ตอนที่ 3 : โรคประหลาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1352
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    28 ม.ค. 60

                กุลวัฒน์จนแต้มไม่คิดว่าเจ้านายของเขาจะอยากได้ผู้หญิงซอมซ่อคนนั้นมากกว่าเงินสามล้านที่จ่ายไป ก่อนหน้านี้เขาเคยหาผู้หญิงมากมายมาให้ภาวิชญ์แต่ไม่นานก็ต้องหนีหายไปกันหมดเพราะกลัวกันจนให้เงินขนาดไหนก็ไม่เอา เลขาหนุ่มทิ้งตัวลงบนเบาะรถยนต์อย่างหมดแรง เขาไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืนเพราะมันแต่ทำตามคำสั่งของภาวิชญ์ นั่นยังไม่เท่าที่ต้องมาหาทางคิดว่าจะทำยังไงให้เอาผู้หญิงคนนั้นไปใส่พานถวายให้เจ้านายของเขาได้

                “คุณคะ” เสียงหวานของผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

                ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะรถข้างหลังแต่ไม่ได้ปิดประตูเงยหน้ามองเจ้าของเสียงหวานนั้น สิ่งที่เขาเห็นคือร่างบางของสาวสวยคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อยืดสบายๆ กับกางเกงขาสั้น

                “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” รติยาถามชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานที่เธอไม่คิดว่าจะได้มาเจอในที่แบบนี้ หญิงสาวยิ้มกริ่มเมื่อเห็นท่าทางเงอะงะของเขายามที่เธอมอง ไม่แปลกหรอกที่ผู้ชายมักจะทำท่าทางแบบนี้เมื่อพบเจอกับผู้หญิงสวยไร้เดียงสาและแสนดี

                “เอ่อ ผมหิวข้าวน่ะครับ แถวนี้มีร้านข้าวแกงอร่อยๆ ไหม” กุลวัฒน์แสร้งยิ้มใส่ก่อนจะตีสีหน้าในแบบเดียวกันกับหญิงสาว ความจริงคนตรงหน้าเขานั้นจะถือว่าเป็นคนแปลกหน้าก็คงไม่ใช่ เพราะจากประวัติอย่างละเอียดของแก้วกัลยาแน่นอนว่าเขามีรูปทุกคนที่เกี่ยวข้องและหนึ่งในนั้นก็คือผู้หญิงคนนี้

                และเป็นไปตามคาดเมื่อร้านข้าวแกงที่รติยาอาสาพาเขาไปคือร้านนางสุดามารดาของแก้วกัลยาที่ตักข้าวแกงไปด่าลูกค้าไปตามประสาแม่ค้าปากตลาด นอกนั้นก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะทุกอย่างที่เขาสัมผัสได้มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ที่น่าสนกลับเป็นคนที่อาสาพาเขามามากกว่า

                รติยาชวนเขาคุยเสียงเจื้อยแจ้วประหนึ่งว่ารู้จักกันมานานทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกันยังไม่ถึงชั่วโมงดี เธอแนะนำว่าร้านนี้คือร้านของนางสุดามารดาของเพื่อนสนิทของเธอ ดูผิวเผินเหมือนหญิงสาวจะเป็นคนที่อัธยาศัยดี ร่าเริงและเข้ากับคนง่ายแต่เอาเข้าจริงเขากลับรู้สึกประหลาดยามที่เธอส่งสายตามาทางเขาแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาละเลยเรื่องที่ต้องการจะรู้

                “คุณเพลงเป็นเพื่อนกับลูกสาวเจ้าของร้านมานานแล้วหรอครับ” ชายหนุ่มถามขณะกำลังยกช้อนเข้าปาก หลังจากกินคำแรกเข้าไปก็ต้องยอมรับเลยว่าแม่ค้าร้านนี้ทำกับข้าวอร่อยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมีคนมานั่งกินกันเยอะขนาดนี้ อย่างนี้ถ้าหากว่าจะจ้างนักเลงมาพังร้านมันก็คงจะดูน่าสงสารไป เสียดายแกงอร่อยๆ ด้วย

                “เรียกเพลงเฉยๆ ก็ได้ค่ะไม่ต้องเรียกคุณหรอก เพลงกับกันน่ะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ไปมาหาสู่กันอย่างนี้ล่ะค่ะ” อีกคนตอบคำถามอย่างเต็มอกเต็มใจไม่ได้นึกสงสัยเลยว่าทำไมหนุ่มหล่อนิรนามคนนี้ที่ยังไม่แม้แต่จะแนะนำตัวเองกับเธออยากจะรู้เรื่องของเพื่อนเธอไปทำไม

                “คุณชื่ออะไรหรอคะ” รติยาพยายามทำตาโตไร้เดียงสาเพื่อที่เขาจะได้ไม่คิดว่าเธออ่อย ท่าทางแบบนี้ใช้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ได้ผลเสียทุกครั้ง

                “คุณป้าเขามีลูกชายหรือลูกสาวคนอื่นไหมครับ” กุลวัฒน์แทบไม่ได้ฟังในสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าถาม เขาเลือกที่จะจ้องมองนางสุดามากกว่าจะให้ความสนใจกับรติยา

                “ไม่มีค่ะ กันเป็นลูกคนเดียว”

                “แล้วป้าเขามีแบบกู้เงินอะไรที่ไหนบ้างหรือเปล่าครับ” กุลวัฒน์ถามอย่างลืมตัว

                รติยาขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำถามดังกล่าวแล้วหันไปมองที่มารดาของเพื่อนอย่างสงสัยใคร่รู้ ไม่ใช่ว่าวันนี้นางสุดาทำอะไรผิดสังเกตุหรือว่าเธอรู้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับคำถาม แต่เป็นเพราะเธอเริ่มสงสัยว่าทำไมสถานะการเงินของนางสุดาถึงเป็นที่น่าสนใจของหนุ่มคนนี้นัก เขาควรจะสนใจสาวสวยตรงหน้าที่รอให้เขาแนะนำตัวอยู่ไม่ใช่หรือ

                “ก็ไม่นะคะ ป้าดาแกรายได้เยอะจะตาย ส่วนกันถึงไม่ได้มีงานทำเป็นหลักแหล่งแต่ไปนั่งเล่นไพ่แปปเดียวก็ได้เงินเยอะแยะแล้ว ไม่เดือดร้อนหรอกค่ะ” หญิงสาวตอบไปตามความจริง เมื่อก่อนเธอยังนึกอิจฉาแก้วกัลยาอยู่เลยที่มารดาของเพื่อนนั้นขยันขันแข็งรู้จักเก็บเงินไม่เหมือนที่บ้านของเธอที่มารดาเอาแต่กินเหล้าเมา

                “คุณมีเรื่องอะไรกับป้าดาหรือเปล่าคะ ตั้งแต่มาก็ถามเรื่องป้าแกจัง” รติยาถามอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป เขาทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ แล้วกินต่อ สมองของเขาตอนนี้มีแต่เรื่องของแก้วกัลยาเต็มไปหมด ดูจากสถานการณ์แล้วหากว่าเขาไม่ลองทำชั่วดูซะบ้างเขาก็จะเป็นฝ่ายได้รับกรรมชั่วเสียเอง อย่างน้อยโดนตำรวจจับก็ยังดีกว่ากลับไปหาภาวิชญ์โดยไม่มีผลงาน

                “เพลง เห็นนังแก้วมันบ้างหรือเปล่า วิ่งออกไปดูบ้านไอ้เอกแล้วหายไปเลย” นางสุดาเดินมาถาม

                “เห็นบอกว่าจะไปทำธุระอะไรสักอย่างเมื่อเช้าจ่ะป้า แล้วก็หายไปเลย” หญิงสาวตอบ

                “หนอยนังนี่ สงสัยหายเข้าบ่อนอีกแล้ว ขนาดเพื่อนมันบ้านโดนเผาหายไปไหนไม่รู้มันยังมีอารมณ์เล่นไพ่อีกนะ” นางขยับทัพพีในมือไปมาตามอารมณ์

                “แล้วนี่ก็ไม่รู้หมาตัวไหนมันมาเผาบ้านไอ้เอก เลวจริงๆ” กุลวัฒน์สะดุ้งเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของนางสุดาก่อนที่เจ้าตัวจะถือทัพพีเดินร่อนกลับไปที่หม้อแกง

                “คุณเป็นอะไรไหมหน้าซีดเชียว” รติยาถามขึ้นเมื่อเห็นคนนั่งตรงข้ามทำหน้าเหมือนจะเป็นลม

                “ผมนอนน้อยน่ะ” เขาตอบสั้นๆ

                หลังจากกินเสร็จกุลวัฒน์ก็จัดการจ่ายเงินเลี้ยงข้าวหญิงสาว ถึงจะไม่ได้ข้อมูลอะไรจากเธอมากนักแต่ก็นับว่าเป็นการหว่านพืชเอาไว้ก่อน เพราะดูแล้วสาวน้อยคนนี้จะชอบเขามากอย่างน้อยก็เก็บไว้เผื่อฉุกเฉินได้

                “คุณยังไม่บอกเพลงเลยว่าชื่ออะไร” หญิงสาวถามขณะที่กำลังจะแยกทางกัน

                “อ่อ ผมชื่อกุลวัฒน์ เรียกกุลก็ได้ แล้วรถนี่ไม่ใช่รถของผมหรอกเป็นรถของเจ้านายน่ะ” ชายหนุ่มตั้งใจบอกไปอย่างนั้นเพราะไม่ต้องการให้คนตรงหน้าเข้าใจผิดว่าเขามีฐานะร่ำรวยอะไร มุขนี้ใช้ได้เสมอตอนที่อยากจะกันผู้หญิงออกไป และเขาก็คิดถูกเมื่อสาวเจ้ากล่าวอำลาอย่างสุภาพและไม่เซ้าซี้เอาอีก

 

                แก้วกัลยานั่งเฝ้าหน้าคฤหาสน์ของภาวิชญ์อยู่พักใหญ่ๆ พอทนอากาศร้อนไม่ไหวเลยคิดว่าจะกลับบ้าน บางทีเธอควรรอให้เอนกกับอรนิตติดต่อกลับมาเอง เพราะนอกจะไม่ได้อะไรจากที่นี่แล้วอาจจะซวยขึ้นไปอีกหากผู้ชายน่ากลัวคนนั้นกลับมาเห็นเข้า

                หญิงสาวหันตัวเตรียมจะเดินกลับออกไปแต่ก็ต้องชะงักเมื่อประตูรั้วไฟฟ้าเปิดออกพอดีกับที่มีรถยุโรปคันงามเคลื่อนตัวเข้ามา แก้วกัลยาขนลุกซู่เมื่อคิดว่าหากเจอเขาคราวนี้เธอจะปั้นหน้ายังไงดี แต่ก็ต้องโล่งอกเมื่อรถคันนั้นหยุดลงข้างๆ ตัวเธอ กระจกรถเลื่อนลงมาทานด้านคนขับเผยให้เห็นใบหน้าที่เธอค่อนข้างอุ่นใจว่าดีกว่าใบหน้าของเจ้าของบ้านอยู่มาก

                “คุณแก้วกัลยา” กุลวัฒน์ร้องทักขึ้น

                แม้จะเกลียดชื่อนี้เข้าใจแต่หญิงสาวก็ส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้เลขาหนุ่มด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่บ้างต่างจากเมื่อวาน ไม่แน่เจ้าตัวคงจะเดาได้เห็นผลงานของเขาแล้วถึงได้รู้จักกลัวขึ้นมา

                “คุณ ฉันขอคุยกับคุณได้ไหม” แก้วกัลยาทำสายตาขอร้อง สีหน้าของเธอตอนนี้เหมือนแมวเชื่องๆ แน่ล่ะ หญิงสาวเก่งเรื่องอย่างนี้ที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียก ตอแ_น่ะ

                “อื้ม ได้สิขึ้นรถเลย” กุลวัฒน์พยักหน้า

                หญิงสาวไม่รอช้ารีบวิ่งอ้อมไปที่นั่งด้านข้างคนขับก่อนที่กุลวัฒน์จะถอยหลังแล้วเลี้ยวออกไปตามทางที่ตนขับมา ตอนแรกเขาแค่จะมารายงานภาวิชญ์ถึงความคืบหน้าซึ่งแน่นอนว่าวันนี้อาจจะเป็นวันตายของเขา โชคดีที่เจ้านายของเขาโทรมาบอกก่อนว่าตัวปัญหากำลังด้อมๆ มองๆ อะไรสักอย่างอยู่หน้าคฤหาสน์ทำให้เขารีบขับรถกลับมาที่นี่ก่อน ต่างคนต่างอยากคุยกันแบบนี้ก็วินวินกันทั้งสองฝ่าย

                เลขาหนุ่มพาหญิงสาวมายังร้านกาแฟหน้าปากซอย และตั้งแต่หญิงสาวลงมาจากรถเดินนำหน้าเขาไปที่ชานหน้าร้านเขาก็สังเกตเธอยังถี่ถ้วน ทั้งท่าทางการเดิน การพูด รวมถึงมารยาท เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่เข้าตาเลยสักอย่าง ผู้หญิงคนเก่าๆ ของภาวิชญ์ที่เขาเคยพามานั้นถ้าไม่สวยดุจนางพญาก็หน้าตาจิ้มลิ้มดูเป็นผู้ดี แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครอยู่ทนได้สักคน

                แต่เอาเถอะในเมื่อเจ้านายของเขาอยากได้แบบนี้ หน้าที่เขาคือต้องใส่พานถวาย!

                “ไม่ค่ะฉันไม่กินกาแฟ” หญิงสาวยกมือปฏิเสธเมื่อชายหนุ่มยื่นแก้วกาแฟมาให้ “กินแต่เหล้า” ประโยคถัดมาของหญิงสาวทำให้เลขาหนุ่มเกือบทำแก้วกาแฟหลุดมือ

                เจ้านายของเขาเกลียดผู้หญิงกินเหล้า...

                “อ่อ ครับ” เขายิ้มขืนๆ แล้วพยักหน้า

                “เข้าเรื่องเลยดีกว่า ฉันอยากรู้ว่านายกษิตอยู่ที่ไหน” แก้วกัลยาถามอย่างไม่อ้อมค้อม

                “เอ่อ ผมบอกไม่ได้”

                “ทำไม”

                “เจ้านายผมสั่งอย่างนั้น”

                “งั้นก็ไม่มีเรื่องต้องคุย” แก้วกัลยาเริ่มอารมณ์เสีย การเจรจาต่อรองที่ไม่มีข้อโอนอ่อนผ่อนตามกันจะเจรจากันไปทำไม หญิงสาวผุดลุกขึ้นทันทีที่หมดเรื่อง

                “เดี๋ยวครับ คุยเรื่องของผมก่อน” กุลวัฒน์ร้องขึ้นด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเดินจากไปทั้งๆ ที่งานของเขายังไม่สำเร็จ

                “อะไร”

                “เรื่องเมื่อคืนที่เจ้านายของผมยื่นข้อเสนอให้คุณ” ชายหนุ่มเกรินขึ้น

                “งั้นลาก่อน” พอจะจับทางได้ว่าเป็นเรื่องอะไรต่อมโมโหก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีก

                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ฟังให้จบก่อน ผมขอร้อง” เลขาหนุ่มแทบจะถลาลงไปคุกเข่า แต่เขาทำให้เพียงดึงแขนของอีกฝ่ายเอาไว้แต่ไม่ทันไรก็โดนสะบัดออกอย่างตื่นกลัว

                “ทำอะไรวะ อยากตายไง!!

                “คือเจ้านายผมเขาป่วยนะครับ” ชายหนุ่มสาบานได้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาทำตัวน่าสมเพชและโกหกหน้าใสอย่างนี้ แต่ก็ไม่จริงเสียหมดหรอกนะเพราะเค้าโครงเรื่องก็นำมาจากเรื่องจริง

                “จะตายห่_อะไรก็ไม่เกี่ยวกับฉัน” หญิงสาวสบถเริ่มรำคาญกุลวัฒน์ที่เอาตัวเข้ามาขวางในทุกทิศที่เธอจะไป

                “เรื่องเพื่อนนอนนั้นไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะครับ” คราวนี้เขากางเขนทั้งสองข้างเพื่อช่วยกันไม่ให้ร่างบางหนีไปโดยลืมไปว่าประโยคที่เขาพูดอย่างเสียงดังฟังชัดนั่นจะมีใครได้ยินไปบ้าง

                “อย่ามาพูดบ้าๆ นะ หนี”

                “คุณอั๋นเขาป่วยครับ เวลาโกรธอาการจะกำเริบ ที่เขาอยากให้คุณช่วยก็ช่วยแค่เป็นเพื่อนนอนด้วยเฉยๆ นะครับไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างนั้น จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ เป็นเพื่อนทดลองน่ะครับ” ชายหนุ่มแทบไม่รู้แล้วว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้างหรือแม้แต่จะคิดว่าหลังจากนี้จะแก้ตัวยังไงกับเรื่องโกหกของตัวเอง

                “แล้วไง” แก้วกัลป์ยาถามเสียงห้วนด้วยไม่เห็นจะมีตรงไหนเกี่ยวกับตัวเธอเลย

                “ก็แค่กินข้าวเป็นเพื่อน นอนในห้องเดียวกัน คอยเตรียมยาให้ เวลาอาละวาดก็หาทางจัดการน่ะครับ”

                “ฉันไม่ได้ถามว่าทำอะไรบ้าง แต่มันเกี่ยวอะไรกับฉัน ฟังดูเรื่องพวกนั้นนายก็น่าจะทำได้นี่”

                กุลวัฒน์คอตกก่อนจะพูดกึ่งกระซิบว่า “ถ้าผมเล่าอะไรให้ฟังอย่าไปบอกคุณอั๋นนะครับว่าผมเล่า ฟังเสร็จแล้วคุณจะรู้ว่าทำไมต้องเป็นผู้หญิงลักษณะแบบคุณ”

                ใจหนึ่งแก้วกัลยาอยากจะบอกว่า ไม่แล้วเดินจากไปไม่ต้องสนใจเรื่องของอเนกหรือเรื่องของใครทั้งนั้น แต่ต่อมความอยากรู้นี่สิที่มันทรยศเผลอแสดงความลังเลที่อยากจะรู้เรื่องของชาวบ้านออกไป พอเขาเริ่มเล่าเธอก็ไม่อ้าปากห้ามสักคำแต่ก็นับว่าคุ้มเพราะเรื่องราวของเขามันประหลาดเกินกว่าที่เธอจะคาดเดาได้

                กุลวัฒน์เล่าว่าภาวิชญ์ป่วยเป็นโรคประหลาดตั้งแต่ตอนเขาอายุสิบสาม ชายหนุ่มเริ่มมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์เวลาเขาโกรธก็จะขาดสติควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ของเขาได้แต่ขังเขาเอาไว้ในห้องในขณะที่เขาขว้างปาและทำลายข้าวของอยู่ในนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปตอนที่เขากำลังไม่มีสติ เมื่อพายุร้ายสงบลงร่างกายของเขาจะเต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากข้าวของที่ถูกทำลาย เศษกระจกที่กระเด็นมักฝังอยู่ตามแขนและขาเต็มไปหมด แต่น่าแปลกที่ว่าโรคนี้จะเป็นเฉพาะตอนกลางคืนละก็น่าแปลกอีกเช่นกันเพราะช่วงนี้แม้แต่ตอนกลางวันก็เริ่มที่จะออกอาการแล้ว

                “แล้วพ่อแม่ของเขาล่ะ” แก้วกัลยาถามด้วยความใคร่รู้

                “คุณสันต์กับคุณภาวินีอยู่ต่างประเทศ นานๆ จะกลับมาที”

                “แล้วเขาไปเรียนยังไง ทำงานยังไง”

                “คุณอั๋นเรียนที่บ้านมาตลอดตั้งแต่เริ่มมีอาการแบบนี้ ตอนไปเรียนต่างประเทศก็ต้องส่งคนไปเฝ้า แต่ตอนนั้นอาการยังไม่หนักเหมือนตอนนี้ที่เวลาทำงานก็ต้องทำอยู่ที่บ้านสั่งงานผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนส์เอา” กุลวัฒน์เล่าอย่างใจเย็นพลางมองดูอากัปกริยาของคนตรงหน้าไปด้วย

                “เฮ่อ น่าสงสารนะ ทำไมไม่ไปหาหมอล่ะมาเที่ยวจ้างคนเขาไปเฝ้ายังงี้ไม่เอาเปรียบกันเกิดไปหรอ ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาล่ะ”

                “หมอเป็นคนแนะนำให้ทำแบบนี้ครับ ให้หาเพื่อนสักคนที่ดูแลใส่ใจคุณอั๋นได้และจะดีมากถ้าเป็นผู้หญิง”

                “เอ่อ พูดไม่ออกเลยแฮะ”

                “ครับ ผมแค่คิดว่าถ้าจะขอให้คุณมาทำงานกับเราโดยไม่อธิบายอะไรเลยอย่างที่คุณอั๋นทำ คงจะไม่มีคนสติดีที่ไหนยอมนอกจากเป็นพวกหิวเงินจริงๆ และผมเชื่อว่ามีแต่ผู้หญิงที่ดูเอ่อ แข็งแรงแบบคุณเท่านั้นแหละครับที่จะทำหน้าที่นี้ได้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนตะล่อม เด็กสิบขวบยังดูออกว่าเขาพยายามล่อเธอให้เข้าไปติดกับ ยิ่งฟังยิ่งอันตรายแล้วเธอก็ไม่พวกขี้สงสารซะด้วย ไอ้เรื่องเห็นแก่เงินนั่นก็จริงอยู่แต่ให้อยู่กับผู้ชายแบบนั้นคงจะไม่ไหวแน่

                “คุณฉันพูดตรงๆ นะ ถ้าเขาเกิดบ้าทำร้ายฉันขึ้นมาจะทำยังไง ไม่เอาหรอก” หญิงสาวพูดพลางคว้าแก้วกาแฟตรงหน้ามาจิบ

                “นั่นกาแฟของผมครับ คุณบอกไม่ดื่มกาแฟ”

                “อ่อ ขอโทษ” เธอดันแก้วให้ไปอยู่ตำแหน่งเดิม ส่วนกุลวัฒน์เขาไม่ใส่ใจกับตำแหน่งของถ้วยกาแฟแต่ใส่ใจกับหน้าที่การงานของตนที่อาจจะสั่นคลอนหากทำตามคำสั่งไม่ได้ ฉายา กุลวัฒน์อะไรก็ได้ คงจะต้องพังในวันนี้

                “เรามีการ์ดเฝ้าหน้าห้องตลอดครับ ถ้ามันเกิดรุนแรงมากก็เป่านกหวีดที่เราจะให้คล้องคอคุณไว้ยามฉุกเฉิน แต่ผมยืนยันนะถึงคุณอั๋นจะอาละวาดยังไงก็ไม่เคยซ้อมใครครับ พังแต่ข้าวของ ถ้าคุณจะบาดเจ็บอาจจะเป็นของที่คุณอั๋นปาใส่มากกว่า” คำพูดของคุณเลขาทำให้แก้วกัลยาเกิดความงงว่าตกลงเขาอยากให้เธอไปทำงานนี้จริงๆ หรือกำลังพูดให้เธอไม่อยากไปอยู่กันแน่

                “ฉันขอปฏิเสธ”

                “เงินเดือนเพิ่มให้อีกหนึ่งแสนครับ” กุลวัฒน์เสนอ

                “ไม่อ่ะ” อีกคนตอบอย่างช้าๆ

                “ร้านข้าวแกงของคุณแม่ก็จะได้อัพเกรด ทำบ้านให้ใหม่ด้วยครับ หรือจะไปอยู่ที่อื่นก็ได้” เขาพูดไปทั้งๆ ที่ยังไม่ปรึกษาภาวิชญ์หรอก แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะเจ้านายเขาสั่งมาแค่ทำยังไงก็ได้ให้เอาตัวเธอมาให้ได้ ไม่ได้บอกเงื่อนไขอื่นๆ

                แก้วกัลยานิ่งงันอยู่ชั่วครู่จนอีกคนนึกดีใจที่คราวนี้หญิงสาวเริ่มไขว่เขวบ้างแล้ว

                “คุณรู้ได้ไงว่าแม่ฉันขายข้าวแกง” หญิงสาวถามขึ้นหลังจากเงียบไป

                กุลวัฒน์รู้สึกว่าตัวเองเหมือนโจรที่โดนจับได้ เป็นครั้งแรกที่เขาพูดอะไรโดยขาดสติด้วยความที่กลัวว่าจะโดนเจ้านายปลดออก และตอนนี้เขาก็ไม่มีข้อแก้ตัว

                “นี่สืบเรื่องฉันมาหมดแล้วล่ะสิ ขอบอกนะว่าถ้าคิดจะทำอะไรฉันกับแม่ฉันจะเอาเสียงที่คุณคุยกับฉันไปให้ตำรวจ” พูดจบหญิงสาวก็ดึงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำเอาเลขาหนุ่มผู้รอบครอบถึงกับหน้าถอดสีเพราะเขาไม่ทันคิดว่าหญิงสาวจะทำแบบนี้

                ฉลาดใช่เล่น...

                “ทีนี้จะบอกได้ยังว่า ไอ้คุณกษิตอยู่ที่ไหน” เจตนาที่แท้จริงของหญิงสาวถูกเปิดเผยหลังจากคุยกันมานานสองนาน กุลวัฒน์เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมเธอถึงถามโน่นถามนี่เยอะนักทั้งๆ ที่บอกว่าจะไม่รับงานนี้

                “คือผมขอเวลานอกแปปนะ” วิญญาณของเขาแทบหลุดออกจากร่าง อารมณ์เหมือนมาเข้าค่ายแต่ไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ความรู้สึกแบบนี้มันคือที่สุดแล้วและมันเป็นเรื่องที่เกินการตัดสินใจของเขาแล้ว ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามือสั่นก่อนจะกรอกเสียงแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยินลงไป

                “เอ่อ คุณอั๋นครับ”

 

 

                ภาวิชญ์ไม่ได้โมโหสติหลุดแบบที่กุลวัฒน์แอบคิด แต่เขาแค่นั่งมองแก้วกัลยาที่นั่งอยู่ที่ชุดรับแขกตัวเดิมกับที่เธอนั่งเมื่อคืนเพียงแต่เวลานี้คือตอนเย็น ทั้งสองคนนั่งมองกันโดยไม่พูดอะไรนานกว่าสิบนาทีได้ตั้งแต่เผชิญหน้ากัน บนโต๊ะที่เคยมีแจกันดอกไม้สดวางอยู่เมื่อวานตอนนี้หายไปเหลือเพียงโต๊ะเปล่าเปลือยไม่มีสิ่งของใดเลยอยู่บนนั้น

                “ตกลงคุณจะให้ฉันพบนายกษิตไหม” เป็นแก้วกัลยาที่ถามขึ้นมาท่ามกลางสงครามเงียบ

                “เขาอยู่ต่างประเทศ”

                “กลับเมื่อไหร่”

                “ไม่รู้”

                “ดี”

                “ดี”

                “ดีอะไร” หญิงสาวถามกลับ

                เขายังคงสีหน้าเรียบเฉยและไม่ตอบคำถามของเธอ เสื้อผ้าของเขาวันนี้คล้ายกับเมื่อวานคือเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวซึ่งตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไม

                “ถ้าคุณไม่ให้ฉันเจอเขาฉันจะเอาคลิปเสียงที่อัดไปแฉ ว่าซีอีโอหนุ่มเจ้าของธุรกิจนำเข้า เจ้าของสถานบันเทิงหลายแห่งป่วยเป็นโรคจิตไปทำงานไม่ได้เพราะชอบทำร้ายตัวเอง” นั่นเป็นประโยคยั่วโทสะที่ดี แต่หญิงสาวคิดว่ามันคงไม่มากพอเพราะเขาทำท่าเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

                “คุณคิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้หุ้นตกงั้นหรอ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามความคิดของเธอ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะหญิงสาวต้องการแค่ได้พบกับนายกษิต แม้ว่าตอนหลังอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ตาม

                “จะบอกให้ก็ได้ ไม่ต้องไปพบนายกษิตหรอก เพราะผมรู้แล้วว่าเขาเป็นคนเอาเงินไปเพื่อโยนความผิดให้เพื่อนของคุณ แต่เพื่อนของคุณดันเจอเงินนั่นแล้วเอามันไปจริงๆ เดิมทีเงินนั่นเป็นค่าจ้างที่จะต้องจัดหาคนดูแลให้ผมอยู่แล้ว”

                “ถ้าเอาไปทำไมเขาไม่หนีแต่แรก”

                “เขาตกลงกับผมว่าจะหาคนมาทำงานให้ผมก่อนที่จะรู้ลักษณะงาน”

                “โกหก”

                “จนคุณอาสามาเจรจาคนเดียว นั่นเป็นโอกาสให้เขาหนีเพราะผมคิดว่าคุณคือคนที่เขาหามาให้” ภาวิชญ์อธิบายตามที่เขาคิด และความคิดของเขาไม่เคยผิดเสียด้วย

                “ซับซ้อนไปไหม อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้” หญิงสาวแย้ง

                “คุณก็ดูฉลาดดีนี่ ทำไมโง่เรื่องแบบนี้ล่ะ” คำพูดนิ่มนวลแต่กลับเสียดแทงจิตใจของคนฟังได้เป็นอย่างดี

                “งั้นก็ช่วยฉันตามหาไอ้พี่เอก จะถามให้รู้ไปเลยว่าเลวจริงหรือมั่ว”

                “ผมมีทางออกที่ดีกว่านั้น” ชายหนุ่มพูดขึ้น

                “ไอ้ข้อเสนอนั่นฉันไม่เอา”

                “ผมขอเวลาแค่สามเดือน ถ้ายังไม่ดีขึ้นผมจะให้คุณออก เงินที่อเนกเอาไปผมไม่เอาคืนแล้วจะให้เงินไปตั้งตัวอีกสามล้าน” น้ำเสียงของเขาทั้งประณีประนอมและออกคำสั่งในประโยคเดียวกันจนอีกคนสับสนว่าตกลงว่าเขาต้องการขอร้องหรือจะสั่งกันแน่

                “ฉันไม่ได้ร้อนเงินขนาดนั้น แล้วก็ไม่ชอบทำงานประจำด้วย” หญิงสาวปฏิเสธทันที ทุกวันนี้ชีวิตของเธอก็มีความสุขดีอยู่แล้ว มีแม่ที่แม้จะปากจัดไปหน่อยแต่ก็ทำมาหากินรู้จักเก็บเงินเก็บทอง มีเพื่อนรักอย่างรติยา และอเนก เงินสามล้านเธอจะเอาไปทำอะไรกัน

                “แล้วคุณจะเสียใจที่พูดอย่างนั้น” ภาวิชญ์ไม่ได้พยายามเจรจาต่อแต่กลับทิ้งคำพูดที่ทำให้รู้สึกแย่เอาไว้แทน เขาเดินจากไปทันที ในขณะที่กุลวัฒน์ยังยืนใจเต้นไม่เป็นระส่ำ สายตาแบบนั้นของภาวิชญ์ทำให้เขาหวาดกลัวขึ้นมา แม้จะเก็บอาการสุดๆ แต่ด้วยความที่ทำงานด้วยมาหลายปีทำให้เลขาหนุ่มเข้าใจสถานการณ์ที่ทำให้เจ้านายต้องรีบตัดบท นั่นเพราะว่า ...อาการนั้นของเขากำลังจะมา

                “เจย์ อลัน!” กุลวัฒน์ตะโกนเรียกชายชุดดำที่ยืนอยู่หน้าบ้านสองคนเข้ามาแต่เป็นคนละชุดกับที่ไปบ้านของเอนก แก้วกัลยาได้แต่มองความวุ่นวายที่เหมือนกับพายุ ทั้งรวดเร็วแล้วน่ากลัว สองบอดี้การ์ดชุดดำรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนอย่างรู้งานก่อนจะมีอีกชุดหนึ่งวิ่งตามไปติดๆ

                “เกิดอะไรขึ้น” หญิงสาวตัดสินใจถามกุลวัฒน์

                “อาการกำเริบครับ” คนตอบหน้าซีดเผือด

                หญิงสาวเอียงคอพยายามมองขึ้นไปด้านบนแต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากพวกชายชุดดำประมานสี่ห้าคนที่ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปทำไมทั้งหมดนั่น พวกเขาจะขึ้นไปจัดการกับผู้ชายคนเดียวอย่างนั้นหรอ

                “ทำไมต้องขึ้นไปเยอะขนาดนั้น” คนสงสัยถามขึ้นอีกครั้ง

                “ช่วยกันดันประตูครับ ตอนที่อาการหนักมากๆ สามสี่คนยังเคยกระเด็นออกมาเลยครับ” กุลวัฒน์พยายามตอบอย่างใจเย็นทั้งๆ ที่มือของเขานั้นสั่นไปหมด

                ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นภาพของเจ้านายหนุ่มเวลาโกรธ และเพราะเขาเคยเห็นจึงกลัวมากที่จะพบกับใบหน้าแบบนั้น ท่าทางแบบนั้น และสายตาแบบนั้นของภาวิชญ์ มันเหมือนสัตว์ร้ายมากกว่ามนุษย์

                “พูดเป็นเล่น ผู้ชายแค่คนเดียวเนี่ยนะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบเอาแต่จ้องมองไปทางช่องบันไดอย่างใจจดจ่อ ตัวเธอเองก็ทำเช่นนั้นบ้าง จะมีอะไรน่ากลัวกว่าคนเมายาอีกล่ะ ที่ชุมชนของเธอนั้นมีให้เห็นออกบ่อย “นี่เขาจะหลุดออกมาไหม”

                “ผมจะขึ้นไปดูหน่อย ถ้าจะกลับบ้านก็เชิญกลับได้เลยนะครับ” กุลวัฒน์บอกก่อนที่จะวิ่งขึ้นบันไดไปบ้าง แม้จะกลัวแต่เขาก็อดรู้สึกที่จะห่วงภาวิชญ์ไม่ได้ ถึงเขาจะเป็นเจ้านายที่เอาแต่ใจ อารมณ์ร้ายและไม่เคยพูดกับเขาดีๆ เลยก็ตาม แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตใจที่อ้างว้างขาดความอบอุ่นเพราะคนรอบข้างนั้นรังเกียจที่จะอยู่กับเขา

                แก้วกัลยามองตามอย่างชั่งใจ ไม่คิดว่าคนพวกนี้คิดจะปล่อยก็ปล่อยเธอกลับบ้านง่ายดายเสียเหลือเกิน ไหนว่าอยากได้ตัวเธอนักไม่ใช่หรือไง ทำไมพวกเขาถึงไม่ใส่ใจได้เร็วขนาดนี้ ถ้าเธอกลับบ้านตอนนี้ก็แค่เสียเพื่อนไปหนึ่งคนกับเสียเวลาไปสองวัน แต่ถ้าอยู่ต่อนอกจากอาจจะบาดเจ็บแล้วน่าจะมีสัญญาทาสร่วมอยู่ด้วย

                แต่เธออยากเห็นนี่นาว่าสัตว์ร้ายของภาวิชญ์จะน่าเกรงขามแค่ไหน ร่างบางวิ่งขึ้นบันไดตามกุลวัฒน์ไปอย่างรวดเร็ว คฤหาสน์หลังนี้แม้ว่าจะใหญ่แต่โครงสร้างก็ไม่ได้ซับซ้อน โถงชั้นบนเปิดโล่งพอที่จะมองออกได้ว่ามีอยู่กี่ห้อง บริเวณริมสุดคือประตูที่ทุกคนกรูกันอยู่

                ไม่มีเสียงอะไรเล็ดรอดออกมาแม้แต่เสียงหายใจ หญิงสาวแปลกใจว่าทำไมทุกคนถึงแตกตื่นกันขนาดนั้น ที่ผู้ชายคนนั้นรีบขึ้นมาอาจจะเป็นเพราะปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำก็ได้ ท่าทีของเขาก็ไม่ได้ดูประหลาดผิดสังเกต

                “คุณขึ้นมาทำไม” กุลวัฒน์ถามขึ้นเมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญ

                “ฉัน ฉันแค่” ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ตอบเสียงแตกเพล้งของอะไรบางอย่างในห้องก็ดังสวนขึ้นมา เลขาหนุ่มเอาหูแนบกับประตูก่อนจะถามบอดี้การ์ดชุดดำสองคนก่อนหน้านี้ว่า

                “ทำไมมีของที่แตกได้อยู่ในนั้น” เลขาหนุ่มทำหน้าเครียดเพราะห้องนอนคือห้องที่ปลอดภัยที่สุดของภาวิชญ์ดังนั้นในห้องนี้ต้องไม่มีสิ่งของที่เป็นอันตราย

                “ไม่ทราบครับ” ชายชุดดำคนหนึ่งตอบ

                “ลองเข้าไปดูเขาหน่อยไหม” แก้วกัลยาที่ยืนเหรอหราอยู่เสนอขึ้น หลังจากนั้นเสียงดังแควกคล้ายผ้าหรืออะไรสักอย่างขาดก็ดังมาจากทางข้างในห้องอีก

                “ไม่ได้ เข้าไปไม่ได้เด็ดขาดอันตราย” กุลวัฒน์ส่ายหน้าเป็นพัลวัน

                “แล้วเขาจะจ้างพวกคุณไว้ทำไม ให้มายืนฟังอยู่หน้าห้องหรอ” เพราะอย่างนี้หญิงสาวถึงไม่ค่อยชอบพวกผู้ชายนัก ทั้งขี้ขลาดและเห็นแก่ตัว

                “จะว่ายังไงก็ตาม คุณอั๋นเป็นคนบอกเองว่าให้ปล่อยเขาไว้อย่างนั้นหากอาการกำเริบ” อีกฝั่งยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่เปิดประตูเข้าไปเด็ดขาด

                “เขาบอกพวกนายนี่ ไม่ได้บอกฉัน ถอยหน่อย” คราวนี้สาวห้าวพยายามเดินฝ่าพวกชายชุดดำที่ตอนนี้เปลี่ยนมาดันหญิงสาวที่พยายามจะเดินเข้าประตูแทนที่จะขวางประตูไม่ให้คนด้านในมีโอกาสดันประตูออกมา สองฝ่ายยื้อยุดฉุดกระฉากกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะแตกฮือเพราะแรงกระแทกประตูจากอีกทางจนบานพับกระเด็นหลุดออกไปด้านหน้า

                สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของแก้วกัลยาคือร่างของภาวิชญ์ที่โชกไปด้วยเหงือ ร่างกายท่อนบนของเขาเป็นเสื้อแขนยาวที่ฉีกขาดไปเกือบครึ่ง ผมที่เคยเซ็ทไว้เรียบร้อยอย่างทุกๆ ครั้งก็แปรเปลี่ยนเป็นยุ่งเหยิงไร้ระเบียบแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใบหน้าของเขายังคงสมบูรณ์แบบแม้ว่าสภาพจะดูไม่ได้ขนาดไหนก็ตาม

                บอดี้การ์ดสามสี่คนช่วยกันขับแขนขาของเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้ออกจากบริเวณประตูห้องแต่ก็หลายเป็นว่าทำให้ร่างสูงที่ถูกพันธนาการนั้นยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ เขาดันพวกที่เกาะแขนขาของเขากระแทกเข้ากับประตูก่อนที่ตัวเองจะพลาดล้มลงไปด้วยจากแรงเหวี่ยงของตนเองก่อนจะมองช้อนขึ้นมาบริเวณที่แก้วกัลยากับกุลวัฒน์ยืนอยู่

                เลขาหนุ่มดึงแขนของคนข้างๆ เป็นเชิงว่าควรวิ่งหนีไปได้แล้วแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะนอกจากคนข้างกายของเขาจะไม่ขยับแล้วยังสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่ยังไม่ทันลุกขึ้นมาจากพื้นในระยะห่างไม่ถึงฟุต และก่อนที่ปีศาจร้ายไร้สติจะตั้งตัวได้กำปั้นเล็กๆ ของแก้วกัลยาก็ปะทะเข้าที่กรามข้างซ้ายของชายหนุ่มอย่างจัง

                ภาวิชญ์เห็นใบหน้าของหญิงสาวเลือนรางแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร ความเจ็บปวดที่สันกรามเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกตัว จากนั้นก็ได้ยินเสียงเบาๆ ของคนตรงหน้า

                “คุณ มีสติไหมเนี่ย” เธอโบกมือไปมาอยู่ด้านหน้าของเขา

                “พิม” เขาพึมพำออกมาอย่างลืมตัวทั้งๆ ที่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่เขาเรียกชื่อ แต่ชื่อนี้ช่วยเตือนให้เขารู้ถึงตัวตนของตัวเอง ตัวตนที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถหนีพ้น แต่เขาก็ยังพยายามจะทำมันเพื่อจะได้ใช้ชีวิตเหมือนอย่างคนปกติทั่วไป

                ภาพตรงหน้าเริ่มเลือนรางจนมืด และใบหน้าของแก้วกัลยาเป็นสิ่งสุดท้ายที่ชายหนุ่มมองเห็น...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

198 ความคิดเห็น

  1. #57 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 23:12
    ชอบเรื่องนี้จัง หลงรักในความเป็นนางเอกมากเฉพาะตัวจริงๆเพิ่งเคยอ่านเรื่องแบบนี้ครั้งแรก เค้าหลงรักเลย
    #57
    0
  2. #3 ลักษณ์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 09:41
    ลุ้นมากกับเรื่องราวชีวิตของพระเอก นางเอกนี่แกร่งมากจริงๆหมัดเดียวพระเอกน็อคเลยค่ะ สนุกมากๆ ขอบคุณที่อัพให้อ่านนะคะ
    #3
    0