ตอนที่ 4 : ขอร้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    8 ก.พ. 60

พิมลดาง่วนอยู่กับการเลือกการ์ดจนลืมไปว่าอีกชั่วโมงครึ่งมีนัดกับว่าที่เจ้าบ่าวจะต้องไปลองชุดแต่งงาน มือเล็กสัมผัสกับตัวอย่างการ์ดอย่างเบามือ รู้สึกภูมิใจที่ในที่สุดก็ได้ในแบบที่ตัวเองต้องการเสียทีหลังจากเปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้ง เสียงโทรศัพมือถือดังขึ้นทำให้หญิงสาวละสายตาจากของตรงหน้าแล้วหยิบมือถือของตนเองขึ้นมา

                ยัยพลอยหญิงสาวยิ้มทันทีเมื่อพบว่าปลายสายนั้นคือใคร

                “สวัสดีว่าที่เจ้าสาว” เสียงใสพูดทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย

                “สวัสดีว่าที่เพื่อนเจ้าสาว” พิมลดาทักทายอย่างเดียวกัน นานแล้วที่เธอไม่ได้ยินเสียงของภิญญา ครั้งสุดท้ายก็คงจะเป็นตอนที่โทรไปบอกข่าวดีเรื่องของตนเองกับมอบตำแหน่งเพื่อนเจ้าสาวให้

                “ตายจริง เกือบลืมไปเลย เธอจะให้ไปลองชุดวันไหนน่ะ” ภิญญาถามขึ้นเมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องไปลองชุดเพื่อนเจ้าสาวกับเพื่อนของพิมลดาอีกหกคน ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่างานแต่งงานครั้งนี้จะใหญ่โตโอ่อ่าขนาดไหน แม้ว่าจะบินไปแต่งไกลถึงฮาวายก็ตาม

                พิมลดาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี ขณะกำลังเรียนต่อปริญญาโทอยู่ก็มีนักธุรกิจชาวไทยคนหนึ่งที่บังเอิญเรียนคลาสเดียวกันมาขายขนมจีบ แต่ก็เป็นคนเดียวกันกับว่าที่เจ้าบ่าวของเธอในตอนนี้นี่เอง ส่วนภิญญานั้นอยู่กับคุณลุงคุณป้าที่ยุโรป ระบุประเทศที่ชัดเจนไม่ได้เพราะเจ้าหล่อนย้ายไปเรื่อยไม่ได้อยู่ที่ไหนถาวรทั้งครอบครัว

                “อาทิตย์หน้า จองตั๋วให้แล้วเอาแค่ตัวมาก็พอ” พิมลดาหยอกเย้าเพื่อน

                “ได้อยู่แล้วเคลียร์คิวให้ทั้งเดือนเลย”

                “ดีจัง มากันครบๆ จะได้ถ่ายรูปด้วยกัน” อีกคนอดดีใจไม่ได้ เพราะตั้งแต่เธอตัดสินใจมาเรียนต่อที่อเมริกานั้นก็แทบไม่ได้เจอเพื่อนเก่าๆ ที่ไทยอีกเลย หรือเจอแต่ก็ไม่ครบองค์เหมือนตอนที่อยู่เมืองไทย

                “แล้วนี่...พี่อั๋น บอกเขาแล้วใช่ไหม” คำถามของภิญญาทำให้หญิงสาวที่กำลังยิ้มแย้มหยุดชะงักเมื่อได้ยินชื่อคนที่ไม่ได้เจอนานแล้ว ผู้ชายที่เป็นรักแรกของเธอ เป็นคนที่เธอเคยคิดว่าจะเฝ้ารอแค่เขาไม่ว่าจะนานแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะชอบหรือไม่เธอจะทำให้เขาหันมามอง

                แต่ดูตอนนี้สิ! เธอกำลังยิ้มแย้มและตื่นเต้นที่จะได้เข้าพิธีแต่งงานกับผู้ชายอีกคนที่ตัวเธอเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเขาคนนี้เข้ามาในชีวิตนอกจากภาวิชญ์หรือ พี่อั๋นที่ภิญญาพูดถึง

                “บอกแล้ว แต่ไม่รู้เขาจะมาไหม” เสียงของพิมลดาเจื่อนลงไปอย่างชัดเจน

                คนปลายสายได้แต่ถอนใจ เพราะเธอไม่สามารถพูดอะไรกับพิมลดาได้นอกจากแสดงความยินดีที่เพื่อนสาวจะแต่งงาน และจะมีความสุขอย่างที่หวังมาตลอด

                ภิญญาเป็นลูกพี่ลูกน้องของภาวิชญ์ แต่ถูกพ่อแม่ของชายหนุ่มขอมาเลี้ยงเป็นลูกตั้งแต่ตอนเด็ก ส่วนพิมลดานั้นเป็นเพื่อนบ้านของครอบครัวภาวิชญ์ ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านก็รู้จักคุ้นเคยกันดีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าทำให้เด็กทั้งสองบ้านพลอยสนิทกันไปด้วย แต่จะให้เรียกสนิทเสียทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวด้วยฐานะทายาทคนเดียวของเจ้าของบ้านทำให้เด็กชายต้องเรียนอยู่ตลอดเวลา ความกดดันที่จะต้องทำตัวให้เหมาะสมติดตามเขาไปทุกหนแห่ง ดังนั้นเขาจะระวังตัวเสมอไม่ยอมเล่นกับเด็กผู้หญิงสองคนแม้ว่าจะอยากเล่นขนาดไหนก็ตาม และถึงแม้จะไม่ได้ใช้เวลาวัยเด็กด้วยกันมากนักแต่ทั้งภิญญาและพิมลดาต่างก็รักและเคารพภาวิชญ์มากเรียกได้ว่าเห็นเขาเป็นพระเจ้าเลยก็ว่าได้

                โดยเฉพาะพิมลดาที่ไม่ว่าใครจะมองก็ต้องรู้ว่าความรู้สึกของเด็กหญิงจวบจนโตเป็นหญิงสาวที่มีต่อภาวิชญ์พี่ชายข้างบ้านนั้นไม่เคยแปรเปลี่ยนเป็นอื่น เป็นรักที่บริสุทธิ มั่นคง และจริงใจ จนเมื่อคนที่เธอรักกำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเธอจึงไปสารภาพรักกับเขา แต่คำตอบที่เธอได้คือ

            “พี่เห็นเราเป็นน้อง แค่นั้น”

                พิมลดาจำประโยคนั้นได้ขึ้นใจและไม่รู้ด้วยว่าหลังจากนั้นเธอร้องไห้อยู่นานเท่าไหร่ถึงจะตั้งสติได้ ก่อนหน้านี้ท่าทางของภาวิชญ์ การกระทำและคำพูดของเขาทำให้เธอเข้าใจผิดมาตลอดอย่างนั้นหรือ เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะทำท่าทางอ่อนโยนกับผู้หญิงทุกคน เพราะเธอเคยเห็นเขาโมโหใส่ผู้หญิงที่มาสารภาพรักกับเขา แต่เขาไม่โมโหเธอเลย นั่นหมายความว่าเธออาจจะยังมีโอกาส แต่หลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะพยายามติดต่อกับเขาสักเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล เขาไม่เคยสนใจข้อความ การ์ด หรือของขวัญที่เธอส่งไปให้เลย จนกระทั่งเธอตัดสินใจไปเรียนต่อก็ได้ยินข่าวว่าเขากลับไปเมืองไทยแล้ว และเมื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยเธอก็พบว่าเขาย้ายออกจากบ้าน ครอบครัวของเขาก็พากันไปอยู่ที่ต่างประเทศหมดรวมทั้งภิญญาด้วย

                น่าแปลกที่เธอยังสามารถติดต่อภิญญาได้เหมือนเดิม แต่กับภาวิชญ์นั้นเหมือนกับเขาพยายามจะหลบหน้า ไม่อยากคุย ไม่อยากเจอ แม้ว่าเธอจะถามภิญญากี่รอบคำตอบของเพื่อนสาวก็ยังเหมือนเดิมคือ พี่ชายของเธองานยุ่งมาก ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วตัวเธอเองจะคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ภาวิชญ์กับภิญญาปิดบังเธออยู่แต่พอคิดอย่างนั้นแล้วเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่คิดเข้าข้างตัวเอง จริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่อยากเจอหน้าเธอก็ได้

                “เขาต้องพยายามมาแน่ ก็จะเจอกันครั้งสุดท้ายแล้วนี่” คำพูดของปลายสายทำให้พิมลดากลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอไม่ชอบคำว่าครั้งสุดท้ายแต่ก็เกลียดความเจ็บปวดที่ต้องรอผู้ชายที่เธอรักโดยไม่รู้ว่าเขาจะหันกลับมามองเมื่อไหร่ หญิงสาวเฝ้าบอกตัวเองว่าการตัดสินใจแต่งงานครั้งนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

                “ฉะ ฉันต้องไปแล้ว พี่นาถมารับแล้ว แค่นี้ก่อนนะพลอย” เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากเพื่อนหญิงสาวก็กดวางสายทันทีก่อนที่เพื่อนสาวจะรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้ ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องใช้ความกล้ามากขนาดไหนที่ต้องโทรไปหาเขาทำน้ำเสียงเหมือนกำลังมีความสุขหลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายปี

                เธอทำได้ดี... อย่างน้อยก็ตอนนี้

                กัมปนาถว่าที่เจ้าบ่าวของพิมลดาเปิดประตูเข้ามาเจอคนรักนั่งอยู่ในสภาพที่ดูไม่ดีนัก ขอบตาของเธอแดงก่ำเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาดๆ เขาเลือกที่จะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะรู้อยู่แล้วว่าหากหญิงสาวร้องไห้เมื่อไหร่นั้นมีอยู่เรื่องเดียว

                ผู้ชายคนนั้น พี่ชายของภิญญา

                ตัวเขาเองนั้นเคยพบภิญญาเพียงครั้งหรือสองครั้งตอนที่เพื่อนของคนรักบินมาเยี่ยม ก่อนหน้านั้นเขารู้เพียงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของพิมลดา แต่ทุกครั้งที่ภิญญากลับไปหรือโทรมาคุยแล้ววางสายไปคนรักของเขาก็มีอาการแบบนี้ทุกครั้งแทนที่จะดีใจที่ได้เจอหรือคุยกับเพื่อนแต่กลับเอาแต่ร้องไห้ ก่อนที่จะคบหากันเป็นคนรักเขาตามจีบหญิงสาวอยู่นานถึงสามปี คบกันอีกสองปี ขอแต่งงานอีกเจ็ดครั้งกว่าเธอจะยอมใจอ่อน ก่อนที่จะตกลงปลงใจกันหญิงสาวก็สารภาพถึงเหตุผลที่ว่าทำไมถึงได้ใจแข็งและไม่เคยยอมรับใครเข้ามาในชีวิตเลยทั้งๆ ที่ทั้งหน้าตาและนิสัยของเธอก็สมบูรณ์พร้อม คำตอบนั้นไขข้อข้องใจของเขาได้เป็นอย่างดีถึงเหตุผลที่ว่าทำไมเพื่อนที่ชื่อภิญญาถึงมีอิทธิพลกับอารมณ์ของเธอนัก

                เพราะภิญญาทำให้นึกถึงผู้ชายที่เป็นรักแรกและรักเดียวของพิมลดาที่ไม่เคยสมหวังเลย ผู้ชายที่ไม่เคยแม้แต่จะรับเพียงมิตรภาพฉันท์พี่น้อง เขาอยากรู้นักว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนแบบไหนกันถึงได้กล้าปฏิเสธผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างว่าที่เจ้าสาวของเขาได้

 

                “กรามร้าว!!!” เสียงดังแปดหลอดของแก้วกัลยาทำให้คนอื่นพลอยสะดุ้งไปด้วย หญิงสาวนั่งอยู่บนเตียงข้างๆ กับร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่เหมือนเป็นญาติสนิททั้งที่เพิ่งจะกันได้แค่สองวันเท่านั้น

                “ฉันว่าฉันไม่ได้ต่อยแรงนะ กระดูกอ่อนจริงๆ” เธอส่ายหน้าไปมาเหมือนว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง แต่เป็นชายหนุ่มที่นอนกรามร้าวอยู่นั่นเองที่ผิด

                “ยังไม่ถึงกับร้าวครับ แค่เกือบ แต่น่าแปลกใจนะครับ ปกติเวลาคุณอั๋นอาการกำเริบไม่มีใครห้ามได้” หมอสุดหล่อพูดอย่างใจดี ก่อนที่จะทำท่าจะเก็บข้าวของออกไป จากที่หญิงสาวเห็นเขาแค่มาทำแผลเท่านั้นไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับอาการของชายหนุ่มนอกจากกรามของเขาร้าว

                “หมอ เขาไม่บอบช้ำภายในอะไรใช่ไหม” หญิงสาวถามขึ้นอย่างเป็นห่วง แต่ไม่ใช่ชายหนุ่มที่เธอห่วงแต่เป็นตัวเองต่างหากที่อาจจะโดนคดีทำร้ายร่างกายได้หากเขาเป็นอะไรมากขึ้นมา แต่ก็นะถ้าจะพูดให้ถูกเธอต่างหากที่ช่วยเขาเอาไว้ไม่งั้นคงจะเอาหัวโขกกำแพงจนตัวตายแบบที่เห็นในหนังแน่

                “ผมเป็นจิตแพทย์ แล้วก็คุณต่อยกรามนะครับ เขาจะบอบช้ำภายในได้ยังไง” คนเป็นหมอตอบนิ่งๆ

                หญิงสาวสะอึก! เงียบไปในบัดดล หมอย้อนเธอได้เจ็บแสบยิ่งกว่าแอลกอฮอลล์ล้างแผล

                “ดูแลเรื่องจิตใจดีกว่าครับ ตอนนี้เขาเริ่มเป็นมากขึ้นแล้ว ยาที่ให้ก็ช่วยไม่ได้มาก ไม่ทราบว่าตอนนี้คำแนะนำที่หมอให้ไปได้ปฏิบัติตามกันหรือยังครับ” เสียงเงียบของทุกคนยืนยันได้อย่างดีว่า ยัง รวมถึงตัวปัญหาที่นั่งอยู่ข้างเตียงอย่างลอยหน้าลอยตา ไม่มีใครรู้ว่าเจตนาของเธอคืออะไรกันแน่ ช่วย หรือ ไม่ช่วย

                “ไอ้เรื่องที่ให้หาผู้หญิงมาเป็นทาสอารมณ์นั่นน่ะนะ” แก้วกัลยาพูดขึ้น

                “คุณผู้หญิงเป็นญาติหรือครับ” หมอหันไปถามกุลวัฒน์เลขาหนุ่มที่มักจะเป็นผู้ติดต่อเขาบ่อยๆ เรื่องการรักษาของภาวิชญ์

                “เปล่าครับ” กุลวัฒน์ตอบ

                “ถ้าไม่ใช่ผมขออนุญาตไม่ตอบ”

                แก้วกัลยากัดริมฝีปากล่างแน่นนึกหมันไส้หมอหนุ่มที่ตั้งแต่เข้ามาก็เอาแต่พูดจาไม่เข้าหู จริงอยู่เธอไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรของเขา แต่อย่างน้อยเธอก็ช่วยไม่ให้เขาอาละวาดใส่คนของตัวเอง แถมจะได้ไม่ต้องบาดเจ็บจากการทำร้ายตัวเองอีกด้วย

                “เธอเป็นผู้หญิงที่จะมาดูแลคุณอั๋นครับ” เลขาหนุ่มพูดขึ้นในขณะที่หญิงสาวที่เขาหมายถึงเบิกตากว้างอย่างตกใจไม่คิดว่าจะโดนมัดมือชก แต่ก็เลือกที่จะเงียบเพราะอยากรู้ว่าตาหมอปากเสียนี่จะพูดอะไรเกี่ยวกับอาการของชายหนุ่มอีก

                “ที่แนะนำไปคือญาตินะครับ ควรเป็นญาติสนิทผู้หญิงหรือคนที่รู้จักกันมาพอตัว เพราะถ้าไม่คุ้นเคยผมเกรงว่าคนไข้อาจจะทำร้ายเอาได้ หรือไม่ก็โดนทำร้ายแทน” คำพูดละมุนละไมจากปากสวยได้รูปยิ่งกว่าผู้หญิงนั้นเกือบจะช่วยให้หญิงสาวชอบหมอมากขึ้น แต่ดูจากประโยคสุดท้ายเธอคงโง่มากหากคิดว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ด่าเธอ

                กุลวัฒน์อยากจะขำแต่เขาไม่มีอารมณ์จะตลก ที่ผ่านมาไม่มีใครใช้กำลังกับภาวิชญ์เวลาโกรธไม่ใช่เพราะว่าทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขาเป็นเจ้านาย ใครจะกล้าเดินเข้าไปต่อยจนกรามพังเหมือนที่หญิงสาวคนนี้ทำ และเขากำลังรอดูผลลัพท์อยู่ว่าจะออกมาเป็นบวกหรือลบ

                “หมอ ถามจริงข้องใจอะไรกับฉันหรือเปล่า” ตอนนี้แก้วกัลยาไม่ได้สนใจเรื่องอาการของภาวิชญ์เท่าไหร่นัก เธอสนใจมีเรื่องกับหมอมากกว่า คำพูดของเขาอาจจะทำให้โดนกระทืบง่ายๆ หากอยู่ในชุมชนเดียวกันกับเธอ

                “เปล่าครับ ถ้าคุณเป็นคนดูแลคุณอั๋นจริง ผมคงต้องบอกให้หาวิธีใหม่ในการจัดการกับคุณอั๋นเวลาโกรธนะครับ ไม่งั้นคุณอั๋นคงจะไม่มีขากรรไกรไว้เคี้ยวข้าวแน่นอน” คำพูดของเขาเหมือนจะติดตลกแต่เจ้าตัวกลับไม่ได้แสดงท่าทางว่ามันน่าขัน บุคลิกที่ขัดแย้งแบบเขาทำเอาหญิงสาววางตัวไม่ถูกว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูดี

                “แล้วจะให้ทำยังไง” อีกคนถามกลับทันที

                “ก็ละมุนละม่อมหน่อยครับ ลองคุยก่อน” ยังไม่ทันที่หมอจะพูดจบประโยคอีกฝ่ายก็สวนขึ้นมาทันควัน

                “หมอมาคุยเองไหมล่ะ เอาไหม นี่คุณกุลตอนเจ้านายของคุณบ้าขึ้นมาโทรหาหมอนะ ฉันจะกลับบ้านและ ลาก่อน” หญิงสาวพูดแค่นั้นก่อนจะหันหลังเตรียมจะลุกขึ้นจากเตียงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อันที่จริงเธอก็ไม่ใช่คนมีน้ำใจเท่าไหร่ แต่ที่อยู่จนถึงตอนนี้ก็เพราะว่าเห็นมันเป็นเรื่องแปลกดี หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า สาระแนนั่นแหละ

                “ทำไมฉันรู้สึกเจ็บขนาดนี้” ทันทีที่รู้สึกตัวคนบนเตียงก็พึมพำออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตา

                “ขากรรไกรล่างคุณโดนชกอย่างแรก ต้องเจ็บเป็นธรรมดาครับ” หมอตอบ

                เมื่อได้ยินคำตอบของหมอเขาก็เงียบไป ไม่แม้แต่จะถามถึงตัวต้นเหตุที่เป็นคนชกเขา สักพักหนึ่งก็พูดขึ้นมาเบาๆ ว่า “กลับไปกันให้หมดฉันอยากนอน”

                แก้วกัลยารู้สึกว่าตัวเองรอดตัว บางทีเขาอาจจะนึกขอบคุณเธออยู่ลึกๆ ที่ช่วยให้เหตุการณ์วุ่นวายสงบเร็วขึ้น เมื่อเห็นโอกาสหญิงสาวที่เป็นคนแรกที่เตรียมลุกออกจากเตียงของเขา

                “คุณไปไม่ได้นะ คุณเป็นคนดูแลคุณอั๋น” กุลวัฒน์ว่าพลางเอาตัวเข้าขวางไม่ให้หญิงสาวเดินออกไป

                “สมองคุณกระทบกระเทือนหรือเปล่า ฉันจำไม่ได้ว่าไปสัญญาอะไรตอนไหน” แก้วกัลยาพูดถูกทุกอย่าง เธอไม่ได้เอ่ยออกมาสักคำว่าจะทำ แต่อีกฝ่ายก็หาได้สนไม่เพราะถือว่าการที่หญิงสาวไม่ได้ก้าวออกไปจากคฤหาสน์ตั้งแต่ตอนที่ภาวิชญ์ให้ออกนั่นก็ถือเป็นการตกลงแล้วสำหรับกุลวัฒน์

                “คุณเป็นคนไม่มีสัจจะเลยนะครับ” ไม่ใช่เลขาหนุ่มแต่เป็นหมอที่แทรกขึ้นมาอีกครั้ง

                “คุณหมอก็ไม่มีมารยาทเลยนะคะ” เธอพูดจาร้ายกาจแต่หมอกลับหัวเราะในลำคอน้อยๆ แล้วยิ้มให้เสมือนว่าเธอทำดีแล้วอย่างนั้น “คุณด้วย! เงินเยอะมากก็ไปจ้างพวกโคโยตี้ที่ทำงานอยู่ในผับคุณสิ มายุ่งย่ามอะไรกับฉันนักหนา”

                ภาวิชญ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกสงสัยว่าทำไมคนพวกนี้ต้องมายืนเถียงกันอยู่ในห้องนอนของเขาทั้งๆ ที่เขาไล่แล้วก็ยังไม่มีใครยอมไป กลับเถียงกันไปมาจนน่าปวดหัว

                “ออกไปกันให้หมด ผมหนวกหู” ภาวิชญ์พูดขึ้นมาอย่างเหลืออด

                “ฉันไม่ไป” หญิงสาวคนเดียวในห้องพูดขึ้น

                “อ้าว!” กุลวัฒน์ร้องด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่าคนที่อยากจะออกไปเมื่อครู่นี้กลับเปลี่ยนใจกะทันหันแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ตอนแรกเขาคิดว่าจะมีแต่เจ้านายของเขาเสียอีกที่อารมณ์แปรปรวนหาตัวจับยาก

                “ฉันจะนั่งอยู่ตรงนี้ที่ห้องนี้จนกว่าจะได้พบกับนายกษิต” ความรั้นของแก้วกัลยาทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงอยากจะกระชากร่างบางนั้นลงมาแล้วบีบคอเธอซะ ข้อหาพูดไม่รู้เรื่อง แถมยังอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งกว่าเขาที่เป็นคนป่วยเสียอีก

                “ผมบอกคุณไปแล้ว” ชายหนุ่มพยายามใจเย็น ร่างกายของเขาตอนนี้อยากจะพักผ่อนมากกว่าจะพูดคุยกับใคร เขาเหลือเวลาอีกไม่นานกับการต่อสู้กับโรคประหลาดนี้ ไม่ว่าแก้วกัลยาจะสามารถช่วยเขาได้หรือไม่ตอนนี้เขาปลงเสียแล้ว เขาคงต้องเสียพิมลดาไปตลอดกาลทั้งๆ ที่ยังไม่เคยบอกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองไปเลยสักครั้ง

                “ถ้างั้นช่วยอยู่ไปก็แล้วกันนะครับ” กุลวัฒน์ว่าก่อนจะเดินนำหมอออกไปจากห้องทิ้งให้เจ้านายและหญิงสาวอยู่กันตามลำพังโดยที่เจ้านายของเขายังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไรเสียงประตูก็ปิดดังปัง

                ความเงียบเข้าครอบงำเมื่ออีกคนแทบไม่มีแรงจะพูดอะไรแถมยังเจ็บบริเวณขากรรไกรอย่างสาหัส ไม่รู้ว่าผู้หญิงบ้าคนนี้เป็นผู้หญิงประเภทไหนถึงได้หมัดหนักขนาดนี้ เขาค่อยๆ ฝืนลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าสภาพของคนที่ทำร้ายร่างกายของเขานั้นมอมแมมเหมือนลูกสุนัขจรจัด

                “นี่...” หญิงสาวเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ขอโทษนะที่ชกหน้าน่ะ ไม่คิดว่าจะแรงขนาดนั้นหรอกแค่อยากให้คุณสงบ”

                แก้วกัลยาได้ยินแต่เสียงถอนลมหายใจตอบกลับมา ตอนนี้เขานอนหันหลังไปอีกฝั่งหนึ่ง แผ่นหลังของเขาดูกว้างว่าที่คิด ยิ่งมองก็ยิ่งเกิดความรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก นี่สินะที่พวกผู้หญิงเขาชอบผู้ชายกัน เพราะดูเหมือนว่าความแตกต่างทางร่างกายแบบนี้จะสามารถสร้างความอุ่นใจและสุขใจให้ได้

                “คุณกลับไปเถอะ” เสียงของเขาแผ่วเบา ไม่ได้ทรงอำนาจและหนักแน่นอย่างที่ผ่านมา บางอย่างที่น่ากลัวในตัวของเขากลับกลายเป็นน่าเวทนา หากเขาทำสุ่มเสียงแบบนี้ในตอนที่คุยกันครั้งแรกเธออาจจะยอมใจอ่อนยอมเป็นคู่ซ้อมให้เขาก็ได้

                “ฉันไม่ได้ใจดำหรอกนะ ฉันรู้ว่าคุณมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ทำไมถึงคิดว่าต้องเป็นฉันล่ะ จะบอกให้นะฉันน่ะไม่ได้มีดีอะไรเลย ทั้งกินเหล้า เข้าบ่อนเล่นไพ่ เถียงแม่บ่อยๆ เรียนก็ไม่ยอมเรียน แถมยังใช้เงินเก่ง ปากไม่ดี นิสัยเสียอีก” ไม่บ่อยหนักที่แก้วกัลยาจะขุดประวัติของตัวเองมาแฉขนาดนี้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เธออยากให้เขารู้ว่านอกจากโรคที่เขาเป็นอยู่ เรื่องอื่นเธออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

                ยัยเด็กคนนี้กำลังปลอบใจเขางั้นหรอ? ภาวิชญ์พยายามปิดตาแล้วตั้งใจฟังเสียงที่พูดอยู่ด้านหลังต่อไป ถ้าไม่ติดว่าเขาเห็นว่าเป็นเธอแล้วล่ะก็ เขาอาจจะคิดว่าตัวเองกำลังนอนฟังนกแก้วพูดอยู่ ทั้งๆ ที่มันน่ารำคาญเมื่อผู้หญิงแปลกหน้าที่เจอกันได้แค่สองวันมานั่งร่ายประวัติความชั่วของตัวเองให้เขาฟัง แต่มันกลับทำให้เขาผ่อนคลายอย่างประหลาด เขารู้สึกง่วงโดยที่ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ

                “คุณๆ นี่หลับแล้วหรอ” หญิงสาวพยายามเขย่าตัวของชายหนุ่มตรงหน้า เมื่อพบว่าเขาหลับไปแล้วเธอก็ถอนหายจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยื่นหน้าไปมองที่ใบหน้าที่หันไปอีกฝั่งของชายหนุ่ม

                เขาเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดที่เธอเคยเจอ และมันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกก็เธออาศัยอยู่ในชุมชนแออัด ผู้ชายส่วนมากก็พวกขี้ยาผอมหัวโต หรือไม่ก็อ้วนฉุหัวเล็กนิดเดียว ตาหูคิ้วจมูกปากก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ถูกที่ ไม่เหมือนใบหน้าของภาวิชญ์ ทั้งๆ ที่มีตาหูคิ้วจมูกปากเหมือนกันแต่กลับน่ามองอย่างประหลาด นี่สินะผู้ชาย...หล่อ!

                “แล้วฉันจะกลับบ้านยังไงเนี่ย” เมื่อหลุดจากความหล่อของเจ้าของห้องมาได้แก้วกัลยาก็พบว่าเธอเหลืออยู่ตัวคนเดียวในคฤหาสน์ ที่นี่ไม่มีแม้แต่คนรับใช้สักคน หมาสักตัวยังไม่มี และที่สำคัญเธอง่วงมากจนไม่อยากกลับบ้าน ไหนจะแอร์เย็นๆ ที่ชวนให้เคลิ้มนี่อีก

                “เอาวะ ไหนๆ ก็มอบตำแหน่งผู้ดูแลให้แล้วขอสักคืนแล้วกัน” จากนั้นหญิงสาวก็จัดแจงค้นหาเสื้อผ้าของชายหนุ่มที่ตัวเธอพอจะใส่ได้แล้วจัดแจงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ พอเดินออกมาก็ต้องคิดหนักอีกเพราะแม้บ้านหลังนี้จะใหญ่แต่จากที่ไปเดินสำรวจมามีห้องนอนนี้ห้องเดียวที่ถูกเปิดใช้ อีกอย่างบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ใครจะกล้านอนคนเดียว

                หญิงสาวสั่นหัวแล้วเดินตรงไปยังเตียงนอนก่อนจะซุกตัวลงที่นอนด้านข้างของชายหนุ่มอย่างไม่เคอะเขิน บอกกับตัวเองในใจว่าเขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากอเนกนักหรอก เมื่อก่อนเธอก็เคยนอนกับอเนกบ่อยๆ ตอนสมัยเรียน จะมีต่างหน่อยก็แค่เขาหล่อแต่เอนกเพื่อนรักรุ่นพี่ของเธอมันหน้ายับเหมือนรถทับมาก็เท่านั้นเอง

                “ถ้าลุกขึ้นมาอาลาะวาดละก็ กรามอีกข้างแตกแน่” เธอกระซิบเข้าที่ข้างหูของเขาก่อนจะเขยิบไปฝั่งที่นอนของตัวเองแล้วหลับตาอย่างสบายใจ พรุ่งนี้เธอจะตื่นแต่เช้าแล้วออกไปก่อนที่เขาจะรู้ตัว

 

                สิ่งแรกที่ภาวิชญ์เห็นหลังจากตื่นขึ้นมาคือร่างของผู้หญิงประหลาดที่ชกหน้าเขา ที่น่าแปลกก็คือเขาคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นความฝัน และตอนนี้เขาก็ตื่นขึ้นมาแบบไร้รอยขีดข่วนเพิ่มเติม สภาพห้องนอนอยู่ในระดับปกติยกเว้นประตูห้องที่ถูกวางปิดไว้กับกรอบประตูแบบหลวมๆ

                ดวงตาคมไล่สายตาไปยังร่างข้างกายที่ยามนี้ดูเหมือนผู้หญิงมากกว่าสองวันที่ผ่านมา อย่างน้อยเธอก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ซ้ำยังเป็นเสื้อผ้าของเขาเสียด้วย

                ทุกอย่างเหมือนความฝันไปหมด ยกเว้นความเจ็บปวดตรงกรามข้างซ้าย เขาพยุงตัวลุกขึ้นพยายามเอาร่างกายที่ร้าวรานจากอะไรสักอย่างซึ่งเขาเองก็จำไม่ได้ไปยังห้องน้ำ เมื่อเห็นตัวเองในกระจกเขาก็แค่นยิ้มออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อเพราะเช้าวันนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นวันแรกในรอบสิบเจ็ดปีที่เขารู้สึกว่าตัวเองปกติ

                “พิม รอพี่หน่อยนะ” เขาพูดกับตัวเองในกระจกก่อนที่จะได้ยินเสียงบิดแกร๊กที่ประตู เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นร่างบางที่เมื่อครู่ยังหลับอยู่บนเตียง เธอจ้องหน้าเขาไม่หลบตา ไม่เคอะเขินหรือดูมีคำถามอะไรที่อยากจะถาม บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะคิดตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นผู้ชายถึงได้มานอนอยู่ข้างเขาได้

                “เอ่อ...พอดีอยากเข้าห้องน่ะ”

                “ทำไมยังอยู่ที่นี่” เขาถาม

                “ก็บ้านนี้ไม่มีใครอยู่สักคน คุณอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง อีกอย่างคุณป่วยอยู่ฉัน...”

                “ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวล ถ้าคุณไม่อยากรับงานของผมก็ควรอยู่ให้ห่างผม” ชายหนุ่มแทรก

                “เข้าใจแล้ว ตอนนี้ขอเข้าห้องน้ำก่อน เสร็จแล้วจะไปอย่างไว พอใจยัง!” แก้วกัลยาเกิดหมันไส้คนตรงหน้าขึ้นมากระทันหัน นอกจากเขาจะไม่ขอบคุณและทำท่าซึ้งน้ำใจเธอแล้วยังมาทำท่าเหมือนว่าเธอเป็นคนผิดที่มาเดินลอยชายอยู่ที่นี่   

                ชายหนุ่มมองด้วยสายตานิ่งก่อนจะเดินออกไปปล่อยให้อีกคนทำธุระส่วนตัว เขาเดินกลับเข้ามาในห้องแล้วนั่งลงบนเตียงโดยสายตาจับจ้องไปที่ประตูห้องน้ำเหมือนกำลังคิดบางอย่างอยู่จากนั้นก็หยิบมือถือที่วางอยู่โต๊ะข้างเตียงขึ้นมาแล้วโทรหาเลขาส่วนตัวทันที

                “กุล เลื่อนประชุมวันนี้ไปก่อน” เขาพูดแค่นั้นโดยที่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม และกุลวัฒน์ก็รู้ดีว่าไม่ควรถามหาเหตุผลเพราะเจ้านายของเขานั้นไม่เคยมีให้อยู่แล้ว

                ร่างสูงเอนตัวนอนลงบนเตียงพอดีกับที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอจ้องมองเขาอยู่สักพักแล้วตัดสินใจไม่พูดอะไร เสื้อผ้าของเธอตอนนี้เปลี่ยนเป็นชุดเดิมกับเมื่อคืนแล้ว แม้สภาพมันจะยับเยินจนไม่อยากจะจับมาใส่แต่ก็ต้องใส่เพราะไม่อย่างนั้นเธอคงต้องแก้ผ้ากลับบ้าน คุณนายสุดาคงไม่ชอบใจเป็นแน่หากเกิดเรื่องอย่างนั้น

                “ฉันจะกลับแล้วนะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้น

                “ผมจะขับรถไปส่ง” อีกฝ่ายพูด

                แก้วกัลยาชะงักไปชั่วครู่ไม่คิดว่าเขาจะอาสาไปส่ง ปกติคนรวยในละครทีวีมักจะบอกว่า หล่อนช่วยออกไปจากบ้านฉันด้วย นังเด็กสลัมอะไรประมาณนั้นไม่ใช่หรือไง แล้วจากที่สังเกตมาตั้งแต่ต้นชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนที่ใกล้เคียงกับคำว่า สุภาพบุรุษเลยสักนิด

                “ยืนคิดอะไรอยู่” เขาถามทำลายความเงียบ

                “เปล่า ไม่ต้องไปส่งหรอก ฉันกลับเองได้ คุณพักผ่อนเถอะ” ที่พูดไม่ใช่เพราะว่าเกรงอกเกรงใจอะไรเขาหรอก แต่ที่เธอเป็นห่วงคือชีวิตตัวเองมากกว่า คนมีอาการแบบเขาไม่น่าจะสามารถขับรถอย่างปลอดภัยแน่

                “ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ คิดว่าตัวเองยังเอาไม่รอดแล้วจะรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้ยังไงใช่ไหม” เขาพูดเสียงเรียบและเธอรู้สึกได้ถึงความเศร้าในนั้นด้วย

                คุณคนรวยคนนี้น่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก เขาอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่โดยที่แม้แต่นกสักตัวยังไม่กล้าบินเข้ามา ตอนแรกเธอคิดว่าเขาก็แค่ผู้ชายมีเงินที่อวดดีและชอบดูถูกคนอื่น อยากได้อะไรก็เอาเงินซื้อ แต่พอเห็นอย่างนี้แล้วก็อดที่จะเห็นใจไม่ได้

                “คิดถูกแล้วล่ะ ผมมันรับผิดชอบใครไม่ได้หรอก รออยู่นี่นะจะให้กุลเรียกแท็กซี่ให้” เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแต่ยังไม่ทันจะทำอะไรก็ถูกมือเล็กดึงโทรศัพท์ออกจากมือ

                “นี่ใครบอกว่าฉันจะกลับแท็กซี่ แพงจะตาย ขืนคุณนายสุดาเห็นล่ะก็โดนด่ายาว” พูดจบเธอก็ยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้ชายหนุ่ม

                “ฉันไปนะ เอ่อแล้วก็...” หญิงสาวอ้าปากยังไม่ทันที่จะพูดจบก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบริเวณใกล้กับตำแหน่งเหมือนกับจะเป็นที่วางทีวีแต่ตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่เลย

                “อันนั้นใช้ไม่ได้แล้วใช่ไหม” เธอชี้นิ้วไปยังของบางอย่างที่ร่วงอยู่บนพื้น

                เมื่อเห็นว่าเป็นอะไรชายหนุ่มก็ตอบทันที “คิดว่าไม่”

                “งั้นขอได้ไหม”

                “เอาไปสิ” แม้จะแปลกใจนิดหน่อยแต่เขาก็อนุญาต

                “จริงๆ คุณนี่นิสัยดีกว่าที่คิดนะเนี่ย” คำเยินยอของเธอทำให้เขารื่นหูแม้จะรู้ว่าเป็นเพราะสิ่งของที่อีกฝ่ายอยากได้ก็ตาม เดิมทีของในห้องนี้ไม่ค่อยมีความหมายอะไรนักเพราะอยู่ไม่นานก็มักเสียหายอยู่เสมอ นานเข้าจึงจัดใหม่ให้เหลือเพียงเตียงนอนกับของที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนของที่หญิงสาวอยากได้นั้นเป็นของที่เขาเพิ่งนำมาไว้ในห้องนอนไม่นานและก็ดูเหมือนว่ามันจะเสียหายจากเหตุการณ์เมื่อคืนไปเรียบร้อยแล้ว

                “คุณจะเอาไปทำอะไร” เขาถามขึ้นเพราะคิดว่าของที่เสียแล้วไม่น่าจะเอาไปทำอะไรได้

                “เกมทำอะไรได้นอกจากเล่นล่ะ”

                “มันพังแล้ว”

                “ฉันซ่อมได้”

                ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น เขาไม่มีพี่น้องมีแต่ภิญญาลูกพี่ลูกน้องที่พ่อแม่ของเขารับมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก แม้ไม่ใช้สายเลือดเดียวกันแต่ก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ ตอนที่ยังเป็นเด็กเขาก็มีโอกาสได้เลี้ยงภิญญาอยู่บ้าง มันไม่ง่ายเลยเมื่ออีกฝ่ายเป็นเด็กผู้หญิงและเขาเป็นเด็กผู้ชายที่ต้องคอยเดาใจเด็กผู้หญิงว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

            “รับข้อเสนอของผมเถอะ”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

198 ความคิดเห็น

  1. #58 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 23:28
    คือทำไมอ่านแล้วรู้สึกน่ารัก.. ที่พระเอกอยากหายเพราะจะไปสารภาพรักกับพิมใช่มั้ย
    #58
    0
  2. #4 ลักษณ์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:32
    นึกภาพพระเอกนางเอกรักกันไม่ออกเลยค่ะ จะรักกันได้ยังไงน้ออ ลุ้นๆ
    #4
    0