรียบๆแต่ดูงดงามนัก ผู้เป็นมารดายิ้มอย่างพอใจ แม้จะไม่ได้พิถีพิถันกับการแต่งกายมาก แค่แต่งเพียงเล็กน้อยรตีก็งามจับตายิ่งนัก

“ไปกันเถิด”

ครั้นเดินมาถึงหน้าตำหนักซึ่งมีรถทรงจอดคอยอยู่กลับพบร่างสูงของวินตรัยรออยู่ เขาหันมามองตาค้างเมื่อเห็นรตี ผู้เป็นมารดาลอบขำเมื่อเห็นอาการของบุตรชาย หากแต่ปากก็แสร้งถามออกไป

“วินตรัย เจ้ามาทำอะไรที่นี่กัน”

“ข้าได้ยินมาว่าท่านแม่จะพารตีลงไปยังเบื้องล่าง จึงจะขอติดตามไปด้วย ไม่ได้ไปเสียนาน”

“ไม่จำเป็นดอกวินตรัย ไว้เจ้าว่างเมื่อไหร่ค่อยลงไปเองเถิด วันนี้เจ้ามีงานสำคัญต้องสะสางมิใช่รึ” ผู้เป็นมารดาปฏิเสธ “อย่าให้เสียการเสียงาน ผู้อื่นจะว่าเอาได้”

วินตรัยถึงกับเถียงไม่ออก รตียิ้มในสีหน้าอย่างสาแก่ใจ

“แม่ไปล่ะ รตี ไปกันเถอะลูก”

วินตรัยถึงกับตาลุกเมื่อได้ยินมารดาเรียกรตีว่าลูก นี่พวกนางสนิทสนมกันเร็วขนาดนี้เชียวหรือ ที่เขาไม่รู้อีกก็คือ มารดาของเขาสั่งให้รตีเรียกตนว่าแม่เช่นกัน

รตีทำปรายตามองวินตรัยอย่างผู้มีชัยเหนือกว่าขณะตามมารดาเขาไปขึ้นรถทรง วินตรัยมองตาม หากเขาไม่ตามไปด้วย นางงดงามเช่นนี้ ครุฑอื่นๆจะเข้ามาเกาะแกะไหมนะ ชายหนุ่มได้แต่มองตามอย่างเสียดาย

 

เมื่อขึ้นมาบนรถทรง พระมเหสีก็หันมาพูดกับรตี

“รตี อย่าได้บอกใครว่าเจ้าเป็นนาค เข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะ” รตีตอบ รู้ได้โดยไม่ต้องถามว่าเพราะเหตุใด

รถทรงนั้นมีสี่ที่นั่ง เทียมด้วยเหยี่ยวสีทองขนาดยักษ์สี่ตัว แต่ละตัวขนาดราวสองเมตรเมื่อสยายปีก

แม้วันนี้จะอากาศดีแต่ก็มีเมฆหนาเป็นบางส่วน แสงตะวันยามเช้าทะลุเมฆลงมาราวกับเป็นแสงจากสวรรค์ รตีมองอย่างชื่นชม ท้องฟ้าที่นางเห็นไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง หากแต่แต่ละครั้งก็มีความงดงามในแบบของมัน  รตีนั่งด้านหลังกับมารดาของวินตรัย ส่วนด้านหน้าคืออันตราและนางกำนัลส่วนพระองค์ สารถีทำหน้าที่กุมบังเหียนอยู่เบื้องหน้า

รถทรงร่อนลงจอดอย่างนิ่มนวลหน้าอาคารใหญ่โต รตีอ่านป้ายจึงได้รู้ว่าเป็นศาลาว่าการของเมืองครุฑแห่งนี้ เมื่อลงจากรถทรง ข้าราชบริพารจำนวนหนึ่งมารอรับเสด็จก่อนจะนำพระนางเข้าไปยังภายในอาคาร

“รตี ข้าจำต้องพูดคุยงานสักครู่ เจ้าจะรออยู่บริเวณนี้หรือจะเข้าไปฟังกับข้า” พระนางหันมาถาม

รตีเหลียวมองรอบกาย นางอยู่ใจกลางดินแดนครุฑซึ่งเป็นศัตรูกับนาค รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจขอติดตามเข้าไปฟังด้วย

ภายในห้องประชุมนั้น เหล่าข้าราชการท้องถิ่นได้ถวายรายงานถึงอัตราการป่วยของครุฑรุ่นเยาว์ซึ่งพุ่งสูงขึ้นโดยหาสาเหตุไม่พบ

“เรามิอาจคาดเดาได้เลยว่าสาเหตุนั้นมาจากอะไร แลครุฑเด็กเหล่านี้ติดโรคได้อย่างไร” เขาเอ่ย

รตีซึ่งนิ่งฟังอยู่ใช้ความคิดตาม จากการที่นางอ่านตำราเกี่ยวกับครุฑมามากจึงทำให้รู้ว่า กำเนิดของครุฑนั้นเมื่อฟักออกจากไข่จะเติบโตโดยเกาะต้นงิ้วคนละต้น และเสพดอกและผลจากต้นงิ้วนั้นจนเติบใหญ่ ดังนั้นครุฑเด็กแต่ละตัวจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสติดต่อโรคจากกันเป็นแน่

“หรือสาเหตุจะเกิดจากต้นงิ้วที่เด็กนั้นเกาะอาศัยอยู่” มารดาของวินตรัยถาม

“เราได้ตรวจสอบต้นงิ้วที่ครุฑเด็กป่วยแล้ว แต่ต้นงิ้วเหล่านั้นก็เป็นปกติทุกอย่าง”

“จะว่าเกิดจากลม ฝน หรือ ฝุ่นละออง ก็ไม่มีรูปแบบที่แน่ชัด พวกกระหม่อมจนปัญญาที่จะยับยั้งโรคแล้วพระเจ้าค่ะ” อีกคนกล่าว

“เช่นนั้นข้าจะให้ท่านหมอหลวงไภสัชลงมาตรวจสอบด้วยตนเองโดยด่วน” พระมเหสีตัดสินพระทัย

รตีหันไปสบตาหญิงสูงวัยกว่าอย่างต้องการจะออกความเห็น พระนางเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถาม

“เจ้ามีอะไรจะพูดหรือรตี”

“ขออภัยที่ข้าแทรกขึ้นมา อาการของโรคบางอย่างหากมิได้ติดต่อจากครุฑเด็กสู่ครุฑเด็กตัวอื่นๆ ข้าคิดว่าโรคนั้นน่าจะถ่ายทอดจากมารดาถึงบุตรขณะมารดาตั้งครรภ์  ทว่ามารดาแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันมากกว่าบุตรจึงมิออกอาการ ส่วนบุตรนั้นแรกเกิดยังอ่อนแอนักจึงแสดงให้เห็นอาการชัดกว่า ข้าไม่แน่ใจว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่”

“จริงของท่าน” ชายวัยกลางคนซึ่งดูแลเรื่องนี้อยู่เอ่ยขึ้น “ข้าเองก็คิดไม่ถึง มัวแต่หาสาเหตุว่าโรคนี้ติดต่อกันได้อย่างไร เพราะเด็กที่อาศัยอยู่บนต้นงิ้วใกล้ๆกันบางคนก็เป็น บางคนก็ไม่เป็น”

“ส่วนมารดาที่เป็นโรคนั้น” รตีนิ่งไปนิดหนึ่งด้วยไม่แน่ใจว่าควรกล่าวต่อดีหรือไม่ นาคเป็นสัตว์ที่อยู่กับน้ำ จึงรู้ธรรมชาติของน้ำเป็นอย่างดี เกรงว่าพูดไปจะเป็นการเผยตัวตน

“ว่าอย่างไรล่ะ พูดต่อสิ” พระมารดาเอ่ยอย่างสนใจ

“ข้าคิดว่าควรต้องไปตรวจสอบดูว่า แหล่งน้ำที่มารดาครุฑเด็กที่เจ็บป่วยใช้อยู่นั้นเป็นแหล่งเดียวกันหรือไม่ เพราะโรคระบาดเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นกับแหล่งน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่เป็นส่วนใหญ่”

ประกายตาของที่ประชุมดูมีความหวัง

“เยี่ยมเลยท่าน เช่นนี้ข้าจะรีบสั่งคนไปตรวจสอบ หากแม่ของครุฑที่ป่วยอยู่ในเขตที่ใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน ปัญหาย่อมเกิดจากน้ำเป็นแน่ ขอบคุณท่านที่ช่วยชี้แนะ”

รตียิ้มแหย “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เดาเล่นๆ เท่านั้น”

สายตาของพระมเหสีเต็มไปด้วยความชื่นชม นางเข้าใจเรื่องราวในชุมชนของครุฑได้อย่างไร

ครั้นการประชุมสิ้นสุดลง พระมารดาก็แอบมากระซิบถามสิ่งที่ข้องใจ

“เจ้ารู้เรื่องของครุฑได้อย่างไร”

“ข้ามีเวลาว่างมากไม่รู้จะทำอะไร จึงอ่านจากตำราในห้องหนังสือเจ้าค่ะ” ใครจะกล้าตอบว่าศึกษาเรื่องครุฑเพื่อหาทางหนีทีไล่ล่ะ

ผู้เป็นมารดาพยักหน้าอย่างพอใจ “ดี ใฝ่รู้ยิ่งนัก เจ้าช่วยเหลือข้าได้มากทีเดียว เอาล่ะ เสร็จธุระที่นี่แล้ว เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าชมเมือง”

 

 

การชมเมืองนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพียงแค่ก้าวเท้าออกจากศาลาว่าการ ชาวเมืองต่างก็มาดักรอ ทั้งนี้ด้วยมีข่าวลือหนาหูจากผู้ที่รับราชการและต้องขึ้นไปเข้าเฝ้ายังท้องพระโรงเบื้องบนมาขยายความกันว่า มีสตรีงดงามราวกับนางฟ้าพำนักอยู่ในตำหนักของวินตรัย ฝ่ายบุรุษก็พากันมารอยลโฉม ฝ่ายสตรีก็ต้องการจะมาดูหน้าตาคู่แข่ง นางครุฑทั้งหลายรู้ดีว่าวินตรัยไม่มีนางสนมในตำหนักแม้เพียงสักคน ก็ได้แต่วาดฝันว่าตนเองจะเป็นผู้โชคดี หากวินตรัยสนใจคงได้มีโอกาสเลื่อนขั้นเป็นมเหสี การปรากฏตัวของหญิงสาวลึกลับแทบจะดับฝันของนางครุฑทั้งเมือง

 

นางครุฑแต่ละนางแต่งกายมาประชันกันสุดความสามารถ สายตามองมาอย่างประเมินและปรายตามองรตีราวกับจะประกาศตัวว่าเหนือกว่า รตีรู้ดีว่าพวกนางคิดอะไรอยู่ ได้แต่คิดใจในด้วยความหมั่นไส้ ...โอ๊ย เนื้อหอมจังนะพ่อคุณ พ่อวินตรัย ดูซิ นางครุฑทั้งหลายพากันมาประกาศความเป็นเจ้าของกันใหญ่เชียว...

มารดามองอย่างเห็นใจ ความจริงนางต้องการพารตีเที่ยวชมอย่างไม่เป็นทางการ แต่ในเมื่อยกขบวนมากันถึงขนาดนี้ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย รตีเดินอย่างสงบเสงี่ยมตามหลังพระมารดาผู้ทักทายชาวเมืองอย่างสนิทสนม

 

บ่าวของบุตรสาวคหบดีของเมืองได้รับมอบหมายจากนายสาวให้มาลอบสังเกตุการณ์ นายสาวนั้นไม่ต้องการมาเองด้วยเกรงจะเป็นการเสียหน้า นายสาวของนางก็หมายปองวินตรัยเช่นเดียวกับครุฑนางอื่นๆ แต่บ่าวผู้จงรักภักดีผู้นี้คิดว่านายสาวของตนน่าจะมีภาษีดีกว่าผู้ใดด้วยครอบครัวก็มั่งคั่งและรูปโฉมก็มิได้น้อยหน้าผู้ใด หากวินตรัยจะเลือกคู่ครอง นายสาวของนางนี่แหละน่าจะเหมาะสมที่สุด

 

บ่าวผู้ซื่อสัตย์ได้มาปะปนกับชาวเมืองเมียงมองขบวนเสด็จ เห็นสตรีอ่อนวัยผู้หนึ่งเดินตามพระมเหสีมาแต่ไกล ครั้นเข้ามาใกล้ นางก็เพ่งมอง ใจก็พยายามคิดเข้าข้างนายของตน หน้าตาก็...แม้จะไม่อยากยอมรับ นางบ่าวบอกกับตัวเอง...ก็สวยดี สายตาปราดลงไปมองสัดส่วนกลมกลึง องค์เอวอ่อนงาม แม้นางมิได้เดินกรีดกรอ่อนหวานดังสตรีมากจริตทั่วไป แต่กลับดูเย้ายวนเสียเหลือเกิน นายสาวของนางคงมิอาจเอาชนะได้ ตัดใจเสียเถิดคุณหนู ขนาดเป็นผู้หญิงด้วยกันเห็นแล้วยังชวนให้จินตนาการ แม้นเป็นบุรุษคงมิอาจต้านทาน

 

เหล่าบุรุษเองก็เช่นกัน ได้ยินจากผู้ที่ได้พบเห็นนางมาก่อน ก็อยากจะมาเห็นด้วยตาว่านางนั้นงดงามสมคำเล่าลือหรือไม่ แต่ละคนครั้นได้เห็นก็ตะลึงงันราวโดนศรต้องอก เหล่าสตรีครุฑเห็นเช่นนั้นก็ให้ขัดใจยิ่งนัก หลายนางก็สะบัดหน้าเดินจากไปอย่างหัวเสีย

 

พระนางพารตีเดินผ่านฝูงชนมาเที่ยวชมโบสถ์ ภายในมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่งดงามประดิษฐานอยู่ ทรงชุดตามฤดูกาลประดับด้วยอัญมนีล้ำค่าอย่างไม่กลัวหาย รตีนั่งคุกเข่าลงแหงนหน้ามองอย่างศรัทธา นางก้มลงกราบสามครั้งอย่างงดงาม หันมาถามผู้สูงวัยซึ่งเพิ่งกราบพระเสร็จอย่างสงสัย “ทำไมที่เมืองครุฑจึงมีวัดได้เจ้าคะ”

ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งนาคและครุฑแม้จะมีฤทธิ์เดชจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ แต่ด้วยเนื้อแท้แล้วก็ยังนับเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามพุทธบัญญัติไม่อาจบวชพระได้ การที่นางนาคเห็นวัดตั้งอยู่ใจกลางเมืองครุฑจึงทำให้ประหลาดใจยิ่งนัก

“เรามีวัดแต่มิได้มีพระสงฆ์มาจำวัดอยู่ที่นี่ดอก นานแสนนานจึงจะมีพระธุดงค์มาโปรดสักรูปหนึ่ง ส่วนใหญ่เรามีไว้เพียงเพื่อกราบไหว้บูชา เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวเมืองเท่านั้น”

นางนาคพยักหน้าอย่างเข้าใจ นี่เป็นอีกสาเหตุที่นาคเลือกจะอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ เพราะเมื่อได้ปวารณาตนเป็นพุทธมามกะแล้ว นาคยังคงแวะเวียนไปวัดปะปนกับมนุษย์เพื่อฟังธรรมและร่วมพิธีกรรมต่างๆอยู่เป็นนิจ

รตีหันไปถามผู้สูงวัยอย่างเกรงใจ “ข้าขออยู่ที่นี่อีกสักครู่ได้ไหมเจ้าคะ”

“ได้สิ จะอยู่นานแค่ไหนก็ตามสบายเถิด ข้าเองก็ต้องการนั่งสงบๆ เหมือนกัน”

เมื่อพระนางอนุญาตแล้ว รตีก็นั่งสวดมนต์อย่างมีสมาธิ สวดจบก็ขอพร ...ขอให้ข้าได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยเถิด ขอให้เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี...

ครั้นลืมตาขึ้น พระมารดาก็ชัดชวนนางเดินชมบ้านเมืองต่อ เมื่อเห็นสมควรแก่เวลาจึงเสด็จกลับยังวิมาน







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1420 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 22:25
    สงสารท่านหมอจัง ทำได้แค่ใกล้ชิด แต่ไม่ทีสิทเปนเจ้าของ TT
    #1420
    0
  2. #1402 saifon2014in (@saifon2014in) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 16:51

    ????????​????​ ครุฑกับนาคจะรักกันได้เหรอ​ อุปสรรคคงจะ

    มากมาย​ ลุ้นต่อค่ะ​ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-08.png

    #1402
    0
  3. #1399 Donut1512 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 15:12

    เอาจริงแอบเชียร์หมออยู่หน่อยๆ

    #1399
    0
  4. #458 ลอยลำไล (@kazka) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กันยายน 2558 / 16:34
    สนุกมากคะแอบลุ้นให้นางได้กลับบ้านนะเนี่ย
    #458
    1
    • #458-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 8)
      23 กันยายน 2558 / 21:53
      ขอบคุณเจ้าค่ะ หวังใจเช่นนั้นเหมือนกัน สู้ๆนะรตี
      #458-1
  5. #164 คนอ่านคร้าา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 02:20
    สนุกกกกกก ขอบคุณที่อัพนิยายดีๆค่ะ แต่แอบนอยด์พระเอกเอาแต่ใจไม่เห็นใจนางเอกเอาซะเลย
    #164
    2
    • #164-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 8)
      20 สิงหาคม 2558 / 22:10
      พระเอกแอบใจร้ายเนาะเจ้าคะ
      #164-1
    • #164-2 warmior (@warmior) (จากตอนที่ 8)
      11 พฤษภาคม 2560 / 13:06
      วินตรัยยอมแลกทุกอย่างขอแค่ได้อยู่ใกล้คนที่รัก
      #164-2