ผู้พยากรณ์แห่งเฉินเต้า 神道 先见者

ตอนที่ 6 : สามปีแห่งการบ่มเพาะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10462
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 834 ครั้ง
    3 ก.ค. 61








สามปีที่ผ่านมา คำพยากรณ์ในกระดาษแผ่นนั้นไม่มีผิดเลยสักเรื่องเดียว ทุกสิ่งที่ว่านลี่ชุนเขียนให้แก่โจวเสินจื่อล้วนเกิดขึ้นตามวันเวลาที่นางระบุไว้ บางเหตุการณ์ นางถึงกับเล่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แม่นยำอย่างน่าทึ่ง ไม่เพียงเท่านั้นความสามารถของนางก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ โดยทั่วไปแล้วนักบวชทั่วไปมักต้องใช้เวลาฝึกฝนราวสามถึงเจ็ดปีเพื่อเลื่อนขั้นเป็นอู๋จื่อ แต่ว่านลี่ชุนแม้ต้องรับใช้โจวเสินจื่อไปด้วย กลับสามารถสอบเลื่อนขั้นเป็นอู๋จื่อได้ในเวลาเพียงสองปี เหลือแต่เพียงเข้าพิธีทังลี่ซื่อ (พิธีชำระล้าง) เท่านั้นก็เป็นอันเรียบร้อย

แรกเริ่ม ว่านลี่ชุนเป็นเพียงนักบวชฝึกหัดที่ติดตามโจวเสินจื่อ มักอยู่ในกุฏิเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่านางเป็นคนรู้ใจของเจ้าตำหนักล่างสาขาหลัก ไม่เพียงเรียนรู้งานได้รวดเร็ว ดูเหมือนว่าว่านลี่ชุนจะสนุกสนานกับงานเป็นอย่างมาก สิ่งที่โจวเสินจื่อสังเกตเห็นก็คือ ว่านลี่ชุนไม่น่าจะเป็นเด็กสาวธรรมดา

กลไกต่างๆ ของห้องลับและลักษณะการดำเนินงานขององค์กรเรียกได้ว่าล้ำยุคล้ำสมัย หากเป็นเด็กสาวส่วนใหญ่มักจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัว แต่ว่านลี่ชุนกลับมองสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ราวกับนางเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ก่อน

แรกเริ่มโจวเสินจื่อพานางไปดูช่องลับทั้งหลายที่ใช้ในการรับส่งข่าวสาร เป็นอุโมงค์เล็กๆ มีด้วยกันทั้งหมดสิบสองช่อง สารจะถูกใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ ที่ก้นกระบอกฉาบไว้ด้วยก้อนโลหะหนักอึ้ง จุดสำหรับหย่อนสารจากข้างบนกระจัดกระจายอยู่บริเวณต่างๆ ทั้งในและนอกอาราม ข่าวสารที่ส่งมาจากสาขาย่อยต่างๆ โจวเสินจื่อเป็นผู้รวบรวมไว้ที่สาขาหลักนี้เอง  ปลายอุโมงค์ส่งสารนี้จะมีฝาโลหะครอบไว้ เวลาที่หย่อนกระบอกไม้ไผ่ลงมาจะได้ยินเสียงดัง “แกร๊ก” เมื่อสารมาถึง หน้าที่แรกของว่านลี่ชุนคือ คอยรวบรวมสารเหล่านี้มาให้โจวเสินจื่อ ในแต่ละวันจะมีสารส่งเข้ามาราวห้าสิบถึงร้อยฉบับ บางครั้งโจวเสินจื่อก็อนุญาตให้นางช่วยคัดกรอง จัดหมวดหมู่และแยกสารที่มีความสำคัญไว้ให้โจวเสินจื่อพิจารณาโดยเฉพาะ

เวลาว่างว่านลี่ชุนต้องฝึกปรือการเป็นอู๋จื่อ (ร่างทรง) ด้วยการฝึกร่ายรำกระบวนท่าที่ใช้ในการประกอบพิธี ฝึกการทำนายทายทักอันแบ่งเป็นด้านต่างๆ เช่น การดูนรลักษณ์ (โหงวเฮ้ง) การทรงเจ้าเข้าผี การอ่านลายมือ การทำนายด้วยกระดองเต่า นางยังต้องศึกษาเครื่องรางของหลังจำนวนกว่าร้อยชนิดที่อารามจำหน่ายว่าเครื่องรางใดเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ใด เช่น เครื่องรางให้แคล้วคลาดปลอดภัยจะเป็นพู่รูปพัดอันเล็กๆ มีอักษรคำว่า “อันฉวน” ปักไว้ เครื่องรางสำหรับค้าขายร่ำรวยเรียกว่าเชียนเค่อ มีลักษณะเป็นถุงสีเหลืองเล็กๆ ปักคำว่าจิน (ทอง) นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางยิบย่อยอีกมากมายเพื่อ สุขภาพ ความรัก หน้าที่การงาน ขอบุตร ในส่วนของพิธีกรรม อู๋จื่อมีหน้าที่ช่วยอาจารย์ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ เช่นการเข้าทรงซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บ้างใช้ไอน้ำเป็นสื่อ บ้างใช้การเพ่งพิจารณาหรือการทำสมาธิ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนแต่สำคัญต่อการสอบเลื่อนขั้นไปเป็นอู๋จื่อทั้งสิ้น

ว่านลี่ชุนเห็นว่าการสื่อสารกับวิญญาณผู้ล่วงลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสตร์ที่ยากที่สุด คนอย่างนางไร้ซึ่งความเชื่อในเรื่องวิญญาณโดยสิ้นเชิง จะสื่อสารกับสิ่งลี้ลับเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า ยามต้องไปฝึกอบรมร่วมกับนักบวชฝึกหัดคนอื่นๆ ว่านลี่ชุนไม่แน่ใจว่าคนเหล่านั้นสามารถสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้จริงหรือนั่นเป็นเพียงอาการประสาทหลอนที่เกิดจากความเคร่งเครียดในการฝึกฝนกันแน่ บางคนที่มีร่างทรงจะมีอาการไม่เหมือนกัน บ้างพอวิญญาณเข้าทรงแล้วก็มีท่าทางสูงส่งงามสง่า บางคนก็เอะอะโวยวาย ยากจะแยกได้ว่าเป็นการแสดงหรือเรื่องจริง ว่านลี่ชุนได้แต่ทำสมาธิในขณะที่ผู้อื่นแสดงปาฏิหาริย์


อารามเฉินต้าแบ่งออกเป็นสองส่วน คือตำหนักล่างและตำหนักบน ตำหนักล่างหรืออารามชั้นนอกเรียกว่าหมินสูเฉินเต้าที่ซึ่งโจวเสินจื่อมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ตำหนักล่างเป็นส่วนที่เปิดให้ราษฏรเข้ามาสักการะบูชา เป็นที่อยู่อาศัยของศิษย์สำนักทั่วไปซึ่งมีสถานะเป็นอู๋จื่อ (ร่างทรงวิญญาณ) อู๋จื่อมีหน้าที่เผยแพร่ความเชื่อแก่ราษฎรทั่วไป รวมถึงให้ความช่วยเหลือหลักๆ สามด้าน อันได้แก่ ทำพิธีปัดเป่าและทรงเจ้าเข้าผี ทำนายทายทัก ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง 

ตำหนักบนหรืออารามชั้นใน เรียกว่า หวงซื่อเฉินเต้า เป็นที่อยู่อาศัยของอาจารย์และศิษย์เอกซึ่งเป็นเสินจื่อ (ร่างทรงเทพ) แต่ละคนจะมีเรือนส่วนตัวเพื่อความสะดวกในการภาวนา หน้าที่ของอารามส่วนในสำคัญยิ่งเพราะต้องรับผิดชอบพระราชพิธีสำคัญของวังหลวงที่ต้องมีการอัญเชิญเทพต่างๆ 

แม้ว่าตำหนักล่างจะสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายเครื่องรางของขลังและการบริจาคเงินจากชาวบ้านทั่วไป แต่รายรับส่วนใหญ่ของอารามเฉินเต้าล้วนได้มาจากตำหนักบนซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับราชสำนักและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้ความเป็นอยู่ของอารามชั้นในจึงสะดวกสบาย นอกจากจะมีเรือนพักส่วนตัวแล้วยังมีสาวใช้คอยปรนนิบัติอีกด้วย

ว่านลี่ชุนมีมิตรสหายมากมายเป็นเพื่อนร่วมเรียน ทว่าเวลาว่างนางมักต้องไปช่วยงานโจวเสินจื่อ เหล่านักบวชฝึกหัดเหล่านั้นมองว่านลี่ชุนด้วยความอิจฉาที่นางได้มีโอกาสใกล้ชิดท่านอาจารย์เจ้าตำหนักล่าง แต่พวกนางหารู้สักนิดไม่ว่าเบื้องหลังของอารามเฉินเต้ามิใช่มีเพียงรับใช้ท่านเทพดังที่พวกนางฝึกปรืออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

“ว่านลี่ชุนอยู่ซ้อมร่ายรำเป็นเพื่อนพวกเราหน่อยเถิด ข้ายังจำไม่ได้เลยว่าในพิธีทังลี่ซื่อ (ชำระล้าง) ขั้นตอนในการร่ายรำเป็นอย่างไร”

ว่านลี่ชุนชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้อง “ได้สิ” นางหมุนตัวกลับเข้ามาในห้อง

เบื้องหน้าของนักบวชฝึกหัดแต่ละนางมีโต๊ะตั้งอยู่ บนโต๊ะเรียงรายไปด้วยข้าวของที่ใช้ในการประกอบพิธี อันได้แก่คทาเชือกเกลียว คทากระดิ่งทอง ขวดหยก และกิ่งไผ่ ระหว่างที่ซ้อมร่ายรำ ใครคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น

“ข้าได้ยินมาว่าพิธีทังลี่ซื่อ เกาเสินจื่อก็จะมาร่วมด้วย”

ในห้องเต็มไปด้วยเสียงซักถามเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที

“จริงหรือ เกาเสินจื่อเป็นเจ้าตำหนักบนมิใช่หรือ เหตุใดนางจึงจะมาร่วมพิธีทังลี่ซื่อของพวกอู๋จื่อเล่า”

“ได้ยินมาว่า นางต้องการจะคัดคนที่มีแววให้ขึ้นไปเป็นเสินจื่อแทนที่เผิงเสินจื่อผู้นั้น”

น้ำเสียงที่พูดคุยเริ่มเบาลงเมื่อเอ่ยถึงเผิงเสินจื่อ ว่านลี่ชุนแม้ไม่ค่อยได้เสวนากับสหาย แต่ก็พอได้ยินเรื่องราวของเผิงเสินจื่อมาเช่นกัน ตำหนักบนไม่มีอู๋จื่อซึ่งเป็นเพียงร่างทรงวิญญาณรับใช้ชาวบ้าน มีแต่เพียงเสินจื่อหรือร่างทรงเทพที่เชื่อว่าสามารถเป็นสื่อกลางระหว่างเทพกับโลกมนุษย์ ในอารามแห่งนี้นับถือเทพหลายองค์ แต่ละองค์ล้วนแล้วแต่มีกำเนิดจากธรรมชาติ อาทิเช่น เทพแห่งขุนเขา สายลม หรือดวงตะวัน อู๋จื่ออาจจะขอลาสิกขาได้ แต่เสินจื่อนั้นต่างออกไป หากได้เลื่อนขั้นเป็นเสินจื่อแล้วย่อมเปรียบประดุจได้สมรสกับท่านเทพ ชั่วชีวิตจึงไม่อาจลาสิกขา ไม่อาจตบแต่งแก่ผู้ใดได้

“เผิงเสินจื่อผู้นั้นป่านนี้ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตอยู่ ข้าได้ยินสาวใช้ตำหนักบนเล่าลือกันว่า เกาเสินจื่อสั่งให้เอาข้าวของของนางออกมาเผาทิ้ง ส่วนเผิงเสินจื่อตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครพบเห็นนางอีกเลย”

เผิงเสินจื่อผู้นี้เป็นสตรีงดงาม ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเสินจื่อล้วนแล้วแต่เป็นยอดพธูทั้งนั้น หากได้เป็นเสินจื่ออยู่ตำหนักบน ชีวิตย่อมสุขสบาย เพียงแต่ว่าเผิงเสินจื่อผู้นี้ หลังจากได้ติดตามท่านเจ้าตำหนักเข้าไปประกอบพิธีในวังหลวงบ่อยๆ กลับไปผูกสมัครรักใคร่กับองครักษ์วังหลวงผู้หนึ่งเข้า เรื่องราวต่อจากนั้น ว่านลี่ชุนเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ รู้แต่ว่าเผิงเสินจื่อหายสาปสูญไปเหลือแต่เพียงเสียงกระซิบกระซาบของบรรดาสานุศิษย์ในอารามเท่านั้น

“อย่าพูดเรื่องของนางเลย หากอาจารย์มาได้ยินเข้าจะเป็นเรื่องเอาได้” ใครคนหนึ่งเอ่ย “พวกเราต้องตั้งใจให้ดีเผื่อจะได้รับเลือกจากเกาเสินจื่อ”

“ไม่มีทางหรอกที่เกาเสินจื่อจะเลือกนักบวชฝึกหัดอย่างพวกเรา อู๋จื่อที่งดงามและมากความสามารถมีเยอะแยะไป พวกเราจะสอบผ่านเป็นอู๋จื่อหรือไม่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”

ว่านลี่ชุนได้แต่ฟังเรื่องราวเหล่านี้ผ่านเข้าหูโดยไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีก เสินจื่ออย่างนั้นรึ นางไม่ได้อยากเป็นเสียหน่อย ชีวิตที่ราวกับถูกกักขังเช่นนั้น ผู้ใดจะปรารถนากัน อยู่กับโจวเสินจื่อนางทั้งได้เรียนรู้ฝึกฝนและยังมีอิสระมากกว่า อีกทั้งโจวเสินจื่อก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดี ไม่มีเหตุผลใดที่นางจะต้องอยากเป็นเสินจื่อมิใช่หรือ…


เบื้องหลังหนึ่งในประตูทั้งสามบานในห้องโถงรูปวงรีนั้น ในที่สุดว่านลี่ชุนก็ได้มีโอกาสเห็น ประตูบานแรกเชื่อมต่อห้องที่เรียกว่า “คลัง” คราแรกว่านลี่ชุนนึกว่าในคลังแห่งนี้จะเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ ครั้งแรกที่โจวเสินจื่อพานางเข้าไป จึงออกจะเต็มไปด้วยความคาดหวัง ทว่าสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเป็นเพียงห้องเล็กๆ อีกห้องหนึ่งที่มีชั้นวางคุรุภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระดาษ พู่กันและแท่นหมึก ภายในมีประตูอีกสองบาน

“ผิดหวังหรือ” โจวเสินจื่อกล่าวกลั้วหัวเราะ

“เจ้าค่ะ ข้านึกว่าจะมีมหาสมบัติอยู่ในนี้เสียอีก” ว่านลี่ชุนตอบยิ้มๆ

“ที่เจ้าว่ามาไม่ผิดหรอก ในนี้มีมหาสมบัติอยู่จริง” โจวเสินจื่อตอบพลางหยิบขลุ่ยหยกขาวที่ห้อยคอเดินตรงไปยังประตูทางซ้ายมือ ประตูนี้ดูไปแล้วธรรมดาอย่างยิ่ง แทบไม่สังเกตเห็น เป็นเพียงแผ่นเหล็กเรียบๆ ที่แทรกอยู่ในผนัง ว่านลี่ชุนสำรวจด้วยสายตาก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ว่าจะเปิดได้อย่างไร แสดงว่าประตูนี้มีกลไกสลับซับซ้อน โจวเสินจื่อเพียงหยิบขลุ่ยหยกอันจิ๋วเสียบเข้าไปในรูเล็กๆ บนกำแพงแล้วบิดเบาๆ ที่ประตูจึงปรากฏช่องสำหรับสอดกุญแจ โจวเสินจื่อใช้ป้ายหยกประจำตัวที่สลักเป็นเป็นคำว่า “เฉินเต้า” วางในตำแหน่งที่ใต้รูกุญแจ พลันเกิดเสียงดัง 'กึก' ดูเหมือนตราหยกจะถูกผนึกไว้แน่น จากนั้นจึงค่อยควักกุญแจขึ้นมาไข ประตูจึงค่อยเลื่อนเปิดออก โจวเสินจื่อทิ้งตราหยกค้างไว้ก่อนเดินนำเข้าไปในนั้น ครู่หนึ่งประตูจึงเลื่อนปิดลง

"หากไขกุญแจโดยไม่มีตราหยกเสียบค้างไว้ พอเข้าไปได้แล้ว ประตูจะไม่เปิดออกอีกเลยจนกว่าผู้มีตราหยกคนอื่นๆ จะไขเข้ามา ฉะนั้นต้องอย่าลืมวางตราหยกไว้ตรงนี้ทุกครั้ง" โจวเสินจื่อหันมากำชับ

ภายในเป็นชั้นวางเอกสารที่ทอดยาวเป็นแนว หากจะกล่าวว่าลิ้นชักเล็กๆ นับพัน ในห้องวงรีทำให้ผู้คนตื่นตะลึงได้ ขนาดของชั้นเอกสารในนี้ย่อมต้องทำให้ผู้คนตื่นตะลึงเสียยิ่งกว่า ห้องนี้กว้างราวกับสนามฟุตบอล อีกทั้งยังมีเพดานที่สูงมากราวกับตึกสองชั้น  บนชั้นติดป้ายเรียงตามปี ในแต่ละปีมีกล่องไม้เล็กๆ เรียงราย บนกล่องไม้มีป้ายบอกเรื่องราวหรือเหตุการณ์สำคัญที่ถูกเก็บอยู่ในนั้น

...หากมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องคงดีไม่น้อย…คงไม่ต้องใช้สอยพื้นที่มากถึงเพียงนี้

ว่านลี่ชุนแอบคิดในใจ กระนั้นระบบการจัดเก็บเอกสารของที่นี่ เท่าที่เห็นก็รัดกุมไม่น้อย โจวเสินจื่อเดินนำเข้าไป นางหาชั้นที่รวบรวมเอกสารของปีเยี่ยเจาจงที่ยี่สิบออกมาให้ว่านลี่ชุนรับไปถือไว้จำนวนสามกล่อง

“เอาไปไว้บนโต๊ะที่สุดทางเดิน”

ว่านลี่ชุนรับคำแล้วเดินลึกเข้าไปในห้องนั้น บรรยากาศอันเงียบสงัด รายล้อมไปด้วยชั้นใหญ่โตสูงจรดเพดานทำให้ว่านลี่ชุนรู้สึกว่าตัวเองหลงเข้ามาในมิติมหัศจรรย์ (หากไม่นับว่านางข้ามมิติมาแล้วรอบหนึ่ง) ระยะทางที่ไกลราวกับเดินตัดสนามฟุตบอลทำให้แผ่นหลังของว่านลี่ชุนเต็มไปด้วยเหงื่อยามที่นางไปถึงโต๊ะตัวยาวพร้อมกับแบกกล่องไม้สามกล่อง

นางวางกล่องไม้ที่วางซ้อนกันลงกับโต๊ะ พลางสำรวจรอบตัว สายตาไปสะดุดเข้ากับโพรงเล็กแคบที่ปากทางถูกขึงปิดไว้ด้วยเส้นเชือกบางๆ นางเดินเข้าไปชะโงกหน้าดูก็พบว่าถ้ำนั้นลึกเข้าไปเล็กน้อยก็เป็นทางตัน สายลมที่พัดโชยมาจากด้านบนทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความประหลาดใจ เหนือศีรษะขึ้นไป เพดานโค้งมีช่องอากาศเหมือนกับโพรงถ้ำ ทำให้อากาศหมุนเวียนถ่ายเทเข้ามา ช่างเป็นการออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาตินัก

โจวเสินจื่อเดินมาสมทบในไม่ช้า ในมือของนางถือกล่องไม้มาอีกกล่องหนึ่ง

“เอกสารที่เจ้าถือมาสามกล่องเป็นเรื่องราวของแคว้นจ้าวและแคว้นเว่ยในปีที่ฮ่องเต้เซี่ยอิงหวางสวรรคต เกรงว่าในการศึกครั้งนั้น ที่พระองค์ต้องเกาทัณฑ์จนสิ้นพระชนม์จะมิใช่เรื่องบังเอิญ แม้จะเป็นเกาทัณฑ์ของพวกนอกด่าน แต่น่าจะยิงโดยคนจากในกองทัพ ข้าจึงต้องการดูว่าในปีนั้นมีการติดต่อจากสองแคว้นนั้นกับคนในราชสำนักหรือไม่”

ว่านลี่ชุนพยักหน้ารับ โจวเสินจื่อให้นางช่วยตรวจสอบเช่นนี้ย่อมนับว่าไว้ใจนางในระดับหนึ่งแล้ว

ขณะที่นั่งทำงานไปด้วยกันเงียบๆ โจวเสินจื่อก็เอ่ยกับนาง

“รู้หรือไม่ เบื้องหลังประตูอีกบานในห้องคลังคือสิ่งใด”

ว่านลี่ชุนยิ้ม “หากห้องนี้เป็นคลังแห่งข่าวสาร อีกห้องคงเป็นคลังแห่งเงินตรากระมัง ข่าวสารย่อมมีราคามิใช่น้อยมิใช่หรือเจ้าคะ”

โจวเสินจื่อยิ้มอย่างเอ็นดู “เจ้ากล่าวไม่ผิด อีกห้องย่อมเป็นคลังมหาสมบัติ ทว่าลำพังข้าคนเดียวไม่อาจเปิดคลังสมบัติได้ จำต้องมีเจ้าตำหนักบน หวงสื่อเฉินเต้า และเจ้าตำหนักนอก เจี้ยวพ่ายเฉินเต้า ใช้ตราของแต่ละคนร่วมกัน จึงจะเปิดออกได้ ความมั่งคั่งของสำนักเราเหนือกว่าบางแว่นแคว้นเสียอีก”

ว่านลี่ชุนมีสีหน้าสนใจ “เงินทองทั้งหลาย ท่านเจ้าสำนักย่อมแลกเป็นตั๋วเงินถือครองไว้ คงไม่เก็บไว้ในคลังสมบัติหรอกใช่หรือไม่เจ้าคะ ไม่เช่นนั้นคงไม่สะดวกในการใช้สอย ในคลังสมบัตินั้นคงจะเป็นสิ่งของหายาก อย่างเช่น...หยกนิรันดร์ ตี้หวางอวี้ ที่หายสาปสูญไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”


โจวเสิ่นจื่อมีสีหน้าตกใจ “ว่านลี่ชุน เจ้าเป็นใครกันแน่”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 834 ครั้ง

432 ความคิดเห็น

  1. #256 monmanon (@monmanon) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:33

    นางสาจากอนาคตจ้า

    #256
    0
  2. #113 ann_daragon (@ann_daragon) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 18:32

    คืออยากรู้เรืองราวของสองแม่ลูกนั้นบ้างว่าไปยังไง


    #113
    0
  3. #73 casu (@casu) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 02:15
    <p>นี่แหละคือนางเอกที่แท้ทรู</p>
    #73
    0
  4. #17 นิว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 22:15
    รอคะสนุกมาก
    #17
    0
  5. #16 monprapai (@monprapai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 20:48
    นั่นสิ แล้วข้ามมาได้ไง
    #16
    0
  6. #15 apollean (@apollean) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 16:50
    <p>นางเอกเราเรียนจบสาขาประวติศาสตร์มาใช่ไหมเนี่ย</p>
    #15
    0