ผู้พยากรณ์แห่งเฉินเต้า 神道 先见者

ตอนที่ 7 : เสินจื่อแห่งหอฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10000
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 820 ครั้ง
    3 ก.ค. 61



ว่านลี่ชุนคลี่ยิ้ม ใบหน้านั้นมิได้ฉายแววละโมบหรือมุ่งร้ายสักนิด โจวเสินจื่อเห็นเพียงร่องรอยซุกซนอยู่บนนั้น

“โจวเสินจื่อโปรดวางใจ ข้าเพียงเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับของวิเศษของราชวงศ์มาบ้าง หยกตี้หวางอวี้เป็นเพียงหนึ่งในนั้น”

ว่านลี่ชุนมิได้เอ่ยออกไปว่าสมบัติของราชวงศ์ชิ้นนี้ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารว่าถูกโจรกรรมไปขณะกำลังจัดเตรียมพิธีศพของฮ่องเต้ผู้สั่งเสียให้ฝังหยกล้ำค่าก้อนนี้ไปพร้อมกับตน

โจวเสินจื่อยังคงมีสีหน้าคลางแคลงใจ หากมิใช่ว่าว่านลี่ชุนเคยออกปากว่านางมิได้ญาณหยั่งรู้ เรื่องราวที่เป็นความลับขององค์กรเช่นนี้ นางจะล่วงรู้ได้อย่างไร

“โจวเสินจื่อเป็นคนบอกข้าเองมิใช่หรือว่าอารามเฉินเต้าก่อตั้งมายาวนาน ผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ หลายครั้ง แว่นแคว้นเกิดขึ้นแล้วล่มสลาย ทว่าอารามแห่งนี้กลับฝ่าคลื่นลมมาได้ทุกยุคทุกสมัย ของวิเศษเช่นนี้หากจะสูญหายไปในยามบ้านเมืองอ่อนแอย่อมไม่แปลก แต่ผู้ที่สามารถแย่งชิงและครอบครองอย่างลับๆ มายาวนานได้ขนาดนี้ หากไม่ใช่อารามเฉินเต้าแล้วจะเป็นใครไปได้เล่า หากเป็นโจรทั่วไปที่มุ่งขายเอาทรัพย์ หยกชิ้นนี้คงปรากฏออกมานานแล้ว”

โจวเสินจื่อค่อยมีสีหน้าคลายลง เอ่ยพลางถอนใจ “เจ้ารู้มากเกินไปเสียแล้ว หากมิใช่ว่าเจ้าอยู่กับข้ามายาวนานจนข้ารู้จักนิสัยเจ้าดี ข้าคงจะตัดสินใจปิดปากเจ้าเสียแล้ว”

ว่านลี่ชุนหัวเราะ “ข้ารู้ว่าท่านย่อมไม่ทำเช่นนั้นแน่จึงกล้ากล่าววาจาเช่นนี้ออกมา”

“นั่นก็ไม่แน่” โจวเสินจื่อตอบด้วยท่าทางเคร่งขรึมดังเดิม “คำทำนายเกี่ยวกับแคว้นจ้าวและแคว้นเว่ยต่างหาก หากจ้าวหวนกงมิได้รวบรวมแว่นแคว้นใกล้เคียงเข้าโจมตีแคว้นเว่ยดังที่เจ้าทำนาย ข้าก็คงไม่เก็บเจ้าไว้ ยามนี้ข้าจะรอดูคำทำนายต่อไปของเจ้า ฤดูสารทปีหน้าหลู่เซียงอ๋องจะยกทัพเข้าโจมตีแคว้นจ้าวเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่กับจ้าวหวนกงมิใช่หรือ”

“ถูกต้อง นั่นเป็นสิ่งที่ข้ารู้ ฮ่องเต้เพิ่งครองราชย์ไม่ทันไร อ๋องจากหัวเมืองต่างๆ ก็แข่งกันตั้งตนเป็นใหญ่เสียแล้ว” ว่านลี่ชุนเปรยขึ้น “แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจคาดเดาพระทัยผู้เป็นฮ่องเต้”

“เจ้ารู้เหตุการณ์ที่ไกลเกินกว่าสามปีที่เจ้าระบุไว้บนกระดาษแผ่นนั้นใช่หรือไม่” โจวเสินจื่อถามด้วยแววตาคาดหวัง

“ข้ารู้ไปไกลกว่านั้นเสียอีก แต่ว่า…”

“ทำไมรึ” โจวเสินจื่อถามเมื่อเห็นท่าทางลังเลของหญิงสาว

“ข้าเห็นว่า บางเรื่อง...รู้เท่าที่จำเป็นเสียดีกว่า”

โจวเสินจื่อเห็นท่าทางนางไม่ต้องการกล่าวมากความจึงไม่ซักถามต่อ

“ปีก่อนสำนักของเรากักตุนเสบียงและอาวุธก่อนหน้าที่จะมีใครรู้ว่าจะเกิดสงคราม ทำให้ทำกำไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว” โจวเสินจื่อกล่าว “คำทำนายของเจ้า ข้าคัดลอกให้เกาเสินจื่อแห่งตำหนักบน คราแรกนางมิสู้วางใจนัก แต่หลังจากนี้ นางคงเริ่มใช้ประโยชน์จากคำทำนายของเจ้ามากขึ้น”

พูดถึงเกาเสินจื่อแล้ว ว่านลี่ชุนก็นึกถึงเรื่องที่พูดคุยกันในหมู่นักบวชฝึกหัด เกาเสินจื่อจะมาร่วมพิธีทังลี่ซื่อมิใช่หรือ อีกทั้งยังจะคัดเลือกเสินจื่อจากตำหนักล่าง แต่โจวเสินจื่อแม้จะขายข่าวกลับไม่ชอบพูดคุยเรื่องซุบซิบนินทาในสำนัก ว่านลี่ชุนจึงไม่คิดจะเอ่ยปากถาม


หนึ่งเดือนให้หลัง พิธีทังลี่ซื่อซึ่งเป็นพิธีกรรมขั้นสุดท้ายของพวกนักบวชฝึกหัดที่จะเลื่อนขั้นเป็นอู๋จื่อเต็มตัวก็ถูกจัดขึ้น ทว่าไม่เพียงนักบวชฝึกหัดเท่านั้นที่มาร่วมพิธี บรรดาอู๋จื่อรุ่นพี่ต่างก็มาร่วมพิธีอย่างคับคั่งเพราะรู้ว่าเกาเสินจื่อจะมาคัดเลือกคน ที่นั่งประธานมีโจวเสินจื่อและเกาเสินจื่อนั่งเคียงคู่กัน รายล้อมด้วยศิษย์เอกจากทั้งสองตำหนัก เกาเสินจื่อมีผู้ติดตามจากตำหนักบนมาด้วยกันทั้งสิ้นห้านาง แต่ละนางล้วนเป็นสตรีเลอโฉม กระนั้นจำนวนศิษย์ของตำหนักบนและตำหนักล่างมีความแตกต่างกันอย่างมาก ในขณะที่ตำหนักบนมีศิษย์เอกนับนิ้วไม่ถึงสิบ ตำหนักล่างกลับมีอู๋จื่อมากถึงเกือบแปดร้อยคน

เจาอู๋จื่อนับเป็นรุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในตำหนักล่าง นางคาดหวังเป็นอย่างมากว่าเกาเสินจื่อจะสังเกตเห็นนางในวันนี้ จึงมาร่วมพิธีแต่เช้ายืนเข้าแถวอยู่หน้าสุด ครั้นได้เวลา ขบวนของนักบวชฝึกหัดตั้งแถวออกมาร่ายรำอย่างพร้อมเพรียง เบื้องหน้าเป็นหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่เดือดพล่าน มีไอน้ำพวยพุ่งไม่ขาดสาย อาจารย์ของพวกอู๋จื่อยืนอยู่หน้าโต๊ะประกอบพิธี ในมือถือคทาเกลียวเชือกและคทากระดิ่งที่ดูประณีตกว่าของลูกศิษย์ที่กำลังร่ายรำ นางหยิบขวดหยกที่ปักกิ่งไผ่ไว้ขึ้นมาจดหน้าผากแล้วบริกรรมคาถา พอการร่ายรำสิ้นสุดลงก็ใช้ใบไผ่ประพรมน้ำจากเตาที่เดือดพล่านไปทางผู้เข้าร่วมพิธี ครั้นพิธีกรรมชำระล้างเสร็จสิ้นแล้ว เกาเสินจื่อก็ลุกจากที่นั่งแล้วก้าวออกมาเบื้องหน้า

“วันนี้ข้ามาเยือนตำหนักล่างด้วยวัตถุประสงค์ใดพวกเจ้าคงรู้ดี”

เกาเสินจื่อเป็นสตรีวัยไล่เลี่ยกับโจวเสินจื่อ นางมีท่าทางงามสง่า ดูสูงส่งเยือกเย็นสมกับเป็นเจ้าตำหนักบนหวงสื่อเฉินเต้า

“ผู้ใดยินดีเข้ารับการทดสอบเป็นเสินจื่อขอให้ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า”

อู๋จื่อมากความสามารถหลายคน คราแรกยังคงลังเล ครั้นเห็นมีคนก้าวขึ้นหน้าไปจึงตัดสินใจก้าวตามกันออกมา ขั้นแรกมีเสินจื่อที่สมัครใจเข้ารับการคัดเลือกมากถึงเกือบสามร้อยคน เกาเสินจื่อยิ้มอย่างยินดี

“ขอบใจทุกคนที่ให้ความสนใจถึงเพียงนี้ ทว่าผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ในตำหนักบนย่อมต้องมีความสามารถที่ไม่ธรรมดา ผู้ใดใช้เวลาฝึกฝนการเป็นอู๋จื่อนานเกินกว่าสี่ปี ไม่ผ่านการคัดเลือก ขอให้ถอยกลับไป” สิ้นเสียงประกาศ จำนวนคนที่ยืนอออยู่ด้านหน้าก็ลดลงไปครึ่งหนึ่งเหลือเพียงร้อยกว่าคน ว่านลี่ชุนได้ยินเพียงว่าขั้นตอนการคัดเลือกจะมีในวันรุ่งขึ้น ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมลงชื่อไว้ นางไม่นึกสนใจ พอเสร็จสิ้นพิธีแล้วก็เดินกลับไปยังกุฏิของโจวเสินจื่อ นางยังมีงานให้ทำอีกมากในห้องลับใต้ดิน

วันรุ่งขึ้น หลังจากได้เป็นอู๋จื่อแล้ว ว่านลี่ชุนไม่ต้องไปฝึกฝนในห้องเรียนอีก จึงมีเวลาว่างเหลือเฟือ แต่ก็แค่อาทิตย์นี้เท่านั้น เพราะในวันรุ่งขึ้นอู๋จื่อใหม่ขั้นสามต้องไปรายงานตัวและเลือกลงตารางเวลา แน่นอนว่าอู๋จื่อย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบเช่นกัน แต่ละคนมีเวรประจำจุดต่างๆ ในอาราม โดยที่การหมุนเวียนหน้าที่จะถูกกำหนดโดยอาจารย์ผู้เป็นอู๋จื่อขั้นหนึ่ง อู๋จื่อขั้นสามจะได้รับเงินเบี้ยหวัดรายเดือนรวมทั้งอาจได้เงินทำบุญที่ชาวบ้านมอบให้ตามแต่จิตศรัทธา ว่านลี่ชุนไม่แน่ใจว่าโจวเสินจื่อจะยินตีให้นางไปลงตารางเวลาหรือไม่ จึงตั้งใจว่าจะถามอีกฝ่ายในวันนี้ ทว่าโจวเสินจื่อมีเหตุให้ต้องออกไปนอกอาราม นางจึงต้องรอจนวันรุ่งขึ้น

เย็นวันนั้นดูเหมือนว่าผลการคัดเลือกอย่างไม่เป็นทางการจะออกมาแล้ว เจาอู๋จื่อผ่านการคัดเลือกตามความคาดหมายของหลายๆ คน จากนี้ไปต้องเรียกขานนางว่าเจาเสินจื่อ เจาเสินจื่อผู้นั้นนั่งกินอาหารเย็นด้วยท่วงท่าราวกับนางพญาหงส์ในหมู่นกกา สีหน้าของนางกระหยิ่มยิ้มย่อง จากนี้ไปนางไม่เข้าเข้าเวรทำความสะอาดหรือคอยปฏิสันถารเพื่อขอเงินบริจาคจากชาวบ้านอีกต่อไปแล้ว ย่อมรู้สึกเบิกบานไม่น้อย ครั้นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกับนางมาทั้งวันเดินผ่านมา เจาเสินจื่อก็ชักสีหน้ายิ้มเยาะอย่างจงใจให้อู๋จื่อผู้นั้นเห็น

“เจาเสินจื่อ เจ้าก็ชนะแล้ว ใยต้องเยาะเย้ยผู้อื่นด้วยเล่า” อู๋จื่อผู้นั้นกล่าว

“เตียวอู๋จื่อ คนอย่างเจ้าคู่ควรแล้วกับตำหนักล่าง” เจาเสินจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ทำไม ตำหนักล่างแล้วเป็นอย่างไร”

เจาเสินจื่อกล่าววาจาเช่นนี้ แม้แต่มิตรสหายที่นั่งอยู่รายรอบก็ยังหน้าเปลี่ยนสี เจาเสินจื่อเห็นว่าจากนี้ไปนางย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องกับตำหนักล่างอีก ประหนึ่งอยู่คนละโลก ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจกันอีกต่อไป

“ตำหนักล่างมิใช่เป็นที่สำหรับคนธรรมดาๆ ไร้ซึ่งความโดดเด่นอย่างเจ้าหรอกหรือ เสินจื่อเจ้าตำหนักวันๆ ก็เอาแต่เก็บตัว จะแสวงหาความก้าวหน้าในตำหนักล่างได้อย่างไร”

รอบข้างเงียบไปอย่างตกตะลึงกับวาจาจาบจ้วงของนาง ว่านลี่ชุนได้ยินนางกล่าวพาดพิงถึงโจวเสินจื่ออย่างไม่ให้ความเคารพก็ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ นางลุกขึ้นจากที่แล้วก้าวไปหาเจาเสิ่นจื่อ

“ขอเจาเสินจื่อถอนคำพูด โจวเสินจื่อถึงแม้จากนี้ไปมิใช่เจ้าตำหนักของท่าน แต่ก็มิใช่ผู้ที่ท่านไม่อาจให้ความเคารพไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง”

เจาเสิ่นจื่อรู้ว่าตนเองเอ่ยวาจาพลาดพลั้งไปแล้ว แต่ต่อหน้าคนมากมายไม่ต้องการเสียหน้า จึงเชิดหน้ากล่าววาจาแข็งกร้าว

“ข้าเป็นเสินจื่อ เจ้าเป็นแค่อู๋จื่อถือดีอย่างไรมากล่าววาจาเช่นนี้กับข้า”

ว่านลี่ชุนมองนางอย่างเย็นชาแล้วจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เจาเสินจื่อกำลังจะเป็นคนของตำหนักบนก็จริงอยู่ แต่ไม่ทราบว่าท่านเข้าใจบทบาทของตนดีแค่ไหน ตำหนักบนจำต้องได้รับความไว้วางใจของราชสำนัก หากภายภาคหน้าเอ่ยวาจาไม่ระวังปากเช่นนี้ จะไม่ชักนำเภทภัยมาอยู่อารามเฉินเต้าหรือ น้ำพระทัยฮ่องเต้ไม่อาจคาดเดา คำพูดแม้เพียงเล็กน้อยจึงไม่อาจดูเบา อีกอย่างตำหนักล่างหาได้ด้อยความสำคัญดังที่ท่านดูแคลน คนของตำหนักล่างทุ่มเทแรงกายแรงใจรับใช้คนหมู่มาก ท่านไม่เคยได้ยินหรือว่า หากกุมหัวใจมวลชนได้ก็อาจเป็นพลังที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน คนที่มองไม่เห็นจุดนี้อย่าว่าจะเป็นเสินจื่อเลย แม้จะเป็นอู๋จื่อที่ดียังทำไม่ได้”

เจาเสินจื่อได้ยินคำพูดนางก็โกรธจนหน้าแดงแต่เถียงไม่ออก ได้แต่สะบัดหน้าจากไปทั้งที่ยังกินอาหารไม่เสร็จ อู๋จื่อหลายคนเดินมาตบไหล่ว่านลี่ชุนอย่างชื่นชม

“ว่านอู๋จื่อกล่าววาจาได้จับใจข้าเหลือเกิน เจาเสินจื่อผู้นั้นประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นร่างทรงเทพ หากมิใช่เพราะนางมีความสามารถ เกาเสินจื่อคงไม่เลือกนาง”

อีกคนกล่าวเสริม “ถูกต้อง เกาเสินจื่อคงเลือกนางเพราะเหตุนี้ เจาเสินจื่อนอกจากเชี่ยวชาญในเรื่องพิธีกรรมแล้ว ยังมีความสามารถในการประจบเอาใจผู้มียศศักดิ์ นางคงปั้นหน้าเสวนากับคนในราชสำนักได้เป็นอย่างดีเป็นแน่”

ว่านลี่ชุนเพียงยิ้มให้คนเหล่านั้นแต่มิได้ต่อความยาวสาวความยืด นางมิได้มีความแค้นกับเจาเสินจื่อเป็นการส่วนตัว เพียงแค่ไม่อาจทนให้ผู้ใดดูหมิ่นโจวเสินจื่อได้เท่านั้น

เช้าวันถัดมา ว่านลี่ชุนเดินออกจากหอนอนมาถึงหน้าห้องอาหาร เห็นมีคนอออยู่ตรงป้ายประกาศด้านหน้าจึงเข้าไปมุงดูบ้าง ใครบางคนหันมาคุยกับเพื่อนพอเห็นว่านลี่ชุนก็สะกิดสะเกาให้หันมาดู หนึ่งในนั้นมีสหายของนางปะปนอยู่ พอเห็นหน้าว่านลี่ชุนก็รีบโผเข้าหา

“ว่านลี่ชุน! ไม่สิ! ว่านเสินจื่อ เจ้าได้รับคัดเลือกให้ไปอยู่ตำหนักบน”

ว่านลี่ชุนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าพูดอะไรกัน”

สหายผู้นั้นลากจูงนางเข้ามาในห้องอาหาร แล้วเอ่ยอีกครั้ง

“เจ้าเป็นว่านเสินจื่อ เกาเสินจื่อมีคำสั่งแต่งตั้งลงมาเมื่อเช้า”

ว่านลี่ชุนส่ายศีรษะ “เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่ได้เข้ารับการคัดเลือกเสียหน่อย แล้วเจาเสินจื่อเล่า”

“นางก็ได้รับคัดเลือกเช่นกัน แต่ได้เป็นเสินจื่อขั้นสาม ส่วนเจ้าได้เป็นเสินจื่อขั้นสองในตำแหน่งศิษย์เอก” น้ำเสียงของสหายนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ กินข้าวเช้าแล้ว ข้าจะไปหาโจวเสินจื่อ”

มื้อเช้าวันนั้นค่อนข้างจะวุ่นวายไม่น้อย สายตาทุกคู่ต่างลอบชำเลืองมองมาทางว่านลี่ชุน ไม่ว่าใครก็รู้ ว่านลี่ชุนไม่ได้เข้ารับการคัดเลือก แต่กลับได้เป็นเสินจื่อขั้นสอง เจาเสินจื่อซึ่งยังคงต้องมารับอาหารเช้าที่นี่ก็ตวัดสายตามองนางอย่างเคียดแค้น นอกจากว่านลี่ชุนไม่ต้องสอบแข่งขัน ยังได้ตำแหน่งที่สูงกว่านาง หากจากนี้พบหน้ากัน เป็นเจาเสินจื่อที่ต้องคารวะให้กับว่านเสินจื่อผู้อ่อนวัยกว่า จะมิให้นางแค้นได้อย่างไร ในหัวของเจาเสินจื่อคิดแต่เพียงว่า เรื่องนี้ว่านเสินจื่อต้องใช้อิทธิพลของท่านเจ้าตำหนักล่างกระทำการเช่นนี้เพื่อเอาคืนนางเป็นแน่

ว่านลี่ชุนไม่สนใจเจาเสินจื่อสักนิด นางรีบกลับไปยังกุฏิของโจวเสินจื่อ ครั้งลงไปถึงห้องลับ พบว่าโจวเสินจื่อกำลังมีแขก เกาเสินจื่อกำลังนั่งจิบชาในขณะที่โจวเสินจื่อโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

“ข้ายินดีให้ข้อมูล แต่ไม่ให้คน!” โจวเสินจื่อกล่าวเสียงห้วน ไม่มีมีทีท่ารอมชอมแม้แต่น้อย

“โจวเสินจื่อ ขาดเผิงเสินจื่อที่เป็นตัวหลักไป ตำหนักบนลำบากมิใช่น้อย” เกาเสิ่นจื่อกล่าวอย่างใจเย็น

“ตำหนักบนยังมีศิษย์เอกที่เป็นเสินจื่ออีกมาก ไฉนต้องดึงตัวคนสนิทของข้าไป” โจวเสินจื่อแย้ง

“จริงอยู่ที่ตำหนักบนยังมีศิษย์เอกอีกหลายคน แต่การเข้าออกวังหลวงมิใช่จะสามารถกระทำได้โดยไม่ระวัง คนที่เหลืออยู่เหล่านั้น ข้าไม่เห็นใครคู่ควร”

“แล้วเจาเสินจื่อที่เจ้าคัดเลือกไปเมื่อวานเล่า”

เกาเสินจื่อเบะปากเล็กน้อยพลางกล่าว “เอาไว้แสดงให้คนดู เวลาเสนาอำมาตย์น่ารำคาญทั้งหลายเชิญไปทำพิธีไร้สาระ ก็ให้นางทำไปเถิด คนตื้นเขินอย่างนั้นจะพาเข้าวังไปได้อย่างไร”

“เกาเสินจื่อ ที่ท่านอุตส่าห์ลงทุนทำการคัดเลือกเมื่อวาน แท้จริงแล้วเพียงเพื่อจะดึงคนของข้าไปใช่หรือไม่” โจวเสินจื่อเอ่ยเสียงเครียด

“ถูกต้อง น่าเสียดายนางไม่สนใจ ข้าอุตส่าห์ฉวยโอกาสลงมือคัดเลือกเมื่อวานตอนที่ท่านไม่อยู่ เผื่อว่าว่านลี่ชุนจะเปลี่ยนใจมาเข้าร่วม ทว่านางกลับเพิกเฉย ข้าจึงต้องคัดเลือกมาสักคนหนึ่งพอเป็นพิธี แท้จริงแล้วข้าหมายตานางนี่แหละ” เกาเสินจื่อเอ่ยยิ้มๆ

โจวเสินจื่อส่ายหน้าพลางถอนใจ

“เกาเสิ่นจื่อ พวกเราล้วนไม่เยาว์วัยแล้ว ข้าตั้งใจวางตัวว่านลี่ชุนไว้เป็นผู้สืบทอดตำหนักล่าง นางช่วยแบ่งเบาภาระข้าไม่น้อยเลยทีเดียว” โจวเสินจื่อตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไม่ยอมปล่อยคน

เกาเสินจื่อเพียงยิ้ม “โจวเสิ่นจื่อกล่าวมิผิด พวกเราล้วนไม่เยาว์วัยแล้ว ข้าเองก็ครุ่นคิดเรื่องนี้เช่นกัน ตำหนักล่างมีอู๋จื่อที่คุณสมบัติเพียบพร้อมมากมาย วันข้างหน้าอาจยกให้เป็นเสินจื่อปกครองตำหนักล่าง แต่เสินจื่อตำหนักบนคัดสรรได้ยากลำบากยิ่ง ยิ่งยามนี้เผิงเสินจื่อผู้นั้นก็ไม่อยู่แล้ว เอาเป็นว่าข้อขอร้อง โจวเสิ่นจื่อได้โปรดเห็นแก่ส่วนรวม มิใช่ตำหนักล่างไม่สำคัญ เพียงแต่ตำแหน่งเสินจื่อตำหนักบน ข้ามองไม่เห็นใครแล้วจริงๆ”

ว่านลี่ชุนเห็นพวกนางไม่รู้ถึงการมาของตนจึงสืบเท้าเข้าไปคำนับ เกาเสินจื่อเอ่ยอย่างยินดี

“ว่านลี่ชุน เจ้ามาพอดี ประเดี๋ยวติดตามข้าไปตำหนักบนเลยเถิด”

“เกาเสินจื่อ ข้ายังมิได้ตกลง” โจวเสินจื่อรีบขัดขึ้น

“โจวเสินจื่อ ท่านเองก็รู้ถึงข้อจำกัดของเสินจื่อแต่ละคนในตำหนักบนเป็นอย่างดี เรื่องราวในราชสำนักยากจะรับมือ ข้าจะวางใจใช้สอยคนเหล่านั้นได้อย่างไร หากก้าวพลาดเพียงนิดมิใช่อารามเฉินเต้าจะถึงคราวจบสิ้นหรือ”

โจวเสินจื่อมีสีหน้าลำบากใจ นางนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่

“ว่านลี่ชุน เจ้าออกไปก่อน ข้าขอหารือกับเกาเสินจื่อสักครู่”

ไม่รู้ว่าโจวเสินจื่อต่อรองกับเกาเสินจื่ออย่างไร แต่ท้ายที่สุด ว่านลี่ชุนก็ได้ย้ายนิวาสถานไปยังหอฟ้าหรือเทียนโหลว อันเป็นที่พำนักของเสินจื่อที่เป็นมือขวาของเกาเสินจื่อผู้เป็นเจ้าตำหนักบน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 820 ครั้ง

432 ความคิดเห็น

  1. #257 monmanon (@monmanon) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:34

    ชอบบบบบ

    #257
    0
  2. #213 Wibbie (@wibbie) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 01:50

    เลื่อนขั้นนี้ดีหรือร้าย T-T

    #213
    0
  3. #74 casu (@casu) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 02:45
    <p>สนุกมากค่าา</p>
    #74
    0
  4. #43 Modap91 (@Modap91) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 11:44
    ดีต่อใจ ขอบคุณค่ะ
    #43
    0
  5. #22 Rukrick (@Rukrick) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 15:04
    <p>ชอบๆๆเนื้อเรื่องไม่เหมือนคัยดี ชอบๆๆ</p>
    #22
    0
  6. #21 Charon Gandaria (@prangasia) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 14:49
    ตอนกำลังน่าติดตามค่ะ
    #21
    0
  7. #20 RicCi JuNior (@kae_sirinapa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 14:36
    โอ้ว.. สนุกอ่ะ..
    #20
    0
  8. #19 นิว (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 11:53
    สนุกมากคะ เขียนได้น่าติดตาม
    #19
    0
  9. #18 Super bird (@0972062472) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 10:52
    เขียนได้ลื่นไหลมากแต่งดีมากค่ะเป็นกำลังใจให้นะคะ
    #รอค่ะ
    #18
    0