ตอนที่ 5 : ตัดสินใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1049
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    12 ก.พ. 60

                 นางสุดานั่งจ้องลูกสาวของตนที่นั่งอยู่ชานบันไดไม่วางตาเพราะตั้งแต่หายไปตั้งแต่เมื่อวานก็รวมเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน นอกจากจะไม่ได้คำตอบอะไรแล้วเจ้าของเรื่องยังมานั่งถอนหายใจไม่สนใจคำด่าอะไรก็ตามที่หลุดออกจากปากของผู้เป็นแม่สักนิด

                “นังแก้ว เอ็งท้องหรอวะ”

                “อื้ม” อีกฝ่ายพยักหน้าตามเหมือนโดนสะกดก่อนจะสะบัดศีรษะอย่างแรงก่อนจะร้องออกมาว่า “บ้า!! แม่ ฉันจะท้องได้ยังไง”

                “อ้าวไม่รู้นี่ เห็นทำหน้าเหมือนมีปัญหาชีวิต”

                “โอ้ย ยังไงปัญหาชีวิตของฉันไม่เกี่ยวกับเรื่องท้องหรือเรื่องมีผัวแน่” คำตอบอันชัดเจนของลูกสาวทำให้อีกฝ่ายเบะปากขึ้นมาด้วยความหมันไส้ สิ่งที่นางไม่อยากได้ยินที่สุดที่จะออกจากปากลูกคนนี้คือ แม่ นี่เมียฉันถ้าจะให้เลือกจริงๆ นางยอมมีหลานที่ไม่มีพ่อดีกว่าจะวงจรชีวิตสั้นกุดเพราะลูกสาวคนเดียวไม่คิดจะมีสามี

                “แล้วนี่ไอ้เอกมันติดต่อมาบ้างไหม บ้านช่องไฟไหม้วอดวายตัวมันหายไปไหนวะ” อีกคนเปรยขึ้นมาด้วยความอยากรู้ เพราะอเนกสนิทกับแก้วกัลยามาตั้งแต่ไหนแต่ไรเป็นไปไม่ได้ที่จะหายไปเลยโดยที่ไม่บอกอะไร

                “ไม่ได้โทรมาเลย” อีกคนตอบด้วยท่าทางเหนื่อยๆ จากวันนี้ไปเธอจะเลิกหมกหมุ่นเรื่องของอเนกแล้ว สิ่งที่เธอต้องคิดตอนนี้คือเรื่องของตัวเอง ทันใดนั้นเจ้าตัวก็เบิกตากว้างเหมือนกับว่าหลงลืมอะไรบางอย่างไป

                “เฮ้ย! ฉันนัดกับเพลงเอาไว้ตอนเช้าอ่ะแม่” ไม่พูดเปล่าเธอลุกพรวดขึ้นมามองดูนาฬิกาข้างฝาบ้านก็พบว่านี่เป็นเวลาสายมาแล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนสาวก็พบว่าอีกฝ่ายปิดเครื่อง

                “เพลงคงไม่ได้งอนนะเนี่ย”

                นางสุดาเบะปากอีกครั้งก่อนจะเดินหนีออกไปหน้าบ้านซึ่งเป็นที่สำหรับขายข้าวแกงแทนที่จะนั่งมองลูกสาวที่ทำตัวเหมือนคนบ้าเพราะสาวไม่รับโทรศัพท์

                “ฉันไปบ้านเพลงก่อนนะแม่”

                “ไปก่อนสิแล้วค่อยมาบอกข้าพรุ่งนี้” คนเป็นแม่ประชดก่อนจะหันไปตักข้าวแกงให้ลูกค้าข้างหน้าโดยไม่ได้สนใจลูกสาวอีก ไม่ใช่ว่าไม่ชอบรติยาหรือว่าอะไร แต่แค่ไม่ปลื้มที่ลูกสาวของตนยึดติดกับเพื่อนคนนี้มากจนเกินงาม ไหนจะเงินทองที่ทำงานมาได้หรือเล่นมาได้ส่วนใหญ่ก็ส่งให้เพื่อนสาวหมดด้วยเหตุผลที่ว่า เพลงเค้าลำบาก น่าสงสารก็จริงอยู่ที่นางวรรณมารดาของรติยานั้นไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราว ติดเหล้าเมาทุกวัน มีพ่อเลี้ยงก็เป็นนักเลงเกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ลูกสาวของตนจะต้องมารับผิดชอบทั้งหมดนั่นเพียงแค่เพราะเป็น เพื่อนสนิท

                “เวรกรรมของกู” เสียงบ่นพึมพำทำให้ลูกค้าที่ยืนรออยู่ยิ้มกริ่ม

                “แหมสุดา เอ็งน่ะเลี้ยงมันตามใจน่ะสิ”

                “ตามใจอะไร นี่ก็ด่ามันเช้าเย็น ไม่รู้ชาติไหนจะเข้าหู”

                “เออ แล้วนี่เค้าลือกันให้แซดนะว่าลูกสาวนังวรรณน่ะมีเสี่ยเลี้ยง เห็นมีรถหรูมาส่งข้างหน้าโน่น” อีกฝ่ายว่า

                “ไปเอามาจากไหน จำคนผิดหรือเปล่า เพลงมันก็ดูเรียบร้อยดีนี่จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง”

                “หืม เอ็งนี่มองโลกในแง่ดีจังนะ มีแม่อย่างนังวรรณ ไม่ยากหรอกที่ลูกมันจะแรดน่ะ” บทสนทนาจบลงแค่นั้นเพราะนางสุดาไม่ใคร่จะเสวนาต่อเพราะรู้อยู่ว่าปากของคนในชุมชนนี้ร้ายขนาดไหน ตอนนางท้องแก้วกัลยาก็ต่างพากันซุบซิบนินทากันไปว่าท้องกับคนโน้นคนนี้บ้างโดยไม่ได้ใกล้เคียงกับความจริงเลยแม้แต่น้อย

 

                รติยามองร่างมารดาที่นอนอยู่กลางพื้นไม้ผุๆ ตรงช่องระเบียงอย่างระอาใจ มือข้างหนึ่งกอดขวดเหล้าไว้แน่นราวกับเป็นของมีค่าที่ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ ผมเผ้ายุ่งเหยิงใบหน้ากระดำกระด่างจนแทบจำไม่ได้ว่านี่คือมารดาของเธอ

                “นังเพลง นั่นมึงหรอวะ”

                “อืม แม่กินอะไรหรือยังเนี่ย”

                “กินแล้ว” นางวรรณตอบแล้วก็ชี้ไปที่ขวดเหล้า

                หญิงสาวถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย แม้จะกลับมาสองวันแล้วแต่บรรยากาศในบ้านก็ยังคงเหมือนเดิม ผู้เป็นแม่ยังคงไม่ยินดียินร้ายกับการกลับมาบ้านนานๆ ครั้งของลูกสาว จะมีก็เพียงชั่วอึดใจหนึ่งเท่านั้นคือตอนที่ยืนเงินให้

                “เออดี งั้นกินเข้าไปให้อิ่มแล้วกัน” อีกฝ่ายประชดประชัน

                “แล้วไหนว่าจะไปกับอีทอม”

                “โอ้ย! หายหัวไปไหนก็ไม่รู้” รติยาบ่นอย่างอารมณ์เสีย

                “แล้วไม่โทรหามันเล่า เดี๋ยวก็ไม่ได้หรอกเงินน่ะ”

                “ฉันก็ไม่ได้อยากได้นักหรอก รำคาญ! อีกอย่างฉันก็มีแฟนแล้วด้วย” หญิงสาวเบะปากก่อนจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “แม่บอกอยากได้ลูกเขยรวยไม่ใช่หรอ”

                “แฟน ถุย!! เดี๋ยวมันได้มึงจนเบื่อมันก็ทิ้ง ใครจะโง่เหมือนอีทอมเพื่อนมึง หาไม่ได้อีกแล้ว”

                “ฉันรำคาญมันจะแย่อยู่แล้ว”

                “รำคาญแต่มีเงินให้ใช้ไม่ขาดมือมึงก็เงียบไปเถอะ”

                สองแม่ลูกยังคงสนทนาเรื่องของแก้วกัลยาต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าเจ้าของเรื่องกำลังยืนนิ่งและได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน หลังจากนึกได้ว่าผิดนัดกับรติยาเธอก็ตรงมายังบ้านของเพื่อนทันทีแต่ไม่ทันที่จะเคาะประตูบ้านก็ได้ยินเสียงของสองแม่ลูกดังมาจากชานด้านหลังบ้านเสียก่อนจึงเดินเลาะไปดู แล้วก็ได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยินเข้า

                ปกติรติยาเป็นคนเรียบร้อยพูดจาไพเราะ แม่ของเธอยังเคยชมว่าหญิงสาวนับว่าเป็นเด็กดีเพราะไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เหมือนนางวรรณผู้เป็นแม่เลยสักนิด แต่พอมาได้ยินอย่างนี้อย่าว่าแต่อ้าปากเรียกเลยแค่พยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

                รำคาญ เป็นคำพูดของเพื่อนสนิทและคนที่เธอรักที่สุด

                เธอไม่เคยจินตนาการเลยว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับรติยาจะเป็นแบบไหน ไม่เคยแม้แต่จะคาดหวังอะไร รู้เพียงแต่ว่าอะไรที่ทำให้เพื่อนคนนี้มีความสุขเธอก็จะทำ เพื่อตอบแทนความดีที่รติยามีให้มาตลอดเวลาที่คบกัน

                “แล้วแฟนมึงเป็นใครวะ ทำงานการอะไรถึงรวย หรือพ่อแม่มันรวย” นางวรรณถามลูกสาว

                “โอ้ย ไม่ใช่เด็กๆ แล้วแม่ เขาเป็นเจ้าของผับที่กันมันเคยทำงานน่ะ” รติยาตอบ

                “เออ จะเป็นใครกูไม่สนมีเงินเป็นพอ ดีแล้วนี่ไม่ใช่พวกที่มันยังขอเงินพ่อแม่ใช่ มันไถไม่สะดวก”

                “ก็ว่าอย่างนั้นแหละ” คนเป็นลูกพึมพำแบบไม่ใส่ใจฟังเท่าไหร่นัก

                “แหม แต่พูดถึงอีทอมนั่น เลิกคบมันไปก็ดีเหมือนกัน กูละเกลียดอีสุดา ทำเป็นมีการศึกษา เป็นไงล่ะลูกมันไม่ได้เรียนเพราะเอาเงินมาให้มึงเรียน ฮ่าฮ่าฮ่า สะใจกูจริงๆ” เสียงมือกระทบที่ตักฉาดใหญ่ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะของนางวรรณทำให้คนฟังอยู่นึกเจ็บใจกับคำพูดที่เสียดแทงนั้น

                แก้วกัลยาตัดสินใจถอยออกมาจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกสับสน ไม่เคยรู้สึกไร้ค่าเท่านี้มาก่อน ไม่เพียงแต่ตัวเธอเท่านั้นที่ไร้ค่า แม่ของเธอก็ไร้ค่าด้วย เธอจะกลับไปมองหน้าแม่ยังไงหลังจากได้ยินเรื่องพวกนี้แล้ว

                ขณะที่กำลังเดินเคว้งคว้างไร้ที่พึ่งทางใจอยู่นั้นเสียงสั่นครืดของโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากโปรแกรมแชทของคนที่ดูเหมือนว่าเธอจะคุ้นหน้าคุ้นตาดีในสองสามวันมานี้

                ตัดสินใจหรือยัง

                แก้วกัลยาเพียงหยิบมันขึ้นมาอ่านแต่ไม่ได้ตอบ เธอหย่อนโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงที่จำได้ว่ารติยาเป็นคนซื้อให้เมื่อตอนปีใหม่ สมองของเธอกำลังขัดแย้งกันและพยายามคิดว่าเรื่องวันนี้เป็นความฝันหลังจากที่ยุ่งเรื่องของคนอื่นมากเกินไปทำให้เธอฝันร้ายติดต่อกัน และที่สำคัญคือ ...มันเหมือนจริงมาก เหมือนราวกับว่าที่ผ่านมามันคือความฝันและที่ได้ยินเมื่อครู่คือความจริงมาตลอด

                หญิงสาวเดินกลับไปที่บ้านก็เห็นนางสุดาผู้เป็นแม่กำลังขายของอยู่ มีพวกลูกค้าหน้าเดิมที่มาซื้อข้าวแกงกินประจำกำลังยืนกันกับเจ้าของร้านอยู่อย่างออกรส หากเป็นวันธรรมดาเธอคงไม่สนใจจะอยากรู้เท่าไหร่ว่าแม่จะคุยกับใคร

                “นี่ลูกสาวฉันน่ะกลับมาจากเชียงใหม่เอาของฝากมาเต็มเลย ผัวมันรวยแหละพอเรียนจบก็ทำงานแต่งงานที่นั่นเลย ไว้ว่างๆ จะพาให้ดู โตกว่าลูกสาวเจ๊ไม่เท่าไหร่แต่ว่ามีการงานมั่นคง” คำพูดที่ดูเหมือนจะอวดอ้างสรรพคุณของลูกสาวนั้นทำให้คนแอบฟังรู้สึกอย่างจะไปตอกกลับให้หน้าหงาย แต่พอคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรที่จะไปอวดอ้างแบบนั้นได้เลยก็รู้สึกเศร้าใจ

                “ลูกฉันน่ะมันฉลาด เดี๋ยวมันเบื่อทำงานมันก็กลับไปเรียน” นางสุดาพูดหน้าเจื่อน

                “โอ้ย เด็กพอมันลองหยุดเรียนไปแล้วจะให้ไปเรียนต่อน่ะลำบาก สู้พวกรุ่นน้องมันไม่ได้” แก้วกัลยาไม่ได้อยู่ฟังต่อเพราะดูเหมือนว่าคำพูดต่อจากนี้ก็คงไม่ต่างกัน

                เกิดอะไรขึ้น... ทำไมเธอปล่อยให้แม่ตัวเองกลายเป็นคนที่ถูกคนอื่นดูถูกแบบนี้ เมื่อตอนยังเด็กเธอเคยเป็นที่ชื่นชมของเหล่าลุงป้าน้าอาพวกนี้เพราะว่าเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด แม้จะแก่นทโมนไปบ้างแต่ก็ยังมีเรื่องน่าภูมิใจอยู่ ส่วนตอนนี้เพราะว่าคิดถึงแต่รติยาทำให้ลืมนึกถึงชีวิตของตัวเองและผู้เป็นแม่ไป

                หญิงสาวหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาส่งข้อความกลับหาคนที่เพิ่งส่งข้อความมาเมื่อครู่นี้ ข้อดีของเธอคือฉลาด แต่คนฉลาดบางครั้งก็ต้องเสี่ยงเพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองนั้นเคยโง่แค่ไหน

                ตกลง อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันที่บ้านคุณ

 

                ภาวิชญ์พยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าทำไมถึงต้องมานั่งอ่านสัญญาบ้าๆ ที่เขียนด้วยลายเมื่อห่วยแตกแบบนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ หญิงสาวตรงหน้ามาพร้อมกับสัญญาที่เขียนอย่างลวกๆ ในสมุดฉีกกระดาษเนื้อหยาบ สาบานได้ว่าตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยจับกระดาษที่หยาบแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

                ข้าพเจ้านางสาวแก้วกัลยา บุญแต่เกิด ต่อไปนี้จะเรียกว่าผู้ถูกว่าจ้าง กับนายภาวิชญ์ ...............(เขียนนามสกุลด้วย) ต่อไปนี้จะเรียกว่าผู้ว่าจ้าง โดยการว่าจ้างนี้จะมีขอบเขตงานดังต่อไปนี้

1.       คอยหยุดยั้งเมื่อนายภาวิชญ์กำลังคลั่ง โดยวิธีการนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์

2.       คอยดูแลไม่ให้คนภายนอกรู้ว่านายภาวิชญ์เป็นบ้า

3.       ทำตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้นายภาวิชญ์หายจากเป็นบ้าโดยเร็ว

4.       งานเบ็ดเตล็ดอื่นๆ โดยไม่ใช่เรื่องงานบ้านหรือทำอาหาร

สัญญาว่าจ้างมีระยะเวลาสามเดือน โดยทุกเดือนผู้ว่าจ้างจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้ถูกจ้างเดือนละสามแสนและยกเงินที่หายไปไม่ว่าจะเป็นนายเอนกเอาไปหรือไม่ถือเป็นโบนัสหากผู้ถูกจ้างทำงานเสร็จ

                ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากอ่านจบ ถึงจะรู้สึกขบขันอยู่บ้างแต่ก็พยายามที่จะไม่ยิ้มออกมา เจ้าเด็กไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี่กล้าว่าเขาว่า เป็นบ้าไหนจะสัญญาที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์กับผู้ถูกว่าจ้างอย่างเธอมากกว่า

                “ว่าไง” หญิงสาวถามทันที

                เขาไม่ตอบแต่กลับใช้ปากกาขีดเขียนแก้ไขข้อความในกระดาษนั้น จนเมื่อเสร็จก็ส่งกระดาษใบเดิมให้คนตรงหน้าทันที หญิงสาวรับมาก่อนจะตั้งใจอ่านข้อเสนอเพิ่มเติมของเขา

ข้าพเจ้านางสาวแก้วกัลยา บุญแต่เกิด ต่อไปนี้จะเรียกว่าผู้ถูกว่าจ้าง กับนายภาวิชญ์ วณิชวัญกุล ต่อไปนี้จะเรียกว่าผู้ว่าจ้าง โดยการว่าจ้างนี้จะมีขอบเขตงานดังต่อไปนี้

1.       คอยหยุดยั้งเมื่อผู้ว่าจ้างมีอาการป่วย โดยไม่ใช่วิธีการรุนแรงจนเกินไป

2.       คอยดูแลไม่ให้คนภายนอกล่วงรู้เกี่ยวกับอาการป่วยของผู้ว่าจ้าง

3.       ทำตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ผู้ว่าจ้างหายจากอาการป่วยโดยเร็ว

4.       งานเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ทั้งเรื่องงานบ้านหรือทำอาหารหากผู้ว่าจ้างต้องการผู้ถูกว่าจ้างจะต้องทำโดยไม่มีข้อแม้

5.       ผู้ถูกจ้างจะต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ว่าจ้างโดยจะต้องนอนในห้องเดียวกัน

สัญญาว่าจ้างมีระยะเวลาสามเดือน โดยทุกเดือนผู้ว่าจ้างจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้ถูกจ้างเดือนละสามแสนและยกเงินที่หายไปไม่ว่าจะเป็นนายเอนกเอาไปหรือไม่ถือเป็นโบนัสหากผู้ถูกจ้างทำงานเสร็จ

“นอนห้องเดียวกัน!!” แก้วกัลยาโวยวายขึ้นมาทันที แม้ว่าคืนนั้นเธอจะหน้าด้านนอนบนเตียงเดียวกับเขาก็เพราะว่าเหตุสุดวิสัยแต่หากจะต้องนอนแบบนั้นกันทุกวันคงจะรู้สึกอึดอัดใจพิลึก

“ผมว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกันผมก็แจงรายละเอียดไปบ้างแล้วนะว่าคุณต้องนอนกับผม” เขาพูดหน้าตาเฉย ถึงแม้ว่าจะคนละความหมายกับที่หญิงสาวเข้าใจตามกุลวัฒน์ แต่เธอก็ยังคงเข้าใจว่ากำลังคุยเรื่องเดียวกันอยู่

“ฉันไม่ได้ขัดข้องหรอกนะได้เรื่องนอนน่ะ แต่แบบควรมีวันหยุดนะ อย่างเช่นให้ฉันไปนอนคนเดียวสักสองวันหรือรอจนคุณหลับแล้วฉันก็ไปนอนห้องตัวเองอย่างนั้นดีกว่าไหม” หญิงสาวเสนอความคิด

ภาวิชญ์ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะพูดออกมาว่า “ทุกวันพฤหัสไม่ต้องมา แค่วันเดียว”

“สองไหม”

“วันเดียว” เขาตอบกลับเสียงเข้ม

แก้วกัลยาเบ้ปากก่อนจะหยิบสัญญาที่เขียนกันเมื่อสักครู่มาเซ็น แม้ปากจะบ่นพึมพำแต่เธอก็ยอมทำตาม ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือกแต่เพราะนี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่เธอจะหาเงินได้เยอะขนาดนี้ภายในเวลาไม่นาน ถ้าหากจะคำนวณดูดีๆ แล้วเมื่อเสร็จงานนี้เธอจะมีเงินถึงหกแสน แค่นี้ก็ไม่ต้องห่วงค่าเล่าเรียนที่จะต้องจ่ายในสามถึงสี่ปี

“แล้วถ้าต้องย้ายมาอยู่ที่นี่แม่ของคุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกังวลเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่ตนเองจะต้องใส่ใจ เห็นท่าทางกักขฬะของหญิงสาวตรงหน้าแล้วก็พาลสงสัยว่าแม่ของเธอเป็นแบบไหนกันแน่

“โอ้ยไม่ต้องห่วง รู้ว่าจะมาอยู่กับผู้ชายนี่คงจุดพลุเลยแหละ” เธอพูดเพราะรู้อยู่แล้วว่านางสุดาเป็นคนยังไง แม่ของเธออยากให้เธอโตมาเป็นผู้หญิงสวยน่ารักถึงได้กล้าตั้งชื่อว่าแก้วกัลยา และเพราะไอ้ชื่อลิเกนี่ล่ะที่ทำให้เธอโดนเพื่อนล้อต่างๆ นาๆ จนต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองกลายเป็นคนแข็งกระด้างอย่างทุกวันนี้

“ทางที่ดีสัญญาเมื่อครู่นี้อย่าให้ใครรู้มากจะดีกว่า” เขาย้ำ

“รู้แล้ว ใครอยากจะบอกคนอื่นล่ะ แล้วนี่ฉันย้ายเข้ามาได้เลยไหม” อีกฝ่ายถาม

“ก็เก็บข้าวของมาเมื่อไหร่ก็ได้เลย”

“งั้นก็วันนี้แหละ ฉันไม่มีของอะไรหรอกมีแต่ตัว” คำพูดมั่วซั่วของเธอทำเอาชายหนุ่มมองตาไม่กระพริบ จะว่าหญิงสาวตรงหน้านิสัยเหมือนผู้ชายก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะผู้ชายบางคนยังไม่กล้าทำตัวห่ามขนาดนี้ หรือนี่เป็นเรื่องธรรมดาของชนชั้นล่างเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

"งั้นก็...”

“เออแต่ลืมไอ้ปื๊ดไอ้จอร์จไว้ที่บ้าน แย่ละแม่มาเห็นต้องด่าแน่ งั้นฉันกลับไปเอามันมานี่ก่อนแล้วกัน” ดูเหมือนเธอจะพูดเองเออเองเสียมากกว่าเพราะเมื่อพูดจบร่างบางก็สาวเท้าเดินออกจากประตูไปทันที

“ปื๊ด กับจอร์จ” ภาวิชญ์เอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าปื๊ดกับจอร์จที่หญิงสาวพูดถึงมันคืออะไรกันแน่ถึงสำคัญมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง

รติยามาตามมาหาแก้วกัลยาที่บ้านก็เจอกับนางสุดาที่ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกสาวของตัวเองตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่ได้กังวลใจอะไรเพราะปกติกุลสตรีที่โลกรออย่างลูกสาวของเธอก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านกลับช่องเป็นเวลาอยู่แล้ว

“ป่านนี้คงนั่งเล่นไพ่อยู่ที่ไหนซักที่แหละป้าว่า”

“แต่กันเขานัดกับเพลงเอาไว้นะคะก็รู้อยู่ว่าเพลงจะกลับพรุ่งนี้แล้ว” สาวสวยอารมณ์เสียกระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกอย่างเบื่อหน่าย ตั้งแต่กลับมาที่บ้านแก้วกัลยาก็เบี้ยวนัดเธอสองรอบ ครั้งแรกยังพออนุโลมครั้งที่สองนี่สิ หากไม่ได้เจอกันแบบนี้เธอก็จะไม่ได้พูดเรื่องเงินน่ะสิ

“เอาน่ามันคงไม่ว่างจริงๆ นั่นแหละ เพลงก็กลับไปก่อนมันมาแล้วป้าจะบอกมันให้”

“ถ้าอย่างนั้นเพลงจะมาใหม่ตอนเย็นนะป้าดา” อีกฝ่ายว่าก่อนจะเดินกลับไปด้วยท่าทางเซ็งๆ นางสุดามองตามร่างเพื่อนสนิทของลูกสาวไปอย่างปลงตก แม้ไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรรติยาแต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่ากับมารดาของหญิงสาวแล้วถึงขั้นไม่ชอบขี้หน้าด้วยเป็นอริกันมาตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือแล้ว ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไรนังวรรณนั่นถึงได้มีลูกสาวมาคอยวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้แก้วกัลยาของเธอ

ไม่นานหลังจากรติยากลับไปแก้วกัลยาก็ปรากฏตัวขึ้น หญิงสาวไม่พูดพล่ามทำเพลงรีบขึ้นไปเก็บเอาเจ้าปลากัดทั้งสองตัวลงมาข้างล่าง เมื่อนางสุดาเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของลูกสาวก็เอาตัวมาขวางเอาไว้

“เอ็งจะไปไหนนังแก้ว”

“ไปนอนบ้านเพื่อน”

“เพื่อนที่ไหน กลับเมื่อไหร่”

“เพื่อนใหม่ แม่ไม่ต้องห่วง”

“ไม่ต้องห่วงยังไงวะ เอ็งเป็นผู้หญิงนะจะไปนอนที่ไหนมั่วซั่วไม่ได้นะ แล้วอีกอย่างเมื่อกี้เพลงมันมาถามหาเอ็งบอกว่านัดกันแล้วไม่ไป” ถึงจะรู้ว่าลูกสาวของตนนั้นดื้อแค่ไหนแต่หัวอกความเป็นแม่ยังไงก็ต้องมีห้ามปรามกันบ้าง แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะแสดงท่าทางแปลกๆ ปกติหากพูดถึงรติยาทีไรไม่มีครั้งใดที่แก้วกัลยาจะไม่สนใจ แต่ดูจะไม่เหมือนกันเพราะลูกสาวของเธอไม่เพียงแต่หลบตากลับยังเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก

“เออเดี๋ยวฉันจัดเองน่าแม่  แล้วนี่ถ้าพวกป้าๆ นั่นมาอวดลูกอวดหลานอีกก็บอกไปเลยนะอีกไม่นาน ฉันจะทำให้แม่เป็นคุณนายไม่ต้องโดยใครดูถูกอีก” ครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องที่จริงจังที่สุดในชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตแก้วกัลยามักจะทำอะไรโดยขาดความตั้งใจมาโดยตลอด เรียนเก่งแต่ก็ไม่มีความทะเยอทะยานมัวหลงมัวเมาอยู่กับความหวังอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ แต่เธอไม่โทษใครหรอกเพราะเป็นตัวเองที่ตัดสินใจเองทั้งนั้น

“ไปกินยาผิดมาหรือเปล่าเนี่ย” นางสุดาถามก่อนจะเอามือทาบที่หน้าปากของลูกสาวอย่างเป็นห่วง ก็แต่ไหนแต่ไรมาน้อยนักที่แก้วกัลยาจะหันมาสนใจผู้เป็นแม่คนนี้

“ฉันรักแม่นะ”

“บ้าไปแล้วแน่ๆ” ยังไม่ทันทีนางสุดาจะทันตั้งตัวร่างบางก็สวมกอดผู้เป็นแม่เสียแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก หลังจากดิ้นขลุกขลักเพราะความไม่คุ้นเคยอยู่สักครู่ก็ยอมกอดตอบอีกฝ่ายด้วยความตื้นตัน

“เอ็งจะมาอ้อนข้าแล้วไม่บอกว่าจะไปอยู่ที่ไหนไม่ได้นะ”

“อยู่บ้านเพื่อนผู้ชาย” อีกฝ่ายตอบเบาๆ

“ห๊า!!

                “ไม่ต้องหา อยู่บ้านเพื่อนผู้ชายจริงๆ ไปทำงานบ้านเขาดูแลคนป่วย” หญิงสาวค่อยๆ อธิบาย แต่แค่รู้ว่าเธอมีเพื่อนผู้ชายสายตาของแม่ก็เปล่งประกายระยิบระยับแล้ว

                “เอออย่างนั้นเอ็งรีบไปเถอะเดี๋ยวเขาจะรอ แล้วนี่เอาไปแค่นี้หรือไง” ท่าทีเปลี่ยนไปของผู้เป็นมารดาทำเอาแก้วกัลยาเบ้ปากด้วยความหมันไส้ เมื่อครู่ยังทำท่าเป็นห่วงเธออยู่เลยพอบอกจะไปอยู่กับเพื่อนผู้ชายเท่านั้นก็กลายเป็นแบบนี้

                “ไหนแม่บอกเป็นสาวเป็นนางไม่ควรไปนอนนอกบ้าน”

                “เออนี่แล้วเพื่อนทำงานอะไร หน้าตาเป็นยังไง นิสัยดีหรือเปล่า” นางสุดาไม่ฟังได้แต่ถามเรื่องของผู้ชายผู้โชคร้ายคนนั้นแทน แก้วกัลยาไม่ได้อธิบายอะไรมากบอกแค่ว่าเป็นเพื่อนที่เคยรู้จักกันตอนทำงานพิเศษสมัยเรียนแต่ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว เมื่อวานบังเอิญไปเจอจึงชวนไปทำงานด้วย

                “ไปแล้วนะแม่ เดี๋ยววันหยุดจะกลับมา” หญิงสาวโบกมือลาโดยไม่ถามเรื่องของรติยาสักคำ แค่คิดถึงเรื่องที่เพื่อนรักพูดเมื่อวานจิตใจก็ห่อเหี่ยวจนทำอะไรไม่ถูก การหลบหน้าไปคงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ในตอนนี้แล้ว อย่างน้อยก็ตอนที่เธอสามารถทำใจได้แล้วว่านั่นเป็นตัวตนจริงๆ ของเพื่อนรักเธอ

                เมื่อย้อนกลับมาที่คฤหาสน์หลังงามของภาวิชญ์เธอก็พบว่ากุลวัฒน์กับบรรดาบอดี้การ์ดของชายหนุ่มต่างมาประจำที่ของตัวเองกันแล้ว ทั้งที่เมื่อตอนกลางวันที่นี่ไม่มีใครอยู่เลยสักคน

                “คุณแก้วกัลยาครับผมจะให้คนยกของพวกนี้ขึ้นไปเอง” กุลวัฒน์เดินเข้ามาพร้อมทำท่าจะเรียกพวกบอกี้การ์ดเข้ามาช่วยหญิงสาว แต่แก้วกัลยาโบกมือเป็นพัลวันเพราะตัวเองมีแค่กระเป๋าเป้ใบเดียวกับโถปลากัดเท่านั้น

                “โอ้ยไม่ต้องหรอก ของแค่นี้เองฉันขนขึ้นไปบนห้องเองได้ ว่าแต่ไหนล่ะห้องฉัน” ร่างบางกรอกตาไปมาอยากเห็นห้องนอนส่วนตัวในบ้านหลังใหญ่แบบนี้เต็มแก่ แต่พอเห็นท่าทางกระอั่กกระอ่วนของกุลวัฒน์แล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิด

                “คุณอั๋นจัดให้คุณนอนชั้นล่าง ทางนี้เลยครับ” ในที่สุดเขาก็กระเตื้องขึ้นมาพาเธอเดินไปยังห้องที่เจ้าของบ้านบอกเอาไว้ จากคราวก่อนที่เดินสำรวจเธอก็พอจะอนุมานได้ว่าชั้นล่างที่ว่าคงจะเป็นเรือนคนใช้อะไรเทือกนั้นแต่ยังไงก็อยู่ที่นี่ค่สามเดือนจะให้นอนที่ไหนเธอก็นอนได้ทั้งนั้น

                “นี่ครับ” ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นห้องใหญ่ด้านใน เมื่อเปิดไฟแล้วแก้วกัลยาก็ต้องปล่อยกระเป๋าเป้ในมือจนหล่นตุ้บอยู่บนพื้น ยังดีที่พอจะยังประคองโถปลากัดเอาไว้ได้ไม่อย่างนั้นเจ้าปลาสองตัวสุดที่รักของอเนกต้องนอนด้าวดิ้นสิ้นใจอย่างแน่นอน

                “นี่มันห้องเก็บของนี่” เธอกันไปถามเลขาหนุ่มที่เอาแต่หัวเราะในลำคอ

                “เอ่อถ้าว่ากันตามที่เห็นก็น่าจะใช่ครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับมีเตียงกับที่นอน”

                “ใครห่วงเรื่องนั้นล่ะ จะให้นอนในห้องเก็บของไม่เกินไปหน่อยหรอ” หญิงสาวโวยวาย ใครกันที่มีเงินเดือนตั้งสามแสนแต่ต้องมานอนห้องเก็บของบ้าง

                “แต่ว่าคุณต้องนอนกับคุณอั๋นอยู่แล้วนี่ครับ มานอนนี่ที่อาทิตย์ล่ะวันก็ไม่น่าจะมีปัญหา”

                “เจ้านายคุณอยู่ไหน ขอคุยหน่อย”

                “อย่าดีกว่าครับ ตอนนี้กำลังเก็บตัวอาการไม่ค่อยดี” เลขาหนุ่มว่า ความจริงตั้งแต่ตอนเย็นหลังจากสั่งงานเขาเสร็จภาวิชญ์ก็เริ่มอาการไม่ดีแล้วจึงรับเข้าห้องนอนไปเก็บตัวอยู่ในนั้นคนเดียว แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ยินเสียงโครมครามอะไรบางทีเจ้านายของเขาอาจจะกำลังนอนพักผ่อนอยู่

                “อ้าว ก็จ้างฉันมาให้ดูแลไม่ใช่หรอ อยู่บนห้องนอนใช่ไหม” อีกคนไม่รอช้ารีบเดินขึ้นไปบนห้องนอนของภาวิชญ์ชั้นบนทันที ทั้งกุลวัฒน์และบอดี้การ์ดต่างเดินตามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง แต่เพราะประตูถูกล็อคจากด้านในทำให้หญิงสาวทำได้แต่เคาะประตูอยู่ด้านนอก

                “คุณครับ ผมว่าคุณอั๋นอาจจะนอนอยู่อย่าเพิ่งรบกวนดีกว่า” กุลวัฒน์พยายามจะห้ามหญิงสาว

                “ฉันว่าแปลกๆ นะปกติเขาต้องทำลายข้าวของไม่ใช่หรอ” ไม่พูดเปล่าเธอเอาหูแนบที่บานประตูก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น หรือว่าเขาอาจจะหลับอยู่จริงๆ อย่างที่กุลวัฒน์บอก แต่พอคิดถึงอาการของเขาที่เธอเห็นวันนั้นประกอบกับคำบอกเล่าของกุลวัฒน์นั่นก็แสดงว่าเขาเริ่มแย่ลง แต่อาการของคนแย่ลงจะมานอนหลับเงียบๆ แบบนี้ได้ยังไง

                “เอากุญแจมา” ร่างบางแบมือของกุญแจจากเลขาหนุ่ม

                “แต่ว่า”

                “แต่ว่าบ้าอะไร ถึงจะนอนหลับก็ต้องเข้าไปดู” เธอว่า

                ในเมื่อตัดสินใจให้เธอเข้ามาดูแลเจ้านายของเขาแล้วกุลวัฒน์ก็ไม่มีเรื่องจะแย้งอีก แม้ว่าจะกลัวภาวิชญ์โมโหแต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้หญิงตรงหน้า ก็เธอไม่ใช่หรือไงที่จัดการเจ้านายเขาได้เมื่อคราวก่อน ชายหนุ่มหยิบกุญแจห้องออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านในแล้วส่งให้หญิงสาว

                ทันทีที่เปิดประตูออกมาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างสูงนอนพิงผนังอยู่ที่พื้นมุมห้อง ที่ข้อเท้าของเขามีเชือกเส้นใหญ่มัดอยู่ส่วนที่ข้อมือเป็นกุญแจมือ เสียงหายใจของเขาแผ่วเบาจนเหมือนจะไม่มีแรงหายใจทำเอาแก้วกัลยาทำอะไรไม่ถูก สภาพของเขาทำเอาเธออย่างจะร้องไห้ ใครกันทีบอกว่ามีเงินแล้วจะมีความสุข

                “มองอะไรกันรีบพาเจ้านายพวกคุณไปโรงพยาบาลสิ” หญิงสาวตะโกนสั่ง

                “ไม่ได้ครับ เราพาไปไม่ได้” กุลวัฒน์ว่า

                “ทำไมล่ะ ดูสภาพเขาสิปล่อยเอาไว้อย่างนี้เดี๋ยวก็ตายหรอก”

                “คุณอั๋นเป็นผู้บริหารระดับสูง ถ้าเกิดว่ามีข่าวออกไปว่าป่วยเป็นโรคแบบนี้ คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ถึงจะอยากทำแบบที่หญิงสาวบอกแค่ไหนแต่เลขาหนุ่มก็เรียนรู้ว่าหากจะให้ภาวิชญ์มีชีวิตอยู่ต่อไปได้จะต้องปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้โลกภายนอกได้รับรู้ สิ่งที่เจ้านายของเขาเกลียดมากที่สุดคือการที่ถูกผู้คนมองอย่างสมเพชสงสารแบบที่พวกเขากำลังทำอยู่

                “คนจะตายอยู่แล้ว พวกคุณยังคิดเรื่องแบบนี้” อีกฝ่ายสวนขึ้นมา ไม่เข้าใจว่าเรื่องพวกนั้นมันมีความหมายอะไรมากกว่าชีวิตของคนกัน

                “ผมจะตามหมอมารบกวนคุณช่วยดูแลคุณอั๋นก่อน”

                “ถ้าหมายถึงจิตแพทย์โรคจิตนั่น ฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาล” หญิงสาวยังคงดื้อ ในเมื่อไม่มีใครช่วยเธอก็จะแบกเขาไปเอง ทันทีที่ร่างบางปรี่เข้าไปพยุงตัวของอีกฝ่ายเธอก็ถูกคนป่วยผลักออก

                “ไม่ไป” เสียงของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน ข้อมือของเขาครูดไปมากับกุญแจมือจนเกิดไปรอยแดงช้ำ บางที่ก็มีเลือดไหลซิบออกมา เดาว่าตอนที่อาการกำเริบเขาคงจะฝืนตัวเองสุดฤทธิ์ถึงได้เงียบจนไม่มีเสียงอะไรออกมาเลย

                ถ้าเธอ...เป็นพ่อแม่ของเขาคงจะปวดใจน่าดูที่เห็นสภาพลูกชายเป็นอย่างนี้ เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกสงสารใครคนหนึ่งมากขนาดนี้ ภาพชายหนุ่มผู้ร่ำรวยเอาแต่ใจและนิสัยเสียที่เธอเห็นในตอนแรกแท้จริงแล้วกลับเป็นผู้ชายที่น่าสงสารขนาดนี้ อยู่หญิงสาวก็รู้สึกผิดขึ้นมาที่ไปต่อยเขาคราวที่แล้ว

                “ไม่ไปก็ไม่ไป แล้วกุญแจมือนี่เอาออกยังไง” เธอเลื่อนตัวเข้าไปนั่งประคองเขาที่พื้น ร่างสูงที่โงนเงนไปมาถูกดึงให้พิงที่ไหล่เล็กของอีกฝ่าย เขาชี้ไปยังที่ที่ตนวางกุญแจเอาไว้สักพักกุลวัฒน์ก็หยิบมันมายื่นให้แก้วกัลยา

                “พวกคุณออกไปก่อนเถอะ ฉันดูแลเขาต่อเอง” หญิงสาวว่า แต่เมื่อเห็นว่าพวกที่เหลือยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเธอก็พูดออกมาด้วยความรำคาญว่า “หรือจะมานอนที่นี่แทนก็ได้นะ”

                ได้ผล...พวกบอดี้การ์ดรวมถึงกุลวัฒน์รีบถอยร่นกันออกจากห้องไปจนหมดโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูเอาไว้ด้วย ส่วนภาวิชญ์ที่นอนเป็นผักต้มอยู่ตอนนี้ก็ได้แต่หายใจรวยริน แต่ก็ยังไม่วายจะออกคำสั่งด้วยเสียงแผ่วเบาข้างหูของเธอว่า “บอกกุลด้วยว่าไม่ต้องตามหมอ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว”

                “ถ้าคุณตายขึ้นมาฉันจะทำยังไงเนี่ย เงินเดือนยังไม่ได้เลยสักเดือน” หญิงสาวบ่น

                “พาไปที่เตียงที”

                “ฟังฉันมั่งไหมเนี่ย”

                “เร็ว” เสียงลมหายใจของเขาเป่ารดต้นคอของหญิงสาวจนขนลุกไปหมด เกิดมาไม่เคยต้องรับคำสั่งใครแต่ในเมื่อเขาเป็นเจ้านายที่ให้ค่าจ้างตั้งเดือนละสามแสนเธอก็จะยอมหน่อยแล้วกันถือซะว่าเป็นบริการเสริมจากเงินเดือนที่แพงขนาดนี้

                หลังจากพาร่างสูงขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างทุลักทุเลแล้วเธอก็มาจัดการหายามาทาที่ข้อมือและข้อเท้าของเขา ผิวของชายหนุ่มเนียนละเอียดเหมือนกับผิวเด็ก มือใหญ่ของเขานุ่มนิ่มสมกับเป็นลูกผู้ดีมีเงิน แต่รอยแผลเป็นตามตัวนี่สิ ยิ่งเธอเลิกเสื้อของเขาขึ้นก็ยิ่งเห็นรอยน้อยใหญ่ทั้งเก่าและใหม่ ไม่รู้ว่าเขาอยู่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วและถ้าไม่หายจะต้องใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

                “เฮ่อ” เธอยืนขึ้นแล้วมองร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียง ในเมื่อเธอตัดสินใจจะมาทำงานที่นี่ นอกจากได้เงินแล้วก็ยังมีโอกาสได้ทำความดีช่วยเขาให้หายจะโรคประหลาดนี่ให้ได้ ไหนๆ ทำความชั่วมาทั้งชีวิตขอทำความดีบ้างจะเป็นไรไป ยังไงภาวิชญ์จะต้องหายภายในสามเดือนตามสัญญา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

198 ความคิดเห็น

  1. #59 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 23:47
    แม่!! ลูกจะไปบ้านผู้ชาย หวงมั่ง ไม่ใช่ยัดเยียดแบบนี้655555555555
    #59
    0
  2. #6 ลักษณ์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:13
    สนุกมากค่ะ ขำแม่จริงๆพอรู้ว่าแก้วจะไปค้างกับผู้ชายรีบบอกให้ไปเลย ดีใจที่แก้วตาสว่างรู้นิสัยที่แท้จริงของเพื่อนซะที ลุ้นคุณอั๋นกับแก้วต่อไปค่ะ
    #6
    0
  3. #5 ลักษณ์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:13
    สนุกมากค่ะ ขำแม่จริงๆพอรู้ว่าแก้วจะไปค้างกับผู้ชายรีบบอกให้ไปเลย ดีใจที่แก้วตาสว่างรู้นิสัยที่แท้จริงของเพื่อนซะที ลุ้นคุณอั๋นกับแก้วต่อไปค่ะ
    #5
    0