ดวงกัลยา (ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Love by Jamsai)

ตอนที่ 11 : ฉันชอบเขาว่ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    22 มี.ค. 60


                แก้วกัลยานั่งมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ เมื่อก่อนเธอคิดว่าหากไม่มีรติยาเธอคงอยู่ไม่ได้แน่ๆ เพราะไม่เคยมีสักครั้งที่ทั้งสองคนจะขาดการติดต่อกันนานเป็นเดือนอย่างนี้ แต่เวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าต่อให้ไม่มีผู้หญิงตรงหน้านี้เธอก็อยู่ได้สบายมาก

                “กันทำไมหลบหน้าเพลง” หญิงสาวถามขึ้น

                “ไม่ได้หลบ แค่ไม่ว่างเราต้องไปทำงานที่อื่น” อีกฝ่ายตอบ

                “นี่ถ้าเพลงไม่ไปขอร้องน้าดาเช้าเย็นก็คงไม่ได้เบอร์โทรใหม่ของกันมา” รติยาพูดขึ้นด้วยท่าทางน่าสงสาร ถ้าเป็นเมื่อก่อนแก้วกัลยาคงจะรู้สึกผิดมากแต่ตอนนี้กลายเป็นว่าการกระทำดังกล่าวดูน่ารำคาญไปเสียแล้ว

                “แล้วเพลงมีธุระอะไร”

                “ไม่มีธุระคุยกับกันไม่ได้หรอ”

                “คือเราลางานมา ถ้าเพลงไม่ได้มีธุระอะไรจริงๆ เราก็ต้องกลับก่อน” แก้วกัลยาว่าก่อนจะก้มมองนาฬิกาอีกครั้ง ภาวิชญ์บอกว่าให้เธอกลับไปก่อนห้าโมงเย็นเพราะเธอต้องทานมื้อค่ำกับเขา ช่วงนี้เธอไม่อยากจะขัดใจเจ้านายเพราะอย่างที่รู้กันว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยกติ

                “เดี๋ยวกัน เพลงคิดถึงกันนะ เพลงไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดกันถึงโมโห แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรเพลงก็ขอโทษด้วยแต่อย่าหายไปแบบนี้อีกนะ เราคบกันมาตั้งนานอย่าให้เรื่องอะไรเล็กน้อยมาทำให้เราเลิกคบกันเลย” คำพูดอันเหยียดยาวของรติยาไม่ได้เข้าหูของหญิงสาวอีกคนเลยสักนิด เวลาเดือนกว่าที่ไม่ได้เจอกับรติยาทำให้เธอคิดอะไรได้มากมาย แทนที่จะเสียเวลากับมิตรภาพฝ่ายเดียวอย่างที่ทำมาตลอดสู้กลับมารักตัวเองรักคนที่รักเธอมาตลอดชีวิตอย่างคุณนายสุดาดีกว่าเยอะ

                “มีอะไรเพลงก็โทรมาก็ได้นี่ เราจะช่วยเท่าที่ช่วยได้แต่จะให้ทำเหมือนเดิมคงไม่ได้แล้ว ตอนนี้เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วคงจะต้องใช้เงินเยอะ ตอนนี้แม่เราก็รับน้องมาเลี้ยงอีกคนหนึ่งด้วย” หากจะพูดถึงความจำเป็นแล้วเรียกได้ว่าครอบครัวของเธอก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย อย่างน้อยคุณนายสุดาก็รู้จักเก็บหอมรอมริบพอจะมีเงินสำรองอยู่บ้าง ดังนั้นเรื่องจะเลี้ยงแม่กับป๊อกแป๊กนั้นตัดออกไปได้เลย ตอนนี้แค่ไม่ต้องเดือดร้อนที่บ้านเรื่องค่าเทอมตัวเองก็พอแล้ว

                รติยานิ่งไป รู้สักแปลกใจนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่าแก้วกัลยาจะคิดไปเรียนต่อ เพราะก่อนหน้านี้ก็ยืนยันว่าจะช่วยเธอให้เรียนจบให้ได้แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เรียนต่อก็ตาม คนที่เสียสละเพื่อเธอขนาดนี้ถ้าหากไม่รักกันมากก็คงจะโง่มาก

                “ไม่เห็นกันเคยบอกเพลงเลยเรื่องเรียน แล้วกันเรียนที่ไหน” หญิงสาวถามต่อ

                “เอสซีเอสยู” หญิงสาวบอกชื่อมหาวิทยาลัยที่ตนสอบเข้าได้ไป ก่อนหน้านี้เธออ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบมหาวิทยาลัยรัฐ แต่พอเอาเข้าจริงกุลวัฒน์ก็นำใบสมัครทุนของมหาวิทยาลัยเอกชนมาให้ เท่านั้นยังไม่พอทั้งเจ้านายทั้งเลขาต่างพากันบังคับยัดเยียดให้เธอไปสอบเข้าที่นี่ให้ได้จนได้ อีกทั้งทุกอย่างที่ภาวิชญ์สอนดันตรงกับข้อสอบเกือบจะทุกอย่างจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโกงยังไงอย่างนั้น

                รติยาตาโตเมื่อรู้ว่าเพื่อนของเธอนั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในขณะที่ตัวเองยังต้องเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดซ้ำยังต้องหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนเองโดยการคบหากับกษิต

                “แล้วกันจ่ายค่าเทอมไหวหรอ เพลงได้ยินมาว่าที่นี่แพง”

                “เราได้ทุน” อีกฝ่ายตอบแบบไม่ใส่ใจ

                “แต่ว่าค่าหนังสือ แล้วไหนจะเวลาต้องไปไหนมาไหนกับเพื่อน สังคมแบบนี้กันไม่ชอบหรอก” ไม่ว่าจะพูดยังไงรติยาก็ยังรู้สึกไม่อยากให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีกว่าตน ยังไงคนอย่างแก้วกัลยาก็ต้องเป็นคนที่อยู่ใต้อาณัติของเธอต่อไป

                “เพลงก็ไม่เคยไปเรียนไม่ใช่หรอ ทำไมถึงรู้ล่ะว่าเราจะไม่ชอบ” ใช่...กับภาวิชญ์จากที่คิดว่าเธอรังเกียจพวกผู้ชาย แต่ตอนนี้เธอดันชอบยามที่เขาคลอเคลียอยู่กับริมฝีปากของเธอเสียอย่างนั้น

                “เอาเถอะ เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า เพลงมาอยู่กรุงเทพแค่ไม่กี่วันอยากไปเที่ยวกับกัน คราวก่อนอยู่ๆ ก็หายไปเลยคราวนี้เราไปด้วยกันนะ” รติยาพยายามปรับสีหน้าให้ดูสดใจเหมือนทุกครั้ง คราวนี้เธอจะทำให้แก้วกัลยากลับมาเป็นคนเดิมให้ได้ไม่ว่าเจ้าตัวจะโกรธเธอเรื่องอะไรยังไงก็ต้องหาย

                “ขอโทษทีเพลง เราต้องรีบกลับไปทำงาน”

                “กันลาก็ได้นี่ นะแค่วันเดียว” เสียงใส่เอ่ยขึ้นอย่างน่ารัก

                “ไม่ได้หรอกเจ้านายดุ”

                “กันทำงานอะไร ทำไมเขาต้องเขี้ยวแบบนั้นล่ะ”

                “ก็งานทั่วไปแหละ เราไปไม่ได้หรอกเพลงอีกอย่างต้องรีบกลับไปอ่านหนังสืออีกสองเดือนก็เปิดเทอมแล้ว” แก้วกัลยาโกหกคำโต ใครจะมาอ่านหนังสือก่อนเปิดเทอมกัน แม้กระทั่งนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนอย่างเธอยังต้องเอาหนังสือมาอ่านก่อนสอบแค่หนึ่งวันเท่านั้น ช่วงไหนขี้เกียจก็หน้าห้องก่อนสอบสามสิบนาที แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเป็นที่หนึ่งเสมอ คงต้องขอบคุณคุณนายสุดาที่ให้มันสมองมาเยอะ

                “เสียดายจัง เพลงอยู่แค่ถึงวันพรุ่งนี้เอง” ใบหน้าเศร้าของรติยาทำให้อีกฝ่ายเกือบจะใจอ่อน แต่พอนึกถึงคำพูดที่คนตรงหน้าพูดในวันนั้นพลันจิตใจก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา คบกันมาหลายปีเชื่อว่ารติยาคงจะมีเศษเสี้ยวความจริงใจให้เธอไม่มากก็น้อย แต่ยังไงก็คงน้อยกว่าประโยชน์ที่จะได้จากคนโง่ๆ แบบเธอมากกว่า

                “งั้นค่อยเจอกันรอบหน้าแล้วกัน บาย” แทนที่จะตกปากรับคำหญิงสาวกลับรีบโบกมือแล้วเดินออกมาทันที กลับไปคราวนี้คงจะต้องโทรต่อว่าคุณนายสุดาเสียหน่อยที่เอาเบอร์มือถือของเธอให้คนอื่นง่ายดายขนาดนี้ ถึงจะไม่ได้บอกอะไรแต่ก็น่าจะเดาไม่ยากว่าช่วงนี้เธอตัดการติดต่อกับเพื่อนนี่นา

                รติยายังนั่งอยู่ที่เดิมมองด้านหลังของอีกฝ่ายที่เดินออกไปอย่างว้าวุ่นใจ เธอจะต้องรู้ให้ได้ว่าอีกฝ่ายทำงานอะไรอยู่ที่ไหน ร่างบางตัดสินใจลุกขึ้นเดินตามแก้วกัลยาไปอย่างเงียบๆ คอยมองอยู่สักพักก็เห็นว่ามีรถนอกคันหรูมาจอดอยู่ด้านหน้าของเพื่อน จากนั้นชายหนุ่มที่เธอรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาก็ลงมาจากรถ เป็นผู้ชายหน้าตาดีคนเดียวกับที่เธอเจอที่ร้านข้าวแกงของมารดาของแก้วกัลยา

                “คุณกันครับ คุณอั๋นบอกว่าให้ไปเอาข้าวที่ร้านคุณสุดาก่อนครับ” เขาเรียกมารดาของเธออย่างเรียบร้อยว่า คุณสุดา จากแม่ค้าขายข้าวแกงพอถูกกุลวัฒน์เรียกแล้วก็ฟังดูเป็นผู้ดีได้ไม่ยาก หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะขึ้นรถไปกับเลขาหนุ่ม หากภาวิชญ์ไม่ได้นั่งอยู่ด้วยเธอจะนั่งที่นั่งข้างคนขับแล้วชวนกุลวัฒน์ไปตลอดทาง

                “คุณกุล ถามจริงๆ พ่อแม่ของคุณอั๋นเขาอยู่ที่ไหนหรอ” แก้วกัลยาถามขึ้นระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังจะออกรถ เลขาหนุ่มชะงักอยู่ชั่วครู่ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี แม้เขาจะอยู่กับภาวิชญ์มานานแต่ก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางพอที่จะให้คำตอบที่ชัดเจนกับใครได้

                “อยู่ต่างประเทศครับ มีธุรกิจที่นั่น” ชายหนุ่มตอบ

                “แล้วธุรกิจที่นี่ล่ะ คุณอั๋นดูแลคนเดียวหรอ”

                “ครับ เป็นมรดกของคุณปู่ ส่วนธุรกิจที่ต่างประเทศเป็นของคุณพ่อ” คำบอกเล่าของกุลวัฒน์ทำให้เธอพอที่เข้าใจได้บ้าง แต่ก็แปลกที่ครอบครัวของเขาปล่อยให้ชายหนุ่มทำงานที่นี่อยู่คนเดียว ถึงจะอยู่แต่ที่บ้านแต่ก็ใช่ว่าเขาจะอยู่เฉยๆ เสียหน่อย บางทีเธอก็เห็นว่าภาวิชญ์ทำงานจนฟุบหลับไปหน้าคอมตั้งหลายครั้ง

                “แล้วคุณไกรวิทย์ที่ไปเจอคราวก่อนนี่ไม่ใช่ญาติคุณอั๋นใช่ไหม”

                “ไม่ใช่ครับ มีคำถามอีกไหมครับพอดีผมจะตั้งใจขับรถ”

                “อ่อ ไม่แล้วแหละเชิญขับรถด้วยสมาธิต่อไปเถอะ” หญิงสาวส่ายหน้า สงสัยกุลวัฒน์จะคุยกับหมอมากถึงได้กลายเป็นคนเหน็บแนมเก่งขนาดนี้ หญิงสาวกลับมานั่งอยู่เงียบๆ สักพักก็งีบหลับไป กระทั่งรู้สึกเหมือนร่างของตัวเองกำลังลอยขึ้นจากนั้นก็ค่อยๆ ดิ่งลงก่อนจะอึดอัดและหายใจไม่ออก

                “คุณอั๋นครับ เอ่อขอโทษทีครับ” เสียงของกุลวัฒน์ดังขึ้นก่อนจะเงียบลงพร้อมกับเสียงปิดประตู แก้วกัลยาค่อยๆ ปรือตาลืมขึ้นก็พบว่าใบหน้าของภาวิชญ์อยู่ห่างแค่ไม่ถึงคืบ

                “ทำอะไรน่ะ” หญิงสาวถามขึ้น ตอนนี้พอจะเดาได้แล้วว่าเขาคงเป็นคนอุ้มเธอขึ้นมานอนบนเตียง

                “ที่หน้าเธอมีฝุ่นเกาะ เลยเข้ามาดูใกล้ๆ” เขาตอบก่อนกำลังจะดึงใบหน้าของตัวเองออกห่างแต่ไม่ทันไรวงแขนของอีกฝ่ายก็ตวัดรัดรอบคออย่างใจกล้าก่อนจะประกบริมฝีปากเข้ามาเหมือนเด็กอนุบาล ถึงจะแปลกใจกับการกระทำห่ามๆ ของอีกฝ่ายแต่เขาก็ตอบรับอย่างเต็มใจโดยการรัดร่างใต้อาณัติให้แน่นขึ้นไปอีกก่อนจะแลกจุมพิตกลับอย่างหนักหน่วง มือใหญ่ที่ว่างอยู่อีกข้างดึงสาบเสื้อของร่างบางให้เปิดออกก่อนจะสอดมือเข้าไปด้านในบริเวณอก

                “คุณอั๋น ตรงนั้น” แก้วกัลยาสะดุ้งเมื่อพบว่ามือของเขากำลังเคล้นคลึงหน้าอกข้างหนึ่งของเธออยู่ แต่แทนที่จะหยุดเขากลับเปลี่ยนเป้าเป็นตะขอบราด้านหลังแทน

                “ตรงไหน” เขากระซิบถามที่ข้างหูทำเป็นไม่รู้เรื่อง

                “ไม่ถอดนะ”

                “อื้ม” ภาวิชญ์รับคำไปแบบนั้นแต่การกระทำของเขากลับตรงกันข้าม เขาซุกไซร้อยู่บริเวณใบหน้าและซอกคอของอีกฝ่าย ช่วยไม่ได้ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเอง

                “พอแล้ว” แก้วกัลยาบ่นอุบอิบพยายามผลักไสร่างสูงที่กำลังหาเศษหาเลยอยู่บนกายเธออย่างหน้าไม่อาย พอเขาอาการดีขึ้นหน่อยก็เลิกหวาดระแวงที่จะอาการกำเริบแล้วเริ่มเดินหน้าสร้างความสนิทสนมกับคนดูแลขั้นต่อไป แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่เข้าใจว่าตัวเองกลายเป็นหมูในอวยของเขาแล้ว

                “บอกว่าพอไง! ไม่หยุดจะเตะผ่าหมากแล้วนะ” เสียงของหญิงสาวทำให้เขาหยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะนึกขันสิ่งที่เธอเพิ่งพูดออกมาต่างหาก เขาผละออกมายิ้มๆ ก่อนจะจัดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายให้เข้าทาง แก้วกัลยาทำหน้าบูดรู้สึกเหนื่อยที่ต้องพูดซ้ำหลายรอบ สัมผัสแบบนั้นเธอก็ชอบอยู่หรอกแต่การกระทำตอนหลังๆ ของเขาทำให้เธอรู้สึกกลัว

                “ขอโทษนะ น่าจะฟังเธอตั้งแต่ทีแรก” เห็นท่าทางน่าสงสารของชายหนุ่มแล้วเธอก็โกรธไม่ลง ทั้งที่ไม่ชอบให้ใครมาสงสารเห็นใจแต่กับแก้วกัลยาเขาชอบทำให้เธอเวทนาอยู่เรื่อย เพราะนี่คือจุดอ่อนเดียวของหญิงสาว ถ้าเขาใช้กำลังบังคับหรือขู่เข็ญสิ่งที่ได้กลับมาก็คือสิ่งเดียวกันเพราะฉะนั้นแบบนี้เข้าท่าที่สุด

                “เออไม่เป็นไรหรอก ทีหลังอย่าทำแล้วกัน”

                “ทำอะไรหรอ” ชายหนุ่มถามกลับหน้าซื่อ

                “โว้ยไม่เอาแล้วไปดีกว่า” ร่างบางกระวีกระวาดลุกขึ้นจากเตียงแล้วรีบเดินออกไปทันที ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นคนป่วยเป็นโรคประหลาดหน้าตาดีแต่กลับลามกแบบนี้

                คืนนั้นหญิงสาวขนหมอนกับผ้าห่มไปนอนที่ห้องเก็บของชั้นล่างแทนทั้งที่วันนั้นไม่ใช่วันพฤหัส ภาวิชญ์พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคงจะกลัวเขาทำแบบเมื่อกลางวันถึงได้ปลีกตัวออกไปนอนคนเดียวแบบนั้น เมื่อไม่มีแก้วกัลยาเขาก็พยายามที่จะหาอะไรทำแก้เบื่อจึงเอารูปตอนยังเป็นเด็กมาเปิดดูรำลึกความหลัง อีกไม่นานก็จะถึงวันแต่งงานของพิมลดาแล้วเขาอยากให้ของขวัญพิเศษกับเธอ แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวอย่างได้อะไร ผ่านมาเป็นสิบปีเขาก็ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้รู้เรื่องของอีกฝ่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว เขาฟังจากคำบอกเล่าเล็กๆ น้อยๆ ของภิญญา ดังนั้นจึงเป็นงานยากที่จะหาของขวัญที่ว่าที่เจ้าสาวจะชอบใจ

                แต่ในที่สุดเขาก็เจอของขวัญที่คิดว่าจะมีความหมายกับพิมลดาและว่าที่สามี สถานที่นั้นแม้ว่ามันจะราคาสูงไปเสียหน่อยแต่ก็ไม่สูงมากเกินไปกว่าคำขอโทษที่เขาจะมอบให้เธอ ตอนที่เขาคิดจะซื้อไนท์คลับที่แทบจะปิดตัวลงอยู่รอมร่อของไกรวิทย์นั้นไม่ใช่เพราะมองเห็นมูลค่าทางการเงินของมันแต่เพราะต้องการจะนำกลับไปเป็นของขวัญให้พิมลดากับกัมปนาทว่าที่สามีของเธอ

                “พี่ให้ได้แค่นี้แหละพิมพ์ ขอโทษที่อยู่ด้วยกันพิมพ์ไม่ได้” ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางลูบไล้รูปใบเล็กที่เคยถ่ายด้วยกันเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ความทรงจำในตอนนั้นมีค่ากับเขามากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มที่จะทำใจว่ายังไงชีวิตของเขากับเธอก็ไม่สามารถมาบรรจบในเส้นทางเดียวกันได้

                แก้วกัลยาค่อยๆ ปิดประตูที่แง้มอยู่นิดหน่อยด้วยความเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนหน้านี้เธอคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคนที่ชื่อ พิมพ์ที่เขาว่าละเมอเรียกออกมาตอนนั้นต้องเป็นคนที่มีตัวตนอยู่จริงแล้วก็เป็นคนสำคัญของเขาเสียด้วย แต่พอเห็นเข้าจริงๆ แล้วก็อดที่จะรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

                ผู้หญิงคนนั้นจะรู้ตัวไหมว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีขนาดไหนที่ได้รับความรักจากผู้ชายที่แสนดีขนาดนี้  ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงเร่งอยากจะรักษาอาการของตัวเองให้หายนัก คงเพราะเขาอยากจะมีชีวิตปกติสามารถอยู่ร่วมกับผู้หญิงที่เขารักได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องกลัวหรือเจ็บตัว

                ร่างบางเดินกลับลงมาที่ห้องของตัวเองอย่างเงียบเหงา ทุกคืนเธอนอนอยู่บนห้องของภาวิชญ์จนชิน การที่มีเขานอนอยู่ข้างๆ ช่วยให้เธอรู้สึกอบอุ่น แค่ยื่นมือออกไปด้านข้างก็จะเจอร่างสูงเจ้าของผิวเนียนละเอียดที่เธอชอบแอบลูบคลำอยู่ทุกคืน เวลาแค่ไม่นานเธอก็รู้สึกผูกพันกับเขาขนาดนี้ หากปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้ดำเนินต่อไปจะกลายเป็นเธอเองที่ต้องเสียใจยามที่ไม่มีชายหนุ่มอีกต่อไป

                วันรุ่งขึ้นแก้วกัลยาก็เริ่มคุยเรื่องที่คิดมาทั้งคืนกับเจ้านายตอนที่ทั้งสองกำลังทานอาหารเช้ากันอยู่ เมื่อฟังที่อีกฝ่ายพูดมาจนจบภาวิชญ์ก็ค่อยๆ วางช้อนกับส้อมลงบนจานแล้วหันมามองหน้าของหญิงสาว

                “no kiss no make out งั้นหรอ”

                “ใช่” เธอรีบพยักหน้า

                “เหตุผล”

                “ก็มันไม่ได้จำเป็นต่อการรักษานี่ อีกอย่างเรื่องแบบนี้คุณต้องทำกับคนรักไม่ใช่หรือไง” แก้วกัลยาว่าพลางสังเกตุสีหน้าของชายหนุ่มที่เรียบนิ่งจนเธอเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

                “ฉันไม่ได้มีคนรักนี่นา หรือเธอมี” ประโยคที่เขาย้อนถามเล่นเอาคนฟังไปต่อไม่เป็น ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากตอบคำถามของเขาชายหนุ่มก็ยิงคำถามต่อไปแทบจะทันที “หรือผู้หญิงคนนั้นที่เธอออกไปพบ เขาไม่พอใจหรือเปล่าที่คนรักมาอยู่กับผู้ชาย”

                นาทีนี้แก้วกัลยาอยากจะหยิบมีดมาแทงกุลวัฒน์ให้รู้แล้วรู้รอด เลขาหนุ่มทำเป็นเหมือนไม่สนใจเรื่องของเธอแต่กลับมารายงานภาวิชญ์เสียละเอียดยิบ ไหนจะเรื่องก่อนหน้าที่เธอจะมาทำงานที่นี่อีก ดังนั้นเรื่องรติยาก็คงไม่แปลกที่คนตรงหน้าจะคาดเดาได้ทั้งหมด

                “เพลงไม่ใช่แฟน เป็นเพื่อนสนิท” เธอว่าด้วยเสียงหนักแน่น

                “อ่อ เพื่อนสนิท” ภาวิชญ์พยักหน้าช้าๆ

                “แล้วเรื่อง no kiss no make out ล่ะ”

                “ไม่ตกลง ฉันชอบแล้วเธอก็ชอบด้วย ทำไมต้องเลิก” ต้องโทษตัวเขาที่รู้ดีเกินไปถึงมั่นใจว่าหญิงสาวตรงหน้าก็ชอบสัมผัสแบบนั้นเหมือนกัน อีกอย่างการสัมผัสกันภายนอกช่วยเพิ่มระดับความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี แล้วช่วงนี้นอกจากอาการปวดหนึบที่หน้าอกเป็นบางครั้งแล้วก็ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขายังควบคุมอารมณ์ของตนเองได้อยู่ตลอด

                “ก็บอกอยู่ว่าต้องทำกับคนรัก” อีกฝ่ายเถียง

                “ก็ฉันไม่มี”

                “แล้วคนที่ชื่อพิมพ์ล่ะ” ทันทีที่แก้วกัลยาเอ่ยชื่อของคนที่ไม่ควรเอ่ยขึ้นมาภาวิชญ์ก็ชะงัก เขาค่อยๆ หันหน้ากลับมาที่เธออย่างเย็นชาคล้ายๆ กับครั้งแรกที่เจอกับชายหนุ่ม

                “ใครบอกเรื่องพิมพ์กับเธอ”

                “เอ่อ...ฉัน”

                “กุลใช่ไหม”

                “เปล่า ฉันเผอิญได้ยินเมื่อคืนที่คุณพูดที่ห้อง” เธอยกมือสารภาพผิดเพราะไม่อยากให้เขาไปว่ากุลวัฒน์ ถึงจะมีคดีกันนิดหน่อยแต่เธอก็ยุติธรรมพอที่จะไม่ใส่ร้ายป้ายสีเลขาหนุ่ม

                “มันไม่ใช่เรื่องของเธอ ทีหลังอย่าเสียมารยาทแบบนั้นอีก” พบจบเขาก็ลุกออกไปจากโต๊ะอาหารทันทีโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้แก้ต่างอะไรทั้งนั้น แก้วกัลยานั่งอึ้งอยู่ที่โต๊ะอาหารไม่คิดว่าภาวิชญ์จะโกรธขนาดนี้ คืนนั้นแก้วกัลยาหอบหมอนกับผ้าห่มขึ้นไปนอนบนห้องของภาวิชญ์เหมือนเดิม ร่างสูงนอนหันหลังอยู่บนเตียงไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ย่องเข้ามา กระทั่งเสียงใส่เอ่ยขึ้นที่ข้างหูของเขา

                “คุณ หลับแล้วหรอ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบแก้วกัลยาก็ชั่งใจอยู่สักครู่ว่าจะพูดสิ่งที่ตนอยากพูดดีหรือไม่ “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะ แต่ว่าในเมื่อได้ยินแล้วก็อดที่จะละอายใจไม่ได้ ถ้าคุณรักคุณพิมพ์ทำไมไม่พยายามไขว่คว้าเขามาล่ะ อย่ามาเสียเวลาทำแบบนี้อยู่กับฉันเลย นึกถึงตอนที่เขารู้สิว่าคุณทำแบบนี้กับคนอื่น เฮ่อ...”

                ภาวิชญ์พยายามนอนนิ่งไม่ขยับตัวเพื่อรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อแต่จนแล้วจนรอดแก้วกัลยาก็ยังไม่ยอมพูดต่อกลับทำท่าเตรียมจะหอบหมอนกับผ้าห่มกลับไป

                “ทำแบบนี้คือทำแบบไหน” ชายหนุ่มอดไม่ได้เอ่ยถามขึ้นมาทั้งที่ยังนอนอยู่ท่าเดิม

                “คุณยังไม่หลับหรอ”

                “หลับแล้วแต่หนวกหูมีคนมาเสียงดังใกล้ๆ” คราวนี้เขาลุกขึ้นมาประจันหน้ากับอีกฝ่ายในความมืด มีคนบอกว่าผู้หญิงยามไม่แต่งหน้านั้นน้อยคนนักที่จะดูได้ แต่กับแก้วกัลยาเขาไม่คิดว่าตรรกะนี้จะใช้ได้กับเธอ หากเจ้าตัวผมยาวกว่านี้อีกสักหน่อย แต่งตัวเป็นผู้หญิงขึ้นมาอีกนิด แม้แต่พิมลดาผู้หญิงในดวงใจของเขาก็ยังไม่อาจเทียบ

                “ฉันขอโทษ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นมาก่อนหย่อนกายนั่งลงบนเตียง มือทั้งสองยังกอดหมอนที่ถือมาด้วยแน่น

                “พิมพ์เขากำลังจะแต่งงานแล้ว อีกเกือบสองเดือนข้างหน้า” ภาวิชญ์ว่าด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ก็ฉายแววความเศร้าอยู่บ้าง เขาพยายามตอบคำถามของแก้วกัลยาที่ว่าทำไมเขาถึงไม่คิดจะไขว่คว้าพิมลดาเอาไว้ เขาหมดสิทธิในตัวของเธอนับตั้งแต่ที่ปฏิเสธคำสารภาพรักของหญิงสาวไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้เขาแค่อยากจะทำอะไรให้เธอบ้างด้วยความหวังดีและจริงใจในฐานะพี่ชายเท่านั้น

                “งั้น...ก็แสดงว่ายังไม่ได้แต่ง ทำไมคุณไม่...” ยังไม่ทันที่แก้วกัลยาจะพูดจบประโยคอีกฝ่ายก็รีบชิงพูดก่อน

                “พอได้แล้ว ใช่ว่าฉันไม่อยากจะทำแบบนั้นแต่ดูสภาพฉันตอนนี้สิ ฉันดูแลใครไม่ได้หรอก มีเงินอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะให้ความสุขกับพิมพ์ได้ ปล่อยให้เขาไปอยู่กับคนที่ให้ความสุขเขาได้ ไปไหนมาไหนกับเขาได้ดีกว่า” แววตาเศร้าของชายหนุ่มทำให้แก้วกัลยารู้สึกหดหู่ตามไปด้วย ดวงตาสวยคลอไปด้วยน้ำตาที่เห็นไม่ค่อยจะบ่อยนัก นับว่าเรื่องของภาวิชญ์นั้นกินใจเธอพอตัวไม่อย่างนั้นผู้หญิงอย่างเธอไม่มีทางเสียน้ำตาแน่

                ชายหนุ่มเห็นแก้วกัลยาร้องไห้ก็ตกใจ คนที่ควรจะเศร้าต้องเป็นเขาไม่ใช่เธอเสียหน่อย มือเล็กค่อยๆ เลื่อนมาลูบที่หลังของอีกฝ่ายอย่างเบามือก่อนจะโน้มตัวลงไปกอดร่างสูงเพื่อต้องการจะปลอบประโลม คนถูกกอดไม่ได้ขัดขืนแต่กลับกอดร่างบางตอบ รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเขาคงมีแต่เจ้าตัวที่รู้เหตุผล

                คืนนั้นแก้วกัลยาไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องชั้นล่างของตัวเอง เธอนอนซุกกับแผ่นหลังของภาวิชญ์จนเช้า ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่นอนหลับตาหันมาทางเธอ หญิงสาวพยายามพินิจพิจารณาทุกส่วนที่พอจะมองเห็นก็พบว่านอกจากไอ้โรคบ้าๆ นั่นแล้วเขาไม่มีข้อบกพร่องตรงไหนอีกเลย

                ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครทำไมถึงกล้า...ไม่เลือกผู้ชายคนนี้

                ถ้าหากเป็นเธอล่ะก็...ถ้ามีใครรักเธอมากขนาดนี้ก็คงไม่ลังเลที่จะกระโจนเข้าหา ไม่ใช่หนีไปมีผู้ชายคนอื่นแบบนี้ พอคิดแบบนั้นแล้วก็ยิ่งไม่เข้าใจ ร่างบางค่อยๆ กระถดกายหนีออกมาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็พลันมีความรู้สึกบางอย่างที่แปลกๆ เสื้อของเธอถูกถอดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหลือเพียงแค่ชั้นในตัวบางส่วนท่อนล่างยังอยู่ครบ เมื่อก้มมองร่างกายท่อนบนของตัวเองหญิงสาวก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตะลึง

                รอยแดงกระจายอยู่ทั่วลำคอ หัวไหล่และเนินอกเต็มไปหมดราวกับว่าผ่านสงครามอะไรมาก หญิงสาวหันควับไปมองที่ร่างสูงบนเตียงก็พบว่าตัวเขาไม่มีอะไรผิดปกติ เสื้อผ้าก็ยังอยู่ครบแต่ทำไมเธอถึงยับเยินขนาดนี้ แทนที่จะโมโหแล้วกระชากคนหลับขึ้นมาจัดการแก้วกัลยากลับหน้าแดงแจ๋เพราะความเขิน ความรู้สึกแปลกใหม่แบบนี้ทำให้คนฉลาดอย่างเธอรีบวิ่งออกไปนอกห้องโดยที่ไม่คิดจะหาเสื้อใส่ก่อน

                ความรู้สึกที่เธอคิดว่าเริ่มเข้าใจแล้วว่าตัวเองเป็นอะไร...

                ร่างบางหายใจอย่างเหนื่อยหอบหลังจากวิ่งลงมาที่ชั้นหนึ่งอย่างเร่งรีบ ทันทีที่ปิดประตูห้องเธอก็ทรุดตัวลงนั่งดวงตาเบิกขึ้นด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าปลากัดหน้าโง่สองตัว

                “เวรแล้วไง! ฉันชอบเขาว่ะปื๊ดจอร์จ”

 

               

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

198 ความคิดเห็น

  1. #65 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 01:23
    จะบ้สตายกับเจ้าแก้ว มันจะทำเค้าหลงรักไปไหน แก้วห้ามเศร้า ไรท์ห้ามทำเด็กดื้อเค้าเสียใจ!
    #65
    0
  2. #32 ... (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 16:07
    รอคร่าาาาา มาต่อเร็วๆนะคะ ชอบมากๆเลยค่ะ
    #32
    0
  3. วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 21:53
    ตายยยยยแน่ๆๆๆๆ  รอตอนต่อไปค่ะ
    #31
    0
  4. #30 ลักษณ์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 19:50
    สนุกมากค่ะ อยากเห็นคุณอั๋นหลงรักแก้วหัวปักหัวปำจริงๆเลยย ท่าทางจะขี้หึงมาก รอตอนต่อไปอย่างจดจ่อ ขอบคุณไรท์มากค่ะ.
    #30
    0
  5. #29 momo (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 17:17
    สนุกดี มาอัพไวๆนะไรท์
    #29
    0
  6. #28 SorSiu (@SAnuphat) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 16:57
    อ้าวๆๆ ทำไงล่ะทีนี้
    #28
    0
  7. #27 PaNchuN (@krittika602) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 16:56
    รู้ตัวอย่างไว จีบเค้าเลย
    #27
    0
  8. #26 Wongwang (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 15:15
    จ่ะๆคนฉลาดแต่ไประบายกับปลาหน้าโง่สองตัว
    #26
    0