ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 9 : ครบกำหนด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 106 ครั้ง
    16 ก.ค. 58




ด้วยสายตาของผู้ที่ผ่านประสบการณ์มามาก ผู้เป็นมารดาจึงเรียกบุตรชายมาพูดคุยในเย็นวันหนึ่ง

“ลูกรัก เจ้าคิดจะเก็บรตีไว้ในสถานะเช่นนี้ตลอดไปน่ะหรือ”

ชายหนุ่มมองตอบมารดาตรงๆ เขาเองก็คิดเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้ว

“ถ้าหากท่านแม่ไม่ว่า ลูกคิดจะอภิเษกกับนาง”

ผู้เป็นมารดาไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจ รตีนั้นมิใช่แค่งดงามอย่างเดียว นางยังเป็นสตรีที่มากด้วยสติปัญญา เมื่อครั้งลงไปชมเมืองด้วยกัน นางยังช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องโรคระบาดได้ ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วก็เป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้จริงว่าแหล่งน้ำคือต้นตอของโรคระบาด พระนางเม้มริมฝีปาก ท่าทางครุ่นคิด “เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่านางเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

“ทราบขอรับ นางเป็นบุตรีของอังกุละนาคราช” วินตรัยตอบ เขายังจำได้ที่นางเคยฝากบดินทร์ให้ไปแจ้งแก่บิดาของนาง

มารดาของเขาแทบลมจับเมื่อได้ยินชื่อ “วินตรัย เจ้ารู้หรือไม่ว่าอังกุละนาคราชนั้นคือราชาแห่งนาคซึ่งปกครองอาณาเขตยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบนี้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์เดชและบารมีมากทีเดียว แล้วเจ้าลักพาบุตรสาวเขามาแบบนี้คิดว่าเขาจะยอมยกนางให้เจ้าง่ายๆหรือ”

วินตรัยก้มหน้า “ข้าทราบขอรับ ข้ายินดีที่จะยอมรับผิดและลงไปขอนางกับบิดาโดยตรง”

“หากบิดานางไม่สังหารเจ้าก็นับว่าแปลก” ผู้เป็นมารดาว่าเข้าให้

“ข้ายินดียอมรับโทษทัณฑ์ทุกอย่าง ขอเพียงอังกุละนาคราชยอมยกรตีให้แก่ข้า”

พระนางถอนใจ นางรู้ดีว่าบุตรชายมีความแข็งแกร่งอันเป็นคุณสมบัติของครุฑ แต่หากอังกุละไม่ยอมยกโทษให้ เขามิทรมานบุตรชายนางจนตายหรือ

“แม่คิดว่าเราควรแต่งตั้งทูตไปเจรจาก่อนเถิด ได้ความว่าอย่างไรจึงค่อยคิดอีกที”

“อย่าเลยขอรับท่านแม่ ข้าเกรงว่าด้วยโทสะของอังกุละ เขาอาจสังหารทูตของเราเสียก่อน ข้าไม่ต้องการให้ใครต้องมาเดือดร้อนกับการกระทำของข้าเอง ข้าจักลงไปพบอังกุละนาคราชด้วยตนเอง” วินตรัยตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

ผู้เป็นมารดาได้แต่เป็นห่วงบุตรชายของตนจับใจ เห็นทีคงต้องให้รตีลงไปด้วยกระมัง เผื่อบิดาของนางลุแก่โทสะ นางอาจจะช่วยยับยั้งได้

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงพารตีไปด้วย ให้นางได้มีโอกาสพบบิดาด้วย” มารดาเสนอ

ทว่าบุตรชายรีบแย้ง

“อย่าเลยขอรับท่านแม่ ข้าเกรงว่าอังกุละจะไม่ยอมคืนนางให้แก่ข้า ลำพังหากเขาจะทำร้ายข้าเช่นไร ข้ายังทนไหว แต่หากเขาพรากนางไป ข้าคงทนไม่ได้”

“โธ่ วินตรัย” พระนางได้แต่อุทานด้วยความเวทนา “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แม่จะลองพูดคุยกับรตีก่อนว่านางคิดเช่นไร หากนางยินดีที่จะอภิเษกกับเจ้า การจะคุยกับบิดาของนางคงไม่ใช่เรื่องยาก”

วินตรัยเหลือบมองมารดาอย่างไม่แน่ใจแต่มิได้เอ่ยสิ่งใดออกไป รตีนั้นหัวแข็งนัก เกรงว่านางจะไม่ยอม หรือเขาจำเป็นต้องรวบรัดก่อนที่นางจะมีโอกาสปฏิเสธ แต่หากเขาทำเช่นนั้น นางคงโกรธเขามากและไม่มีทางอภัยให้

 

........................

 

วันพรุ่งนี้จะครบกำหนดเจ็ดวันที่รตีจะได้ไปแช่น้ำและก็จะครบกำหนดหนึ่งเดือนที่แผลของนางจะหายสนิทตามที่นางได้ปดไว้ ริ้วรอยบาดแผลที่แผ่นหลังหายสิ้นแล้ว เมื่องส่องในกระจกบานใหญ่ก็เห็นเพียงผิวเนื้อเนียนนุ่มไร้ไฝฝ้าราคีใดๆ นางคิดไม่ตกว่าจะทำเช่นไรดีจึงจะรอดพ้นเงื้อมมือครุฑเจ้าเล่ห์ไปได้ วินตรัยไม่เคยสัญญาว่าจะละเว้นนาง หากนางไม่หาหนทาง คงไม่แคล้วเสียทีแก่เขาเป็นแน่ เจ้าเล่ห์เจ้ากลออกจะปานนั้น

แม้นวินตรัยมิเคยเอ่ยปาก แต่หญิงสาวก็สัมผัสได้ว่าสายตาเขาพร้อมที่จะขย้ำนางทุกเวลา รตียังไม่ต้องการให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของพญาครุฑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ที่นางมีสถานะเป็นเพียงเชลย รตีนอนกลัดกลุ้มกว่าค่อนคืนกระทั่งใกล้รุ่งสางจึงคิดออกสาง หญิงสาวยิ้มให้กับแผนการของตัวเองก่อนผล็อยหลับไป

 

รุ่งเช้า ร่างสูงสง่าของวินตรัยยืนรอยู่ที่หน้าตำหนักโดย หากแต่สีหน้าเขาไม่แจ่มใสเช่นเคย ครั้นนางเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาสีเหล็กนั้นก็เพียงเหลือบแลมองอย่างใช้ความคิด รตีแปลกใจนัก เหตุใดวันนี้เขาจึงดูเงียบขรึมต่างจากทุกคราว หาได้จ้องจับผิดหรือเย้าแหย่นางไม่ เหตุใดวันนี้ดูเคร่งเครียดพิกล หรือเป็นเพราะคราวที่แล้วนางทิ้งบ่วงกำกับนาคไป เขายังหาใหม่ไม่ได้ ก็มิน่าใช่ ในอกเสื้อเขานางเห็นบ่วงกำกับนาคแลบออกมา หรือเขากำลังวางแผนร้ายอยู่กันแน่ รตีคิดแอบพินิจมองเสี้ยวหน้าสลักเสลาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

ขณะบินไปยังสระโบกขรณีเบื้องล่าง ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดออกมา รตีนั้นใจเต้นระทึก กลัวว่าแผนของตนจะไม่สำเร็จ ส่วนวินตรัยนั้นจมอยู่กับภวังค์ความคิด เขาจะจัดการเช่นไรกับนางดีระหว่างไปสู่ขอกับบิดานางก่อนหรือไปขอขมาหลังจากอยู่กินกันแล้ว แม้ว่าในใจเขาจะอยากให้เป็นอย่างหลังก็เถอะแต่ก็กลัวคนในอ้อมแขนจะอาละวาดเอา

 

ครั้นร่อนลงริมสระ วงแขนแข็งแรงก็ปล่อยร่างอ้อนแอ้นลงยืนกับพื้น วินตรัยควักบ่วงกำกับนาคซึ่งเขาปลุกเสกขึ้นใหม่ออกมาจากอกเสื้อ รตีตั้งท่าพร้อม นางยืนอยู่ริมสระ ครั้นวินตรัยชันเข่าย่อตัวลงจะผูกบ่วงที่ข้อเท้า รตีก็เล็งที่ใบหน้าหล่อเหลาแล้วเตะออกไปสุดแรง หวังอาศัยจังหวะที่เขามึนงงหลบหนีไป คราวนี้นางรู้แล้วว่าช่องทางเชื่อมต่ออยู่ตรงไหน นางมั่นใจว่าจะหนีไปได้ทัน ...ขอโทษด้วยนะวินตรัย ท่านคงจะเจ็บหน่อย เห็นนางตัวเล็กอย่างนี้เตะหนักไม่เบาทีเดียว พระอาจารย์ที่เคยสอนวิชามวยยังถึงกับเอ่ยปากชม...

 

ทว่าก่อนที่ขาว่องไวจะสัมผัสกับใบหน้าของวินตรัย ข้อมือแข็งแรงก็จับที่ข้อเท้าข้างนั้นแล้วกระชากไวปานกัน ร่างของรตีเสียหลักล้มลงบนท่อนขาข้างที่วินตรัยชันเข่าไว้ สองมือเขารวบตัวนางไว้แน่นหนา

“เจ้านี่ไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังจริงด้วยสินะ” เขาเพิ่งจะแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี

รตีหน้าแดงที่ถูกเขาจับได้

“ท่านรู้ทันได้อย่างไร ข้าเตะออกจะว่องไวปานนั้น”

“แค่ตอนที่บินมา เสียงหัวใจเจ้าดังกึกก้องราวกับคนมีพิรุธ ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้ากำลังเตรียมแผนการอะไรอยู่ แถมตอนที่ข้าคุกเข่าลงไป เจ้าเกร็งร่างเตรียมจู่โจมข้าเช่นนั้น ผู้ใดที่ฝึกฝนการต่อสู้ก็ดูออก ยืนให้ข้ามัดเชือกอยู่ดีๆ เจ้าจะเกร็งขาทำไม ถ้ามิใช่จะจู่โจมข้า วันนี้เจ้าจะลงไปดีๆ หรือจะให้ข้าลงไปอาบเป็นเพื่อนล่ะ” วินตรัยจบท้ายลงด้วยการแหย่

“ปล่อยนะ” รตีดิ้นขลุกขลัก “จะมัดก็รีบมัดเสียสิ เสียเวลาอยู่ได้”

เอ่ยออกมาอย่างเจ็บใจ ไอ้ครุฑเจ้าเล่ห์ ดันรู้ทันนางเสียทุกทีไป รอไปก่อนเถิด อย่างนางไม่ได้แอ้มง่ายๆ ดอก รตีคิดอย่างไม่ยอมแพ้

 

ขณะที่แช่น้ำ ร่างที่เอนหลังนอนกระดิกเท้าก็เอ่ยขึ้นอย่างชวนคุย

“รตี เจ้าชอบแม่ข้าไหม”

“แน่นอน แม่ของเจ้านั้นใจดี มีเหตุผล เฉลียวฉลาด ผิดกับลูก ไม่รู้เป็นแม่ลูกกันได้อย่างไร” รตีแขวะ

วินตรัยสะอึกไปนิดหนึ่งแต่ทำเหมือนไม่รู้สึก “เจ้านี่ปากคอเราะร้ายนัก เหมาะกับคนร้ายกาจเช่นข้า ไม่เช่นนั้นแล้ว เป็นชายทั่วไปใครจะทนเจ้าไหว”

“ข้าไม่จำเป็นจะต้องให้ใครมาทน แม้แต่เจ้า ข้าก็ไม่เคยบังคับ เจ้าก็ปล่อยข้าไปสิจะได้ไม่ต้องทน”

“หึ อย่ามาตีฝีปากไปเลย วันนี้ครบหนึ่งเดือนพอดี ที่ข้าละเว้นเจ้าไว้ก็เพราะเห็นว่าแผลยังไม่หายดีหรอกนะ ตอนนี้เจ้าหายดีแล้ว ข้าจะไม่เกรงใจล่ะ” วินตรัยแกล้งขู่เพื่อดูปฏิกิริยาของหญิงสาว หากแต่ได้ยินนางทำเสียงขึ้นจมูก

“ก็รอดูก็แล้วกันว่าเจ้าจะทำสำเร็จหรือไม่ วันนี้คือวันที่สามสิบ วันพรุ่งนี้จึงจะเริ่มต้นสงครามที่แท้จริงต่างหาก” นางท้ายทาย แถมยังทึกทักแอบต่อเวลาวันนี้ไปอีกหนึ่งวัน วินตรัยเข่นเขี้ยวในใจ ร้ายนักแม่คนนี้

หากเป็นการประดาบ คู่นี้ก็นับว่าสูสีกันทีเดียว

 

ช่วงเช้าแช่น้ำเสร็จ เมื่อกลับถึงตำหนัก รตีก็รุดไปพบกับพระมารดาทันทีด้วยได้รับอนุญาตให้พบได้ตลอดเวลา ...ฮึ ถึงแม้วันนี้แผนการหนีจะถูกขัดขวางอีกครั้ง แต่นางก็มีแผนการอื่นที่จะไม่เสียทีแก่เขาง่ายๆหรอก... นางกระหยิ่มในใจ เมื่ออยู่ต่อหน้าพระมารดาและทักทายกันเรียบร้อย รตีก็เอ่ยความ

“ท่านแม่เจ้าคะ วันพรุ่งนี้เป็นวันเข้าพรรษา ข้าอยากจะลงไปทำบุญสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านแม่จะอนุญาตหรือไม่เจ้าคะ”

“ดีสิลูก เพียงแต่พรุ่งนี้แม่ติดภารกิจ เจ้าจงไปกับวินตรัยเถิด แม่ขออนุโมทนาด้วย” พระนางตอบ คิดในใจว่าเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองจะได้ทำบุญร่วมกัน

รตีแอบเบ้ปากไม่ให้พระนางเห็น นางตั้งใจมาชวนผู้สูงวัยกว่าไปทำบุญด้วยกัน คาดไม่ถึงจะโดนผลักไสให้ไปกับบุตรชาย

“อ้อ ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ” รตีกล่าวต่อ ส่งยิ้มสดใสให้

“อะไรหรือ”

“ข้าคิดจะขออาราธนาอุโบสถศีลด้วยเจ้าค่ะ ไม่ทราบท่านแม่พอจะมีชุดขาวให้ข้ายืมไหมเจ้าคะ”

“มีสิ” พระนางถามต่อ “ว่าแต่เจ้าจะถือศีลสักกี่วันเล่า”

“สามเดือนเจ้าค่ะ ตลอดระยะเวลาเข้าพรรษา” ร่างเล็กตอบพลางยิ้มอย่างบริสุทธิ์ใจ

พระนางเลิกคิ้ว ลอบยิ้มในใจ ...วินตรัยคงลำบากแล้ว... “อืม ช่างน่านับถือนัก อุโบสถศีลนั้นปฏิบัติได้ยากยิ่งนัก จำต้องสำรวมกาย วาจา ใจ เจ้านี่ช่างมีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าจริงๆ” ผู้เป็นมารดากล่าวสรรเสริญแสร้งทำประหนึ่งไม่รู้สาเหตุเบื้องหลัง

“อันที่จริง ข้าเองก็มิเคยถืออุโบสถศีลมาก่อนเจ้าค่ะ แต่ทว่าวันที่ไปวัดกับท่านแม่ ทำให้ข้าเกิดแรงบันดาลใจ ข้าเห็นเหล่านาคหลายตนก็บำเพ็ญเพียร แต่ก่อนข้ายังเด็กนัก มิคิดสนใจ บัดนี้เห็นว่าแม้เหล่าครุฑจะอยู่ห่างไกลจากวัด ก็ยังมีศรัทธาสร้างวัดขึ้น”

“จ้ะ ดีแล้วลูก ข้าจักให้วินตรัยพาไปวัดที่เหล่าครุฑไปทำบุญเป็นประจำ” พระนางกล่าว ก่อนหันไปสั่งให้นางกำนัลเตรียมจัดชุดขาวให้

เย็นวันนั้น รตีกลับมายังตำหนักพร้อมกับชุดขาวกองใหญ่ในอ้อมแขน โดยมีอันตราช่วยหอบมาด้วย ครั้นเดินผ่านวินตรัยในตำหนักก็ยิ้มอย่างมีชัย ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ...เห็นท่าจะไม่ดีเสียแล้วสิ...

คล้อยหลังนางไปไม่นาน คนจากตำหนักของมารดาก็มาส่งข่าวให้เขาพานางไปวัดในวันรุ่งขึ้น

.......................

 

สองหนุ่มสาวตื่นแต่เช้าตรู่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อจัดเตรียมวัตถุทานสำหรับการทำบุญ ด้วยทั้งครุฑและนาคเป็นเผ่าที่ศรัทธาในพุทธศาสนาทั้งคู่ ต่างเชื่อว่าหากเป็นผู้จัดเตรียมวัตถุทานด้วยตนเอง อานิสงค์นั้นย่อมแรงกว่าการให้บริวารจัดเตรียมให้ ครั้นแสงทองเริ่มสาดส่องก็พร้อมออกเดินทาง

 

สารถีประจำตำแหน่งคนขับ วินตรัยนั่งตอนหน้าปล่อยให้รตีนั่งกับอันตราเบื้องหลัง วันนี้นุ่งห่มชุดขาว ชายหญิงจึงควรนั่งแยกกันเพื่อความเหมาะสม ราชรถแล่นลงสู่แผ่นดินเบื้องล่าง จอดลงในป่าไม่ไกลจากชุมชนมากนัก สารถีจำต้องอยู่เฝ้ารถเพื่อป้องกันมิให้มนุษย์ผู้ใดเห็น ทั้งสามเดินเท้าเข้าไปยังหมู่บ้านซึ่งมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน

 

วินตรัยรู้จักและคุ้นเคยกับเจ้าอาวาสเป็นอย่างดี มีเพียงเจ้าอาวาสชราและภิกษุผู้มีดวงตาเห็นธรรมเพียงไม่กี่รูปเท่านั้นที่รู้สภาวะแท้จริงของเขาและครอบครัว แต่อริยสงฆ์เหล่านี้ก็มิได้ปริปากบอกผู้ใด

ครั้นทั้งสามก้าวเข้าไปในวัดซึ่งคลาคล่ำไปด้วยพุทธสานิกชนที่มาทำบุญในวันพระใหญ่ก็ตกเป็นเป้าสายตาทันที ชาวบ้านที่ได้เห็นต่างพากันกระซิบกระซาบ งดงามสมกันเหลือเกิน ราวกับเทพจำแลงลงมา

บางคนถึงกับกระซิบถามท่านเจ้าอาวาส เหตุใดทั้งสองจึงงดงามเช่นนี้ เป็นเทวดาจำแลงกายมาหรือไม่ หลวงปู่ได้แต่ยิ้ม มิได้เฉลยถึงกำเนิดของบุคคลเหล่านี้ หากแต่อธิบายด้วยธรรมกถา

“เป็นธรรมดาของผู้ที่รักษาศีล อานิสงค์ย่อมส่งผลให้มีผิวพรรณผ่องใส รูปกายงดงาม จิตที่ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่นย่อมทำให้บุคคลมีลักษณะอันผู้อื่นเห็นแล้วรักใคร่เมตตา”

ชาวบ้านได้ยินเช่นนี้บังเกิดจิตเลื่อมใส เป็นแรงบันดาลใจให้เร่งทำดีต่อไปเพื่อจะได้เสวยผลแห่งบุญเช่นนี้บ้าง หลวงปู่รู้เท่าทันสภาวะจิตจึงกล่าวตักเตือน

“จงอย่าลืมว่าเรามิได้ปฏิบัติธรรมเพื่อเสวยผลอันน่าพึงพอใจ ที่สุดแห่งการศึกษาธรรมคือการพ้นทุกข์ การทำบุญเพราะต้องการผลแม้จะได้รับผลแห่งบุญนั้นแต่หากจิตยังติดอยู่ในกาม ย่อมมิใช่ความสุขอันถาวรเที่ยงแท้”

ผู้ที่สดับธรรมแล้วเข้าใจก็ก็อนุโมทนา ผู้ที่ฟังแล้วแต่ยังไม่ถึงใจอย่างน้อยก็คิดละชั่ว ตั้งใจถือศีล

หากแต่บุคคลที่ถูกกล่าวถึงก็มัวแต่เตรียมภาชนะและภัตตาหาร ไม่ได้รู้เลยว่าตนเองเป็นหัวข้อสนทนาอยู่

 

ครั้นเหล่าสาธุชนถวายภัตตาหารแด่ภิกษุแล้ว ต่างก็พากันรับพร ทั้งสามอยู่รอจนกระทั่งหลวงพ่อฉันภัตตาหารเสร็จ ฟังเทศน์ จนเมื่อชาวบ้านเริ่มทยอยกลับ รตีก็คลานเข้าไปหาอย่างนบนอบ

“หลวงปู่เจ้าคะ ลูกจะขออาราธนาอุโบสถศีลตลอดระยะเวลาสามเดือนที่เข้าพรรษาจะได้หรือไม่เจ้าคะ”

วินตรัยได้ฟังถึงกับตาโต ...สามเดือนเชียวรึ...

หลวงปู่ยิ้มอย่างเมตตา “เจ้ามิเคยถือศีลแปดมาก่อนใช่หรือไม่”

รตีตอบพลางยิ้มแหย “เจ้าค่ะ”

“การรักษาศีลให้บริสุทธิ์นั้นยากยิ่งนัก เจ้ามั่นใจหรือว่าตลอดระยะเวลาสามเดือนเจ้าจะไม่ทำให้ศีลด่างพร้อย การตั้งปณิธานนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเจ้าปวารณาตนแล้ว ควรตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริงจักเป็นคุณนัก ลองถือศีลก่อนสักเจ็ดวันก่อนเป็นไงล่ะ หากทำได้จึงค่อยขยายเวลา”

วินตรัยผ่อนลมหายใจ ...ค่อยยังชั่ว หากนางถือศีลแปดถึงสามเดือน เขาคงไม่อาจห้ามนางได้ด้วยการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นปฏิบัติธรรมนั้นจักเป็นบาปยิ่ง เขาเองก็ไม่ต้องการเป็นมารเสียด้วย...

รตีเข้าใจที่หลวงปู่สื่อ หากนางคิดจะปฏิบัติชอบจริงก็ไม่อาจทำเล่นๆได้ ท่านคงเข้าใจเจตนาเบื้องหลังของนาง จึงได้ทัดทานไว้ หากนางไม่จริงจังก็จักเป็นบาปแก่ตนเอง จึงรับคำอย่างเชื่อฟัง

“เจ้าค่ะ”

“เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นจงกล่าวคำอาราธนาศีลเถิด อีกสองคนจะถือศีลด้วยหรือไม่” หลวงปู่ถามพลางหันมาทางวินตรัยและอันตรา

อันตรานั้นตั้งใจจะถือศีลตามรตีอยู่แล้ว จึงตอบตกลงในทันที หากแต่วินตรัยยังอึกอึก หลวงปู่จึงเอ่ยขึ้น “พ่อหนุ่ม คนเราจะอยู่ด้วยกันได้ต้องมีศีลเสมอกัน เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ”

“ข้าจักขออาราธนาศีลด้วยขอรับ” วินตรัยตอบอย่างตัดสินใจแน่วแน่ ท่วงทีสุขุม

ทั้งสามตั้งจิตอาราธนาศีลด้วยความตั้งใจ หลังจากได้รับทั้งศีลและพรเรียบร้อยแล้ว ก็กราบลาหลวงปู่กลับยังวิมาน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 106 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1421 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 06:34
    อ่านแล้วใจร่มใจสงบตามไปด้วยเลย ดูงดงามไปหมด เปนความรักที่ชวนกันอยู่ในศีลในธรรม ดีจิงๆ
    #1421
    0
  2. #1374 อาวุธไร้ตา (@f-rebellione) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 21:11
    มีความดีงามในบท
    #1374
    0
  3. #1355 มีน (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 / 15:06
    ดีจัง...สอนให้ทำดี มีศีลมีธรรม เป็นคนดี
    #1355
    0
  4. #1333 Bow (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 16:59
    นิยายดีมากค่ะ แฝงคำสอนไว้ด้วย ขอบคุณนิยายดีๆแบบนี้นะคะ
    #1333
    0
  5. #1326 A-Arun (@A-Arungomes) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 19:20
    ชอบมากค่ะประโยคที่ว่า
    คนเราจะอยู่ด้วยกัน ต้องมีศีลเสมอกัน
    #1326
    0