ผู้พยากรณ์แห่งเฉินเต้า 神道 先见者

ตอนที่ 31 : เฉือนคม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1949
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 226 ครั้ง
    12 พ.ค. 62



แม้จะเป็นชายชาติทหาร โจวจิ้งเค่อยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนถูกนางลวนลามด้วยวาจา ชายหนุ่มตีสีหน้านิ่งเฉยแต่ในใจกระอักกระอ่วนเป็นอย่างยิ่ง ว่านเสินจื่อแม้เป็นนักบวชแต่พฤติกรรมหลายอย่างของนางที่เขาได้ล่วงรู้มาทำให้เขาไม่กล้าประเมินนางต่ำเกินไป หากนางเป็นเหมือนสตรีทั่วไป มีหรือจะกุมพระทัยฮ่องเต้ไว้ในมือได้ สตรีผู้นี้เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง ทั้งยังรู้จักพลิกแพลงมิได้ยึดติดอยู่ในกรอบ แม้นางจะมีฐานะสูงส่งเป็นถึงเสินจื่อแห่งตำหนักบน แต่หาได้มีใจศรัทธาในลัทธิของตนไม่ ไม่ว่าจะกินเนื้อ ดื่มสุรา ปลอมตัวเป็นฆราวาส นางล้วนทำมาแล้วทั้งนั้น แต่วาจาไร้ยางอายของนางนั่นอย่างไรเขาก็ไม่อาจยอมรับได้

โจวจิ้งเค่อไม่ตอบ บางทีนางอาจจะมีแผนการอะไรอยู่ เขาจะต้องไม่ตกหลุมพรางของนาง ชายหนุ่มเมินมองไปทางอื่น ใบหน้าหล่อเหลาแผ่กลิ่นอายสูงส่งเย็นชามีรังสีกดดันอย่างยิ่ง หากเป็นคนอื่นย่อมไม่แคล้วถูกสีหน้าเช่นนี้ทำให้ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว แต่นั่นย่อมไม่ใช่ว่านลี่ชุน นางรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ทว่าตอนนี้นางยังต้องอาศัยเขาอีกมาก หญิงสาวจึงไม่เก็บมาใส่ใจ เพียงกล่าวขึ้นลอยๆ

“ท่านไม่สนใจก็แล้วไปเถิด อย่างไรเสียข้าก็จะนอนบนเตียงนี้ ส่วนท่านถ้าจะเปลี่ยนใจภายหลังก็ยังไม่สาย ข้ามิใช่คนคิดเล็กคิดน้อย”

สายตาคมปลาบของโจวจิ้งเค่อตวัดมองมาในทันใด

“เจ้ากำลังจะบอกว่าหากข้าไม่ร่วมเตียงกับเจ้าย่อมเป็นบุรุษจิตใจคับแคบคิดเล็กคิดน้อยใช่หรือไม่ แม่นางว่าน ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีความคิดอะไรอยู่ในหัวหรือถูกสอนสั่งมาอย่างไร แต่การเชิญบุรุษร่วมเตียงย่อมไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด นอกเสียจากว่าเจ้าจะมีเจตนาเป็นอย่างอื่น”

แทนที่จะรู้สึกโกรธกับถ้อยคำปรามาส ว่านลี่ชุนแสร้งถามกลับอย่างพาซื่อ “หรือท่านจะบอกว่าท่านไม่ใช่คนที่ข้าควรไว้ใจ ชายหญิงอยู่ร่วมห้องเดียวกัน นอนบนพื้นกับนอนบนเตียงแตกต่างกันตรงไหน หากมีใครรู้เข้าก็เป็นที่ครหาเหมือนๆ กันนั่นแหละ”

เป็นอีกครั้งที่โจวจิ้งเค่อรู้สึกว่าคำพูดของนางยากจะโต้แย้ง แม้จะฟังดูเหมือนวาจาของคนพาลแต่ก็มีส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่มาก

“ย่อมแตกต่าง ประการแรก ที่นี่ไม่มีใครรู้จักพวกเรา เรื่องที่ร่วมห้องกันย่อมไม่มีใครรู้ ประการที่สอง ต่อให้ร่วมห้องกัน แต่เรื่องผิดศีลธรรมเช่นนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เจ้าคงไม่ต้องการใช้สวัสดิภาพของตัวเองมาทดสอบหรอกกระมัง” เขาตอบน้ำเสียงเย็นชาแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องอย่างคร้านจะต่อปากต่อคำ

ว่านลี่ชุนยักไหล่ “ช่างหวงเนื้อหวงตัวเสียจริง”

แม้น้ำเสียงนั้นจะแผ่วเบาแต่ด้วยประสาทหูของผู้ฝึกยุทธ์ โจวจิ้งเค่อย่อมได้ยิน มุมปากของชายหนุ่มกระตุกอย่างไม่รู้จะฉุนหรือจะขัน เฉินเต้าชุบเลี้ยงคนประเภทใดออกมากัน!

โจวจิ้งเค่อทิ้งนางไว้ในห้องแล้วออกมาสำรวจหมู่บ้านตามลำพัง ยามนี้คนส่วนใหญ่กลับเข้าบ้านกันไปหมดแล้ว บ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดกลางประมาณสามสิบครัวเรือน นอกเขตหมู่บ้านจึงจะเป็นที่นาซึ่งแต่ละครัวเรือนครอบครองอยู่บ้านละห้าหมู่สิบหมู่ อากาศตอนใกล้ค่ำสดชื่นปลอดโปร่ง มีเสียงปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในบ้านแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ แต่มีเสียงหนึ่งที่สะดุดหู

“ซีเฟิง” โจวจิ้งเค่อเปรยขึ้นมาเบาๆ อย่างยินดี จากนั้นก็ผิวปากเป็นสัญญาณ เสียงเกือกม้าย่ำเท้าดังให้ได้ยินเป็นจังหวะสลับกับเสียงม้าร้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เขาเดินตามเสียงนั้นไปจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นก็เคาะประตู

“ดึกดื่นป่านนี้มีอะไรหรือ” ชายวัยกลางคนออกมาเปิดประตู เมื่อเห็นเป็นชายหนุ่มไม่คุ้นหน้าก็ถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าเป็นใครกัน”

“ท่านลุง ข้าเป็นเพียงคนเดินทาง เมื่อกลางวันเห็นคนบาดเจ็บจึงให้อาศัยม้า ตั้งใจจะมาขอความช่วยเหลือจากละแวกใกล้เคียง แต่โชคร้ายระหว่างทางม้าตื่นตกใจวิ่งเตลิดมาจึงทำให้ข้าพลัดหลงกับเขา เมื่อครู่ได้ยินเสียงม้าร้อง ไม่แน่ใจว่าจะใช่ม้าของข้าหรือไม่ แล้วคนเจ็บเป็นอย่างไร”

ได้ยินเช่นนั้น ชายเจ้าของบ้านก็อุทานอย่างตื่นเต้นยินดี “ข้ากำลังตามหาเจ้าของม้าอยู่พอดีเชียว เมื่อกลางวันมีชายบาดเจ็บบนหลังม้าพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้านจริงๆ พวกเราช่วยทำแผลให้เขายังไม่ทันเรียบร้อยดีก็มีคนมาพาตัวไป แต่คนกลุ่มนั้นทิ้งม้าไว้ที่นี่ฝากให้คืนแก่เจ้าของ ข้ากำลังจนใจอยู่ทีเดียวว่าจะไปตามหาเจ้าของได้ที่ไหน หากเป็นม้าของท่านก็พามันไปเถอะ”

โจวจิ้งเค่อได้ยินว่ามีคนนำตัวลู่เจาถงไปแล้วก็ให้นึกเป็นห่วงผู้ใต้บังคับบัญชา จึงซักถามต่อ

“ไม่ทราบใครเป็นผู้พาตัวเขาไป ข้าเกรงเขาจะตกอยู่ในมือคนชั่วที่ลอบทำร้ายเขา”

ชายแก่โบกไม้โบกมือ “เจ้าวางใจเถอะ เขาไม่เป็นอันตรายหรอก คนที่ช่วยเหลือเขาไปนั้นข้าล้วนรู้จักดี พวกเขาทำงานอยู่ที่โรงเตี๊ยมตระกูลเฉินในเมืองนี่เอง”

โจวจิ้งเค่อสะดุดใจ โรงเตี๊ยมตระกูลเฉินเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ ลู่เจาถงเป็นคนในกองทัพ ทั้งยังสังกัดทหารกองดาบ ไม่มีทางไปรู้จักมักคุ้นกับคนในโรงเตี๊ยมตระกูลเฉินแน่ คนเดียวที่จะให้คำตอบเขาได้เห็นจะเป็นว่านเสินจื่อผู้นั้น ดูเหมือนว่านางจะพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องวุ่นวายบางอย่าง

“หากเขาปลอดภัยดีแล้ว ข้าก็วางใจ ขอบคุณท่านลุง ขออภัยที่ต้องมารบกวนมืดค่ำเช่นนี้”

“ไม่เป็นไร ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องราวเหล่านี้ย่อมเป็นหน้าที่ข้าอยู่แล้ว เจ้าตามข้าไปเอาม้าเถอะ” ชายผู้นั้นกล่าวพลางเดินนำไปยังคอกม้า ม้าดำพ่วงพีของเขาตะกุยเท้าในคอกม้าอย่างยินดีเมื่อเห็นเขา หัวหน้าหมู่บ้านเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ

“ช่างเป็นม้าแสนรู้จริงๆ เห็นเจ้าของก็ออกอาการดีใจถึงเพียงนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นม้าที่องอาจสง่างามเช่นนี้มาก่อน นี่คงจะเป็นม้าศึกกระมัง”

โจวจิ้งเค่อยิ้มแต่ไม่ตอบ เขายื่นถุงเงินให้แก่ชายผู้นั้น “โปรดรับไว้เป็นสินน้ำใจ”

“ไม่ต้องหรอกพ่อหนุ่ม ว่าแต่เจ้าไปพบชายที่บาดเจ็บคนนั้นได้อย่างไร คนที่ตามมาช่วยเขาถาม แต่ข้าก็ตอบไม่ได้”

“ข้าบังเอิญผ่านไปพบเท่านั้น เขาถูกกลุ่มโจรป่ารุมทำร้าย ตอนที่ข้าไปถึงพวกมันก็หนีไปพร้อมกับทรัพย์สินแล้ว” โจวจิ้งเค่อตอบอย่างรวบรัด

“มิน่าเล่า สภาพของเขาจึงได้สาหัสถึงเพียงนั้น”

โจวจิ้งเค่อประสานมือขอบคุณแล้วกล่าวลา จากนั้นก็จูงม้ากลับ เขาไม่ได้พามันเข้าบ้าน แต่เอาไปซ่อนไว้ในดงไม้ใกล้ๆ

“ซีเฟิง รอข้าอยู่ที่นี่ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางด้วยกัน”

มันร้องเบาๆ ราวกับตอบรับ โจวจิ้งเค่อลูบแผงคอมันอย่างอ่อนโยนก่อนจะเดินกลับบ้าน

เขากลับมาทันเวลาอาหารพอดีแต่ปฏิเสธที่จะร่วมโต๊ะ เกรงว่าท่าทีของพวกตนจะเผยพิรุธให้ผู้อื่นรู้ว่าไม่ใช่สามีภรรยา จึงเพียงขอปันอาหารเล็กน้อยแล้วยกเข้าไปให้นางในห้อง

ว่านลี่ชุนเอนหลังอยู่บนเตียง พอเห็นชายหนุ่มเข้ามาก็ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า หน้าตานางดูสดชื่นผ่องใส อาศัยช่วงที่เขาออกไปข้างนอก ยกน้ำเข้ามาเช็ดเนื้อเช็ดตัว พอเห็นเขาถืออาหารเข้ามาก็ยิ้มร่า

“ข้าได้กลิ่นอาหารครู่หนึ่งแล้ว กำลังคิดว่าจะออกไปตามท่านดีหรือไม่”

ชายหนุ่มยื่นชามข้าวให้นางก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่มุมเดิม กินอาหารในมือของตนไปเงียบๆ

“ท่านแม่ทัพ มิใช่ว่ายามนี้ท่านต้องไปออกศึกที่แคว้นหลู่หรือ เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่แคว้นฉู่นี้” อยู่ๆ นางก็ถามขึ้น

โจวจิ้งเค่อปรายตามองนางอย่างดุดัน ภารกิจของเขาใช่เรื่องที่นางสมควรถามหรือ

“อ้อ...ลืมไป พี่โจว ท่านหนีทหารมาหรือ” นางนึกว่าเขาไม่พอใจที่นางเรียกขานว่าท่านแม่ทัพ

โทสะของชายหนุ่มพุ่งสูงยิ่งกว่าเดิม นางไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่

“ความลับทางการทหาร ข้าไม่จำเป็นต้องบอกต่อเจ้า” น้ำเสียงของเขาไม่ชวนให้สนทนาด้วยสักนิด กล่าวจบก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจนาง

“ถ้าเช่นนั้นท่านจะช่วยเลื่อนภารกิจของกองทัพไปส่งข้าที่ตำหนักนอกก่อนได้หรือไม่” ว่านลี่ชุนเอ่ยปาก ไม่สนใจสักนิดหากเขาจะว่านางหน้าหนา ก็ฮ่องเต้บัญชาลงมาให้เขาส่งคนมาคุ้มกันนางมิใช่หรือ ลู่เจาถงที่รับผิดชอบหน้าที่นี้โดยตรงบัดนี้ยังไม่รู้ชะตากรรม เขาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาย่อมต้องรับหน้าที่นี้แทน

เขาแค่นเสียงตอบอย่างเย็นชา “อาศัยอะไรให้ข้าช่วยเจ้า คนของข้าบาดเจ็บสาหัสเป็นตายยังไม่รู้ ในเมื่อเจ้าเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากเหล่านี้เอง ก็หาหนทางเอาเองเถิด เป็นผู้พยากรณ์มิใช่หรือ ก่อนออกจากตำหนักบนมา มิได้ทำนายดวงชะตาให้ตนเองหรืออย่างไร”

คำพูดของแม่ทัพหนุ่มทำเอานางสติขาดผึง แต่เกรงว่าความลับจะรั่วไหลจึงกัดฟันพูดเสียงต่ำ

“โจวจิ้งเค่อ อย่าคิดว่าข้าจะง้อท่าน ท่านมาแคว้นฉู่ครั้งนี้อย่าหวังว่าภารกิจจะประสบความสำเร็จเลย ข้าขอทำนายว่าเบาะแสที่ท่านกำลังตามหา ต่อให้หาให้ตายก็ไม่มีทางพบ ถึงข้ารู้ก็ไม่มีวันบอกท่าน”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว คำพูดของนางทำให้เขาอดนึกระแวงไม่ได้ว่านางรู้เบื้องหลังภารกิจที่ตนมายังแคว้นฉู่ ถึงแม้ฮ่องเต้จะทรงไว้พระทัยเขา แต่ความลุ่มหลงที่ทรงมีต่อว่านเสินจื่อผู้นี้ก็ไม่น้อยเลย ไม่แน่ว่าอาจจะเคยตรัสถึงเรื่องนี้ให้นางฟังแล้วก็ได้

เขาหารู้ไม่ว่าตั้งแต่นางพบเขาที่โรงเตี๊ยมในเมืองเล็กๆ ระหว่างทางไปตำหนักนอก ว่านลี่ชุนก็ได้ส่งพิราบสื่อสารไปยังโจวเสินจื่อ เครือข่ายเฉินเต้าจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแม่ทัพโจวผู้นี้ส่งมาให้ ที่ผ่านมาเขามักไปสืบหาเบื้องหลังโรงเตี๊ยมตระกูลเฉิน หลงจู๊จากสาขาต่างๆ รายงานมาตรงกันว่ามีชายหนุ่มซึ่งเดินทางผ่านหัวเมืองต่างๆ มักถามหาเถ้าแก่ หัวหน้าใหญ่ซึ่งประจำอยู่ที่คฤหาสถ์ตระกูลเฉินและสวมรอยเป็นผู้ดูแลก็ได้มีโอกาสพบเขาครั้งหนึ่ง คนเหล่านี้คลุกคลีอยู่กับสายข่าว ย่อมรู้จักหน้าค่าตาคนสำคัญในราชสำนักเป็นอย่างดี แม้โจวจิ้งเค่อมิได้เปิดเผยฐานะ พวกนางก็รู้ว่าเขาเป็นใคร เขากำลังสงสัยเบื้องหลังของโรงเตี๊ยมตระกูลเฉิน ดีไม่ดีอาจจะกำลังสงสัยเบื้องหลังของเฉินเต้าอยู่ก็ได้

วาจาที่กล่าวเป็นนัยว่านางรู้จุดประสงค์ในการมาแคว้นฉู่ทำให้โจวจิ้งเค่อไม่สบายใจ กระนั้นชายหนุ่มก็ปกปิดไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

“จุดประสงค์ในการมาแคว้นฉู่ของเจ้าก็เช่นกัน อย่านึกว่าข้าไม่รู้ ฉากหน้าทำป็นมาร่วมเคารพศพเฉียวเสินจื่อที่ตำหนักนอก แต่แท้จริงแล้วตั้งใจก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำในสภาวการณ์ที่แคว้นต่างๆ กำลังตึงเครียด เช่นนั้นจงตอบข้ามา เจ้าโผล่มาทำอะไรที่นี่ น่าเสียดายนัก ชีวิตของลู่เจาถงไม่ควรมาสังเวยให้คนที่ไม่รู้คุณค่าอย่างเจ้า”

ประโยคสุดท้ายของเขาทำให้ว่านลี่ชุนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

"ท่านไปได้ข่าวอะไรมา" น้ำตารินไหลจากสองตาอย่างห้ามไม่อยู่ ลู่เจาถงตายแล้วอย่างนั้นหรือ เมื่อเช้าเขายังยกดาบขึ้นต่อสู้ พยายามปกป้องนางด้วยร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต ภาพความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมา ลู่เจาถงที่เติบโตมาด้วยกัน เด็กหนุ่มที่อยู่เคียงข้างคอยดูแลนางมาตั้งแต่ยังเด็ก คนที่รักนางอย่างจริงใจ ชายหนุ่มที่อ่อนโยนและซื่อตรงคนนั้นจากโลกนี้ไปแล้วหรือ

โจวจิ้งเค่อเห็นนางร่ำไห้ก็นึกแปลกใจ ชั่วเวลาสั้นๆ เหตุใดนางจึงผูกพันกับหัวหน้ากองดาบถึงเพียงนี้ แต่ก็ฉวยโอกาสนี้หลอกถามข้อมูลจากนาง

“ใช่ ลู่เจาถงคนของข้าตายเพราะเจ้า ยามที่เขาตายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตายไปเพื่ออะไร เจ้าช่างเลือดเย็นนัก หลอกใช้ความรักของเขาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง”

“ข้าเปล่า… ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้เขาตามมา แต่เขา...เขาดึงดันที่จะตามมา ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย” นางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาเหมือนเด็กๆ

“เมื่อครู่ข้าออกไปสืบข่าวในหมู่บ้าน พวกเขาบอกว่ามีชายหนุ่มบาดเจ็บสาหัสบนหลังม้าหลงเข้ามาในหมู่บ้าน แต่มีคนพาตัวไปเสียแล้ว”

“ใคร? ใครพาตัวเขาไปอย่างนั้นหรือ แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่รอด” ว่านลี่ชุนรีบเงยหน้าถามรัว

“เจ้าคิดว่าคนที่ไปถึงตัวลู่เจาถงก่อนจะเป็นคนจากเฉินเต้าหรือเป็นคนร้ายเมื่อเช้าที่ไล่ฆ่าเจ้าอย่างดุเดือดกันล่ะ” โจวจิ้งเค่อย้อนถาม แม้ในใจจะรู้ดีว่าลู่เจาถงยังไม่ตาย

นางได้ฟังก็คิดไปว่าเรื่องราวของลู่เจาถงน่าจะเป็นร้ายมากกว่าดี น้ำตาจึงไหลหยดมากขึ้น

“คนในหมู่บ้านบอกข้าว่า คนที่มาพาตัวลู่เจาถงไปก็คือคนจากโรงเตี๊ยมตระกูลเฉิน” โจวจิ้งเค่อพูดพลางคอยจับสังเกตปฏิกิริยาของนาง ยามที่นางได้ยินคำว่า “โรงเตี๊ยมตระกูลเฉิน” ดวงตาคู่งามนั้นฉายวาบด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด และชั่วขณะนั้นชายหนุ่มก็ได้รู้ในสิ่งที่เขาต้องการ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 226 ครั้ง

431 ความคิดเห็น

  1. #378 JikkoHza Xuounoy (@jikkoh-sanrio) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 01:22
    รีบมาต่อนะค่ะ กำลังสนุกเลย
    #378
    0
  2. #377 !•คิวปิด•! (@kukcruel) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 21:03
    นี่คือนิยายชิงไหวชิงพริบชัดๆ รอไรท์มาต่อโดยไว
    #377
    0
  3. #376 FaiiSomjai (@FaiiSomjai) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 20:35
    น้องว่านหลงกลพี่โจวเขาแล้วลูก หนูดึงสติด่วนๆๆลูก
    #376
    0
  4. #374 @_sassygirl_@ (@friday11) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 18:12
    หลอกถามกันไปมา
    #374
    0
  5. #373 yummy11 (@yummy11) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 17:48

    มาแว้ววววว
    #373
    0
  6. #372 Supriya (@Supriya1606) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 15:57

    ขอบคุณค่ะะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png

    #372
    0