[Fic] First Kris First Kiss (Kris x Suho)

ตอนที่ 28 : CHAPTER 26 -END-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 625
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 มิ.ย. 57

 

 

CHAPTER 26

 

 

 

 

 

 

“วางก่อนได้มั้ยอ่ะโทรศัพท์น่ะ”

 

แบคฮยอนหันไปแหวใส่ไคเป็นรอบที่เท่าไรของวันแล้วก็ไม่รู้ในเรื่องเดียวกันนี้

 

เห็นแล้วมันหงุดหงิด... มาด้วยกัน เดินอยู่ด้วยกันแท้ๆ แต่ไอ้ดำมันก็เอาแต่ก้มลงไปจ้องโทรศัพท์ในมือ ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างจิ้มรัวจนได้รูปประโยคเพื่อตอบใครบางคน แถมยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนน่าหมั่นไส้

 

 

“ก็แล้วลากกูออกมาทำไมล่ะ พามาทำไมก็ไม่บอกสักอย่าง พอกูเล่นโทรศัพท์หน่อยก็ทำท่าไม่พอใจ กูจะคุยกับใครแล้วมันทำไม หึงอ่ะดี๊”

 

“ใครหึงมึง? ฝันเหรอ? แค่เดินตามกูมามึงจะมีปัญหาอะไรนักหนา บ่นอยู่นั่นแหละ”

 

“มึงแหละบ่น” ไคพึมพำเบาๆ แต่มีหรือแบคฮยอนที่จ้องแต่จะจับผิดอยู่แล้วจะไม่ได้ยิน

 

“กูได้ยิน”

 

“เออ กูเก็บก่อนก็ได้” หย่อนมือถือลงกระเป๋ากางเกง แต่ไม่ใช่เพื่อความสบายใจของแบคฮยอน มันเป็นเพราะคนที่อยู่ถึงประเทศจีนส่งกลับมาบอกว่า เรียนก่อนนะนั่นต่างหาก

 

 

“ไหน? แล้วตกลงจะไปไหน” คราวนี้ก็แสร้งทำท่าทีเป็นสนใจเพื่อนตัวเองเสียเต็มประดา

 

แบคฮยอนดูจะมีลับลมคมในแปลกๆ ตั้งแต่ไปลากออกมา หลังจากจบคาบเรียนที่ภาควิชาละ ก็ปกติแบคฮยอนมันเคยไปรอกันที่ไหน จะกินข้าว ไปเที่ยว หรือไม่ว่าจะนัดทำอะไรกันก็ตาม มันก็มักให้เขาต้องลากสังขารไปหามัน ไม่ว่าตรงนั้นจะไกลจากที่เขาอยู่มากสักแค่ไหนก็เถอะ

 

ก็เห็นๆกันอยู่พยอนแบคฮยอนอ่ะนะ เอาแต่ใจตัวเองจะตายไป

 

 

แต่พอเดินจนถึงทางเลี้ยวเข้าโรงอาหารก็ต้องแปลกใจ คงไม่ใช่การกินข้าว เพราะเพิ่งพ้นช่วงพักเที่ยงมาเพียงคาบเรียนเดียว ที่สำคัญช่วงพักเที่ยงพวกเขาก็เพิ่งจะกินข้าวด้วยกัน แล้วอย่างนี้จะไม่ให้รู้สึกแปลกได้ยังไง แต่หลังจากถามไปแล้วก็หลายครั้ง ก็ยังไม่ได้คำตอบเสียที ไคก็เลยเลือกที่จะไม่ถามอีก แล้วยอมที่จะเดินตามต่อไปเรื่อยๆ

 

 

พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของคนหนึ่ง คนที่ถ้าหากบรรดาสาวๆทั้งหลายเห็น คงจะอยากพุ่งกระโจนเข้าหาพร้อมมอบความรัก แต่ก็คงจะแค่กับสาวๆหรือไม่ก็หนุ่มๆบางคนเท่านั้น สำหรับไคแล้ว เขากลับรู้สึกว่าไม่อยากแลกอากาศหายใจในพื้นที่เดียวกับคนนั้นเลยด้วยซ้ำ

 

 

แต่ถ้ามันจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็คงไม่เป็นไร ถ้าไม่ถึงขั้นต้องเสวนาด้วย ก็พอทำใจได้อยู่บ้าง

 

 

ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เพียงแค่นั้นแล้ว เมื่อเพื่อนที่มาด้วยกันอย่างแบคฮยอนเล่นเดินตรงดิ่วไปทางโต๊ะนั้น โต๊ะที่มีคนที่เขาไม่ค่อยอยากเห็นหน้าเท่าไรนั่งอยู่ด้วย ซึ่งในตอนนี้ไคเองกำลังภาวนาว่าไม่ให้แบคฮยอนเดินไปหยุดที่โต๊ะนั้น และเขาเองก็ยังใช้ดวงตาคู่คมสอดส่ายหาโต๊ะอื่นที่พวกเขาน่าจะรู้จักอยู่บริเวณนั้นไปด้วย แต่มองหาจนทั่วแล้ว ก็พบว่าไม่มีใครที่รู้จักเลย

 

 

นอกเสียจากไอ้หมอนั่น ที่ตอนนี้นั่งอยู่กับปาร์คชานยอลอีกคน

 

 

 

 

เห็นท่าไม่ค่อยดี ไครีบสาวเท้าให้ไวกว่าเดิม เอื้อมมือไปคว้าแขนของแบคฮยอนเพื่อให้หยุด

 

 

“มึงกำลังคิดจะทำอะไร” สีหน้าแววตาขึงขังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่นั้นก็สามารถทำให้แบคฮยอนรู้ความหมายในสิ่งที่ไคต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี

 

 

“ก็ทำในสิ่งที่เพื่อนอย่างเราควรทำไงล่ะ” ร่างเล็กสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมก่อนเปลี่ยนมือไปจับแขนของไค แล้วลากให้เดินตามกันมา

 

ไคคิดว่ามันคงจบแล้ว แบคฮยอนเป็นคนขอร้องให้ทุกอย่างมันจบ โดยที่หลังจากวันนั้นพวกเขาก็แทบจะไม่ได้พูดถึงเรื่องของคริสกับจุนมยอนขึ้นมาอีกเลย

 

สำหรับไค เขาคิดว่าดีแล้วที่เป็นแบบนี้ และคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่จะทำให้จุนมยอน คงไม่มีอะไรที่จะสามารถทำได้มากกว่าการหยุดคิด หยุดรื้อฟื้นเอาเรื่องเดิมๆที่ตกตะกอนอยู่ตรงก้นบึ้งของใจให้มันต้องคละคลุ้งขึ้นมาแล้วทำให้รู้สึกขุ่นมัวอีก

 

 

ทว่าในตอนนี้ไคกลับไม่เข้าใจและกำลังสับสนไปหมด เขาไม่แน่ใจว่าแบคฮยอนกำลังตั้งใจจะทำอะไรกันแน่

 

 

 

ทันทีที่เดินไปจนถึงโต๊ะที่มีปาร์คชานยอลและไอ้หน้าหล่อที่มันเหยียบย่ำขยี้หัวใจเพื่อนเขานั่งอยู่ ไคสะบัดแขนข้างที่แบคฮยอนจับเอาไว้ ยังไม่ทันที่ปาร์คชานยอลจะอ้าปากทัก คนที่มีผิวคล้ำที่สุดก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน

 

“พอเหอะมึง” พูดพร้อมกับเปลี่ยนมือไปฉุดที่แขนแบคฮยอน ทำหน้าแกมวิงวอนเล็กๆ ชั่วขณะนั้นไคกำลังเชื่อว่าแบคฮยอนคงจะยังมีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่ในใจ ถึงได้ตามมาหาเรื่องอีก

 

ฝ่ายพยอนแบคฮยอนได้แต่มองคนที่สูงกว่างงๆ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเป็นโหมดไม่พอใจ ชนิดที่คนมองเห็นไม่สามารถตามอารมณ์ทันได้อย่างแน่นอน

 

“กูเอามึงมานั่งเป็นเพื่อนเฉยๆ ไม่ได้ให้มาออกความคิดเห็น” ร่างเล็กนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเองก่อนที่จะ ปรายตาไปยังเก้าอี้อีกตัวที่ยังว่างข้างกัน “นั่งลงดีๆเหอะ” คิ้วของไคขมวดมุ่นไปหมด เขางงไปหมดแล้ว

 

“ตกลงมึงคิดจะทำอะไรกันแน่เนี่ย” ไคถามอย่างซื่อตรงอีกครั้ง

 

“ยังไงดีล่ะ ถ้าพูดไป เชื่อว่ามึงคงไม่เห็นด้วยแน่ๆ” เพราะตอนนี้แทบจะไม่หลงเหลืออะไรอยู่ในหัวเลย ไคจึงเงียบเพื่อรอจะฟัง “กูก็แค่คิดคนเดียวไม่ออกว่าจะทำยังไงให้จุนมยอนกับคริส...” แบคฮยอนรู้ว่าไคคงไม่พอใจแน่ๆ หลังจากลองได้พูดไปสบตาไป

 

ซึ่งในตอนนี้ไคเองก็จะเริ่มรู้แล้วว่าร่างเล็กกำลังคิดจะทำอะไร ก็เลยอ้าปากกำลังจะเปล่งเสียงโวยวาย แต่แบคฮยอนกลับยกแขนขึ้นห้าม รีบพูดดักออกไปก่อนที่ไคจะทันได้พูดอะไร

 

“กูก็แค่อยากจะเห็นเพื่อนมีความสุข”

 

ไม่ต้องมาก แค่สบตากัน พวกเขาก็รู้ว่าแบคฮยอนไม่เคยไม่หวังดีกับจุนมยอน แต่ถึงยังไงการที่แบคฮยอนคิดจะทำแบบนี้มันก็ยังคงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับเขาอยู่ดี

 

 

“มึงยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ว่าถึงเราพยายามให้ตายจุนมยอนก็ไม่มีทางมีความสุข หากคนที่จุนมยอนต้องอยู่ด้วยแม่งเหี้ยอย่างนี้” ไคไม่สน แม้คนที่เขาต่อว่าด้วยคำหยาบคายขนาดนั้นจะอยู่ในที่นี้ด้วยก็ตาม

 

ไม่สิ...ความจริง มันคือความตั้งใจของเขาต่างหากที่ต้องการอยากจะให้ฝ่ายนั้นได้ยิน

 

แบคฮยอนเคลื่อนมือไปจับแขนเพื่อนเอาไว้ พยายามห้ามปราม “เฮ้ย มึงใจเย็นก่อนดิ กูรู้ว่ามึงไม่พอใจ มึงโกรธมากเพราะมันเป็นเรื่องที่มึงเห็นมากับตา ได้ยินมากับหู แต่กูอ่ะ...ก็อยากให้มึงรับรู้ในเรื่องที่กูเพิ่งรู้มาเหมือนกัน ในฐานะเพื่อน กูมองว่ามันเป็นเรื่องน่ายินดีด้วยซ้ำ และมันก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อจุนมยอน ในที่สุดแล้วเพื่อนอย่างเราอาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังก็ได้นะ”

 

“พูดเรื่องอะไรของ มึงลืมความเสียใจนั้นไปแล้วได้ยังไง...” ความเสียใจ ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างคริสกับจุนมยอนที่แบคฮยอนเอาแต่โทษว่าตัวเองเป็นคนผิด

 

“ก็เพราะว่ากูเสียใจไงไค กูก็เลยไม่อยากต้องมานั่งเสียใจซ้ำอีกครั้ง ฟังนะไค เพื่อนเราไม่ใช่ตัวตลก จุนมยอนเป็นคนดี คนดีๆก็ควรได้อยู่กับคนที่เขารักไม่ใช่เหรอ?”

 

“แต่ไอ้นี่มัน...” ยกหมัดที่กำแน่นขึ้นมา หมายจะซัดอีกสักเปรี้ยง แต่ก็ยั้งใจไว้ได้ทัน  ชายหนุ่มค่อยๆลดหมัดลงข้างตัวทั้งที่ยังกำมือแน่น มาคิดๆดูแล้ว ว่าถ้าเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอีก คราวนี้เขาก็คงจะได้หาที่เรียนใหม่ ซึ่งมันคงไม่เป็นผลดีกับเขาแน่ๆ

 

ไคกำลังจะพูดสวนขึ้นเป็นการระบายอารมณ์โกรธแค้นบางส่วนแทนที่จะเป็นการเลือกใช้กำลัง แต่กลับพูดอะไรต่อไม่ได้เลยหลังจากฟังประโยคต่อมาจากแบคฮยอน “คริสเอง ...มันก็ชอบจุนมยอนเหมือนกันนั่นแหละ”

 

ใจหนึ่ง...ก็อยากตะโกนใส่หน้าไปว่า...แล้วมึงก็เชื่อมันเหรอ...?

 

แต่มาคิดดูอีกที ถ้าคำพูดที่ว่านั้นมันเชื่อได้ ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ...ถ้าคริสเกิดชอบเพื่อนเขาขึ้นมาจริงๆ จุนมยอนก็คงจะมีความสุขมากแน่ๆ

 

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเพื่อนเขาแอบมองใคร ไคเองก็รู้พอๆกับที่แบคฮยอนรู้ แต่ก็เลือกที่จะมองข้ามมันไปเสียมากกว่า ที่ผ่านมาเขาไม่มีใคร เขาฝักใฝ่และเอาแต่สนใจในตัวเพื่อนสนิทอย่างจุนมยอน กระนั้นไคก็ทำในส่วนที่ตัวเองทำได้ ไม่จุ้นจ้าน เจ้ากี้เจ้าการ ขัดขวางหรือหักหามน้ำใจอะไรทั้งนั้น โดยปกติแล้วถ้าไครู้สึกว่าชอบ ว่าหวังดี ว่ารู้สึกดีกับใคร เขาก็จะทำอะไรเพื่อใครคนนั้น ที่สำคัญคือไม่มีทางยอมให้ใครมาทำร้ายคนที่ว่านั้นเด็ดขาด

 

 

ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำแบบนั้นมาโดยตลอด...ไม่เคยสักครั้งที่จะทำให้จุนมยอนเสียใจ

 

แล้วไอ้หมอนี่มันเป็นใคร...ถึงได้มาทำแบบนี้...

 

 

“มันบอกเหรอ? แล้วมึงก็เชื่ออ่ะนะ”

 

 

หลังจากได้ยินประโยคพูดที่คริสใช้พูดใส่หน้าลู่หานไปวันนั้น ไคก็ปักใจเชื่อมาตลอดว่าความสัมพันธ์ระหว่างคริสกับจุนมยอนที่ผ่านมาทั้งหมดคือภาพลวงตา ไม่มีอะไรที่จริง เต็มไปด้วยการแสแสร้งแสดง ไร้ซึ่งความจริงใจ เรื่องของความรู้สึกที่ใช้เป็นเครื่องผูกมัด เชื่อมโยงคนสองคนเอาไว้ด้วยกัน เห็นจะมีแต่จุนมยอนฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มี

 

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาไคก็ไม่เชื่อได้ว่าคริสจะมีความรู้สึกดีๆให้กับจุนมยอน ...และคงไม่มีทาง

 

 

“กูก็ไม่รู้ แต่มึงลองคิดดูดีๆ ว่าถ้าจุดประสงค์ของคริสคือแค่ต้องการให้ลู่หานเลิกตามตื๊อ ตอนนี้มันก็เป็นแบบนั้นแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วถ้าในตอนนี้สิ่งที่คริสต้องการหมดไปแล้ว แล้วมันยังจะอยากที่จะเข้าหาจุนมยอนไปอีกทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะแค่อยากอยู่ใกล้กับคนที่ตัวเองอยากจะอยู่ใกล้ด้วยเท่านั้นน่ะ” ความจริงที่แบคฮยอนทำอย่างนี้ ที่อยากจะช่วยให้คริสกับจุนมยอนกลับมาคุยกันอีกครั้ง ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไร ที่ทำ...ก็แค่เพราะเขาอยากทำก็เท่านั้น

 

แต่การที่ต้องยกเหตุผลมากมายขนาดนี้มาพล่ามให้ไคฟัง เพราะเขาแค่อยากให้อีกฝ่ายคิดตาม หากเข้าใจแล้วยอมรับ มันก็จะทำให้เขารู้สึกสบายใจตามไปด้วย

 

แบคฮยอนรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร ถึงไม่มีไคคอยช่วย เขาก็สามารถจัดการในเรื่องที่กำลังทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่แค่อยากให้ไครับรู้ อาจยังไม่ต้องยอมรับในตอนนี้ก็ได้ ปล่อยให้เวลาพิสูจน์ทุกอย่างเอง

 

 

“แล้วกูจะไปรู้มันได้ไงวะว่ามันต้องการอะไร?”

 

“กูก็กำลังพูดให้มึงฟังอยู่นี่ไงว่าคริสมันชอบจุนมยอน”

 

ไคทำหน้าเซ็งเต็มพิกัด ขยับปากเหมือนจะตอบโต้อยู่หลายครั้ง แล้วก็เถียงออกมาทั้งๆที่รู้ว่าหลังจากนี้ไม่ว่าจะยังไงหากแบคฮยอนเอ่ยปากมาถึงขั้นนี้แล้ว ไอ้เปี๊ยกนี่ก็คงไม่มีวันล้มเลิกหรอก

 

 

“เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เรายังจะเชื่อในตัวมันได้อีกเหรอวะ?” แบคฮยอนนิ่งมองหน้าไค ร่างเล็กไม่ได้พูดอะไรอีก จดจ้องเหมือนรอให้ไคสรุปมาได้แล้วว่าจะเอาด้วยหรือไม่เอาด้วย

 

แต่ถึงไคไม่เอาด้วย แบคฮยอนก็แค่เรียนให้เพื่อนทราบเท่านั้น เพราะถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาอีก ก็มาโทษเขาได้คนเดียวเลย

 

“งั้นก็แล้วแต่มึงแล้วกัน”

 

วินาทีแรกที่ได้ยินแบบนั้น แบคฮยอนเองก็ตกใจ เพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะยอมรับ

 

“เฮ้ย จริงดิ!” ถามซ้ำ แล้วเมื่อได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าก็แทบจะกระโดดโลดเต้น

 

“ถึงกูห้าม กูก็ไม่เชื่อว่ามึงจะหยุดหรอก”  

 

“แหม่ ก็มีแต่มึงนี่แหละที่รู้สันดานกูที่สุด”

 

“เออ” ไคกระแทกเสียง “แต่ถ้ารอบนี้กูเห็นจุนมยอนร้องไห้อีก มึงตายก่อนคนแรกแน่ไอ้หมาแบค”

 

“โหดว่ะ” พ้อเพื่อนไปก็ยู่ปากไป

 

“งั้นมึงอยากทำอะไรก็ทำไปคนเดียวเลยนะ กูยังไม่โอเคกับ....” เหลือบมองแทนการเรียกชื่อหนึ่งครั้ง “....แม่งเท่าไร” ถึงขนาดไม่ยอมเอ่ยชื่อ สงสัยไคคงจะเครียดแค้นมากจริงๆ

 

“แต่มึงก็โอเคกับเพื่อนมันใช่มะ?” ไคหันกลับไปมองเพื่อนตัวเองตาโต อยู่ๆในท้องก็รู้สึกวูบร้อนขึ้นมาเฉยๆ

 

 

ตอนแรกแบคฮยอนก็ว่าจะไม่พูดแล้ว แต่พอเห็นเพื่อนตัวเองตอนหันมามองก็ทำเอากลั้นขำเอาไว้แทบไม่อยู่ น่าสนุกเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้เลย

 

 

“เพื่อนมันอะไรของมึง?” แต่ก็ยังจะทำเป็นไก๋

 

“ก็ลู่หาน ผู้ชายหน้าตาเหมือนตุ๊กตาคนนั้นไง” คริสเองก็อดที่จะหันไปมองไคอย่างตกใจไม่ได้เช่นกัน ถ้ามันจริงเหมือนอย่างที่แบคฮยอนพูด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย

 

 

ซึ่งมันก็รู้สึกแปลกๆอยู่นะ คริสกับลู่หานรู้จักกันมานาน ความจริงแล้วคนสนใจในตัวลู่หานก็มีอยู่มาก อาจเพราะด้วยใบหน้าและรูปร่างที่ดึงดูด ก่อนหน้านั้นคริสเองก็ชอบให้คนนู้นคนนี้มาวุ่นวายกับลู่หานเยอะๆ หวังใจไว้ว่าลู่หานอาจจะชอบใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเขา

 

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเปลี่ยนใจลู่หานได้ หมอนั่นมักจะมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆเสมอ คอยตามตอแยและชอบมาเอาแต่ใจตัวเองอยู่ข้างๆ แม้บ่อยครั้ง เขาจะพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายฟังว่าไม่รู้สึกอะไรแบบนั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ไม่มีทางไหนที่จะสามารถไล่ลู่หานออกไปได้เลย

 

ฟังถึงตรงนี้ ก็มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว บางทีว่าที่ลู่หานหายไป ไม่คุยกับเขา อาจเป็นไปได้ว่าหมอนั่นอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ และไม่แน่ต้นเหตุที่ทำให้ลู่หานเปลี่ยนไปก็อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เลย

 

 

“อย่ามาโกหกกูเสียให้ยาก อย่านึกว่ากูไม่รู้นะ ว่าที่มึงจิ้มๆโทรศัพท์ทั้งวันน่ะคุยกับใคร อย่าลืมนะว่ารหัสปลดล็อคเครื่องมึงไม่ได้มีมึงที่รู้คนเดียว”

 

“โห เลว” ว่าเพื่อนแต่ตัวเองกลับหน้าแดง แน่นอนว่าทั้งเขินทั้งอาย ที่อยู่ๆแบคฮยอนก็ดันเอาเรื่องจริงมาพูดต่อหน้าคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนแบบนี้

 

เหลือบมองไปเห็นปาร์คชานยอลที่กำลังส่งยิ้มแปลกๆก็ทำให้ยิ่งอยากมุดหน้าลงใต้ดินเข้าไปใหญ่ นี่ไม่นับคนที่เขากำลังรู้สึกเกลียดขี้หน้านะ ดูมันมองสิ คาดคั้นเอาอะไรไม่ทราบ ทำเหมือนว่าตัวเองเป็นพ่อคนที่กำลังถูกพาดพิงถึงอย่างนั้นแหละ

 

ไคกำลังรู้สึกว่าคริสส่งสายตาอะไรบางอย่าง คล้ายว่าจะหวงก้างยังไงไม่รู้

 

เฮ้ย!...มึงไม่มีสิทธิ์เปล่าวะ...ไม่เคยสนใจเขาสักนิดเดียว พอกูสนใจเข้าหน่อยจะมาส่งสายตาฟาดฟันทำบ้าอะไร! ขนาดคิดในใจไคยังดูมีอารมณ์ขนาดนี้ นี่อย่าให้พูดออกไปนะ เดี๋ยวยาว

 

“เออๆ กูไม่ล้อมึงแล้วก็ได้ แล้วนี่มึงจะอยู่ด้วยกับกูเปล่า กูว่าจะช่วยกันวางแผนกันสักหน่อย กำลังคิดว่าถ้าเป็นวันแสดงจริงของละครเวที จะแทรกช่วงให้คริสง้อจุนมยอนไปในช่วงไหนได้บ้าง”

 

จากที่สะดุ้งอยู่ดีๆหลังจากโดนล้อ ไคทำหน้าเหลือเชื่อทันทีเมื่อแบคฮยอนกลับมาพูดเรื่องที่ตั้งใจจะทำให้คริสกับจุนมยอนกลับมาคืนดีกัน...

 

ซึ่งได้มีการปรึกษาเตรียมการณ์กันอย่างดิบดี

 

 

“กูก็ให้มึงตัดสินใจแล้วไง จะเอาไงก็เอา แต่อย่างที่บอกว่าถ้ามันไม่เวิร์ค เตรียมตัวถูกส่งไปที่ท่าแร่แน่ไอ้หมาแบค”

 

“มึงนี่ก็โหดจังวะ ก็ดูกันต่อไปแล้วกันว่าจะเป็นยังไง”

 

“งั้นกูไปก่อนล่ะ อยู่ตรงนี้นานๆเกิดทนไม่ไหวต่อยคนอีกทำไง” พูดไม่พอ ยังหันไปจ้องคนที่คิดว่าถ้าตัวเองอยู่นานกว่านี้คงได้ฟาดหมัดใส่หน้าอีกครั้งเป็นแน่

 

ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าไปไหน ไคแค่หมุนตัวกลับไปทิศทางเดิมที่ตัวเองเดินมาเท่านั้น เสียงของคนที่เขาไม่ค่อยอยากได้ยินเท่าไรนั้นก็ดังขึ้น ที่สำคัญคำพูดในประโยคยังสามารถตรึงเท้าทั้งสองข้างให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ได้

 

“บางทีที่ลู่หานเลิกสนใจฉันไปแล้วอาจไม่ได้เป็นเพราะฉันก็ได้นะ”

 

คำพูดคล้ายชวนให้คิด แต่ก็ไม่แน่ใจสักเท่าไรว่าอีกฝ่ายพูดออกมาด้วยจุดประสงค์อะไร ไคก็แค่หยุดฟังแต่ก็ไม่ได้หันกลับมามอง เขาตัดสินใจก้าวเท้าไปข้างหน้าและไม่หันกลับไปมองอีก

 

และหลังจากที่คริสใช้ดวงตาทั้งสองมองตามจนกระทั่งอีกฝ่ายลับไปตา ร่างสูงก็เพิ่งจะมีโอกาสละสายตาออกจากไคก็หลังจากได้ยินคำถามจากแบคฮยอน

 

 

“ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไง ที่นายบอกว่าความสัมพันธ์ของนายกับลู่หานไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่บอกว่าจบแล้ว มันไม่ใช่เพราะนายที่พูดทำร้ายจิตใจเขาไปขนาดนั้นหรอกเหรอ?” คริสหันมองคนที่สงสัย ส่งยิ้มด้วยความรู้สึกเบาใจ เหมือนได้ยกเอาความรู้สึกผิดบางส่วนออกไปจากอก ถ้ามันจะเป็นไปอย่างที่เขาสัมผัสได้จริงๆ มันก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ

 

“ไม่รู้สิ...แต่มันก็เป็นไปได้ไม่ใช่เหรอ ว่าการที่เราเลิกสนใจคนหนึ่งไปได้ อาจเป็นเพราะว่าความจริงแล้วเรากำลังสนใจใครอีกคนหนึ่งอยู่น่ะ

 

“ก็ใช่...” แบคฮยอนคิดตามแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เพราะคิดว่าเรื่องนั้นมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาแม้สักนิด ลู่หานจะสนใจใครก็ไม่ใช่เรื่องของเขา

 

แต่...เอ๊ะ...

 

“เฮ้ย อย่าบอกนะว่าลู่หานคนนั้นกำลังสนใจไอดำอยู่น่ะ!

 

“....” คริสยักไหล่แทนการตอบคำถาม ร่างสูงเองก็ไม่รู้หรอก ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร จะมีก็แต่คนสองคนที่คุยกันเองเท่านั้นที่รู้

 

“นายไม่โอเคเหรอ?” ชานยอลที่เงียบมาตั้งแต่ต้นหลังจากเห็นท่าทีตกใจของแบคฮยอน

 

ร่างเล็กสบตาคริสสลับกับชานยอล ถอนหายใจหลังจากที่ตัวเองมีท่าทีอ่อนลง

 

“มาคิดๆดูแล้วว่าถ้าจริง มันไม่ใช่แค่ต้องยินดีกับไคเรื่องนั้นนะ แต่มันก็จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของนายกับจุนมยอนด้วย ถ้างั้นฉันก็คงต้องโอเคแหละเนอะใช่มั้ย?” ไม่เพียงแค่แบคฮยอนเท่านั้นที่มองไปที่คริสเพื่อเอาคำตอบ ชานยอลเองก็เช่นกัน

 

“ใช่มั้ย?” คนที่ตัวเล็กที่สุดในสามคนถามย้ำอีกครั้ง แต่ก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบอะไรอยู่อย่างเคย ดวงตาเรียวจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ชานยอล ดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ยักไหล่แทนคำตอบว่าไม่รู้กลับไปให้เพียงเบาๆเท่านั้น

 

แต่อยู่ๆคริสก็เงียบไปและทำตัวเหมือนหายสาบสูญไปจากบทสนทนา

 

สองคนที่ขอคำตอบกันอยู่เมื่อครู่ก็เลยแปลกใจ หันไปหาชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันอีกคน แต่เมื่อมองตามสายตาคริสไปเท่านั้น แบคฮยอนถึงกับรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาทันที ร่างเล็กไม่ทันได้สังเกต คิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าจะเห็นจุนมยอนที่ห้องอาหารในเวลาที่มีเรียนแบบนี้

 

 

เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของเจ้าของผิวขาวจัดก็สังเกตได้ว่าแก้มหายไปเยอะ จากท่าทางการเดินก็ดูออกได้ไม่ยากว่าไม่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเคย ร่างเล็กก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง สองมือกอดหนังสือแน่นแนบอก เสมือนว่ามันเป็นที่ยึดเหนี่ยวสิ่งเดียวที่ตัวเองมีอยู่

 

 

และทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันอยู่นั้นก็ช่วยยืนยันว่านั่นคือคิมจุนมยอน

 

 

ระหว่างที่กำลังสงสัยอยู่ว่าคิมจุนมยอนมาอยู่ที่นี่เวลาแบบนี้ได้อย่างไร ก็ไม่ทันคนตัวสูงที่ลุกเดินไปแล้ว มองจากดวงตาของคริสที่เอาแต่จ้องมองไปที่จุนมยอน แบคฮยอนเกิดสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาเฉยๆ ขณะที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่นั้น อย่างแรกที่จะทำเลยก็คือออกปากห้ามคริส ยังไม่ทันพูดหรือทำอะไร อีกคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรกอย่างชานยอลก็ส่งมือมากุมไว้ที่แขน เมื่อมองหน้ากันก็เห็นแววตาที่บอกว่าให้เลิกห่วงได้แล้ว

 

 

 

ถึงตรงนี้แล้ว อะไรจะเกิดมันก็คงต้องเกิด

 

 

 

จุนมยอนเดินเลยจากที่พวกเขาอยู่ในตอนแรกไปแล้ว ร่างบางคงไม่ทันได้สังเกตเห็นใคร เพราะเอาแต่เดินก้มหน้าไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น เผลอๆคงกำลังใจลอยอยู่ด้วยซ้ำ เมื่อคริสลุกขึ้น พรวดพราดเข้าไป จึงไม่ทันระวัง

 

 

คริสเดินตามไป อยู่ในระยะที่คว้าแขนได้ ชายหนุ่มก็เอื้อมมือไปคว้าเอาไว้ทันที ออกแรงดึงทั้งร่างให้เข้ามาปะทะอก จุนมยอนไม่อาจกอดหนังสือแนบอกไว้อย่างเคยได้ เมื่อหนึ่งแขนโดนกระชากจากใครก็ไม่รู้ หนังสือและกระเป๋าใส่อุปกรณ์เครื่องเขียนลอยหวือก่อนจะร่วงหล่นลงบนพื้น

 

 

 

 

คริสรวบตัวของจุนมยอนไว้ด้วยแขนข้างเดียว ส่วนอีกข้างจับเข้าที่ต้นคอ โน้มใบหน้าลงไปหาคนตัวเล็กกว่า มองริมฝีปากสีสวยเพียงเสี้ยววินาทีก่อนประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มนิ่ม กดแนบแน่นด้วยความรู้สึกโหยหาย

 

 

ชายหนุ่มก็แค่ไม่รู้ว่าถ้าพูดแล้วจุนมยอนจะหยุดฟัง ไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่ยืนยันได้ว่าครั้งนี้เขาตั้งใจและตัดสินใจได้ในวินาทีนั้นว่าจะทำแบบนี้ ความคิดถึงมันกดดันจนทำให้เขาคิดและทำอะไรบ้าๆแบบนี้ไปอีกครั้งจนได้

 

 

เป็นริมฝีปากที่กระกบกัน ไม่ได้ละลาบละล้วงจาบจ้วงหมายจะตักตวง คริสก็แค่แนบกดริมฝีปาก ราวกับจะย้ำความรู้สึกให้คนในอ้อมกอดได้รู้ว่าเขารู้สึกมากมายขนาดไหน

 

 

กลับกันกับจุนมยอน เพียงรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ร่างบางถึงกับสิ้นแรงขัดขืน ภาพวันเก่าๆที่ผ่านไปแล้ว กำลังกลับเข้ามาซ้อนทับ ตั้งแต่วินาทีแรกวันนั้น ในวันที่ทำให้พวกเขาเริ่มมีบทบาทในชีวิตของกันและกัน เทียบกับวันนี้เหตุการณ์มันเหมือนกันแทบไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างก็แค่ความรู้สึก ที่ในตอนนี้หัวใจเขาเหมือนตายจากไปแล้ว หยุดนิ่ง ว่างเปล่า หาไม่เจอ เหมือนได้ถูกดึงให้หายไป

 

 

 

มันเริ่มจากตรงนี้...เริ่มต้นจากแค่จูบ...

 

ก็แค่จูบ...ในความรู้สึกของคนบางคน...

 

ทว่าสำหรับจุนมยอนกลับไม่ใช่แค่นั้น...

 

 

น้ำตาร่วงรินหลั่งไหล ที่ยืนเฉยไม่ใช่ว่าเคลิบเคลิ้มหรือมีอารมณ์ร่วม จุนมยอนกำลังรู้สึกเจ็บปวดจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วต่างหาก ทั้งเนื้อทั้งตัวกำลังอ่อนแอ ไม่มีแรงที่จะสู้กับอะไรได้ไหวอีกแล้ว จึงได้แต่ยืนนิ่งจนกระทั่งคริสถอนริมฝีปากออกไป ดวงตาคู่กลมมองใบหน้าที่สูงขึ้นไปแล้วน้ำตามันก็ไหลลงมาอีก จุนมยอนรีบก้มหน้า ก็เลยมองไปเห็นข้าวของของตัวเองที่อยู่ที่พื้น คนตัวเล็กรีบย่อตัวลงไปเก็บอย่างลวกๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนใหม่ พยายามเดินหนีไป โดยไม่มองใบหน้าของคนตรงหน้าอีก

 

 

“จุนมยอน” เสียงมันเปล่งออกไปเอง เรียกออกไปทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าคำพูดหลังจากนั้นจะเป็นอะไร

 

 

แต่แทนที่จะเดินต่อไป จุนมยอนกลับหยุดนิ่ง คริสมองแผ่นหลังบางที่ไม่เคลื่อนไหว อยากจะเข้าไปกอดสักครั้ง แล้วรั้งเอาไว้ แต่สีหน้าและแววตาของจุนมยอนที่เขาเห็นไปแล้ว ก็บอกชัดเจนว่าไม่ควรทำแบบนั้น

 

 

ทั้งเรื่องการฉุดรั้งเอาไว้หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ได้ทำไปแล้วซึ่งนั่นก็คือการจูบ

 

 

 

“ฉันขอโทษ....”

 

 

ปล่อยให้เวลาเดินต่อจากนั้นไปอีกพัก จุนมยอนก็หันหลังเดินเร็วกลับมา โดยไม่พูดพรำทำเพลง คนตัวเล็กใช้มือผลักคริสด้วยแรงเท่าที่มีอยู่ จนฝ่ายคนตัวสูงล้มลงไป

 

 

ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าที่เคยขาวจัดนั้นขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัด เหมือนคนโกรธจัดทั่วๆไป คนตัวเล็กเม้มปากแน่น เรียวคิ้วได้รูปขมวดเข้าหากัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา จุนมยอนจดจ้องใบหน้าคริสอยู่ชั่วครู่นึง ก่อนจะหันไปทางอื่นเหมือนไม่อยากมองตั้งแต่ต้น แล้วจึงหมุนตัวกลับแล้วเดินจากไป

 

ขอโทษงั้นเหรอ...

 

ไม่มีครั้งไหนที่ทำให้คริสอยากตบปากตัวเองได้มากเท่านี้ ปกติแล้วคนเราจะขอโทษกันเพราะอะไรล่ะ ก็คงจะมีแค่การทำอะไรที่ไม่ได้ตั้งใจหรือเมื่อรู้สึกผิด

 

เขาได้แต่พูดคำๆนั้นซ้ำไปซ้ำมา...ถ้อยคำที่แทบจะไม่มีประโยชน์อะไร การขอโทษไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แน่นอนว่าไม่มีใครที่สามารถจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงควรมองไปข้างหน้ามากกว่า และคิดว่าทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเติบโตและดีขึ้นกว่าเดิม

 

 

ร่างสูงนั่งหมดสภาพอยู่ตรงนั้นต่อไปเพียงอีกแค่ไม่กี่วินาที ก็ตัดสินใจได้ว่าควรจะรีบลุกขึ้น แล้ววิ่งตามจุนมยอนไป

 

 

พอกันที...วินาทีนี้เขาไม่สนคำพูดก่อนหน้านั้นแล้ว คำพูดที่เขาเคยบอกกับจุนมยอนที่หน้าประตูห้องวันนั้น ที่เคยบอกไว้ว่าจะไม่พูดอีกไม่ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือไม่ก็ตาม...

 

 

มาคิดๆดูแล้ว เท่าที่ผ่านมาเขาเองก็ยังไม่เคยลองพยายามดูสักครั้ง...

 

 

ปล่อยเวลาให้เดินผ่านไป ทิ้งโอกาสไว้กับขวดเหล้าแล้วก็เพื่อนอีกสองสามคน โดยไม่คิดที่จะอธิบายอะไรที่มันออกจากปากตัวเขาเองต่อหน้าคนที่ตัวเองรัก

 

 

คริสไม่เคยได้ทำแบบนั้นเลยแม้สักครั้ง...

 

 

แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ดีต่อกัน เขาก็ยังมักพูดด้วยประโยคที่ฟังดูคล้ายว่ามันเป็นแค่การแค่หยอกเย้าเสมอ

 

 

คริสไม่แม้แต่จะหันกลับไปขอความคิดเห็นจากชานยอลเหมือนครั้งก่อนๆ เขาไม่ได้ต้องการคนอื่นแล้ว คำแนะนำหรือปลอบโยนใดๆแทบจะหมดความหมายไปเลย เมื่อเสียงนั้นถูกกลบด้วยเสียงหัวใจของเขาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

สายลมที่พัดไปตามเรื่องตามราวของมัน ในตอนนี้กลับกำลังทำให้เขารู้สึกหนาวเย็นผิดปกติ...

 

คริสก็เพิ่งมารู้ซึ้ง มนุษย์เราเมื่อยามจิตใจเปราะบาง โดนอะไรกระทบเทือนนิดหน่อยก็เหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว สิ่งที่เคยได้ยิน ที่เคยบอกว่าไร้สาระ เขาสัมผัสมันได้ด้วยตัวเองแล้ว

 

เจ้าของรูปร่างสูงโปร่งยืนมองคนตัวบางที่นั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่พักใหญ่แล้ว ตอนที่ตามจุนมยอนออกมาก็คลาดกันไปเมื่อถึงทางแยก คริสไม่กล้าแม้แต่จะเดาว่าจุนมยอนเลือกเดินไปทางไหน เขาเจอเพื่อนร่วมรุ่นในขณะที่กำลังตัดสินใจพอดี ก็เลยลองถามดู คงเป็นโชคดีที่อีกฝ่ายบอกได้อย่างชัดเจนว่าเห็นจุนมยอนเดินไปทางไหน

 

ร่วมสิบนาทีที่คริสไม่เห็นว่าจุนมยอนจะกระดิกเลย แต่เขาก็ไม่ได้ผลีผลามเข้าไปหายังยืนมองนิ่งนานราวกับอยากจะเก็บรายละเอียดที่มันประกอบขึ้นมาเป็นคนตัวเล็กเอาไว้ให้ได้ทั้งหมด ซึ่งในวินาทีที่อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ตัวแบบนี้ คริสจะคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เขาจะสามารถทำแบบนี้ได้

 

เพราะหากจุนมยอนหันกลับมาเห็น...ก็คงจะหนีเขาไปอีก...

 

 

ร่างสูงโปร่งได้แต่ยินนิ่งอยู่ที่เดิม รอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งอีกฝ่ายลุกขึ้นยืน แล้วหันกลับมาเจอว่ามีคนบางคนกำลังยืนมองอยู่ตรงนี้ ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียงลมหวีดหวิว ใบไม้แห้งปลิดออกจากขั้วร่วงหล่นปลิดปลิวผ่านไปตรงหน้าก็ไม่อาจทำให้คริสละสายตาจากจุนมยอนได้เลย

 

 

สบตากันอยู่ชั่วครู่นึง คนตัวเล็กก็เลือกที่จะขยับตัวก่อน จุนมยอนตัดสินใจเดินสวนกลับมา คริสกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ร่างสูงไม่ได้คิดว่าจุนมยอนจะตัดสินใจเดินมาสวนกลับมาทางนี้

 

 

เสียงฝีเท้ายิ่งดังชัดในโสตประสาทในขณะที่ร่างเล็กกำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนหนึ่งกำลังจับจ้องมองสำรวจทุกอิริยาบถ ทว่าอีกคนไม่แม้แต่จะใช้หางตามอง หัวใจในขณะที่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆกำลังเต้นตึกตัก คริสเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ทว่าสุดท้ายเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ร่างของจุนมยอนเดินผ่านไปเฉยๆ แขนยาวเอื้อมไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้

 

ดวงตาคู่กลมลดลงต่ำมองแขนตัวเองข้างที่โดนคว้าเอาไว้ ก่อนจะช้อนมองใบหน้าของเจ้าของมือที่ถือวิสาละเอาไว้ช้าๆ ตาสบตา หัวใจยิ่งเร่งจังหวะถี่ระรัว

 

“ต้องการอะไรจากฉันอีก” จุนมยอนพยายามแล้ว คร่ำครวญมามากพอ จนคิดว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นแล้ว แต่เพียงเห็นหน้าคริสวันนี้ เขาก็ดันกลับไปอยู่ในวังวนเดิมๆ ที่บอกว่าเสียใจจนไม่มีน้ำตาจะไหลแล้วมันไม่จริง...

 

น้ำตาเม็ดกลมกลั่นตัวหยดไหลลงมาจากดวงตาที่แดงก่ำ เหมือนมือใหญ่ของคนเดิมนั้นกำลังยืนออกมาบีบรัดหัวใจของเขาเอาไว้อีกครั้ง แล้วมันก็รู้สึกรวดร้าวไปหมด ใจที่แหลกสลายไปแล้ว เพิ่งเริ่มจะเยียวยารักษา ยังไม่ทันประกอบมันได้ครบชิ้นส่วนดี มันก็โดนขว้างออกไปอีกจนล่มสลายแตกหักอีกครั้ง

 

 

พอ...พอแล้วได้มั้ย...

จุนมยอนไม่ไหวแล้ว...

 

 

“วันนี้นายก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวตลกอีกแล้ว ที่ผ่านมามันยังไม่สาแก่ใจนายอีกหรือยังไงล่ะคริส” จุนมยอนเพียงแค่คิดว่าความรู้สึกแบบนี้ควรหมดไปจากใจได้แล้ว

 

“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยนะจุนมยอน”

 

“แต่การกระทำนายมันใช่... ทั้งที่รู้ว่าฉันรู้สึกยังไง แต่นายก็ทำแบบนั้นอีก” น้ำตาที่รินไหล เกิดจากความอัดอั้นล้วนๆ ในเมื่อสิ่งที่จุนมยอนพยายามห่างหายเพื่อให้เรื่องราวมันจบไม่เป็นผล คราวนี้เขาก็ไม่สามารถทนเงียบได้ไหวอีกต่อไป

 

“แต่ฉันไม่ได้เคยเห็นนายเป็นตัวตลกเลยนะจุนมยอน” ชายหนุ่มทอดเสียงยาวอยากจะให้อีกฝ่ายเชื่อกัน

 

“งั้นฉันขอถามนายจริงๆเถอะ...ว่าครั้งไหนที่นายจูบฉันเพราะว่านายอยากจะจูบฉันจริงๆ มีสักครั้งมั้ย...ที่นายจูบฉันเพราะว่านายรู้สึกชอบฉันจริงๆ มีสักครั้งนึงมั้ยที่จูบของเราทำให้หัวใจนายเต้นแรง...”

 

คงเป็นครั้งแรกที่จุนมยอนจ้องมองคริสได้นิ่งนานขนาดนี้ ที่ผ่านมาคนตัวเล็กไม่เคยกล้าแม้อีกฝ่ายจะอยู่ไกลจนไม่สามารถมองมาจนเจอเขาได้ จุนมยอนก็ยังไม่กล้ามอง

 

ครั้งนี้เขาก็หวังว่าจะได้คำตอบที่เป็นการซ้ำเติม ซ้ำลงมาที่แผลเดิมอีก หากมันจะทำให้เจ็บ จุนมยอนก็คิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว ขอครั้งเดียว ตอบมาให้เขาได้ตายไปเลย จะได้หลุดพ้นจากความทรมานนี้เสียที

 

“ไม่มีใช่มั้ยล่ะคริส...”

 

วินาทีที่จุนมยอนเสสายตาหนีเพื่อเตรียมใจไว้เพื่อที่จะรอฟังคำตอบที่เขาคิดว่าเขารู้ดีอยู่แล้ว มือใหญ่ของคริสที่ตอนแรกจับอยู่ที่ข้อมือก็เลื่อนลงมากอบกุมมือเล็กก่อนจะยกมือข้างนั้นของจุนมยอนให้ทาบลงบนหน้าอกข้างซ้าย

 

ตรงนั้น...ที่ซึ่งใครๆก็รู้ดีว่าหัวใจซ่อนอยู่

 

โดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายได้พูดมากไปกว่านั้นอีก เพียงสบตากันครั้งล่าสุด คริสก็บอกกับจุนมยอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“ถ้าอยากรู้...นายก็ดูเอาเองแล้วกัน”

 

คริสโน้มศีรษะลงมาหาคนที่ตัวเตี้ยกว่า ดวงตาคู่คมมองเป้าหมายคือที่ริมฝีปากสีสดของคนที่ยืนตัวแข็งทื่อ เคลื่อนใบหน้าเข้าหาอีกฝ่าย จนในที่สุดริมฝีปากก็แตะกับริมฝีปากของอีกคน เพียงเบาๆ ครั้งเดียวและไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้น

 

ร่างสูงถอนตัวเองออกมากลับมายืนตรงอีกครั้ง...เบื้องหน้าเห็นเพียงคนตัวเล็กที่ยืนไม่กระดุกกระดิก แม้แต่ดวงตาคู่โตก็ยังไม่กะพริบแม้สักครั้ง

 

“หัวใจฉันมันเต้นจังหวะเดียวกันกับหัวใจนายหรือเปล่า”

 

จุนมยอนได้แต่ยืนนิ่ง

 

“งั้นขอฉันฟังของนายบ้างได้มั้ยจุนมยอน”

 

คริสพาจุนมยอนเข้าสู่อ้อมกอด โอบร่างเล็กๆนั้นเอาไว้ด้วยสองมือของเขาเอง การกอดน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้สองหัวใจได้ใกล้ชิดกันมากที่สุด ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ เหมือนต่างฝ่ายต่างกำลังยืนฟังหัวใจของกันและกัน แขนทั้งสองข้างของจุนมยอนทิ้งดิ่งลงข้างลำตัว ในขณะที่คริสกลับยิ่งกอดรัดร่างเล็กๆนั้นให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ

 

 

“แม้ฉันจะเป็นคนทำให้นายเจ็บ แต่อย่าเพิ่งเลิกชอบกันในตอนนี้ได้มั้ย ในตอนที่ฉันกำลังชอบนายมากขึ้นเรื่อยๆแบบนี้...”

 

“ฮึก...” น้ำตาที่เหมือนจะกลืนหายไป จนคิดว่าหมดไปแล้วของจุนมยอน อยู่ๆก็ไหลหลากลงมาจนไม่อาจกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ได้

 

“ได้โปรดล่ะคิมจุนมยอน...ให้โอกาสนายแล้วก็ฉันอีกสักครั้งเถอะ”

 

ไม่มีใครรู้ว่าจุนมยอนรู้สึกยังไงในวินาทีนั้น ร่างเล็กยืนร้องไห้ไหล่ไหวสะท้านอยู่ในอ้อมกอดคริส ยิ่งนานร่างสูงก็ยิ่งรู้สึกใจเสีย นอกจากเสียงร้องไห้จุนมยอนก็ไม่ยอมพูดอะไร จากที่แค่ยืนรอฟังคำตอบ คริสก็ต้องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะทุยๆ ปลอบอีกฝ่ายไปด้วย ใบหน้าของชายหนุ่มเองก็เริ่มจะถอดสีเมื่อมันเริ่มจะกินระยะเวลายาวนานขึ้นเรื่อยๆ

 

ครู่ใหญ่หลังจากใช้บ่าของคริสร้องไห้ คนตัวเล็กถึงได้พยายามรั้นตัวเองออกจากอ้อมกอด และคริสก็ยอมคลายแขนที่กอดอีกฝ่ายออกง่ายๆ

 

คิมจุนมยอนปาดน้ำตาและน้ำมูกทิ้งอีกที เงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้า จนแล้วจนรอดกลับหลบตาอีกฝ่าย ร่างเล็กรู้ว่าคริสกำลังรอฟังสิ่งที่จะออกมาจากปากเขา แต่จุนมยอนก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรหรือควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี

 

“ค...คือฉัน...” ช้อนดวงตามองใบหน้าที่อยู่สูงขึ้นไปอีกรอบ รวมทั้งคราวนี้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่หลบอีก “ฉัน...ไม่รู้ว่าจะเชื่อสิ่งที่นายพูดได้มั้ย”

 

คริสค่อยๆซึมซาบสิ่งที่ฟัง ชายหนุ่มค่อยๆระบายยิ้มออกมา มันเลวร้ายน้อยกว่าที่เขาคิดไว้มากมาย

 

“นายไม่ต้องเชื่อฉันตอนนี้ก็ได้ แค่ขอโอกาส ฉันจะทำให้นายเชื่อมั่นในตัวฉันมากขึ้นเรื่อยๆ”

 

“อื้อ” จุนมยอนพยักหน้ารัว น้ำตาที่รินไหลในตอนนี้กลั่นออกมาจากความซาบซึ้งใจ

 

จุนมยอนไม่รู้หรอก เขาไม่มีทางแน่ใจได้ว่าสิ่งที่หลุดออกมาจากปากจะใช่สิ่งเดียวกับที่ซ่อนลึกภายในจิตใจ...

 

มันไม่มีใครรู้...

 

หัวใจที่เต้นสอดคล้องเป็นจังหวะเดียวกันที่จุนมยอนได้รับรู้ก่อนหน้านั้นต่างหากที่ทำให้เขาคิดว่าควรจะลองดูอีกครั้ง

 

ครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจุนมยอนก็จะรับผิดชอบตัวของเขาเอง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิมจุนมยอนปรายตามองที่ว่างข้างตัวก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ทั้งที่สัญญากันไว้อย่างดีแล้วว่าจะมาดูละครเวทีที่แบคฮยอนเล่นเป็นนายเอกด้วยกัน แต่จนป่านนี้ที่ถึงฉากคิสซีนระหว่างชานยอลกับแบคฮยอนซึ่งเป็นช่วงท้ายเรื่องแล้ว จุนมยอนก็ไม่เห็นคริสโผล่หัวมาสักที

 

ร่างเล็กกำโทรศัพท์ไว้ในมือตั้งแต่มานั่งอยู่บนที่นั่งในโรงละครเลยก็ว่าได้ เขาเพียรโทรหาอีกฝ่ายในที่สุดก็เลิกโทรเพราะเริ่มรู้สึกงอนเข้าให้บ้างแล้ว

 

ละครเบื้องหน้าจบลงในที่สุด นักแสดง ผู้กำกับ รวมไปถึงทีมงานขอบคุณผู้ชมครั้งสุดท้ายก่อนที่ม่านบนเวทีจะปิดลง จุนมยอนรู้ว่าคิวต่อไปบนเวทีคืออะไร จงแดจะเป็นคนปิดท้ายงานวันนี้อย่างสมบูรณ์ด้วยการร้องเพลงประกอบละครเวทีที่ถูกทำขึ้นมาใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ระหว่างรอความพร้อมก็ปล่อยให้ผู้ดำเนินรายการที่ทำหน้าที่ตั้งแต่เริ่มต้นใช้ไหวพริบทางด้านการสื่อสารเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมไปเรื่อยๆ

 

จุนมยอนพอจะลืมเรื่องที่ทำให้ขุ่นใจลงไปได้บ้าง เพราะเขากำลังหัวเราะให้กับมุกที่เพื่อนสองคนบนเวทีใช้โต้ตอบกัน คนตัวเล็กที่กำลังยิ้มค้างมองไปทางฝั่งขวาหลังจากที่ได้ยินเสียงฮือดังขึ้น ก็นึกว่าอะไร ที่แท้ก็คนดังนั่นเอง จุนมยอนเบิกตาโตขึ้นเมื่อปรากฏร่างของพยอนแบคฮยอนที่เดินเลียบด้านข้างตรงมาเรื่อยๆ แถมยังมองมาเหมือนมีจุดมุ่งหมายมาที่เขา

 

ร่างเล็กของแบคฮยอนเดินเข้ามาจากที่นั่งริมสุด ขอทางคนที่นั่งอยู่ประจำเก้าอี้อย่างมีมารยาทและนอบน้อมก่อนจะเดินตัดผ่านหน้าพวกเขาเข้ามา ท่ามกลางสายตาชื่นชมของคนทั่วไป จุนมยอนเองก็รู้สึกภูมิใจในเพื่อนคนนี้เหมือนกัน แบคฮยอนเดินจนมาถึงที่ที่เขานั่งอยู่ เพื่อนตัวเล็กเดินผ่านร่างของเขาไปก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถัดไปจากเขา ซึ่งเป็นที่ที่ติดกับช่องทางเดินตรงกลางโรงละครพอดี

 

“นายเดินตัดตรงกลางมามันจะไม่ง่ายกว่ากันเหรอเบค่อน” จุนมยอนโน้มใบหน้าไปกระซิบเพื่อน เพราะเขาสงสัยจริงๆว่าทำไมแบคฮยอนถึงเลือกที่จะเดินมาจากด้านนอกทั้งที่ที่นั่งของเขาอยู่ด้านในสุด

 

“ไม่เอาอ่ะ ฉันไม่อยากเป็นที่สังเกต”

 

“คนดังน่ะ โผล่ตรงไหนก็เรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งนั้นแหละ” จุนมยอนแซวเข้าให้ แบคฮยอนก็เลยส่งค้อนให้เบาๆ แต่ก็ยังไม่วายจะถามถึงอีกคน

 

“คริสอ่ะ”

 

ได้ยินชื่อนั้น จุนมยอนหน้าตูมขึ้นมาทันที “ก็ไม่เห็นนี่ ไม่รู้เหมือนกัน”

 

“อ้าว เป็นแฟนกันยังไง ไม่รู้ว่าแฟนตัวเองอยู่ไหน”

 

“มั่ว” จุนมยอนแทบอยากจะตะครุบปากแบคฮยอนเอาไว้ ถึงจะได้ยินบ่อยแล้ว แต่มันก็ยังไม่เคยชินสักทีสิน่า

 

“แล้วหน้าแดงทำไม”

 

จุนมยอนไม่ทันจะได้เถียงอะไร เสียงของเปียโนที่บรรเลงขึ้น พร้อมกับการปรากฏกายของประธานที่วันนี้แลจะแต่งตัวดีเป็นพิเศษอยู่กลางเวที ก็ทำให้แบคฮยอนกระตุกเข้าที่แขนของจุนมยอนด้วยท่าทางตื่นเต้น และด้วยท่าทีแบบนั้นของแบคฮยอนก็ทำให้จุนมยอนหยุดทุกการกระทำหรือทุกคำที่จะพูดได้ในที่สุด

 

“ฟังๆๆ”

 

คนผิวขาวยอมนิ่ง แล้วมองไปบนเวที...

 

จุนมยอนซึมซับทุกท่วงทำนองที่ถูกถ่ายทอดจากเปียโนเพียงตัวเดียวบนเวที ซึ่งนั่นก็ทำให้คนตัวเล็กรู้แปลกใจไม่น้อย...

 

แน่นอนว่าเขารู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดี...

 

แต่มันไม่ใช่เพลงประกอบละครเวทีเรื่องนี้แน่ๆ

 

และประโยคแรกที่ได้ฟังก็ทำให้ยิ่งมั่นใจ...

 

 

이유를 몰랐어왜 내가 변했는지

ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงเปลี่ยนไป

 

한참 생각했어 너와 만난 이후로
ฉันคึดถึงแต่สิ่งดีๆมาตลอด หลังจากที่เราได้พบกัน

 

 

จุนมยอนจำทุกท่วงทำนอง ทุกเนื้อร้องได้ขึ้นใจ เพราะมันเป็นเพลงแรกที่เขาและคริสฟังร่วมกัน

 

คนหน้าหวานยิ้มออกมา ตัดความสงสัยเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีเพลงนี้อยู่ในคิวการแสดงออกไปได้จนหมด พร้อมซึมซับความไพเราะสวยงามของมันด้วยความสุข ดวงตาทั้งคู่ส่องประกายเพียงนึกถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา...

 

눈을 수가 없어  눈엔 너만 보여
ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะทำให้ฉันหยุดมองเธอได้

너만 계속 바라 보고 싶잖아   정말
ฉันมองเพียงแต่เธอเสมอ

 

 

เมื่อบทเพลงบรรเลงไปจนถึงช่วงกลางของบทเพลง ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา แล้วก็เป็นแบคฮยอนที่สะกิดเรียกเขาให้มองไปเบื้องหน้า...

 

 

ที่ตอนนี้มีการปรากฏตัวขึ้นของมาสคอตตัวสูงใหญ่ตัวหนึ่ง

มาสคอตเหรอ?

 

คนตัวเล็กยิ้มกว้าง เมื่อเห็นมาสคอตพี่หมีตัวโตปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมช่อดอกไม้ในมือ และสิ่งที่ดำเนินอยู่ตอนนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่จุนมยอนไม่เคยรู้มาก่อน

 

เชื่อแล้วล่ะว่า...มันคงเป็นละครเวทีที่ถูกพูดถึงและจดจำไปอีกนาน เพราะมันไม่ได้เซอร์ไพร์สแค่คนดู ขนาดเพื่อนกัน รุ่นเดียวกันเองที่ร่วมกันสร้างงานนี้ขึ้นมาอย่างเขายังไม่รู้อะไรเลย

 

เซอร์ไพร์สจริงๆนั่นแหละ

 

다시 만나고  그러다 헤어지고
หากว่าเราได้พบกันอีกครั้ง หลังจากการเลิกราของเรา


다시 만나게 되고  너무 좋은거야
เพื่อที่การพบกันอีกครั้งของเราจะเป็นไปด้วยดี

마냥 웃기만   이런 내가 보이니
ผมจะยังคงหัวเราะแบบนี้  เธอเห็นมันมั้ย

 

 

เจ้าหมีตัวนั้นเดินผ่านช่องทางเดินตรงกลาง จนในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแบคฮยอนที่นั่งอยู่ริมสุด สิ่งแรกที่จุนมยอนรู้สึกเลยคือเขินแทบบ้า ไม่ใช่อาการที่เป็นกับตัวเอง แต่เป็นอาการเขินแทนเพื่อนอย่างแบคฮยอนต่างหากล่ะ

 

นี่คงเป็นบทที่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ต้นนั่นแหละ และบุคคลที่อยู่ในมาสคอตหมีคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากปาร์คชานยอล

 

มีสองอย่าง...

 

หนึ่งคือฉากนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นของขวัญให้คนดู หรือไม่ปาร์คชานยอลก็ใจกล้าคิดแผนขึ้นมาเพื่อจะสารภาพรักกับแบคฮยอน

 

จุนมยอนคิดเอาไว้แบบนั้นเสร็จสรรพ

 

 

니가 너무 고맙잖아
ฉันขอบคุณเธอมากจริงๆ

 

แต่เมื่อท่อนนี้มาถึง... ดอกไม้ช่อนั้นกลับยื่นมาตรงหน้าเขา...

 

จุนมยอนผงะ วินาทีที่ปัดดอกไม้ช่อนั้นไปทางแบคฮยอนเขาก็ทันได้สังเกตเห็นว่าทั้งช่อนั้นคือ ดอกการ์ดีเนีย

 

ซึ่งเป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่เขาใช้บอกรักคริสมาโดยตลอด...

 

หรือว่า...

 

เขาหันไปหาแบคฮยอนเพื่อขอคำตอบ แบคฮยอนที่มีรอยยิ้มเต็มแก้ม พยักหน้าให้เขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

 

เพียงแค่นี้ก็ทำให้จุนมยอนรู้แล้ว...

 

ดวงหน้าหวานของจุนมยอนเบือนกลับไปหาเจ้ามาสคอตเจ้าปัญหา แต่ก็ยังไม่ยอมรับดอกไม้ที่มันยื่นมาจนแทบจะโดนหน้าอยู่แล้ว

 

คนตัวเล็กปฏิเสธที่จะรับมันอีกครั้งด้วยการลุกขึ้นยืนแทน เดินผ่านหน้าแบคฮยอนไปจนประชิดเจ้าหมีตรงหน้า ไม่รีรอที่จคว้าส่วนหัวของมาสคอต ก่อนจะดึงมันออกมาโดยที่เจ้าหมีตัวนั้นก็ให้ความร่วมมือ ยอมที่จะให้เขาถอดส่วนหัวออกไปได้ง่ายๆ

 

แม้จะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่จุนมยอนก็อยากยืนยันกับตัวเอง ในวินาทีนี้หัวใจของเขามันก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น รัวแรงจนเหมือนจะกระเด้งหลุดออกมาด้านนอก

 

เขารู้...

 

รู้ดีว่าผลจะเป็นอย่างไร...แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถควบคุมมันได้อย่างไร จุนมยอนไม่อยากหลงรักอีกฝ่ายไปมากกว่านี้อีก แต่ก็เชื่อว่าหลังจากเห็นใบหน้าที่ภายนอกถูกเคลือบไว้ด้วยโฉมหน้าของเจ้าหมี...

 

 

เขาก็คงจะตกหลุมรักซ้ำอีก...

 

ตกหลุมรักอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่กับคนเดิมๆ...

 

 

คริส...

เป็นคริส...คนที่ทำให้เขาตกหลุมรักซ้ำๆซากๆจริงๆด้วย

 

 

ทันที่ที่จุนมยอนดึงส่วนหัวนั้นออกไปได้ คนตัวเล็กก็แทบจะน้ำตาไหลอีกครั้ง เขามีความสุข มีความสุขมากเหลือเกิน ที่วันนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นคนที่ไม่ว่าเขาจะยื่นมือออกไปเมื่อไร ต่อให้ชั่วขณะนั้นจะรู้สึกเหงาหรือเคว้งคว้างแค่ไหน ทว่าในที่สุดแล้วมือของอีกฝ่ายก็จะรับมือของเขาไว้ แล้วก็ทำให้อาการต่างๆนั้นอันตรธานหายไป

 

 

จุนมยอนว่างส่วนหัวของหมีเอาไว้ข้างตัวก่อนจะสังเกตอีกฝ่ายชัดๆ ร่างสูงยืนเม้มริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเอง ดวงตาหลุบต่ำมองลงด้านล่างอยู่หลายครั้ง แล้วท่าทีแบบนั้นของคริสก็ทำให้จุนมยอนหลุดขำออกมาเบาๆ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกที่จุนมยอนพบว่าคริสประหม่าขนาดนี้

 

เขิน...อาจจะต้องเรียกว่าเขินก็ได้...

 

มือเล็กไม่รีรอเลยที่ยื่นมือออกไปคว้าดอกไม้ช่อนั้นมาถือเอาไว้เอง จุนมยอนไม่อยากให้คริสต้องรู้สึกไปไม่เป็นหรือเคอะเขินไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ถือช่อดอกไม้ไว้หนึ่งมือ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปจับมือนุ่มนิ่มของเจ้ามาสคอตเอาไว้ เสี้ยวอึดใจปลายเท้าเขย่งขึ้น ก่อนจะฉวยใช้ริมฝีปากตัวเองแตะลงไปบนริมฝีปากอีกฝ่ายแบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว

 

 

“ขอบคุณ...ขอบคุณจริงๆนะคริส ขอบคุณที่วันนี้นายยืนอยู่ตรงหน้าฉัน”

 

 

니가 너무 고맙잖아
ฉันขอบคุณเธอมากจริงๆ

 

눈을 뗄수가 없어 눈엔 너만 보여
ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะทำให้ฉันหยุดมองเธอได้

너만 계속 바라보고 싶잖아 정말
ฉันมองเพียงแต่เธอเสมอ

baby
โอ ~~ ที่รัก

 

 

 

END.

 

 

 

 

เพลงในช่วงท้าย เหมือนเดิมค่ะ Baby Baby – 4men

เป็นเพลงในตอนที่พี่คริสเอาเฮดโฟนสวมให้จุนมยอนฟัง จำได้มั้ยเอ่ย

 

 

มันจบแล้ว มันจบแล้วจริงๆนะคะ

เดี๋ยวนะ...เกือบสองปีได้มั้ย โฮกกกกกก ยาวนานไปม้ายยยย ตอนแต่งตอนจบนี่คือมีความสุขมากจริงๆนะ คือแบบอยากให้อะไรมันก็แฮปปี้ๆเหมือนในฟิค ฮรือออออออ เราจะไม่พูดถึงมันละกันโนะ

 

ใครก็ตามที่ลืมมันไปแล้ว อยู่ๆก็เห็นว่าเอ๊ะ! อิไรท์เตอร์มันยังอยู่ แล้วมันแต่งจนจบนี่ ถ้าลืมจริงๆ กลับไปอ่านตอนเก่าๆก่อนอ่านตอนจบก็ได้นะคะ ถือว่าขอร้องก็ได้ ถถถถถถ

 

ช่างมันนะ ดึกแล้ว...เริ่มพูดอะไรไม่รู้เรื่อง 555555555

 

ขอบคุณสำหรับคนที่ยังรออยู่เสมอนะคะ

ขอบคุณคนที่เคยอ่าน

ขอบคุณคนที่เคยทวง

ขอบคุณที่พูดถึงและจำได้

 

ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่ดีมากๆ (ถึงแม้ว่าเราจะเคลื่อนมันไปอย่างช้าๆก็เถอะ)

 

รักทุกกำลังใจและคอมเม้นท์ทวงฟิคสุดๆ

 

โอเค...เราจะบอกว่าจะรวมเล่ม ! (ถึงไม่มีคนอยากได้เราก็จะรวมนะ)

 

แต่ขอเคลียร์ในส่วนที่เหลือให้พร้อมก่อนนะคะ แล้วจะมาแจ้งที่นี่อีกที

 

ต่อจากนี้มันก็ควรจะต้องมี EPILOGUE เพราะมันมี PROLOGUE รอก่อนน้าาาาาา

 #ฟิคเฟิสคริส น้า

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

693 ความคิดเห็น

  1. #692 TVNPIM (@chanseCh) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 14 กันยายน 2559 / 16:29
    ตอนจบน่ารักมากค่ะไรท์ ฮือ~~~ ปลื้มม
    #692
    0
  2. #662 NaMo_K (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 / 19:19
    แอร๊ยยยยยย นี่ไม่คิดว่าไรท์จะกลับมาต่อจนจบเเล้วนะ

    คือผิดคาดมากกก เซอไพรส์มากกกก ชอบมากกกกกกก

    โอ๊ยยยย แฮปปี้จนไม่มีคำอะไรมาอธิบาย เลิ๊ฟฟฟฟ
    #662
    0
  3. #661 K i m L e e (@madamkimlee) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 / 15:51
    จุดพลุๆๆ ในที่สุดก็สมหวัง รักกันหวานชื่น

    เย่ๆ ลุ้นว่าจะคืนดีกันแบบไหน เพราะยังไงก็ต้องได้รักกันอยู่แล้วอ่าเนอะ

    โอเคเลยค่า 

    ทดสอบหัวใจตัวเองด้วยหัวใจของเธอ กรี้ดเบาๆ เขินน่ะ 

    ขอบคุณที่มาต่อจนจบนะคะ 

    อ่านตั้งแต่เริ่ม และกยังรอให้มาต่ออยู่ทุกวัน

    ยินดีด้วยที่ฟิคเรื่องนี้จบด้วยดี 

    ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฟิคเรื่องนี้ค่ะ 



    รออ่านเรื่องใหม่นะคะ ขอคริสโฮเหมือนเดิม อิอิ
    #661
    0
  4. #657 ForFine (@forfine) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2557 / 05:06
    แย่งซีนละครเวทีไปนะพี่คริส โถ่ววววว
    #657
    0
  5. #656 PARIINK (@pariink) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2557 / 09:56
    คือความดีงามมมมมมม ฟิคจบว่าดีงามเเล้ว

    รวมเล่มคือดีงามกว่าาา ฮริ้งงงงงง น้องจิรอออ

    เเต่ช๊อต ประกาศให้โลกรู้ว่า ว่ารักกันของพี่คริสเนี่ย

    ดูท่าจะเเย่งซีนงานละครเวทีนะ ฮ้าาาา แต่ชอบบบบ

    เขินเเทนจุนมยอนนนน อยากเป็นจุนมยอนนนนนนน



    #656
    0
  6. #655 Millionaire~JM (@pisshy) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2557 / 02:50
    น่ารักอ่าาาา อร๊ากกกกกกกกกกกก อยากได้สเปปปปปปปป
    อยากเจิมน้ำตาลล ลล ล ลหวานได้โล่จิงๆๆๆๆๆ
    น่ารักอ่าาาาา อยากได้สเปไคลู่ด้วยยยยย
    เราโลภภภภภภภภภ
    #655
    0
  7. #628 evevee (@natthanyakorn) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 17:25
    กริ๊ดดดดดน่ารักมากกกกกขอสเปค่ะ
    #628
    0
  8. #627 ForFine (@forfine) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 16:29
    อย่างแรก ขอกรี๊ดก่อน ที่ไรท์กลับมาแล้ว กรี๊สสสสสสสสสสสสสสสสส .... กรี๊ดเสร็จละไปอ่านแปป ยังไม่ได้อ่าน 555555
    #627
    0
  9. #626 IngLucky (@inglucky) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 11:18
    แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    ชั้นนํ้าตาไหลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล

    เหมือนตัวเองเป็นพิจุมเลยอ่ะเทออออออ



    อิพี่คิด โอ้ยยยยยย คือรำคาญนาง

    ถ้านางพูดให้เคลียร์ รั้งให้อยู่ฟัง พูดประโยคยาวๆในคราวเดียวก็เป็นแฟนกันนานละป่ะ

    ไม่ได้เรื่องงงงงง 555555555555555
    #626
    0