ผู้พยากรณ์แห่งเฉินเต้า 神道 先见者

ตอนที่ 34 : ล้มป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 215 ครั้ง
    11 มิ.ย. 62


โจวจิ้งเค่อไม่ต้องการเสียเวลาแม้เพียงนิด ที่ยื่นมือเข้าช่วยนางและลู่เจาถงก็ทำให้เขาเสียเวลาเดินทางไปวันหนึ่งแล้ว ตลอดทางจึงเพียงหยุดพักให้ม้ากินน้ำ ทั้งสามมื้อล้วนแล้วแต่เป็นน้ำเปล่าในถุงหนังและอาหารแห้งที่ตระเตรียมมา แสงแดดเริงแรงไม่มีผลต่อร่างกายเขาที่เคยชินกับการกรำศึกมาหลายปี แต่นั่นย่อมมิใช่กับว่านเสินจื่อ

คิดไม่ถึงเลยว่าเดินทางกับเขาครานี้ว่านลี่ชุนถึงกับต้องร้องหามารดา ตั้งแต่เข้าอารามเฉินเต้ามานางไม่เคยต้องลำบาก อาหารสามมื้อล้วนมีคนป้อนให้ถึงปาก ยิ่งยามได้เป็นเสินจื่อยิ่งแทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไร เสี่ยวหงและเสี่ยวฟางล้วนแต่เป็นผู้ดูแลไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ยามนี้ออกเดินทางมากับโจวจิ้งเค่อ แม้แต่รถม้าสักคันก็ไม่มี เขาเป็นบุรุษย่อมมีสัมภาระน้อย ส่วนนางไม่มีสัมภาระเลยเพราะล้วนติดไปกับรถม้าที่โดนโจมตีเสียหมด แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่มีให้ผลัดเปลี่ยน

เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้แม่ทัพโจวมีหรือจะใส่ใจ ออกจากเมืองอานเฉิงได้ก็เร่งควบม้าทั้งวัน เขาหยุดพักแรมในโรงเตี๊ยมเล็กๆ เมืองถัดมาเพียงหนึ่งคืน รุ่งเช้าก็เร่งออกเดินทางต่อ ว่านลี่ชุนแม้มิได้ปริปากบ่นแต่ล่วงเข้าเช้าวันที่สามนางก็เริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย

วันนั้นพอพักกินข้าวเที่ยงเสร็จ เขาก็ออกเดินทางต่อ ความร้อนที่สะสมมาทั้งวันทำให้แดดยามบ่ายแผดเผาอย่างทารุณ ว่านลี่ชุนที่เอาผ้าคลุมร่างไว้ยังรู้สึกร้อนผ่าวราวกับจะจับไข้ ลมแรงที่ปะทะใบหน้าทำให้นางไม่สบายผิวทั้งยังหายใจไม่ถนัด นางฝืนตัวไว้ยามที่รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอื้ง มือบางจับแผงคอม้าไว้แน่น ยามที่สายตามองลงไปยังพื้นดินที่ม้าวิ่งผ่านยิ่งทำให้ตาลายไปหมด นางจึงมองไปข้างหน้าพลางสูดลมหายใจลึก ทว่าอยู่ๆ ภาพที่เห็นก็กลายเป็นภาพขาวดำก่อนที่ทุกอย่างจะวูบดับไป

โจวจิ้งเค่อคว้าตัวนางไว้อย่างก่อนที่ร่างโงนเงนนั้นจะร่วงหล่น เขาดึงบังเหียนให้ม้าหยุดอย่างกะทันหัน นึกว่านางเผลอหลับจึงโมโหเสียจนเกือบจะเอ่ยตำหนิ ทว่ายามที่ก้มลงมองจึงได้เห็นว่าดวงหน้าเล็กในห่อผ้านั้นแดงก่ำ สองตาปิดสนิท เหงื่อซึมไปทั้งร่าง ครั้นแนบหลังมือเข้ากับหน้าผากจึงค่อยรู้ว่าตัวนางร้อนเป็นไฟ

เขาสบถอย่างหัวเสีย ได้แต่มือหนึ่งกอดนางไว้ อีกมือจับบังเหียนเร่งควบม้าไปยังเมืองข้างหน้าซึ่งอยู่อีกไม่ไกล จากนั้นก็อุ้มนางเข้าไปขอห้องพักในโรงเตี๊ยม

คนในโรงเตี๊ยมต่างมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ชายร่างสูงใหญ่อุ้มสตรีนางหนึ่งมาขอห้องพักยามกลางวันแสกๆ มิหนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังไม่ได้สติ พฤติกรรมเช่นโจรราคะเช่นนี้ไว้ใจได้ที่ไหน ต่างสงสัยว่านางคงจะโดนโปะยาสลบมาเป็นแน่ ตั้งใจว่าประเดี๋ยวเขาคล้อยหลังไปแล้วจะส่งคนไปแจ้งนายอำเภอ โจวจิ้งเค่ออ่านความคิดของคนเหล่านี้ออก อารมณ์ที่ไม่ดีอยู่แล้วจึงยิ่งย่ำแย่เข้าไปใหญ่

“ภรรยาของข้าไม่สบาย พวกเจ้ารีบไปตามหมอมา”

ท่าทางดุดันของเขาทำให้คนเหล่านั้นไม่กล้าสงสัย ยิ่งเขาให้คนไปตามหมอจึงยิ่งทำให้คนทั้งหลายคลายใจ เช่นนี้คงมิใช่โจรเด็ดบุปผาแล้ว เสี่ยวเอ้อร์ที่เมื่อครู่ยืนตะลึงได้สติจึงรีบตอบ

“ขอรับๆ นายท่าน ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ นายท่านมีสง่าราศีถึงเพียงนี้จะเป็นโจรราคะไปได้อย่างไร”

ยังไม่พูดก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อพูดออกมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดวงตาคมลุกวาบราวกับจะแผดเผาเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นให้เป็นจุณ เถ้าแก่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปแก้สถานการณ์

“ยังมัวพูดมากอยู่อีก รีบไปตามหมอมา นายท่านเชิญทางนี้ขอรับ ข้าจะพาท่านไปห้องที่ดีที่สุด” เถ้าแก่เป็นคนสายตาเฉียบแหลม แม้โจวจิ้งเค่อจะแต่งกายธรรมดา แต่ท่าทางของเขาบ่งบอกถึงอำนาจบารมี อีกทั้งม้าที่เขาขี่ก็มิใช่สามัญ คนเช่นนี้ต่อให้นุ่งผ้าขี้ริ้วก็ดูออกว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ โจวจิ้งเค่อไม่ต้องการอยู่เป็นเป้าสายตาจึงรีบตามเถ้าแก่ไป

ยามหมอมาดูอาการ เขาจำเป็นต้องอยู่ในห้อง หมอชราจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่งก็หันกลับมา

“ร่างกายภรรยาท่านไม่อาจทนตรากตรำเช่นนี้ได้ นางพักผ่อนไม่เพียงพอ ทั้งยังกินไม่อิ่มท้อง ร่างกายจึงอ่อนแอ ดูเหมือนจะเป็นไข้แดดเสียแล้ว” น้ำเสียงนั้นราวกับจะตำหนิ ยิ่งทำให้โจวจิ้งเค่อหงุดหงิดหนักเข้าไปอีก กระนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงออก เพียงเอ่ยปากกับหมอผู้เฒ่า

“ขอท่านหมอช่วยเขียนเทียบยา ข้าจะให้คนไปซื้อทันที”

ท่านหมอลงมือเขียนเทียบยา ปากก็บ่นอุบอิบ โจวจิ้งเค่อได้ยินแว่วๆ “ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปฝาเอาเสียเลย” ชายหนุ่มได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในใจ เขามิใช่คนหยาบกระด้างปานนั้น ที่ผ่านมาเห็นนางเผชิญหน้าเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างสงบเยือกเย็น  ไหนเลยจะรู้ได้ว่านางอ่อนแอถึงเพียงนี้

เมื่อว่านลี่ชุนฟื้นขึ้นมาจึงค่อยพบว่ายามนี้นางนอนอยู่ในโรงเตี๊ยม นางรู้สึกกระหายน้ำจึงยันกายลุกขึ้นนั่ง มองกาน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ปรารถนาจะให้มันลอยมาถึงปากเสียเหลือเกิน เมื่อต้องออกมาระหกระเหินตามลำพังเช่นนี้ นางคิดถึงเสี่ยวหงเสี่ยวฟางยิ่งนัก

ประตูห้องเปิดออก นางหันไปมอง เห็นโจวจิ้งเค่อประคองถ้วยยาเดินเข้ามา พอเห็นนางตื่นแล้วจึงยื่นถ้วยยาในมือให้

“ตื่นแล้วก็ดื่มยาเสียหน่อยเถอะ”

กลิ่นฉุนของยาแตะจมูก ยังไม่ต้องลิ้มรสก็เดาได้ว่าขมเพียงใด ยาแผนปัจจุบันนางยังไม่ยอมกิน มีหรือจะกินยาต้มขมปี๋เช่นนี้ ว่านลี่ชุนผลักมือเขาออก

“ไม่เป็นไร...ข้าเพียงอ่อนเพลียเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องดื่มยาหรอก”

“ท่านหมอบอกว่าเจ้าเป็นไข้แดด ร่างกายอ่อนแอ ดื่มยานี่เสียหน่อยอาการจะได้ทุเลา ยังต้องเดินทางอีกไกล หากไม่รักษาร่างกายให้ดีจะเจ็บป่วยขึ้นมาอีกได้” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“ข้าไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณท่านแม่ทัพ” ว่านลี่ชุนผลักมือเขาออก แต่แล้วเมื่อเหลือบตาขึ้นมองก็เห็นสายตาดุดันมองลงมา

...ดูเหมือนวันนี้ท่านแม่ทัพจะอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง นางยอมดื่มก็ได้...

นางกลั้นใจแตะริมฝีปากเข้ากับถ้วยยา กระดกยาเข้าปากทีเดียวหมด รสชาติขื่นขมแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ กลิ่นฉุนเฉียวฝาดขมของสมุนไพรทำให้นางลมตีขึ้นมาจนเกือบอาเจียน นางยกมือปิดปากไว้ “อึ้ก...น้ำ!”

โจวจิ้งเค่อรินชาใส่จอกแล้วส่งให้นาง

“อีกประเดี๋ยวข้าจะให้คนยกอาหารขึ้นมาให้”

รสชาติของยาทำให้นางไม่นึกอยากอาหาร

“ข้าอยากอาบน้ำ” นางบอกเขา

“กินข้าวก่อนเถอะ เจ้าไม่มีสัมภาระติดมามิใช่หรือ เมื่อครู่ข้าออกไปซื้อหาให้ อีกประเดี๋ยวร้านค้าคงทยอยส่งข้าวของมา รอมีเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนแล้วค่อยอาบก็แล้วกัน”

ได้ยินเช่นนั้นว่านลี่ชุนก็ไม่ได้แย้ง พอคนยกสำรับขึ้นมาก็ลุกไปนั่งกินกับเขาที่โต๊ะ นับเป็นอาหารดีๆ มื้อแรกที่นางได้กินตั้งแต่พลัดหลงกับคนของเฉินเต้า จากที่คิดว่าจะกินไม่ลง นางกลับเจริญอาหารอย่างมาก โจวจิ้งเค่อเหลือบมองแล้วจึงลอบถอนใจอย่างโล่งอก

พอคนมาเก็บสำรับไป น้ำอาบก็ถูกยกเข้ามา ชายหนุ่มออกไปยืนรออยู่หน้าห้อง นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ตนเองตกต่ำถึงกับต้องมายืนเฝ้ายามให้กับสตรีผู้หนึ่งเช่นนี้ แต่หญิงสาวในห้องหาได้รู้ไม่ นางสระผมถูเนื้อถูตัวแล้วก็แช่น้ำอย่างสบายใจอยู่เป็นนาน

พอน้ำเริ่มเย็น ว่านลี่ชุนจึงค่อยลุกขึ้นเช็ดตัว นางหยิบชุดสตรีในห่อผ้าขึ้นมาดู นอกจากเสื้อตัวในสีขาวสะอาดตาแล้ว ยังมีเสื้อตัวนอกอีกสามชุดล้วนตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อหนาสีหม่น ราวกับว่ามันถูกทิ้งอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของร้านมานานปี แต่ยามนี้นางหาได้สนใจเรื่องพวกนี้ไม่ จะปลอมเป็นหญิงชาวบ้านย่อมต้องสวมใส่อาภรณ์ที่สีสันไม่ฉูดฉาดเช่นนี้

แต่งกายเสร็จแล้วก็เปิดประตูห้องออกมาเพื่อเรียกให้คนมายกถังน้ำออกไป ไม่คาดคิดว่าจะเจอเขายืนอยู่หน้าห้อง โจวจิ้งเค่อจ้องใบหน้าเล็กๆ สดใสของนางที่ล้อมกรอบด้วยเส้นผมเปียกชื้นสยายเต็มแผ่นหลัง สีหน้าเขาเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์เช่นเคย ว่านลี่ชุนเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ

“ท่านยืนรออยู่ตรงนี้ตลอดเวลาเลยหรือ”

“หากไม่ให้ข้ารอตรงนี้จะให้เข้าไปรอในห้องหรือ” เขาย้อนถามเสียงเย็น สายตาหลุบลงมองพื้น

“ข้านึกว่าท่านจะลงไปดื่มชารอที่ด้านล่าง”

“เจ้านึกว่าศัตรูของตัวเองธรรมดานักหรือ คลาดสายตาไปเพียงนิดศีรษะเจ้าก็อาจจะไม่อยู่บนบ่าแล้ว”

หญิงสาวไม่ใส่ใจถ้อยคำที่ดูเหมือนจะเหน็บแนม รู้ดีว่าแม้วาจาจะไม่รื่นหูแต่อีกฝ่ายก็เป็นห่วงความปลอดภัยของนางจริงๆ ได้กินข้าวอาบน้ำก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นมาก อาการไข้เหมือนจะทุเลาลงแล้ว นางยิ้มให้เขาพลางกล่าว “เช่นนั้นรบกวนท่านเรียกคนมายกน้ำออกไปเถิด คืนนี้รีบพักผ่อนพรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางกันต่อ”

ชายหนุ่มลังเล แม้แรกเริ่มอยากจะรีบเดินทางไปให้ถึงเมืองส่านเซิง แต่เห็นนางล้มป่วยก็ไม่สบายใจ “หากอาการยังไม่ดีขึ้นจะพักต่ออีกสักวันก็ได้”

ทว่าว่านลี่ชุนโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ไม่จำเป็น หากจำไม่ผิดข้างหน้าไม่ไกลเป็นเมืองหูเจียง ที่นั่นเป็นเมืองใหญ่ค่อนข้างไกลจากชายแดน นักฆ่าพวกนั้นนึกว่าข้าตกเหวไปพร้อมกับท่าน พวกเขาเข้าใจว่าข้าเป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่งของลู่ตุ้ยซวิ่น คงไม่มีใครสนใจข้าอีก ที่สำคัญเมืองหูเจียงนี้มีสาขาของอารามเฉินเต้าอยู่ ข้าจะพำนักอยู่ที่นั่นแล้วค่อยส่งข่าวให้คนจากตำหนักนอกส่งคนมาอารักขากลับไป”

“อืม” เขาตอบรับเพียงสั้นๆ ก่อนเดินจากไป

ราตรีนั้นโจวจิ้งเค่อยึดพื้นที่มุมห้องเหมือนเคย เขาทิ้งตัวลงนอนหนุนแขนหลับตาทว่าแสงตะเกียงสว่างจ้าทำให้ยังไม่อาจข่มตาหลับลงได้ ดวงตาคมที่ดูเหมือนปิดสนิทหรี่มองหญิงสาวที่ยังคงนั่งสางผม ในห้องสดชื่นไปด้วยกลิ่นเกลือขัดผิว เช่นเคย เสินจื่อนางนั้นทำราวกับในห้องนี้ไม่มีเขา นางมิได้เกรงกลัวเขาเลยสักนิด มือขาวนวลจับหวีไม้สางเส้นผมรุ่ยร่ายที่ยาวเลยบั้นเอว นางมีผมดำราวน้ำหมึกที่เงางามทิ้งตัวราวกับม่านน้ำตก ท่าทางเก้งก้างนั่นบอกให้รู้ว่าที่ผ่านมาเรื่องง่ายๆ แม้แต่การสางผมนางก็มีคนคอยปรนนิบัติ เส้นผมที่เริ่มแห้งถูกรวบไว้บนบ่าข้างหนึ่ง แม้เห็นเพียงเส้นสายเรือนกายอรชรจากด้านหลังก็ยังรู้สึกว่างดงามนัก ในที่สุดนางก็ลุกขึ้นยืนจะเดินไปดับตะเกียง พอนางหันหน้ากลับมาจึงได้เห็นว่าชุดสีเปลือกไม้หม่นมัวที่เขาตั้งใจเลือกให้นางกลับขับผิวขาวผ่องของนางให้ดูนวลเนียนใต้แสงตะเกียง มิได้ทำให้นางดูซอมซ่อเลยสักนิด

สวย… โจวจิ้งเค่อคิดในใจแล้วรีบหลับตาไม่กล้ามองต่อ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 215 ครั้ง

431 ความคิดเห็น

  1. #406 yummy11 (@yummy11) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 18:22
    อิอิอิ จงตกหลุมซ่ะ!!!
    #406
    0
  2. #405 monmanon (@monmanon) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 15:03

    สวย กระแทกตาและใจเต็มๆ

    #405
    0
  3. #404 FaiiSomjai (@FaiiSomjai) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 21:31
    สั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง สวยพะน่ะ!! อิแม่ทัพโจวไม่รอดแน่
    #404
    0
  4. #403 InkFish (@ginmoon) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:38
    ระวังโดนนางเอกเราตกนะ 555
    #403
    0
  5. #402 chayaratsangsook (@chayaratsangsook) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 10:10
    ใกล้กันทั้งวันใจมันก็ต้องอ่อนให้บ้างเป็นธรรมดาของตัวผู้แบบเราๆท่านๆนั้นล่ะนะ 555
    #402
    0
  6. #401 eeyorepink (@eeyorepink) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 10:10
    ดีใจจริงๆ​ ไรท์กลับมาแล้วววว​ รอทุกวันเลย
    #401
    0