ตอนที่ 2 : อะไรกันวะเนี่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    25 ม.ค. 60

                  กุลวัฒน์เดินนำแก้วกัลยาเข้ามาด้านในบ้านที่เขาบอกว่าเป็นของเจ้านาย ครั้งแรกที่เห็นนั้นหญิงสาวอดที่จะตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็นไม่ได้เพราะบ้านหลังนี้ใหญ่เกือบเท่าชุมชนที่เธออยู่ แต่บรรยากาศนี่สิไม่เหมือนเลยสักนิด เพราะชุมชนที่เธออยู่นั้นมีผู้คนแออัด เวลาใครทะเลาะกันทีหรือแม้แต่พูดคุยธรรมดาก็ดังไปสามบ้านแปดบ้าน แต่ที่บ้านหลังนี้ ไม่สิควรเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่า ที่นี่แทบไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิต มันทั้งเงียบและวังเวงจนเธอขนลุก

                “เดี๋ยวรอตรงนี้ก่อนนะ อีกสักเดี๋ยวคุณอั๋นคงลงมา” กุลวัฒน์ว่าก่อนจะนั่งลงตรงข้างเธอ ไม่ได้ขึ้นไปตามเจ้านายของเขาอย่างที่เธอคิด ข้อสงสัยอย่างหนึ่งแว่บเข้ามาในหัว หรือว่าเขาสื่อสารกันทางโทรจืต...

                ความเงียบเข้าครอบงำทันที กุลวัฒน์ไม่ได้ชวนเธอคุยหรือพยายามจะสร้างความอุ่นใจใดๆ แก่เธอ เขาแค่นั่งเฉยสายตามองตรงไปข้างหน้าเหมือนรูปปั้น เป็นอย่างนั้นไปจนเวลาผ่านไปได้เกือบสี่สิบนาที

                หญิงสาวคิดว่าเจ้านายของเขาคงจะเข้านอนไปแล้ว แต่นาทีที่สี่สิบห้านั้นเองชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินลงมาจากบันไดสีทองดูโอ่อ่าอลังการนั่น ใบหน้าของเขาต่างจากที่เธอเคยคิดเอาไว้มาก ตอนที่อเนกบอกว่าเขาหล่อจนผู้ชายยังเคลิ้มเธอยังแอบคิดว่านั่นเป็นความคิดเพ้อเจ้อของอเนก แต่สิ่งที่เธอเห็นวันนี้มันไม่ผิดจากที่เพื่อนรุ่นพี่ของเธอบอกเลย ใบหน้าขาวจัดเหมือนไม่เคยโดนแดดแต่ก็ดูดีรับกับบุคลิกลึกลับของเขา สันจมูกโด่งเข้ากันดีกับรูปหน้า ริมฝีปากสีธรรมชาติได้รูป ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองมาทางเธอไม่วางตาก่อนจะคลี่ยิ้มให้อย่างสุภาพ

                “คุณอั๋นครับ เธอคือคนที่นายเอนกส่งมาแทน” กุลวัฒน์ลุกขึ้นตอบทันทีที่เจ้านายของเขาเดินมาถึง  

                “นี่คุณอั๋น เรียกว่าคุณภาวิชญ์ดีกว่า” เขาแนะนำเชิงบังคับว่าเธอจะต้องเรียกตามนั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ตอนนี้เธอควรชี้แจงกับเขาเรื่องอเนกและเงินของเขา

                “สวัสดีค่ะคุณภาวิชญ์” แก้วกัลยายกมือไหว้อย่างเก้ๆ กังๆ เพราะปกติแล้วเธอไม่ค่อยจะยกมือไหว้ใครสักเท่าไหร่ เขาพยักหน้ารับแล้วนั่งลงบนโซฟา

                “นั่งสิ” ภาวิชญ์ว่า

                “คุณน่าจะรู้แล้วว่าทำไมถึงต้องมาที่นี่” เขาเปิดประเด็นทันทีด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไม่ต่างไปจากเดิม รอยยิ้มที่ผุดขึ้นอยู่ช่วงแรกหายไปอย่างสิ้นเชิงตามมาด้วยอุณหภูมิที่ต่ำลงกะทันหันจนขนลุก ทำให้คนที่ปกติห้าวกล้าไม่กลัวใครอย่างแก้วกัลยายังรู้สึกเกร็ง

                “ฉันอยากจะอธิบาย คือเงินนั่นพี่เอกไม่ได้..”

                “ผมไม่ได้อยากรู้ว่าเงินหายไปได้ยังไง แต่อยากรู้ว่าใครจะรับผิดชอบ” เสียงทุ้มเอ่ยแทรกขึ้นมาไม่เว้นช่องให้อีกคนได้อธิบาย เขาประสานมือทั้งสองข้างไว้บนตักแล้วจ้องมาทางเธอเหมือนจะเอาคำตอบ

                “ก่อนที่จะหาคนรับผิดชอบคุณต้องหาก่อนไม่ใช่หรือไงว่าใครเอาไป” แก้วกัลยาชักรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยเมื่อพบว่าเขาไม่ได้คิดที่จะตั้งใจฟังที่เธอพูด

                “ผมรู้ว่ากษิตเป็นคนเอาไป แต่ตอนนี้เงินไม่ได้อยู่ที่เขาแล้ว” จบประโยคของเขาแล้วแก้วกัลยารู้สึกถึงความปั่นป่วนและสับสน บางทีคนโง่อาจจะไม่ใช่อเนกแต่เป็นเธอ

                “ขอถามหน่อยนะ เงินนั่นจำนวนเท่าไหร่” หญิงสาวถามขึ้น

                “สามล้านครับ” กุลวัฒน์ตอบแทนเจ้านาย

                “พี่เอกจะเอาเงินขนาดนั้นไปทำอะไร” คำถามของแก้วกัลยาไม่มีใครสามาถตอบได้ดีว่าตัวการ แต่ตอนนี้เกรงว่าตัวการที่ว่านั้นจะไม่ได้อยู่รอที่จะตอบคำถามของเธอ

                “มันไม่สมเหตุสมผล ต่อให้ฟุ่มเฟือยก็ไม่มีทางที่พี่เอกจะใช้เงินขนาดนั้น คุณเข้าใจผิดแน่นอน”  

                “คุณมีทางเลือกนะ จะให้ผมไปเอาตัวมันมาหรือว่าคุณจะรับผิดชอบแทนตามข้อเสนอของมัน” เขาเปลี่ยนสรรพนามของอเนกเป็น มันได้อย่างหน้าตาเฉยในขณะที่หญิงสาวกำลังสับสน สิ่งที่เธอเข้าใจในตอนแรกไม่ใช่ว่ากษิตขโมยเงินไปแล้วโยนความผิดให้อเนกหรอกหรือ

                “ข้อเสนอของพี่เอกคืออะไร เอาฉันมาใช้หนี้น่ะหรอ” พูดไปเธอก็รู้สึกตลกกับความคิดของตัวเอง ตัวเธอมีประโยชน์อะไรที่จะใช้หนี้ ต่อให้เป็นเหมือนในละครผู้หญิงที่เอาไปขัดดอกก็ต้องสวยระดับนางฟ้าไม่ใช่หรือไง แล้วชายหนุ่มตรงหน้าหล่อเหลาเสียขนาดนี้ไม่มีทางที่จะต้องมาทำแบบนี้ด้วยซ้ำ ผู้หญิงสิต้องใช้เงินซื้อตัวเขาถ้าไม่ติดว่าเขารวยอยู่แล้วล่ะก็นะ

                “ใช่ ขอแค่เป็นผู้หญิง มาทำงานกับผมจะได้เดือนละสองแสน ทำงานแค่ปีกว่าคุณและอเนกก็เป็นอิสระ” ภาวิชญ์เสนอ ท่าทางของเขาดูไม่กังวลหรือละอายใจเวลาพูด เหมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนอื่นเขาทำกัน

                “คงไม่ใช่จ้างฉันให้มานอนกับคุณเพราะต้องการมีลูกแบบในละครหรอกนะ” หญิงสาวไม่ได้อยากพูดแต่ข้อเสนอของเขามันบ่งบอกอย่างนั้น ทำงานอะไรได้ตั้งเดือนละสองแสนแถมยังต้องเป็นผู้หญิงอีก

                “ผมเกลียดเด็ก เพราะฉะนั้นผมไม่ได้อยากมีลูก และที่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงก็เพราะคงไม่มีผู้ชายคนไหนอยากจะอยู่ด้วยกันกับผู้ชายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และสุดท้ายคุณคิดถูกเรื่องหนึ่งที่ผมอาจจะนอนกับคุณ” พอจบประโยคของชายหนุ่มเท่านั้นดอกไม้สดกำใหญ่ก็กระทบเข้าที่หน้าของเขาอย่างจังขณะที่กุลวัฒน์หน้าซีดเผือดด้วยไม่คิดว่าผู้หญิงที่พามาด้วยจะบ้าดีเดือดขนาดนี้

                แจกันเปล่ากลิ้งหกคะเมนอยู่บนพื้นหลังจากหมดประโยชน์เพราะมีคนดึงดอกไม้ที่ประดับประดาอยู่บนตัวของมันออก น้ำในแจกันหกเรี่ยราดแต่ก็ยังไม่เท่าเศษสะเก็ดน้ำที่เกาะอยู่บนใบหน้าหล่อเหล่าของภาวิชญ์

                “สมองแกมีปัญหาแน่ๆ อีกอย่างฉันไม่ได้ก่อเรื่องไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องมารับผิดชอบ”  พูดจบแก้วกัลยาก็เดินออกไปทันที หากอยู่นานกว่านี้เธอคงจะต้องฆ่าคน นึกว่ามีแต่ในหนังเสียอีกพวกผู้ชายหน้าตาดีแต่สมองพิการที่คิดว่าผู้หญิงทุกคนจะสามารถซื้อได้ด้วยเงิน แล้วเธอไม่ใช่นางฟ้าขนาดที่จะต้องมารับผิดชอบอะไรแทนคนอื่นถึงแม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพื่อนรักเพื่อนซี้ก็ตาม

                ภาวิชญ์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมขณะที่เลขาหนุ่มใจเต้นไม่เป็นระส่ำด้วยกลัวว่าเจ้านายของเขาจะโมโห แต่ผิดคาดชายหนุ่มนั่งนิ่งก่อนจะค่อยๆ ปาดหยดน้ำที่เกาะอยู่บนหน้าด้วยท่าทางใจเย็นแต่ทว่าดวงตานั้นแทบจะลุกเป็นไฟ

                “ผมว่ายกเลิกแล้วเอาเงินคืนเถอะครับ ป่านนี้นายอเนกน่าจะยังไปไม่ถึงไหน” กุลวัฒน์เสนอ แต่ก็ต้องหยุดพูดเมื่อเจ้านายของเขายกมือขึ้นเป็นสัญญานบอกให้หยุดพูด

                “เผาบ้านมัน” คำสั่งสั้นๆ แต่ทำเอาคนฟังถึงกับขนลุกเป็นเกรียว นานทีปีหนจะมีใครกล้าทำให้ภาวิชญ์โมโหขนาดนี้ เห็นทีผู้หญิงคนนั้นคงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขเสียแล้ว

                “แล้วเรื่องผู้หญิงยังไงผมจะหาให้ใหม่นะครับคุณอั๋น”

                “ไม่ต้อง! ฉันไม่เอาผู้หญิงคนอื่น” คนพูดยืดตัวลุกขึ้น เขาสวมเพียงเสื้อแขนยาวสีน้ำตาลกับกางเกงผ้าขายาวลำลองแบบสบาย หากมีคนสังเกตคงจะเห็นบาดสีแดงยาวบริเวณลำคอซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามักจะใส่เสื้อผ้ารัดกุมแบบนี้

                “แต่คงยากนะครับ” กุลวัฒน์เอ่ยอย่างเกร็งๆ

                “ถ้ามันง่ายฉันก็ไม่อยากได้ ไปจัดการมา” คำพูดของภาวิชญ์ถือเป็นที่สุด ไม่มีอะไรต้องโต้เถียงอีก เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ต้องเป็นไปได้หากเขาต้องการอย่างนั้น หลังจากพูดจบผู้เป็นเจ้านายก็เดินตรงกลับไปยังยังห้องนอนชั้นบนปล่อยให้เลขาหนุ่มนั่งหน้าเครียดอยู่ด้านล่าง

                เขาเป็นเลขาของภาวิชญ์มาเจ็ดปีตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ สามเดือนแรกแทบจะกระโดดตึกตายเพราะความเครียดแต่ก็ผ่านมันมาได้ตลอด การเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวของชายหนุ่มที่มีนิสัยประหลาดอย่างภาวิชญ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะต้องรองรับอารมณ์ของเขา คำสั่งแปลกๆ ที่ไม่ว่ายังไงก็จะต้องทำตามและที่สำคัญที่สุดคือโรคประหลาดที่ชายหนุ่มเป็นเวลาที่เขาโมโหจัด เขายังต้องจัดการเรื่องนี้ด้วย เงินเดือนหกหลักที่เขาได้รับในแต่ละเดือนผิวเผินอาจจะดูมากไปสำหรับเลขาส่วนตัวแต่มันไม่มากไปเลยสำหรับเรื่องที่เขาต้องจัดการ

                ครั้งนี้ก็เช่นกัน การหาผู้หญิงคนหนึ่งมาให้ภาวิชญ์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นเข็ญใจอะไรด้วยเพราะคุณสมบัติภายนอกของชายหนุ่มแค่เอ่ยชื่อเท่านั้นผู้หญิงทุกคนก็พร้อมที่จะเข้าหา เพียงแต่ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นักก็ต้องกระเด็นออกไปเพราะทนความน่ากลัวของชายหนุ่มไม่ไหว แต่กับผู้หญิงคนนี้ แก้วกัลยาเขาไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะยอมมาโดยง่าย อีกอย่างเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินที่หายไปนั่นเลยสักนิด การบีบให้เธอรีบผิดชอบนั้นมันดูจะเลวร้ายไปหน่อย

 

                สิ่งแรกที่แก้วกัลยาทำคือการบุกบ้านของอเนกและอรนิต แต่พอมาถึงทุกอย่างมันเริ่มแจ่มชัดขึ้นเมื่อบ้านปิดเงียบ ประตูไม่ได้ล็อค รถเก๋งคันงามที่อเนกใช้ขับไปส่งกษิตก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือแต่มอเตอร์ไซด์คันเก่าที่อเนกใช้วิ่งวิน ร่องรอยด้านนอกยังไม่เท่าด้านในที่ทำให้หญิงสาวใจหล่นหายไปอยู่ตาตุ่ม จากที่เชื่อเต็มร้อยว่าอเนกไม่ได้เป็นคนเอาเงินหนีหายไปกลายเป็นศูนย์เมื่อพบว่าตัวการได้เก็บข้าวของหนีไปหมดแล้ว

                จดหมายเล็กๆ แปะอยู่ข้างฝาบ้านด้านหนึ่งเหมือนจงใจทำไว้ให้คนที่เข้ามาเห็นชัดเจน แก้วกัลยาดึงกระดาษแผ่นนั้นมาดูก็พบว่าเป็นลายมือของอเนกที่เขียนลวกๆ เอาไว้ว่า

                ข้าขอโทษ

            อเนกเอาเธอไปขายให้กับภาวิชญ์ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แล้วไอ้คนรวยโรคจิตนั่นมันก็ทำเหมือนยอมให้อเนกเชิดเงินไปอย่างนั้นล่ะ มีหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากลแต่ตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไร ร่างบางทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง ขาทั้งสองข้างปวดไปหมดเพราะเดินออกมาจากบ้านหลังใหญ่นั่นกว่าจะมาเจอรถโดยสาร นี่ยังไม่นับที่จะต้องตื่นมาตอบคำถามของนางสุดาอีกร้อยแปดคำถามในตอนเช้า

                “ไอ้พี่เอก เจอเมื่อไหร่จะกระทืบให้จมธรณี” หญิงสาวพึมพึมอย่างโมโหก่อนจะพิงตัวเข้ากับฝาบ้านที่เจ้าของทิ้งกระดาษเอาไว้ ยังมีของอีกนิดหน่อยที่อเนกยังขนไปไม่หมดโดยเฉพาะโหลปลากัดสองใบที่เจ้าของหวงนักหวงหน้าแต่กลับลืมทิ้งเอาไว้ในยามฉุกเฉิน

                ไม่ไปไม่ได้! หากเป็นอเนกจริงแล้วไฟเกิดไหม้บ้านขึ้นมาอย่างที่สองที่เขาจะเอาออกมานอกบ้านรองจากลูกกับเมียคือไอ้ ปื๊ดกับ จอร์จปลากัดสองตัวที่ประคบประหงมเลี้ยงมาอย่างดี

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ประตูไม้เก่าๆ ที่หวิดพังอยู่หลายรอบในวันเดียวกันค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นอีกเป็นครั้งที่สอง เลขาหนุ่มไม่ได้ทำหน้าแปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นเธอยู่ในนี้ถ้าดูจากที่เขาเลือกที่จะเคาะประตูก่อนจะเข้ามาก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเขาตั้งใจที่จะเคาะให้เธอรู้ตัว

                “คุณมาที่นี่อีกทำไม ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว”

                “ผมว่าคุณออกไปก่อนดีกว่า อีกเดี๋ยวบ้านหลังนี้จะถูกเผา ไม่สนุกแน่หากมีคนอยู่ในนี้ด้วย” เขาลากเสียงยาวในประโยคสุดท้ายเหมือนว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่สาบานได้ว่าเธอได้กลิ่นน้ำมันฉุนหึ่งตามมาหลังจากเขาพูดจบ แม้จะแอบคิดว่านี่คือคำขู่เท่านั้นเพราะแถวนี้ใช่ว่าเป็นพื้นที่ปลอดคนเสียเมื่อไหร่ ถึงบ้านของอเนกจะไม่ได้ติดกับบ้านใครเพราะอยู่ท้ายซอยแต่พาคนมาเผาบ้านกันแบบนี้มันค่อนข้างเสี่ยงไปหน่อย

                “จะบ้าหรือไง บ้านคนนะไม่ใช่เงินกงเต๊กจะได้มาเผากันง่ายๆ แบบนี้ ออกไปก่อนที่ฉันจะแจ้งตำรวจจับ” ปากก็พูดไปอย่างนั้น เธอรู้ดีว่าตำรวจแถวนี้มันสั่วแค่ไหน

                “ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับนี่คำสั่งของคุณอั๋น คงจะโมโหคุณที่เอาดอกไม้ปาใส่หน้าน่ะครับ” กุลวัฒน์อดไม่ได้ที่จะกระแนะกระแหนหญิงสาวที่ยังไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป ตั้งแต่เกิดมาคนอย่างภาวิชญ์ไม่เคยถูกใครทำอย่างนั้นมาก่อน แม้แต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดยังไม่เคยแม้แต่จะดุด่าแรงๆ เลยสักครั้ง

                ส่วนอีกคนที่ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร กับแค่เอาดอกไม้ในแจกันปาใส่ โชคดีที่เป็นเธอหากเป็นผู้หญิงคนอื่นอาจจะใช้ทั้งแจกันเลยก็ได้ มีอย่างที่ไหนพูดเรื่องแบบนั้นออกมาได้กับคนที่เจอกันครั้งแรก

                “ที่ฉันทำเพราะว่าเจ้านายของคุณมันโรคจิต คนโรคจิตก็สมควรโดนแบบนี้”

                “คุณอั๋นไม่ได้โรคจิต คุณต่างหากที่ทำตัวหยาบคาย” หนุ่มแว่นเถียงขึ้นมาอย่างเป็นเดือดเป็นร้อนแทน

                “ยังไงก็ช่าง ถ้าบ้านหลังนี้ไหม้ ฉันเอาเรื่องพวกแกทั้งหมดแน่” หญิงสาวทำหน้าตาท้าทาย

                “ทำไมคุณต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนด้วย ในเมื่อคุณบอกเองว่าไม่เกี่ยว”

                “ฉันแค่ต้องการจะปกป้องสิทธิของไอ้พี่เอก”

                “ครับ”

                “ครับอะไร”

                “เอาเป็นว่ารู้แล้ว นี่พวกข้างหลังมาเอาคุณผู้หญิงออกไป” เขาพูดกับเธอก่อนจะหันไปตะโกนเรียกคนจากด้านนอกมา ไม่นานชายต่างชาติร่างยักษ์สองคนก็เดินตรงเข้ามาที่แก้วกัลยาแล้วพยายามจะลากเธอออกไป

                “นี่แกไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง” หญิงสาวโวยวายขณะโดนจับล็อคแขนขาทั้งสองข้างและกำลังจะถูกหิ้วออกไปจากบ้าน พลันสายตาสบเข้ากับบางอย่างซึ่งอย่างน้อยควรเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอควรรักษาเอาไว้

                “เดี๋ยวๆ ขอเอาไอ้ปื๊ดไอ้จอร์จออกมาก่อนได้ไหม” แก้วกัลยาทำเสียงอ่อนลงแล้วพยายามดิ้นออกจากการควบคุมของสองยักษ์ที่จับตัวเธอไว้ ไอ้ปลากัดสีดำสองตัวยังว่ายไปมาอยู่ในขวดอย่างไม่รู้ชะตากรรมแต่ยังไงมันก็ควรมีชีวิตรอด

                ในขณะที่คนสั่งการกำลังงงกับคำพูดที่เพิ่งได้ยินหญิงสาวก็สะบัดตัวอย่างรวดเร็ววิ่งไปเอาโหลปลากัดสองโหลมาอุ้มเอาไว้ราวกับว่ามันเป็นของมีค่ามาก จะว่าไอ้เจ้าสองตัวนี้เธอกับอเนกพากันเอามาเลี้ยงแต่นางสุดานั้นไม่ยอมเลยต้องยกให้อเนกไปทั้งสองตัวถือว่าเป็นตัวแทนแห่งมิตรภาพ

                “ฉันออกไปก็ได้ ฝากไว้ก่อนเถอะพวกแกต้องได้ไปนอนในคุกแน่” แก้วกัลยาส่งสายตาอาฆาตและพยายามเดินให้ห่างชายร่างยักษ์สองคนด้วยกลัวว่าจะถูกจับหิ้วไปอีก สองแขนหนีบโหลปลากัดเอาไว้สองข้างก่อนจะเดินเร็วๆ ออกไปที่ประตู พลางคิดว่าเรื่องวุ่นๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้มันเหมือนความฝันมากกว่าความจริง บางทีหลับบ้านไปนอนสักตื่นทุกอย่างอาจจะกลับมาสภาพเดิมก็ได้

                หญิงสาวย่องขึ้นบ้านพยายามทำเสียงให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้นางสุดาตื่นขึ้นมาสวดยับเรื่องที่เธอกลับบ้านเอาเกือบจะเช้า เธอเปิดประตูเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของตนแล้ววางโหลปลากัดไว้มุมห้องก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหาเบอร์ของสองคนผัวเมียที่ก่อเรื่องแล้วโทรทีละเบอร์ ผลเหมือนกันคือไม่มีสัญญานตอบรับ ร่างบางถอนหายใจรู้สึกเหนื่อยหน่ายและที่แย่ที่สุดเธอรำคาญความเหนียวเนอะน่ะตามตัวแต่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะไปอาบน้ำกลับนอนราบไปกับพื้นด้วยความอ่อนเพลีย

 

                “นังแก้ว! นังแก้ว!” เสียงร้องโวยวายของนางสุดาทำให้แก้วกัลยาที่กำลังหลับอยู่สะดุ้งตื่นทันที เมื่อมองไปทีประตูห้องก็พบว่ามันกำลังถูกทุบจากด้านนอกอย่างแรง หากปล่อยนานไปกว่านี้มันอาจจะหลุดออกมา

                “อะไรแม่!” อีกคนตะโกนถามกลับไป

                “บ้าน! บ้านไอ้เอกไฟไหม้วอดวายทั้งหลังเลย ไม่รู้มันตายกันทั้งครอบครัวหรือเปล่า” คนฟังถึงกับถอดสีหน้าเมื่อพบว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน โหลปลาสองโหลยังตั้งอยู่จุดเดียวกับที่วางไว้เมื่อวาน เนื้อตัวของเธอมอมแมมไม่ได้ผ่านการอาบน้ำ ภาพเมื่อวานโผล่เข้ามาในหัวเป็นฉากๆ แต่ที่เด็ดที่สุดคือฉากที่เธอเอาดอกไม้หนึ่งกำปาใส่หน้าพ่อมหาเศรษฐีรูปหล่อคนนั้น

                แก้วกัลยากระเด้งตัวลุกขึ้นก่อนจะเดินไปปลดล็อคประตูห้อง เห็นมารดาในสภาพหน้าตาตื่นเหงื่อท่วมทั่วตัวแล้วอดที่จะขวัญเสียไม่ได้ อย่างน้อยเธอควรไปดูสภาพบ้านของอเนกเสียหน่อยว่ามันเสียหายขนาดไหน

                เมื่อมาถึงที่แก้วกัลยาก็พบว่าบ้านไม้ขนาดเล็กทรุดโทรมที่เธอเคยมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยครั้งตอนนี้เหลือแต่ซากขี้เถาสีดำเมื่ยม ไม่มีร่องรอยของซากอะไรทั้งสิ้นที่เธอพอจะจำได้ ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันออกความคิดเห็นว่าสามคนพ่อแม่ลูกน่าจะตายในกองเพลิงที่บังเอิญไหม้อยู่หลังเดียวนี้ มีแก้วกัลยาเท่านั้นที่รู้ว่าไม่ใช่

                “มันเผาจริงหรอเนี่ย” หญิงสาวพึมพำเสียงเบา

                “กัน! อยู่นี่เอง เพลงหาตั้งนาน” แรงบีบที่บ่าทำให้หญิงสาวหันไปมองเจ้าของมือที่วิ่งหน้าตาตื่นมาไม่แพ้กันด้วยคงตกใจที่เกิดเหตุไฟไหม้ที่บ้านของอเนก และถึงแม้รติยาจะไม่ได้สนิทกับอเนกเหมือนอย่างเธอแต่ก็รู้จักกันพอสมควร

                “ไฟไหม้ได้ยังไงนะ แปลกจัง แล้วนี่พี่เอกอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่า” รติยาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกออกมามากนัก

                “ไม่อยู่หรอก” แก้วกัลยาตอบเพื่อน

                “แล้วพี่เอกอยู่ไหน เขาติดต่อกันหรือเปล่า”

                “ก็ไม่” คนตอบเริ่มคิดแล้วว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไงกันแน่ ระหว่างอเนก กษิต และคุณภาวิชญ์คนนั้น สามคนนี้ดูจะมีอะไรแปลกๆ

                เริ่มจากเด็กที่ร้านบอกว่าอเนกออกจากงานแล้วไปทำงานกับกษิต แล้วอเนกกลับบอกว่าไม่ได้ไปทำงานกับกษิตแต่ทำให้ภาวิชญ์ ต่อมาภาวิชญ์ส่งคนมาที่บ้านของอเนกแล้วกล่าวหาว่าอเนกเป็นคนที่ขโมยเงินนั่นไป แต่พอเธอไปคุยกับภาวิชญ์เขาบอกว่าเขารู้ว่ากษิตเป็นคนเอาไปแต่ตอนนี้เงินไม่รู้อยู่ไหน สุดท้ายเมื่อกลับมาที่บ้านของอเนกเธอก็พบข้อความบอกว่า ขอโทษเหมือนกับว่าจริงๆ แล้วอเนกนั่นแหละที่หักหลังเธอแล้วเอาเงินไป

                เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่... แล้วตอนนี้อเนกอยู่ที่ไหน...

                เมื่อหาคำตอบไม่ได้ยิ่งทำให้หญิงสาวงุ่นง่านด้วยความอยากรู้ ตอนนี้คนที่เธอยังไม่ได้เจอหลังจากเกิดเรื่องคือกษิต เขาน่าจะรู้อะไรบ้าง แต่ปัญหาคือเธอจะหาตัวเขาได้จากที่ไหน

                “ทำหน้าอย่างนั้นคิดอะไรอยู่น่ะกัน” รติยาร้องทักขึ้นเมื่อเห็นอีกคนขมวดคิ้วจนแทบจะผูกกันเป็นปม น้อยครั้งนักที่แก้วกัลยาจะเมินคำพูดของเพื่อน เพราะทุกครั้งไม่ว่ารติยาจะทำอะไรพูดอะไรหญิงสาวก็ต้องเปิดหูฟังถ่างตาดูตลอด

                “เพลง วันนี้ยกเลิกนัดก่อนนะ มีธุระต้องจัดการนิดหน่อยไว้พรุ่งนี้ได้ไหม” แก้วกัลยาหันมาถามเพื่อนรักที่ตอนนี้ดูเหมือนจะงงงวยกับท่าทางของเพื่อนสาว นี่เป็นครั้งแรกที่แก้วกัลยาปฏิเสธเพื่อน แต่ก็อีกนั่นแหละความคลางแคลงใจมันทำให้หญิงสาวรู้สึกอยู่ไม่สบาย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องของตัวแต่ตอนนี้เหมือนกับว่าเธอก้าวเข้ากองไฟไปครึ่งตัวแล้ว เหลืออีกครึ่งตัวถ้าไม่เอาเข้าไปถามก็ไม่รู้ว่าในกองไฟนั่นมันมีอะไร

                “ก็ได้ แต่มะรืนนี้เพลงกลับแล้วนะ ห้ามเบี้ยวอีกล่ะ” รติยาบอกกับเพื่อนโดยไม่คิดซักไซร้ต่อว่าวันนี้เพื่อนของเธอจะไปไหนถึงแม้ว่าจะอยากรู้มากก็ตาม ถ้าให้เดาก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับอเนกที่อยู่ๆ บ้านก็โดนไฟไหม้แล้วคนในบ้านก็หายไปทั้งบ้าน

                แก้วกัลยากลับไปที่คฤหาสน์ของภาวิชญ์พยายามเพ่งมองความเคลื่อนไหวรอบบ้านแต่ก็ไม่เห็นอะไรด้วยอาจจะเป็นเพราะว่าบริเวณรอบบ้านนั้นกว้างเกินที่จะสามารถเพ่งหาอะไรได้ อย่างแรกที่เธอต้องหาให้เจอคือที่อยู่ของกษิต ถ้าเป็นอย่างที่กุลวัฒน์บอกจริงตอนนี้กษิตน่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลสักแห่ง แต่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มันมีมากกว่าดอกเห็ดผุดเสียอีก เธอคิดไม่ออกเลยว่ากษิตจะไปอยู่ส่วนไหน

               

                ภาวิชญ์นั่งมองจอมอนิเตอร์อย่างสนอกสนใจเมื่อเห็นร่างบางที่เพิ่งเจอเมื่อคืนยืนอยู่หน้าบ้านอย่างน่าสงสัย เธออยู่ในชุดเดียวกันกับที่มาเมื่อวานซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าไม่ได้กลับบ้านหรือกลับแต่ไม่ได้อาบน้ำ เขาไม่สนใจหรอกผู้หญิงที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาดอกไม้มาปาใส่หน้าเขาอย่างไร้มารยาทนั่นจะปล่อยให้ตัวเองเน่าหรืออะไร แต่เธอจะได้รู้ว่าการที่มาทำกริยาต่ำทรามแบบนั้นกับเขาต้องได้รับผลอะไรบ้าง ร่างสูงเหยียดตัวลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานที่ใช้ประชุมแบบวีดีโอคอนเฟอเรนส์ตั้งแต่ตอนสายจนเกือบเที่ยงแล้วพาตัวเองไปหยุดยืนอยู่ตรงใกล้หน้าต่าง มองทอดออกไปยังด้านหน้าสุดก็เห็นคนตัวเล็กไกลลิบอยู่ริมรั้ว

                เขากระตุกยิ้มอย่างร้ายกาจเมื่อคิดว่ากุลวัฒน์จะจัดการอย่างไรที่จะบีบให้หญิงสาวอวดดีนั่นจนมุม เขานั่งรอฟังข่าวดีจากเลขาหนุ่มตั้งแต่เช้าและคิดว่าอีกไม่นานคงจะได้ยิน

                เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้คนที่กำลังรออยู่สมหวัง เขารีบรับสายของกุลวัฒน์ทันทีด้วยหวังจะได้ยินว่าบ้านของอเนกโดนเผาเรียบร้อยแล้ว และผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าบ้านนั่นตอนนี้กำลังอ้อนวอนอยากรับข้อเสนอของเขา

                “ว่าไงกุล”

                “เรื่องบ้านของนายอเนกเรียบร้อยแล้วครับ” กุลวัฒน์รายงาน

                “แล้วเรื่องอื่นล่ะ”

                “...”

                ความเงียบของกุลวัฒน์ทำให้อีกคนอารมณ์เสีย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขารอฟัง สิ่งที่เขาอยากฟังจากกุลวัฒน์คือ เธออยู่หน้าบ้านคุณอั๋นแล้วครับไม่ใช่ความเงียบแบบนี้

                “กุล ฉันไม่ได้จ้างแกมาเงียบใส่นะ”

                “ขอโทษครับคุณอั๋น แต่ผมเช็คแล้ว เธอชื่อแก้วกัลยาเป็นลูกคนเดียวมีแม่เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงร่างกายแข็งแรงดีไม่เป็นหนี้เป็นสิน มีเงินเก็บพอประมาณ ส่วนตัวลูกสาวอายุยี่สิบตอนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว เวลาว่างก็กินเหล้าเข้าบ่อนแล้วก็รีบจ้างทำอะไรเล็กๆ น้อยไปตามเรื่อง ดูแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินครับ” กุลวัฒน์ตอบไปตามข้อมูลที่สืบมาในเวลายังไม่ถึงแปดชั่วโมง ตั้งแต่เมื่อคืนเลขาหนุ่มยังไม่ได้นอนเลยสักงีบเดียวเพราะต้องหาข้อมูลของแก้วกัลยา เท่าที่ได้ก็ไม่สามารถทำอะไรที่เป็นการบีบหญิงสาวได้เลย แม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่เดือดร้อน

                “ก็ทำให้เดือดร้อนสิ ฉันต้องบอกแกไหมว่าทำยังไง” ภาวิชญ์ว่าก่อนจะกดตัดสายไปเสียดื้อๆ เพราะกุลวัฒน์ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกรู้สึกว่าห้องทำงานเริ่มหมุนคว้างหัวใจเต้นเร็ว และก่อนที่จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้เขารีบเทยาที่ว่างอยู่บนโต๊ะทำงานเข้าปากก่อนจะดื่มน้ำตามอย่างรวดเร็ว

                หัวใจของภาวิชญ์เต้นช้าลงจนเป็นปกติพอดีกับที่ภาพที่มองเห็นกลับมาเป็นปกติ ทุกครั้งที่เขาโมโหจะมีอาการแบบนี้หากกินยาไม่ทันหรือเกิดขึ้นฉับพลันเขาก็จะขาดสติและมองไม่เห็นอะไรอีกจากนั้นก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้ บาดแผลตามร่างกายบ่งบอกได้ถึงความน่ากลัวของโรคประหลาดที่เขาเป็นอยู่ รอยบาดของเศษแก้วและกระจกตามเนื้อตัวและรอยช้ำตามตัวที่เกิดขึ้นโดยที่เขาก็ตอบไม่ได้ว่าโดนอะไรมา การอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่พยายามไม่ข้องเกี่ยวกับใครคือวิธีที่เขาป้องกันตัวเองจากโลกภายนอกจนกระทั่ง...

                ภาวิชญ์หยิบกรอบรูปไม้สีน้ำตาลเงาสวยขึ้นมาและมองคนในรูปนั้นอย่างมีความหมาย หญิงสาวหน้าตาสวยในชุดกระโปรงสีน้ำเงินกำลังมองมาทางเขาด้วยรอยยิ้ม หากแต่เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางรอยยิ้มนั้น

                “อั๋น พิมกำลังจะแต่งงานแล้วนะ”

                ชายหนุ่มกระแทกกรอบรูปนั้นลงบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะพยายามควบคุมสติไม่ให้หลุดไป เขาทำได้ดีในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พยายามไม่ออกจากบ้านไปไหนปล่อยให้กุลวัฒน์จัดการเรื่องจุกจิกวุ่นวายทั้งหลายหากเป็นเรื่องที่ต้องจัดการเองเขาก็จะให้กุลวัฒน์พาคนมาพบที่นี่แทนจะออกไปที่อื่น ไม่มีใครทำเขาโมโหดังนั้นสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงปลอดภัยหรือจะมีก็แค่เล็กน้อยเท่านั้นที่เขาไม่สามารถคุมสติได้ จนเมื่อวานนี้เองที่เขารู้สึกโกรธสุดๆ ตอนผู้หญิงคนนั้นปาดอกไม้ใส่หน้าของเขา แต่ที่ประหลาดคือ เขาไม่รู้สึกเหมือนทุกครั้งที่จะใจเต้นแรง วิงเวียนก่อนจะสติหลุดไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ข้าวของพินาศพังทลาย ตามเนื้อตัวมีแต่รอยแผลแบบที่เคยเป็น

                นั่นเป็นเหตุผลที่เขายิ่งอยากได้ผู้หญิงคนนี้มา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

198 ความคิดเห็น

  1. #198 ปอปป (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 23:45

    เพิ่มเริ่มติดตาม รอผลงานเรื่องต่อไปค่ะ

    #198
    0
  2. #56 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:52
    ดูแอบลึกลับกับโรคพระเอก
    #56
    0
  3. #2 ลักษณ์ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 09:05
    เริ่มเรื่องก็สนุกแล้ว ชอบสำนวนงานเขียนของคุณมาก ติดตามมาตั้งแต่ดั่งแสงทิวาในราตรีแล้วค่ะ ^_^
    #2
    0