ตอนที่ 1 : แก้วกัลยา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1948
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    23 ม.ค. 60

 

                เสียงร้องเฮดังขึ้นก่อนที่มือเล็กจะกอบโกยเอาเงินกลางวงกวาดเข้ากระเป๋าจนหมด ทั้งวงเงียบกริบยกเว้นคนตัวเล็กที่หัวเราะไม่ยอมหยุดจนชายสูงวัยคนหนึ่งในวงลุกพรวดขึ้นด้วยความเหลืออด

                “ไอ้กัน เอ็งโกงพวกข้าใช่ไหม เอ็งกินคนเดียวเรียบรอบที่สามแล้วนะโว้ย!” คนที่เหลือต่างพากันเออออตามกัน ด้วยไอ้เด็กชายไม่ใช่หญิงไม่เชิงที่พวกเขาเรียกว่า ไอ้กันนั้นเอาแต่ได้ไม่มีเสียเลยสักครั้ง อย่างมากมันก็เสียครั้งเดียวแล้วก็เลิกเล่น บางครั้งกำลังได้อยู่ดีๆ มันก็เลิกเล่นเหมือนกับมีญาณวิเศษอะไรบางอย่างที่บอกว่าวันนี้โชคร้ายหรือดี

                “ปัดโธ่ลุง ฉันไม่กล้าโกงหรอก ถ้าฉันโกงทุกคนก็ต้องรู้สิ ฉันรู้ว่าพวกลุงป้าน้าอาน่ะฉลาดจะตาย ถ้าฉันโกงก็น่าจะจับได้ตั้งแต่ตาแรกแล้ว” คนถูกกล่าวหาว่าพลางปิดซิปที่กระเป๋าที่เพิ่งกวาดเงินเข้าไป แม้จะเป็นย่านชุมชนแออัดแต่ก็มีเงินไหลเวียนอยู่ไม่น้อย เล่นไม่กี่ครั้งเธอก็ได้มาตั้งหลายหมื่น เอาไปกินเหล้าเที่ยวเตร่ได้ตั้งหลายวัน

                “เอางี้ ฉันคืนเงินให้คนละสองพันเอาไปเล่นต่อกันนะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว” มือเล็กควักเงินในกระเป๋าคืนคนในวงไปคนละสองพัน ถึงจะเสียเป็นหมื่นๆ แต่ก็นับว่าคุ้มเพราะตั้งแต่ต้นเธอก็ไม่ได้ลงทุนอะไรด้วยซ้ำ ดีเสียอีกพวกลุงป้าพวกนี้จะได้ไม่ต้องยื้อเธอไว้ให้เล่นต่อเพื่อเอาเงินคืน ถึงตอนนั้นอาจจะเสียมากกว่านี้ก็ได้

                เมื่อรีบชิ่งออกมาจาก บ่อนเถื่อนชั่วคราวได้ หญิงสาวก็รีบบึ่งไปที่ทำงานของเธอทันที คนในชุมชนคุ้นชินกับภาพนี้ดี ภาพหญิงสาวผมสั้นเต่อแต่งตัวทอมบอยหน้าตามอมแมมสะพายกระเป๋าออกมาจากบ้านของ เจ๊ใจที่มักจะเป็นสถานที่ซ่องสุมเพื่อเล่นพนันกัน พอตำรวจมากก็แยกย้ายกระจัดกระจายเหมือนผึ้งแตกรัง พอเรื่องซาก็ย้ายที่ใหม่จากนั้นก็วนกลับมาที่เดิม คนที่เล่นด้วยกันก็จะรู้ว่าจะต้องไปที่ไหน

                แก้วกัลยาหรือ ไอ้กันที่คนในชุมชมเรียกก็เป็นหนึ่งในนั้น หญิงสาววัยยี่สิบปีอาศัยอยู่กับมารดาที่เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงแค่สองคน พื้นเพนางสุดามารดาของแก้วกัลยาก็เป็นคนในชุมชนนี้และแม้ว่าจะมีอาชีพขายข้าวแกงแต่ก็พอจะมีการศึกษาจบตั้งระดับปวส. แต่ก็ต้องมาขายข้าวแกงยังชีพอยู่ดีเพราะงานข้างนอกนั่นมันลำบากเหลือเกิน สองแม่ลูกใช้ชีวิตกันแบบปกติสุขดี นางสุดาไม่ได้มีสามีใหม่หลังจากสามีที่เป็นทหารต๊อกต๋อยเสียไป แก้วกัลยาไม่ได้มีพ่อเลี้ยงที่คอยจ้องข่มขืนเหมือนนางเอกในละคร ถึงมีก็คงไม่มีใครคิดว่าจะมีมนุษย์ตัวผู้สติดีที่ไหนกล้าลองของกับหญิงสาว

                ที่ทำงานของแก้วกัลยาคือปากซอยหน้าชุมชนแออัดหรือเรียกอีกชื่อคือสลัม แห่งนี้ หญิงสาวจะมาทำหน้าที่วินมอเตอร์ไซด์ในช่วงเย็นถึงค่ำของทุกวันก่อนจะกลับบ้านไปช่วยมารดาเก็บร้าน ทั้งเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน แม้แต่มารดาของเธอเองไม่มีใครมองว่าเธอเป็นผู้หญิง

                “เฮ้ยไอ้กัน ทำไมมาป่านนี้วะ” อเนกรุ่นพี่วินมอเตอร์ไซด์ทักขึ้น เธอกับอเนกโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก เวลาต่อสู้กันทีไรอเนกจะเป็นคนโดนชกจนหน้าบวมทุกที จนพอโตขึ้นไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรอเนกก็ไม่กล้าที่จะใช้กำลังกับเธออีก

                “โถพี่เอก นี่เดินกลับมาไปเอารถมาแล้วถึงมานี่ ไม่ได้นั่งเครื่องบินไปนะจะได้เร็วทันใจ แล้วนี่ได้กี่ตังค์แล้วเนี่ยนั่งมาทั้งวัน” หญิงสาวถามกลับ

                “สองร้อย” อเนกตอบ

                “ห๊ะ สองร้อย กลับไปนั่งในบ่อนดีกว่ามั้งเนี่ย” คนตัวเล็กพึมพำ

                “เอออย่าบ่นมากน่า!! แม่เอ็งเขาไม่อยากให้เอ็งไปสิงอยู่ในบ่อนนั่นนะเว้ย เชื่อเขาบ้าง เขาเป็นห่วง”

                “ความห่วงมันกินไม่ได้นะพี่เอก เงินต่างหากเอาไปซื้อไรกินได้” อีกคนบุ้ยปากก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ผุเก่าๆ ที่พวกในวินมอเตอร์ไซด์ทำเอาไว้นั่งรอลูกค้ากัน

                “โอ้ย! ไม่เอาแล้ว โตเป็นวัวเป็นควายแล้วคิดเองแล้วกัน กลับล่ะ” อเนกว่าก่อนจะถอดเสื้อวินแล้วบึ่งรถออกไป

เขากับแก้วกัลยารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กด้วยว่าเรียนโรงเรียนวัดแถวชุมชมเดียวกัน ชายหนุ่มอายุมากกว่าแก้วกัลยาสามปีแต่เรียนอยู่ชั้นเดียวกันเพราะเขาเรียนซ้ำชั้นสามปี เรียกได้ว่าถ้าไม่ได้เด็กหญิงแก้วกัลยาช่วยไว้เขาอาจจะออกจากโรงเรียนตั้งแต่ประถมสี่แต่ก็ต้องมาออกจากโรงเรียนจริงๆ หลังจากจบมัธยมต้นออกมาสักพักก็มีลูกมีเมียทำงานหาเช้ากินค่ำไปเรื่อย ส่วนแก้วกัลยาเพื่อนต่างวัยของเขาน่ะหรือหลังจากจบมัธยมปลายที่โรงเรียนรัฐมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งแต่ก็ไม่ยอมเรียนต่อ ทั้งๆ ที่สติปัญญาของเธอสามารถสอบชิงทุนได้ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งแน่ สิ่งที่หญิงสาวทำตอนนี้มีแค่เข้าบ่อนและรับจ้างจิปาถะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน พอมีเงินหน่อยก็เที่ยวเตร่กับเพื่อนสาวๆ

แก้วกัลยาเบะปากรู้สึกไม่พอใจอเนกที่บ่นเหมือนกับมารดาของตนไม่มีผิด รายนั้นเมื่อเธอเข้าบ้านทีไรก็หูชาจนต้องระเห็ดออกมาร่อนเร่ข้างนอก หญิงสาวส่ายหน้าพลางนั่งเล่นเกมให้สมาร์ทโฟนเพื่อรอลูกค้า นี่เป็นสิ่งที่เธอชอบที่สุดอาชีพที่ไม่ต้องทำอะไรมากและมีเวลาเล่นเกม

“นั่งเล่นเกมอีกแล้วนะกัน” เสียงหวานใสเอ่ยทัก

หญิงสาวสวยในชุดนักศึกษายืนอยู่ตรงหน้าของแก้วกัลยา พอเห็นว่าเป็นใครเท่านั้นสาววินก็เก็บมือถือใส่กระเป๋าเสื้อทันทีก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นหน้าเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้วตั้งแต่อีกคนเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างจังหวัด

“เพลง!! มาได้ไง ทำไมไม่โทรบอกละเนี่ย”

“ก็มาหาแม่น่ะสิ นี่ไม่รู้ไปเมาหัวราน้ำที่ไหน” อีกคนว่า

รติยาหรือ เพลงเป็นเพื่อนสนิทของแก้วกัลยาตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย หญิงสาวสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอต้องย้ายไปอยู่หอพัก นานๆ ถึงจะกลับมาเยี่ยมที่บ้านสักที

“แม่เพลงหรอ ไม่ไกลหรอกบ่อนเจ๊ใจ” แก้วกัลยายกคิ้วขึ้นแล้วอมยิ้ม

“อ๋อเพิ่งออกมาจากที่เดียวกันใช่ไหมล่ะ” รติยากระแนะกระแหน

“แหมนานๆ เจอกันทีเราไปคุยกันดีกว่าเนอะๆ” อีกคนรีบตัดบทก่อนจะพาเพื่อนรักซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คันเก่งอย่างเคย

“แล้วนี่ไม่ทำงานแล้วหรอ” รติยาถาม

“ห๊ะ เออช่างแม่งเถอะ” คำพูดหยาบๆ ไม่สมกับความเป็นผู้หญิงของแก้วกัลยานั้นไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับคนแถวนั้นเท่าไหร่ กับรติยาเองก็คุ้นชินกับความเป็นแก้วกัลยาเสียแล้ว

หลังจากเบี้ยวงานไปส่งรติยากลับบ้านแล้วไม่นานนักอเนกก็โทรมาด่าเธอชุดใหญ่ที่ทำตัวเป็นเด็กเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิก โชคดีที่วันนี้หญิงสาวได้เงินจากบ่อนมาเยอะไม่งั้นก็คงอารมณ์เสียอยู่เหมือนกันที่โดนบ่น พอกินข้าวเย็นกับเพื่อนที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำแก้วกัลยาก็ลากลับ ก่อนกลับนั้นก็นัดแนะกับรติยาอย่างดีว่าพรุ่งนี้จะไปเที่ยวกันแก้วกัลยาจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษแต่สวรรค์ก็ต้องล่มเมื่อเจอนางสุดามารดายืนจ้องหน้าตาขวางอยู่ที่ประตูไม้เก่าๆ

“นังแก้ว!! แกหายไปไหนมาทั้งวัน” คนที่ถูกเรียกว่านังแก้วสะดุ้งสุดตัว

“ก็ทำงานสิแม่” คนถูกถามตอบเบาๆ

“ทำงานประสาอะไร มีคนบอกฉันว่าแกเข้าบ่อนอีกแล้ว หนอยนังนี่ ให้เรียนก็ไม่เรียน จะมีผัวหรือก็ไม่ใช่ ฉันไม่เข้าใจแกเลยจริงๆ แกจะมาอยู่ลอยชายทำซากอะไร ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่าง จะทำงาน จะเรียน หรือจะมีผัว บอกมาเลือกมาสักอย่าง” นางสุดาตะโกนถามเสียงดังลั่น

“โธ่แม่ พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ฉันก็ทำงานอยู่นี่ไง เล่นไพ่เลี้ยงชีพ ได้เงินตั้งเยอะดูสิแม่ เอ้านี่” พูดแล้วก็พยายามล้วงเงินในกระเป๋าให้ผู้เป็นแม่ดู

“ฉันไม่ได้โง่นะ! เล่นไพ่มันเป็นอาชีพที่ไหน”

“ไม่เถียงกับแม่แล้ว ขอโทษแล้วกันที่ไม่ได้มาช่วยเก็บร้าน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นมาช่วยนะแม่แต่ตอนนี้นอนก่อน” ว่าแล้วแก้วกัลยาก็รีบผลุบเข้าไปทางข้างบ้านเพื่อเข้าทางประตูหลังบ้าน เป็นแบบนี้ประจำเพราะนางสุดาผู้เป็นมารดานั้นชอบเอาตัวกั้นประตูทางเข้าเอาไว้

คนเป็นแม่กัดฟันกรอดเมื่อเจอกับมุกเดิมๆ ของลูกสาวไม่ใช่ลูกชายไม่เชิงของตนเอง ตอนที่เกิดก็ตั้งชื่อให้อย่างดีกว่า แก้วกัลยา หวังว่าจะโตมาเป็นสาวสวยน่ารักเป็นดั่งดวงแก้วของแม่ แต่ที่ไหนได้ดันโตมาเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้แถมพูดอะไรก็ไม่ฟังอีกต่างหาก อีกอย่างหนึ่งไอ้อาการพะเน้าพะนอเพื่อนรักอย่างรติยานี่มันเหมือนจะไม่หาย สาวเจ้ากลับมาทีไรเป็นต้องหายหัวไปด้วยกันไม่เห็นแม้แต่เงา เห็นทีเชื้อสายคงจะจบลงแค่แก้วกัลยานางสุดาหมดหวังที่จะมีหลานแล้วกระมัง

 

แก้วกัลยานั่งมองข้าวของในกล่องที่ตนเองเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีพลางยิ้มให้กับสิ่งของที่ชวนให้รำลึกถึงอดีตระหว่างเธอกับรติยา สมัยเรียนรติยาเป็นเด็กสาวที่มักจะถูกรังแกอยู่เสมอด้วยเจ้าตัวเป็นคนน่าตาน่ารัก ผู้ชายเกือบทั้งโรงเรียนตามจีบเธอ ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าภูมิใจแต่ไม่ใช่สักนิดสำหรับรติยา ครั้งที่แก้วกัลยาสังเกตุเห็นเด็กใหม่หน้าตาสะสวยที่ทุกคนหมายปองคือตอนที่เธอนั่งร้องไห้อยู่ในตู้เก็บไม้กวาด ตามเนื้อตัวของเด็กสาวตอนนั้นมีแต่รอยช้ำ เสื้อนักเรียนถูกพวกที่แกล้งยึดเอาไปเหลือแต่เสื้อกล้ามตัวบาง การช่วยเหลือของเธอในวันนั้นทำให้รติยากลายมาเป็นเพื่อนรักของเธอในเวลาต่อมา ไม่มีใครกลั่นแกล้งรติยาอีกเพราะว่าเด็กสาวเป็นเพื่อนรักของแก้วกัลยาขาใหญ่ประจำโรงเรียนผู้เป็นที่รักของครูบาอาจารย์เพราะเรียนเก่งไม่ว่าจะไปแข่งอะไรกับต่างโรงเรียนก็มักจะได้รางวัลสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนเสมอ

จนทุกคนต่างแปลกใจว่าทำไมเด็กที่ดูมีอนาคตอย่างแก้วกัลยาถึงเลือกที่จะไม่เรียนต่อ...

“เพลง อีกไม่กี่เดือนเองนะเราจะได้เรียนที่เดียวกันแล้ว” หญิงสาวพึมพำพลางหยิบเอาเอกสารสามสี่แผ่นขึ้นมา มันคือใบสมัครสอบตรงมหาวิทยาลัยเดียวกับรติยา ไม่เพียงแต่รติยามารดาของเธอเองคงดีใจที่รู้ว่าเธอจะเลิกดื่มเหล้าเข้าบ่อนแล้วไปเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที แม้ว่าระดับอย่างเธอจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้ก็ได้แต่เธอเลือกรติยามากกว่าความก้าวหน้าของตัวเองเสมอ

ในขณะที่หญิงสาวยิ้มหวานกับความคิดของตัวเองอยู่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอกดรับทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์สองผัวเมียจอมแสบ

“อะไรวะพี่นิด กันจะนอนแล้วนะ”

“กันๆ ช่วยพี่หน่อยไอ้พี่เอกมันยังไม่กลับบ้านเลยกันด้วยไปดูที่ผับที่มันทำงานได้ไหม พี่อยากไปเองนะแต่ไอ้เนมมันไม่ค่อยสบายพี่ออกไปไม่ได้” อรนิตหญิงสาวปลายสายว่า

อเนกกับอรนิตคือสองผัวเมียจอมแสบของแก้วกัลยา ใจจริงเธออยากเรียกว่าสองผัวเมียตัว อ. แต่ชื่อแรกคงจะเหมาะกับสองคนนี้มากกว่า เพราะไม่ว่าจะมีปัญหาหมาแมวอะไรแม้แต่เรื่องทะเลาะกันแย่งแก้วพลาสติกใส่น้ำก็มักจะมีเรื่องมาถึงแก้วกัลยาทุกที นี่ยังไม่รู้เลยว่าถ้าเธอไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับรติยาแล้วสองคนนี้จะอยู่กันยังไง

ก็ดูอย่างตอนนี้สิ ผัวหายยังโทรมาให้เธอไปตาม แต่เธอก็บ้าออกไปตามเพราะรู้สึกเป็นห่วงอเนกเหมือนกัน ไอ้ผับที่อรนิตว่านั้นแก้วกัลยาก็รู้จักดีเพราะเคยมาทำกับอเนกอยู่ช่วงหนึ่งตอนเรียนจบมัธยมใหม่ๆ ตอนนั้นอายุของเธอสิบแปดปลายๆ เท่านั้น ผิดกฎหมายเต็มประตู แต่ใครจะสนในเมื่อค่าแรงของเธอถูกยิ่งกว่าแรงงานต่างด้าวเสียอีก

พอมาถึงเธอก็เข้าไปหลังร้านแบบที่เคยทำ พอเจอคนเก่าๆ ที่ยังทำงานอยู่ที่นี่ก็ถามหาอเนกทันที แต่นอกจากจะไม่มีใครเห็นแล้วยังบอกด้วยว่าอเนกออกจากที่นี่ไปสักสองเดือนได้แล้วเห็นว่าไปทำงานกับกษิตผู้จัดการผับแห่งนี้ แก้วกัลยาขมวดคิ้วแน่น ก็เมื่อก่อนเห็นอยู่ว่าอเนกแขยงกษิตแค่ไหน อย่ามาแต่มองหน้าเลยหายใจร่วมกันยังแทบจะอาเจียน เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปทำงานกับกษิต

ตัวกษิตเองแก้วกัลยาก็เคยเห็นแค่สองสามครั้งเท่านั้น เขาเป็นชายวัยสามสิบกว่าๆ ยังหนุ่มแน่นหน้าตาก็จัดได้ว่าดูดีแต่ก็ไม่ถึงกับหล่อเหลา กระนั้นพวกผู้หญิงก็ยังติดเขาตรึมเพราะว่าเขาดูมีเงินทองและขับรถหรู แต่ก็เท่านั้นแหละ แก้วกัลยาไม่เห็นว่ามันจะดูดีอะไร หากกษิตรวยแล้วเจ้าของผับนี้ไม่รวยกว่าหรือไง เห็นพวกเด็กเสิร์ฟเคยคุยกันว่าเจ้าของผับหรือเจ้านายของกษิตนั้นเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่รวยมาก มีกิจการหลายอย่าง แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นหน้าว่าเขามีหน้าตาเป็นอย่างไร

“เออนี่ วันนี้ห้องวีไอพีได้ใช้แหละ แต่เฮียไม่อยู่นะ ไม่เห็นหลายวันแล้วสงสัยอาจจะโดนไล่ออก” เด็กเสิร์ฟคนหนึ่งพูดถึงกษิต แก้วกัลยาไม่ได้สนใจเรื่องห้องวีไอพีหรือเรื่องของผู้จัดการผับอย่างกษิต แต่ที่เธอมาเพราะรู้เรื่องอเนกต่างหาก ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เล่าอะไรให้เธอฟังเลย

เมื่อคุยกับพวกที่ผับสักพักแก้วกัลยาก็ขอตัวพอดีกับที่อรนิตโทรมาหาเธออีกครั้งพร้อมบอกว่าอเนกถึงบ้านแล้ว คนปลายสายกัดฟันกรอดแทนที่ตอนนี้จะได้นอนกลับต้องมาวิ่งวุ่นเรื่องของสองผัวเมียนี่ อย่าหวังว่าจะได้นอนเลยอเนกอรนิต เธอจะตามไปสัมภาษณ์ที่บ้านจนถึงเช้าว่าทำไมเด็กที่นี่ถึงบอกว่าอเนกออกจากงานไปตั้งนานแล้ว

 

“โถ นึกว่าเรื่องอะไรไอ้กัน จริงเว้ยข้าออกจากงานจริงแต่ไม่ได้ทำงานกับไอ้กล้วยกษิตหรอกนะ แต่ไปทำงานกับคุณอั๋น เจ้าของผับน่ะ” อเนกว่า

“เจ้าของผับ แล้วไอ้กษิตล่ะ” อีกคนถามอย่างอยากรู้อย่างเห็น

“ถุย มันโกงเงินไปเป็นล้านเขาคงจะเอามันไว้หรอกนะ ตอนนี้เขากำลังให้ข้าเป็นนกต่อจับตัวมันอยู่” อเนกอธิบาย

“เขาเป็นตำรวจหรือไง”

“ตำรวจบ้าอะไร! จับนี่ข้าว่าจับไปถ่วงน้ำมากกว่า” ชายหนุ่มแก้เพราะเข้าใจว่าสาวรุ่นน้องเข้าใจว่าจับเข้าคุก

“เฮ้ย! พอเลย ฉันไม่ให้พี่ทำ ออกเลยนะ เกิดพี่ไปโกงเขาขึ้นมาแล้วเขาตามาเก็บทำไง พี่นิดกับไอ้เนมมันจะอยู่ยังไง” แก้วกัลยาบ่นยาวจนอรนิตอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ขนาดเธอเองเป็นเมียของอเนกยังไม่เดือดร้อนเท่าแก้วกัลยาเลย

“โอ้ยคุณอั๋นเขาไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอก เขาแฟร์เว้ย ว่าแต่ว่านะ คนอะไรไม่รู้ทั้งหล่อทั้งรวย ข้าเป็นผู้ชายยังเคลิ้มเลย แต่ไม่รู้เป็นเกย์เปล่านะหล่อเกินไป” อเนกพูดไปพลางถอดเสื้อไปโดยไม่รู้สึกกระดากอายแต่อย่างใดที่มีเพื่อนรุ่นน้องอยู่ด้วย เขาทำแบบนี้ประจำ ร้อนก็ถอดเสื้อ เล่นบอลก็ถอดเสื้อ อีกอย่างไม่มีใครเห็นแก้วกัลยาเป็นผู้หญิงหรอกแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิด

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ความหล่อของคุณเจ้าของผับนะ มันอยู่ที่ตอนนี้ไอ้กษิตมันอยู่ที่ไหนแล้วพี่ติดต่อมันได้หรือไงเขาถึงเข้าทางพี่น่ะ” แก้วกัลยาเข้าประเด็นเมื่อรู้สึกว่าอเนกจะเริ่มพาออกนอกเรื่อง

“อ๊ะแน่นอน! ก็พี่เป็นคนที่ไอ้กษิตมันให้พาขับรถพามันไปที่ซ่อนตัวของมัน” ชายหนุ่มบอกอย่างภูมิใจโดยหารู้ถึงภัยที่กำลังเข้ามาใกล้ตัว

“โธ่ๆ ที่สุดของความโง่เง่าเลยวะไอ้พี่เอก คิดว่าไอ้หน้ากล้วยกษิตมันโง่ขนาดนั้นเลยหรอ” แก้วกัลยาอยากจะลุกขึ้นแล้วตบศีรษะไอ้พี่ชายร่วมโลกคนนี้จริงๆ รู้ว่าตัวเองโง่แล้วยังชอบเอาตัวไปยุ่งกับเรื่องอันตรายอีก

“เอ็งหมายความว่าไง หมายความว่าข้าโดนมันหลอกให้เข้าใจไปอย่างนั้นหรอวะ”

“เออไง แล้วตอนลงรถไปเนี่ยมันเอาข้าวของไรติดตัวไปมั่ง”

“ก็... ไม่มีวะ แต่มีกระเป๋า” อเนกทำท่านึกก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้

“แล้วกระเป๋าตอนนี้อยู่ไหน”

“อยู่ในรถ” ชายหนุ่มตอบทันทีแล้วสะดุ้งสุดตัว

“ตายห่า!! แล้วมันเอาอะไรไว้ในกระเป๋าวะ” เขาอุทานขึ้นมาก่อนจะใช้สองมือกุมขมับ

“เงินไงละคุณควายไม่มีวัยผสม” แก้วกัลยาตอบแทนเสร็จสรรพ

“คือฟังดูแล้วมันไม่น่าจะเชิดเงินหรอก แต่มันอยากโยนความผิดให้พี่มากกว่า บอกมานะว่าไปเห็นอะไรไม่สมควรมาหรือเปล่า” หญิงสาวซักไซ้ แก้วกัลยามักจะฉลาดในทุกเรื่อง แถมยังมีสัมผัสพิเศษเวลามีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น เธอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้เร็วมากราวกับว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัว

“เฮ้ย ทำไงดีวะ ไอ้กันเอ็งต้องช่วยข้านะเว้ย ข้าจะเอากระเป๋าในรถไปคืนแล้วบอกความจริงกับคุณอั๋นว่าข้าถูกใส่ร้าย” อเนกพูดอย่างลนลาน ไม่ทันไรอรนิตภรรยาของเขาก็วิ่งตาตื่นมาบอกว่ามีชายชุดดำมาล้อมอยู่หน้าบ้านหลายคน พอได้ยินอย่างนั้นอเนกก็ยิ่งวิ่งเป็นหนูติดจั่น

“เวรแล้ว! ไอ้กันช่วยข้าด้วย” อเนกร้องเสียงดัง

“เดี๋ยวตั้งสติก่อน พี่นิดเอาไอ้เนมออกหลังบ้านไป ไปที่ไหนก็ได้เดี๋ยวฉันกับพี่เอกอยู่ที่นี่เคลียร์กับมัน” แก้วกัลยาว่า เหตุผมที่เธอติดสินใจอย่างนี้ก็เพราะว่ากลัวพวกนั้นจะเอาลูกเมียมาขู่อเนก อีกอย่างยังไม่รู้ว่ามันเป็นพวกไหนป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

                “แล้วพี่เอกกับกันล่ะ” อรนิตถามอย่างเป็นห่วง

                “โธ่พี่นิด ห่วงตัวเองกับลูกก่อน เดี๋ยวไอ้พี่เอกจะดูแลให้ หายห่วง” เธอพูดไปอย่างนั้นแหละ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าวันนี้จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยหรือเปล่า แม้ว่านี่จะไม่ใช่เรื่องของตัวเองแต่เธอก็ทิ้งอเนกกับครอบครัวไปไม่ได้ สองผัวเมียนี่ก็เหมือนครอบครัวของเธอ

                อรนิตลังเลอยู่ชั่วครู่จนคนข้างนอกกระแทกประตูแทบจะพังจึงตกใจพอตั้งสติได้เลยรีบพาลูกชายที่เพิ่งคลานได้หนีออกไปทางประตูหลังบ้านตามที่แก้วกัลยาบอก

                ก่อนที่ประตูจะพังแก้วกัลยาตัดสินใจเดินไปเปิดประตูเสียเองเพราะยังไงหากโชคดีไม่ตายก็ไม่ต้องให้อเนกมาเสียค่าซ่อมประตู หญิงสาวมองชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ สองคนนี้ไม่ใช่คนไทยแต่เป็นฝรั่งตัวโตสองคนยืนอยู่เต็มพื้นที่ประตู

                “อ่ะเออ มาหาใครหรอจ๊ะ” แก้วกัลยาเอ่ยถาม

                สองคนยักษ์ไม่ตอบแต่หลีกให้ใครบางคนที่อยู่ด้านหลังเข้ามาแทน คนใหม่นี้เป็นชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาดีผิวขาวเหมือนเป็นลูกผู้มีอันจะกิน ใบหน้าสวมแว่นสายตาแต่ก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาดูหมองไปเลย

                “คุณกุล” อเนกทักขึ้น น้ำเสียงของเขาดูแปลกใจเพราะไม่คิดว่าเป็นชายคนนี้

                “สวัสดีอเนก พอจะคุยกันตอนนี้ได้ไหม” คนที่อเนกเรียกว่า กุลเอ่ยถามขึ้น แต่ดูท่าทางแล้วไม่ใช่ขอความเห็นแต่เป็นคำสั่งเสียมากกว่า

                “คะ ครับ” อเนกตอบเสียงไม่สู้ดีนัก

                กุลวัฒน์มองชายหนุ่มนามว่าอเนกกับบ้านที่แสนจะซอมซ่อของเขาด้วยท่าทางที่ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่นักว่าแก้วกัลยาเป็นใครแล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทันทีที่เข้ามานั่งด้านในเขาก็เปิดประเด็นกับอเนก

                “คือเราได้ข่าวมาว่าคุณเป็นคนขโมยเงินของคุณอั๋น อันที่จริงมันก็ไม่ได้มากมายอะไรแต่เรื่องขโมยแถมยังโกหกเป็นเรื่องที่คุณอั๋นรับไม่ได้”  กุลวัฒน์ว่าก่อนจะหยิบรูปภาพหนึ่งขึ้นมา

                “คุณบอกว่ากษิตขโมยเงินไปทั้งๆ ที่ภาพในกล้องวงจรปิดนี้คนที่ถือเงินออกมาก็คือคุณ แล้วตอนนี้มีคนพบคุณกษิตถูกทำร้ายร่างกายตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาล บอกผมหน่อยว่าคนที่เพิ่งขโมยเงินไปจะไปถูกทำร้ายร่างกายแถมไม่มีเงินที่หายไปอยู่ตรงไหนทั้งนั้นได้ยังไง”

                “เงินอยู่ในรถครับ เขาตั้งใจทิ้งไว้ในรถที่ผมขับมา ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ ครับ” อเนกแก้ต่าง

                “งั้นจะบอกว่าคุณกษิต ขโมยเงินมาแล้วตั้งใจวางไว้ในรถให้คุณเอาไปอย่างนั้นหรอ” กุลวัฒน์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

                “นี่คุณ ก็โยนความผิดไงเยอะแยะไป” แก้วกัลยาแทรกขึ้นบ้างหลังจากฟังมาสักพัก

                “แล้วเขาจะโยนความผิดให้คุณทำไม คุณมีเรื่องผิดใจอะไรกับเขา”

                “คุณไปดูในรถซิครับ เงินต้องยังอยู่ในนั้นแน่ๆ” อเนกไม่ตอบแต่เปลี่ยนเรื่องแทน ท่าทางของเขาชักทำให้แก้วกัลยาเริ่มสงสัยว่าทำไมอเนกถึงพยายามปิดบังเรื่องบางอย่างระหว่างเขากับกษิต

                “พวกเราดูเรียบร้อยแล้วครับเจอแต่สิ่งนี้” กุลวัฒน์หยิบกระเป๋าหิ้วสีดำมาจากมือของชายฝรั่งคนหนึ่งแล้วเปิดด้านในกระเป๋าออกมาแล้วเทครืนลงที่พื้น ทั้งหมดไม่ใช่เงินอย่างที่ควรจะเป็นแต่เป็นกระดาษเปล่าหลายมัด

                อเนกหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...

                “พวกคุณเปลี่ยนกระเป๋าหรือเปล่า” หญิงสาวแทรกขึ้น

                “พวกผมจะไปทำอย่างนั้นทำไม ผมไม่มีแรงจูงใจที่จะหาเรื่องคุณอเนก” กุลวัฒน์บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและท่าทางมันก็จะเป็นอย่างที่เขาบอก ไม่มีประโยชน์ที่จะมาหาเรื่องเอากับอเนกเพราะชายหนุ่มนั้นดูจะไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรกับพวกเขานัก ถ้าเป็นกษิตก็ว่าไปอย่าง

                “แล้วอย่างนี้จะทำยังไงกัน พวกคุณจะเอาพี่เอกไปขายอวัยวะแลกเงินหรือเปล่า หรือจะเอาไปฆ่า แต่ขอบอกว่าฆ่าไปก็ไม่ได้เงินนั่นคืนหรอก เพราะฉันเชื่อว่าเขาไม่ได้เป็นคนเอาเงินไป” อีกคนว่าไปตามที่ตนเชื่อ อเนกที่เธอรู้จักถึงจะไม่เป็นโล้เป็นพายแต่ก็นับว่าดีกว่าเธอมากนักเพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่เคยโกงใคร ไม่เคยเอาเงินของใคร ที่สำคัญที่สุดคือไม่ติดเหล้าเข้าบ่อนเหมือนเธอ

                “เจ้านายของผมก็พอรู้อยู่หรอกครับถึงได้ปล่อยกลับบ้านมาเพราะคิดว่าน่าจะกลับมาซ่อนเงิน แต่จากที่ดูแล้วผมว่าเงินในกระเป๋าน่าจะเป็นอย่างนี้แต่แรกอยู่แล้ว”

                “หมายความว่าอะไร”

                “หมายความว่าระหว่างคุณอเนกกับคุณกษิตต่างต้องร่วมชี้แจง ผมเลยต้องมาพาตัวคุณอเนกไปก่อนส่วนคุณกษิตนั้นคงต้องรอจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล” คำพูดของกุลวัฒน์ดูน่าเชื่อถืออย่างบอกไม่ถูกทั้งที่ปกติแล้วแก้วกัลยาไม่ค่อยเชื่อใจใคร

                “เดี๋ยวขอผมคุยอะไรกับคุณหน่อยได้ไหมคุณกุล” อเนกแทรกถามขึ้นหลังจากเงียบมานาน ตอนนี้ท่าทางตื่นกลัวของเขาหายไปแล้วเหลือแต่สีหน้าเครียดที่ยังคงตรึงอยู่บนใบหน้าไม่หายไปไหน

                “ไอ้กัน เดี๋ยวข้าขอคุยกับคุณเขาสองคนก่อน” อเนกหันมาบอกกับแก้วกัลยา

                แก้วกัลยาเดินออกมาด้านนอกอย่างพะวักพะวงไม่รู้ว่าอเนกจะคุยอะไรกับกุลวัฒน์ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองแต่หญิงสาวก็รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว หลายนาทีผ่านไปกว่าที่กุลวัฒน์จะเดินออกมาด้านนอกโดยมีอเนกเดินตามหลังมาท่าทางตัวลีบเล็กเหลือสองนิ้ว

                “จะไปไหนกัน”

                “ผมจะพาคุณอเนกไปที่บ้านของเจ้านายของผมครับ” คนเดินนำตอบ

                “เฮ้ยไม่ได้ พี่เอกฉันไปด้วย” ด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวจึงเสนอตัวไปด้วย ส่วนอเนกกรอกตาไปมาอย่างลังเลก่อนจะเอ่ยด้วยความเกรงใจกับเพื่อนรุ่นน้องว่า

                “เอ็งกลับบ้านเถอะดึกมากแล้ว ไม่ต้องห่วงข้า” ยิ่งได้ยินคำพูดแบบนั้นแก้วกัลยายิ่งทำใจดำกับชายหนุ่มไม่ลง เวลาเธอมีปัญหาอเนกมักจะอยู่กับเธอเสมอ เวลาที่ครอบครัวนี้มีความสุขเธอก็อยู่ทุกช่วงเวลาที่เขาสุข แล้วเวลาที่เป็นทุกข์ใครจะใจร้ายเอาตัวรอดได้กัน

                “ฉันไปเองดีกว่า”

                “คุณเป็นอะไรกับอเนก” กุลวัฒน์ถามคำถามที่คิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วแต่ไม่มีโอกาสได้พูดเสียทีเพราะมัวแต่ตอบคำถามของหญิงสาวตรงหน้าที่ดูเหมือนจะไม่จบไม่สิ้น ความจริงเขาไม่ได้มีหน้าที่มาตอบคำถามใครเพราะเจ้านายของเขาสั่งให้แค่มาเอาตัวอเนกไปเท่านั้นเอง

                “ฉัน...ฉันเป็นเมียพี่เอก”

                “ห๊ะ!” เป็นอเนกที่อุทานออกมา

                “พี่เอกฉันไปเอง ดูแลลูกด้วยนะ คุยเสร็จแล้วจะกลับ” หญิงสาวสรุปเสร็จสรรพ

                “ไม่ได้หรอกนะ เจ้านายของผมให้มาพาตัวเขาไปไม่ใช่ภรรยาของเขา” กุลวัฒน์แย้งเพราะเขาต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด นายสั่งมายังไงเขาต้องทำตามนั้นแต่หลังจากที่เขาพูดจบประโยคก็นึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน

“แต่อาจจะได้ ขอผมบอกเขาก่อน” พูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสักพักก็สนทนากับเจ้านายโดยไม่คิดจะปิดบังบทสนทนาดังกล่าว

“ครับคุณอั๋น บอกว่าเป็นภรรยาครับ ไม่ทราบครับ จะให้คุณอเนกไปไหมครับ” จากนั้นเขาก็เออออกับปลายสายสองสามคำแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วหันมายืนจ้องตากับแก้วกัลยาอยู่พักหนึ่งแล้วพยักหน้าเป็นเชิงว่านายของเขาอนุญาตแล้ว

“คุณผู้หญิงไปกับผม ส่วนคุณอยู่ที่นี่” คำพูดนั้นไม่ได้ส่อแววของการข่มขู่ เหมือนเขาแค่บอกว่าควรอยู่ที่นี่เท่านั้น เมื่อเห็นอาการกังวลของอเนกหญิงสาวก็เข้าไปจับบ่าของเพื่อนรุ่นพี่อย่างให้กำลังใจทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นเป็นฝ่ายที่ควรรับกำลังใจมากกว่า

“ฉันไม่เป็นไรหรอกพี่เอก พวกมันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” เธอกระซิบเบาๆ ในขณะที่เคลื่อนที่ตามกุลวัฒน์ไปที่รถหรูคันโตด้านหน้าโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าชะตากรรมของตัวเองเลยสักนิด

ในรถนั้นเธอนั่งข้างกุลวัฒน์ที่เบาะด้านหลัง ชายร่างใหญ่สองคนนั่งเบาะด้านหน้า ส่วนพวกที่เหลืออยู่ในรถเล็กอีกคันที่ตามหลังมา ดูจากท่าทางการแต่งตัวของเขาแล้วน่าจะเป็นพวกบอดี้การ์ดหรือมือปืน เป็นไปได้อยู่แค่สองอย่าง พวกนี้หน้าตาหน้ากลัวแต่ก็คงไม่เท่าคนที่นั่งอยู่ข้างเธอ เพราะแม้ว่าเขาจะหน้าตาดีดูไม่มีพิษภัยแต่สัญชาตญานบางอย่างกลับบอกเธอว่ากุลวัฒน์เป็นคนที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาพวกนี้

“เจ้านายของคุณน่ะ เขาเป็นพวกมาเฟียหรอ” หญิงสาวถามขึ้นทำลายความเงียบ

กุลวัฒน์ละสายตาจากมือถือแล้วหันมามองคนข้างๆ อย่างพินิจพิจารณาก็ไม่เห็นอะไรนอกจากหญิงสาวที่ดูมอมแมมซอมซ่อ เสื้อผ้าราคาถูกที่อยู่บนตัวของเธอยิ่งทำให้ร่างเล็กสมส่วนนี่ดูไม่น่ามองเท่าไหร่ ไหนจะผมที่สั้นจนเกินงามดูแล้วเหมือนตั้งใจจะตัดให้เป็นผู้ชายมากกว่าพวกผู้หญิงที่ตัดผมสั้นเพราะเทรนแฟชั่น

“ไม่ใช่ คุณอั๋นเป็นนักธุรกิจ” เขาตอบห้วนก่อนจะหันไปสนใจมือถือเหมือนเดิม

“แล้วคุณทำงานอะไรให้เขาหรอ” อีกคนยังไม่ยอมแพ้ชวนเขาคุยต่อ

“เลขา”

“ทำไมเลขาถึงมาทำงานแบบนี้ด้วย ฉันคิดว่า...”

“ผมเป็นเลขาส่วนตัว จัดการเรื่องส่วนตัว ส่วนเลขาที่ทำงานน่ะคุณอั๋นเขามีอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบตัดความรำคาญเพราะคิดว่ามันจะจบ แต่ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น แก้วกัลยาซักไซ้เขาเรื่องเจ้านาย เรื่องวิธีการทำงาน และสุดท้ายที่ร้ายที่สุดคือเธอหลอกถามเขาเรื่องโรงพยาบาลที่กษิตอยู่

ยัยนี่ไม่หมูแฮะ!

กุลวัฒน์ตัดสินใจที่จะนั่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ของหญิงสาวข้างกายอีก ความรู้สึกเป็นห่วงเจ้านายแล่นขึ้นมาทันควันเมื่อคิดว่าหากมีผู้หญิงแบบนี้วนเวียนอยู่กับเจ้านายของเขา ผลลัพท์ที่ได้อาจจะไม่ใช่การรักษาแต่จะเป็นการเร่งปฏิกริยาให้เป็นมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะไม่มีเวลาอีกแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

198 ความคิดเห็น

  1. #55 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:37
    เป็นอะไรหว่า
    #55
    0